บทที่ 34 ลังเล
พวกเราสามคนเผชิญหน้ากันอยู่แบบนี้ ภายใต้แสงไฟสีเขียวอมฟ้า ทุกคนดูราวกับเป็นภูตผีปีศาจ เสี่ยวหงมองมาที่ผม แล้วหัวเราะเยาะ
“ฮ่าวจื่อ คุณจะทำอะไรก่อนหน้านี้ตอนที่ยายหวังไล่ฆ่าพวกคุณสองพี่น้องฉันช่วยชีวิตพวกคุณไว้ นี่คือวิธีที่คุณตอบแทนบุญคุณงั้นเหรอ”
“สุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์มีความทะเยอทะยานอย่ามาทำตัวเป็นคนดีอีกเลย” เสี่ยวหงดูหงุดหงิดเล็กน้อยจ้องมองผมอย่างดุดันพึมพำอะไรบางอย่างในปาก
ยายหวังแม้จะอยู่ด้านหลังผมแต่ก็มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างรวดเร็ว เห็นร่างของเด็กประหลาดที่พิงกำแพงโอนเอนไปมา พวกเราเริ่มรู้สึกท่าไม่ดี ยายหวังไม่กล้าประมาทอีกต่อไป จึงหยิบเอาผ้ายันต์สีเหลืองออกมาจากฝ่ามือ กระโดดเข้าไปด้านหน้าเด็กประหลาด แปะมันลงบนหน้าผากของเด็กนั่น
เสี่ยวหงมองไปที่นาง ด่าทออย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ไม่คิดเลยว่าคนที่หันมากัดฉันจะเป็นเธอ ฉันเสียใจจริง ๆ ที่ตอนนั้นไม่ได้ฆ่าเธอซะ วิญญาณของเธอจะได้แตกสลายไป” ยายหวังตอบโต้ด้วยความเฉยชา หันกลับมามองเด็กหญิงที่เหมือนศพเดินได้ตรงหน้าที่สูงไม่ถึงอกของนาง
ยังคงมองเห็นเงาของความร่าเริงสดใสในอดีตใต้ใบหน้าที่งดงามของเธอ ยายหวังหันหลังกลับมาจ้องมองเสี่ยวหง หากสายตาฆ่าคนได้ เสี่ยวหงคงจะไม่เหลือแม้แต่เศษกระดูกแล้ว นางค่อย ๆ พูดออกมาทีละคำ
“ปล่อยหนุ่มคนนั้นไป และส่งวิญญาณของหลี่หมิ่นมาแล้วฉันจะปล่อยเธอไป” ยายหวังไม่ได้เรียกร้องชิ้นส่วนกระจก แต่ต้องการเพียงวิญญาณของหลี่หมิ่นเท่านั้น
“ฮ่า ๆ ๆ ฉันเลี้ยงหมาตัวนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันมีชื่อ” เสี่ยวหงหัวเราะดังลั่น ในดวงตาเต็มไปด้วยความดูถูก
เด็กประหลาดนั่นก็ถือว่าเคยเป็นคนสมควรมีชื่อเหมือนกัน เห็นสีหน้าของยายหวังยิ่งดูไม่ดี นางก็ยิ่งหัวเราะอย่างสะใจ ผมหยิบประแจออกมา ก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวชี้ไปที่เสี่ยวหงที่กำลังหัวเราะ แล้วตะโกนว่า
“นังปีศาจรีบปล่อยต้าเหว่ยไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้เธอได้เจอดีแน่!”
“แค่เด็กน้อยอย่างนายอย่ามาทำเป็นวีรบุรุษต่อหน้าฉันเลย” เสี่ยวหง เชิดคางขึ้น ใบหน้าที่เคยงดงามอ่อนหวานบัดนี้บิดเบี้ยว ดูน่ากลัวยิ่งนัก
“ถ้าไม่ใช่เพื่อร่างกายนี้ ฉันคงสับแกเป็นชิ้น ๆ ให้หมากินไปแล้ว ไอ้เด็กเวรที่ไม่ยอมหลับฝันอยู่ในห้องดี ๆ มาก่อกวนเรื่องราวดีๆ ของฉันแบบนี้ อีกเดี๋ยวแกต้องตายแน่” พูดจบก็มองผมอีกสองสามครั้ง ส่งเสียงจิ๊ปากแล้วพูดต่อ “ดูรูปร่างเธอสิพอจบเรื่อง ฉันจะเอาเธอกับไอ้อ้วนนั่นมาทำเป็นศพเดินได้ ยืนข้างละคน อ้วนคนผอมคนอย่างนี้สิถึงจะเข้าท่า”
“เธอมันปีศาจบ้า” ผมได้ยินเสียงหัวเราะคลั่งของเสี่ยวหง เธอมองชีวิตผู้อื่นเป็นเหมือนหญ้าธรรมดา นิสัยชั่วร้ายแบบนี้กลับมีใบหน้างดงาม ผมนึกถึงคำที่ว่ารู้หน้า ไม่รู้ใจจริง ๆ
ยายหวังกดความรู้สึกที่อยากจะพุ่งไปข้างหน้าของผมไว้ ส่งสายตาให้ผมแล้วค่อย ๆ เดินออกไป ผมเข้าใจตามแผนที่วางไว้ เราสองคนจะเดินไปทางซ้ายและทางขวา ค่อย ๆ เดินไปหาเสี่ยวหงที่อยู่ใต้ต้นไม้ แล้วโจมตีจากทั้งสองด้าน นางคงหนีไม่พ้นแน่
แต่เสี่ยวหงกลับทำเป็นไม่สนใจ เพียงแต่ยกร่างอ่อนปวกเปียกของต้าเหว่ยขึ้นมา มือขาวเนียนข้างหนึ่งบีบคอเขาไว้ หรี่ตามองผมแล้วถ่มน้ำลาย
“ไอ้หนู ถ้าแกกล้าเดินมาอีกครึ่งก้าว ชีวิตของไอ้อ้วนนี่ก็จะจบลงตรงนี้แหละ” เวลาเผชิญหน้ากับศัตรูถึงผมจะรู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวลีลา แต่เท้ากลับไม่ยอมเชื่อฟังตรึงอยู่กับที่ มีชีวิตของต้าเหว่ยเป็นเดิมพันผมไม่กล้าเสี่ยง
ยายหวังก็ชะลอฝีเท้าลงตามผม นางอยู่ห่างจากเสี่ยวหงไม่ถึงยี่สิบก้าว เสี่ยวหงมองดูสถานการณ์ที่ผมลำบากใจ แล้วหัวเราะเสียงดังอีกครั้ง
“ไอ้หนู อย่าฟังนางสิ” ยายหวังเห็นผมลังเล จึงตะโกนเสียงดัง “ได้ร่างมาแสนยาก นางจะกล้าเสี่ยงเหรอ” เสี่ยวหงไม่เดือดร้อนอะไร เพียงแต่ยิ้มแล้วพูดว่า
“ฮ่าวจื่อลองเสี่ยงดูสิ จะได้รู้ว่าฉันกล้าหรือไม่กล้า”
“เธอกล้า… เธอจะไม่กล้าได้ยังไง” ความรู้สึกอึดอัดในใจของผมทำให้ตาพร่ามัว คิดไม่ตก จะช่วยก็ไม่ได้ จะไม่ช่วยก็ไม่ได้ ไม่คิดเลยว่าสถานการณ์คับขันแบบนี้จะตกมาอยู่ที่ผม
ในขณะที่ผมกำลังลำบากใจอยู่นั้น สถานการณ์อีกฝั่งกลับเปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน เสี่ยวหงลงมือโจมตี เธอสวมชุดสีแดง เหมือนเมฆลอยบนกลางอากาศ มือข้างหนึ่งบีบคอต้าเหว่ยไว้อีกข้างสะบัดแขนเสื้อ เงาสีแดงคล้ายดาบคมพุ่งเข้าไปปักที่อกของยายหวัง
แต่โชคดีที่ยายหวังมีสมาธิจดจ่อ ไม่กล้าประมาทแม้แต่ชั่วขณะนางชักหนามสั้นเอ๋อเหมย*[1] ออกมา ปะทะกับแสงสีแดงนั้นได้ทัน แสงสีแดงหนึ่งสายกับประกายสีเขียวสองสายชั่วพริบตาก็ปะทะกันจนเกิดประกายไฟ
เสี่ยวหงสะบัดแขนเสื้อสีแดงเบา ๆ แม้จะเป็นเพียงผ้าไหมบาง ๆ แต่กลับเกิดเสียงกระทบกันราวเสียงเหล็กปะทะดังกังวาน
เสี่ยวหงยังคงท่าทางเดิมแขนเสื้อนั้นดุจมังกรว่ายน้ำ บ้างก็ม้วนตัว บ้างก็ฟาดฟันด้วยความโกรธ บ้างก็ยกขึ้น บ้างก็ตวัดลง เพียงแต่จับจ้องร่างกายที่บิดเบี้ยวของยายหวังอย่างไม่ลดละ ถึงกับบังคับให้เธอถอยหลังไปหลายก้าว
ยายหวังนั้นเห็นได้ชัดเจนว่าฝีมือการต่อสู้ไม่อาจสู้ได้ เมื่อเผชิญหน้ากับแขนเสื้อสีแดงอันวิจิตร หลังจากผ่านไปสิบกว่ารอบก็เริ่มหมดหนทางแล้ว นางหอบหายใจแรงขึ้น ก้าวเท้าระเกะระกะเป็นระยะ ๆ ถอยหลังเรื่อย ๆ หากไม่ใช่ว่าเสี่ยวหงเอื้อมไปหยิบแส้ที่ยาวไม่ได้ เกรงว่านางคงจะตายในชั่วพริบตา
แต่เดิมตั้งใจจะสู้สองต่อหนึ่งบางทีอาจจะมีโอกาสชนะบ้าง ตอนนี้ เสี่ยวหงได้ถูกทำลายอาวุธฆ่าภายนอกที่ใหญ่ที่สุดอย่างเด็กประหลาดไปแล้ว แต่ผมกับยายหวังก็ยังคงสู้เธอไม่ได้
ดูแบบนี้แล้วอีกแค่ห้าหรือสิบนาที เสี่ยวหงก็จะจัดการยายหวังได้เสร็จแล้วหันมาจัดการผมที่เป็นคนธรรมดาไร้พลังต่อสู้ มองการต่อสู้ที่ตาลายวิงเวียงอยู่ตรงนั้นในใจผมตัดสินใจแล้ว ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของต้าเหว่ยก็ต้องกำจัดเสี่ยวหงให้ได้ ถ้าต้าเหว่ยตายผมก็จะฆ่าตัวตายตามไปด้วยถือว่าเท่าเทียมแล้ว
ทันใดนั้นได้ยินเสียงเสี่ยวหงตะโกนดังลั่น สะบัดมือโยนต้าเหว่ยไปอีกด้านหนึ่ง ผมรีบวิ่งเข้าไปรับร่างของต้าเหว่ย ทั้งสองคนล้มลงกับพื้น เขาไม่รู้สึกอะไรแต่ผมรู้สึกเหมือนอวัยวะภายในเคลื่อนที่ไปหมด เสี่ยวหง กำลังกอดมือที่สวมแขนเสื้อสีแดงนั้น ทั้งกระทืบเท้าใต้ต้นไม้และด่ายายหวังอยู่
ยายหวังอยู่ห่างจากเสี่ยวหงอย่างน้อยสามสิบก้าวยืนขึ้นนางเท้าเอว หอบหายใจหนัก ๆ มองเสี่ยวหงที่กำลังทำตัวน่าเกลียดอย่างเย็นชา
“นังปีศาจ แกต้องได้ลิ้มรสพิษจากชนเผ่าแม้วของพวกแม่หม้ายดูบ้าง” ที่แท้ตอนที่ทั้งสองคนต่อสู้กัน ยายหวังคงวางแผนในใจไว้แล้ว ทาพิษลงบนหนามสั้นเอ๋อเหมย นางยั่วยุไปด้วยปล่อยให้พิษแทรกซึมขึ้นไปตามแขนเสื้อสีแดงที่โบกสะบัดไปมาด้วย แต่ปริมาณพิษลดลงตามการเคลื่อนไหว ในที่สุดก็เปื้อนมือของเสี่ยวหง
ตอนนี้มือของเสี่ยวหงแดงฉานไปหมด เลือดพุ่งไปที่ปลายนิ้วทั้งห้าดูเหมือนจะหยดลงพื้นด้วยความเจ็บปวดเช่นนั้น คนทั่วไปคงไม่อาจจินตนาการได้ เสี่ยวหงขบเขี้ยวฟันมองไปที่ยายหวัง ปากเปื้อนไปด้วยเลือดสีแดงเป็นทางจากนั้นก็พ่นคำสาปออกมาที่มุมปาก
ยายหวังเหมือนถูกฟ้าผ่าร่างกายลอยหวือไปด้านหลังหลายเมตร กระแทกเข้ากับหม้อดินตามมุมกำแพง
[1] หนามสั้นเอ๋อเหมย เป็นอาวุธสั้นที่ใช้เป็นอาวุธลับในศิลปะการต่อสู้ของจีนและเป็นเครื่องมือในการป้องกันตัวสำหรับบุคคลในวรรณกรรมต่าง ๆ