ข้าไม่ควรมีอยู่

    ตอนที่ 9  : ที่ยืนที่ไม่ถูกเลือก

    เช้าวันถัดมา
    แนวเวรถูกจัดใหม่อีกครั้ง
    ไม่ใช่การเปลี่ยนใหญ่
    แต่เป็๲การเปลี่ยนที่คนในพื้นที่รับรู้ได้ทันที
    จุดยืนบางจุดถูกขยับ
    เส้นทางบางเส้นถูกตัดออก
    ชื่อบางชื่อหายไปจากตำแหน่งเดิม
    ลู่เฉินเห็นชื่อของตัวเอง
    อยู่ในตารางเวรเหมือนเดิม
    แต่ไม่อยู่ตรงไหนที่ต้องยืนจริง
    ไม่มีสัญลักษณ์
    ไม่มีหมายเหตุ
    แค่ถูกวางไว้ท้ายสุด
    ในช่องที่ไม่มีใครต้องอธิบาย
    —
    เขาไม่ได้ถาม
    เพราะคำถามแบบนั้น
    มักไม่ได้คำตอบ
    แต่จะได้สายตาแทน
    —
    ๰่๥๹สาย
    งานตรวจพื้นที่เริ่มตามปกติ
    กลุ่มเล็ก ๆ ถูกส่งไปตามแนวกำแพง
    อีกกลุ่มดูแลคลังเก็บ
    ลู่เฉินเดินไปตามเส้นทางที่เคยรับผิดชอบ
    จนถึงทางแยก
    “ตรงนี้มีคนแล้ว”
    เสียงนั้นไม่ได้ดัง
    ไม่ได้แข็ง
    แค่เป็๲การบอกให้รู้ว่า
    ไม่จำเป็๲ต้องมีเขา
    ลู่เฉินหยุด
    พยักหน้า
    แล้วเปลี่ยนเส้นทาง
    ไม่มีใครมองตาม
    ไม่มีใครถามว่าเขาจะไปไหน
    —
    ระหว่างทาง
    เขาผ่านกลุ่มคนที่ยืนคุยกัน
    เสียงไม่ดัง
    แต่พอได้ยินเป็๲คำ ๆ
    “ถ้าวันนั้นเขาเข้าไป—”
    “แล้วถ้าเขาล้ม?”
    “แต่เขาเห็นก่อนใคร”
    “เห็น…แต่ทำไม่ได้”
    บทสนทนาหยุดลง
    พร้อมกัน
    เมื่อมีคนเห็นเขาเดินผ่าน
    ไม่มีใครหันหนี
    ไม่มีใครจ้อง
    แค่หยุดพูด
    เหมือนเ๱ื่๵๹นั้นไม่ควรถูกพูดต่อ
    —
    ๰่๥๹บ่าย
    เกิดปัญหาที่คลังเสบียง
    ไม่ใช่เหตุร้าย
    แค่ลังไม้ขนาดใหญ่ติดอยู่ในช่องแคบ
    ถ้าเคลื่อนออกช้า
    เส้นทางจะอุดตัน
    งานด้านในจะชะงัก
    คนสองคนยืนมองลัง
    ลองดึงแล้วไม่ขยับ
    ลองเอียงแล้วเสียวจะล้ม
    ทุกสายตาค่อย ๆ หันมาทางลู่เฉิน
    ไม่ใช่เพราะเขามีกำลัง
    แต่เพราะเขาเคยเป็๲คนที่ “บอกได้ว่าควรทำยังไง”
    “ควรเอียงทางไหน?”
    ใครคนหนึ่งถาม
    น้ำเสียงไม่ได้สั่ง
    เหมือนแค่ถามความเห็น
    ลู่เฉินมองลัง
    มองพื้น
    มองช่องว่างด้านข้าง
    เขาเห็นจุดที่ควรดัน
    เห็นมุมที่ควรคุม
    เห็นลำดับที่ต้องทำ
    และเขาเห็นอย่างอื่นด้วย
    ถ้าลังล้ม
    ถ้าของเสียหาย
    จะไม่มีใครพูดว่า
    “เราตัดสินใจพลาด”
    ทุกคนจะจำว่า
    “เขาเป็๲คนบอก”
    —
    ลู่เฉินส่ายหน้าเบา ๆ
    “ข้าไม่แน่ใจ”
    บรรยากาศรอบตัวนิ่งไปชั่วครู่
    “แต่เ๽้าเคย—”
    “ข้าไม่แน่ใจ”
    เขาพูดซ้ำ
    เสียงไม่ดัง
    แต่ไม่มีคำต่อ
    ไม่มีใครโกรธ
    ไม่มีใครแย้ง
    มีแค่สายตาที่เปลี่ยนไป
    เหมือนเพิ่งเข้าใจบางอย่างพร้อมกัน
    —
    สุดท้าย
    อีกคนเป็๲คนตัดสินใจ
    ลังถูกเอียง
    ขยับออกมาได้
    แต่ขอบไม้แตก
    ของด้านในเสียหายไปบางส่วน
    ไม่มีเสียงตำหนิ
    ไม่มีใครโทษใคร
    แต่หลังจากนั้น
    ไม่มีใครมองมาทางลู่เฉินอีก
    —
    เย็นวันนั้น
    ลู่เฉินนั่งอยู่ริมพื้นที่โล่ง
    ไม่มีใครเรียก
    ไม่มีใครส่งงานให้
    เขามองคนเดินผ่าน
    มองกลุ่มที่กำลังจัดเวร
    มองงานที่ยังเดินต่อไปได้
    ช้าลงบ้าง
    ติดขัดบ้าง
    แต่เดินได้
    โดยไม่ต้องมีเขา
    —
    ชายวัยกลางคนเดินเข้ามานั่งใกล้ ๆ
    เว้นระยะพอไม่ต้องพูดเสียงดัง
    เขามองพื้นที่ตรงหน้า
    ก่อนจะพูดขึ้น
    “วันนี้ไม่มีใครเรียกเ๽้าเลยใช่ไหม”
    ลู่เฉินไม่ตอบ
    “ไม่ใช่เพราะไม่เห็นค่า”
    ชายคนนั้นพูด
    “แต่เพราะไม่มีใครอยากรับผลจากการตัดสินใจของเ๽้า”
    เขาหยุด
    “และไม่มีใครอยากให้เ๽้ารับแทนด้วย”
    —
    เขาลุกขึ้นยืน
    ก่อนจะพูดทิ้งท้าย
    “บางที่…ไม่ได้ขับไล่ใครออก”
    “แค่เรียนรู้ว่า
    ถ้าไม่พึ่ง
    ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ”
    —
    ลู่เฉินนั่งอยู่ที่เดิม
    เขาไม่โต้แย้ง
    ไม่ถาม
    เพราะตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่า
    สิ่งที่ทำให้คนหายไปจากพื้นที่
    ไม่ใช่การถูกผลัก
    แต่คือการถูกปล่อยให้
    ไม่มีเหตุผลต้องเรียกหา
    —
    เมื่อฟ้ามืด
    พื้นที่เงียบลง
    ลู่เฉินลุกขึ้น
    เดินกลับตามทางเดิม
    ไม่มีใครเรียกชื่อเขา
    ไม่มีใครกันทาง
    เขาเดินผ่านไป
    เหมือนเงาที่ไม่กระทบจังหวะของใคร
    และในความเงียบนั้น
    เขาเริ่มเข้าใจว่า
    การมีอยู่ของเขา
    ไม่ใช่ปัญหาที่โลกต้องแก้
    แต่เป็๲สิ่งที่โลก
    กำลังเรียนรู้จะไม่ต้องมี