ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 67 เซียนน้อยเป็นสาวรับใช้ การฝึกตนกับอันเมี่ยวอี บรรลุสู่ราชันย์แห่งมหาเซียน

            มหาเซียนหรือ

            ซูฉางเซิงเลิกคิ้วขึ้นมองไปยังชายชราเคราขาวตรงหน้าด้วยความประหลาดใจ

            ควรกล่าวว่าไม่แปลกใจที่ควรค่าแก่การเป็นเจ้าผู้ครองทวีปเจินเซิ่งอย่างแท้จริงหรือไม่

            ถึงขนาดที่ว่ามีมหาเซียนอยู่ด้วย

            ทวีปเล็กๆแห่งนี้มีราชานักบุญก็พอแล้ว กลับมีมหาเซียนอยู่ด้วยอีกคน

            อย่างไรก็ตามเมื่อนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างสำนักไท่สื่อกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อ ซึ่งอาจจะเป็นสาขาย่อย

            ซูฉางเซิงก็ไม่ได้แปลกใจเลย

            ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ระดับสูงสุดแห่งหนึ่งสามารถครอบครองเขตแดนแห่งเทพได้นับสิบหรือร้อยแห่งอิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วทุกสารทิศ

            ในฐานะสาขาย่อยการที่สำนักไท่สื่อมีมหาเซียนประจำอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้

            “ชดใช้หรือ ว่ามา หากข้าไม่พอใจ แม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อก็ไม่อาจกดขี่ข้าได้!”

            ซูฉางเซิงดีดนิ้วไม่แยแสหรืออ่อนข้อให้กับมหาเซียนแม้แต่น้อย

            ทว่าทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ไม่ได้รู้สึกแปลกใจ

            หรืออาจกล่าวได้ว่าผู้ใดก็ตามที่ได้เห็นเพลงกระบี่ก่อนหน้าของซูฉางเซิงล้วนหยั่งถึงซูฉางเซิงในตอนนี้

            เขามีความมั่นใจอย่างแท้จริงที่จะเทียบเคียงกับมหาเซียน กระทั่งจะเหนือกว่า

            “สำนักไท่สื่อเต็มใจยกแหล่งแร่ระดับสูงสุดสามสิบแห่งและแหล่งแร่วิญญาณระดับสูงสุดสามพันแห่งให้กับตระกูลซู!”

            ชายชราเคราขาวถอนหายใจบางเบา

            แหล่งแร่ระดับสูงสุดสามสิบแห่งงั้นรึ

            การเคลื่อนไหวของซูฉางเซิงหยุดลงคิ้วขมวดเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

            อันเมี่ยวอีที่อยู่ด้านข้างรู้สึกใจเต้นแรงแม้ว่านางจะเคยพบเจอโลกมามากมาย และติดต่อกับเซียนสาวจากสำนักใหญ่ๆ นับไม่ถ้วน กระทั่งเซียนสาวจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์

            เมื่อได้ยินแหล่งแร่ระดับสูงสุดถึงสามสิบแห่งในคราวเดียวนางก็รู้สึกหายใจติดขัดและวิงเวียนศีรษะคล้ายกำลังจะเป็นลม

            ควรทราบว่าทรัพยากรและรากฐานของสำนักกองกำลังระดับสูงสุดแห่งหนึ่งนั้นเทียบเท่ากับแหล่งแร่ระดับสูงสุดสองหรือสามแห่งบวกกับแหล่งแร่วิญญาณระดับสูงสุดบางส่วนนั่นก็เพียงพอแล้ว

            และชายชราเคราขาวกลับยอมยกให้ถึงสามสิบแห่งในคราวเดียวบวกกับแหล่งแร่วิญญาณระดับสูงสุดสามสิบแห่ง นี่เทียบเท่ากับทรัพยากรทั้งหมดของสำนักกองกำลังระดับสูงสุดยี่สิบหรือสามสิบแห่งเลยทีเดียว

            นี่คือรากฐานของสำนักไท่สื่ออย่างนั้นหรือ

            แม้แต่ซูฉางเซิงในเวลานี้เองก็ยังรู้สึกอยากจะอุทานออกมา

            ช่างรวยล้นฟ้า

            “...”

            บรรพบุรุษไท่สวี่ที่อยู่ด้านข้างยกคิ้วทว่าเขาไม่ได้แสดงความผันแปรมากนัก

            แหล่งแร่ระดับสูงสุดเพียงสามสิบแห่งเท่านั้น

            สำหรับเซียนหรือสำนักกองกำลังระดับสูงสุดทั่วไปทรัพยากรเหล่านี้อาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจจินตนาการได้

            ทว่าสำหรับสำนักไท่สื่อแล้วการนำมันออกมาไม่ใช่เรื่องยาก

            หากเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อมันก็ไม่ต่างจากขนเส้นเดียวเลยด้วยซ้ำ

            “ความจริงใจของท่านยังไม่เพียงพอนะ แค่แหล่งแร่สามสิบแห่งเท่านั้นเอง”

            แม้ว่าซูฉางเซิงจะประหลาดใจทว่าใบหน้าของเขาที่ยังคงสงบพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            หลังจากได้เข้าร่วมการประมูลกับองค์หญิงเก้าเขาก็มีภูมิคุ้มกันบ้างแล้ว

            ยิ่งไปกว่านั้นแหล่งแร่ไม่ได้มีประโยชน์กระไรมากสำหรับซูฉางเซิงในปัจจุบัน

            ส่วนตระกูลซูนั้นมีขนาดเล็กเกินไปแม้แต่ทวีปเจินเซิ่งก็ยังต้องใช้เวลาในการกลืนกินและย่อยนานมาก

            แม้ว่าจะมีแหล่งแร่มากมายหากไม่สามารถย่อยได้ มันก็ไม่ต่างกระไรจากการกินมากเกินไปจนอ้วนฉุ

            “เช่นนั้นข้ายกดินแดนลับอีกสิบแห่งให้ตระกูลซู ดินแดนลับเหล่านี้ล้วนเป็นสถานที่ที่ศิษย์รุ่นเยาว์สามารถฝึกฝนและได้รับผลประโยชน์คณานับ!”

            “นอกจากนี้ สำนักไท่สื่อพร้อมมอบทรัพยากรทุกประเภทให้ส่วนหนึ่ง ทั้งตำราวิชาและยาเม็ดวิเศษสามารถแบ่งให้ตระกูลซูครึ่งหนึ่งได้ สำนักไท่สื่อจะมอบตำแหน่งศิษย์ที่แนะนำของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อให้กับตระกูลซูได้ส่วนหนึ่ง”

            “ไม่เพียงเท่านั้น เซียนน้อยหลินเหมี่ยวของสำนักไท่สื่อก็มอบให้กับท่านฉางเซิงไว้เป็นสาวรับใช้หรือสนมก็ได้ท่านฉางเซิงจะจัดการอย่างไรก็ได้แล้วแต่ใจจะปรารถนา!”

            ชายชราเคราขาวกล่าวออกมาไม่สะดุดทรัพยากรที่ให้มานั้นมากมายมหาศาล จนบรรพบุรุษไท่สวี่ขมวดคิ้วรุนแรง โดยเฉพาะเงื่อนไขสุดท้าย

            บรรพบุรุษไท่สวี่ขมวดคิ้วจนแทบจะระเบิด

            ถึงขนาดจะส่งเซียนน้อยของสำนักไท่สื่อออกไปเป็นสาวรับใช้หรือสนมเลยรึ

            นี่มัน...นี่มันเรื่องไร้สาระสิ้นดี ช่างเป็นความอัปยศอดสู!

            บรรพบุรุษไท่สวี่อยากจะชักกระบี่ออกมาในทันที

            “...”

            หลินเหมี่ยวที่อยู่ด้านข้างก็ตกใจนางไม่คิดว่าเรื่องจะมาถึงตัวนางในที่สุด

            อย่างไรก็ตามด้วยเหตุผลบางประการ แม้ว่านางจะถูกส่งออกไปเป็นสาวรับใช้หรือสนม

            ทว่านางกลับไม่รู้สึกโกรธเคืองกลับมีความสุขเสียด้วยซ้ำ

            นางสมองผิดปกติหรืออย่างไรกัน

            จิตใจของหลินเหมี่ยวกำลังสับสนใบหน้าแดงก่ำเมื่อเหลือบมองซูฉางเซิงเป็นครั้งคราว

            “...”

            ซูฉางเซิงเงียบไป

            อีกฝ่ายรีบร้อนมอบผลประโยชน์ให้เขาราวกับกลัวว่าเขาจะไม่รับเช่นนั้นรึ

            ไม่เพียงยัดเยียดทรัพยากรต่างๆให้ มอบตำราวิชาและยาเม็ดวิเศษให้ กระทั่งเซียนน้อยก็ยังยอมมอบให้กับเขา

            “ท่านฉางเซิง ความจริงใจนี้เพียงพอแล้วกระมัง”

            เมื่อเห็นซูฉางเซิงเงียบไปชายชราเคราขาวลูบเคราและพูดเยื้อนยิ้ม

            “ในเมื่อท่านมีน้ำใจ ข้าก็มิอาจปฏิเสธได้!”

            ซูฉางเซิงเลิกคิ้วหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เข้าใจความคิดของชายชราเคราขาวในที่สุด

            ทว่าภายในใจเขาไม่ได้ตั้งใจปฏิเสธแต่แรกเพราะนี่มันเย้ายวนใจเกินไปแล้ว

            “ตระกูลซูจะขยายอำนาจ ในอีกสิบหรือหลายสิบปีข้างหน้า จะรวมทวีปเจินเซิ่งเป็นหนึ่งเดียวเมื่อถึงเวลานั้น สำนักไท่สื่อจะจัดการอย่างไร”

            จากนั้นซูฉางเซิงก็ถามคำถามต่อไป

            “สำนักไท่สื่อจะสละตำแหน่งเจ้าผู้ครองทวีป ขอเพียงดินแดนแห่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือท่านฉางเซิงจะจัดการอย่างไรก็แล้วแต่เหตุผลที่ขอเพียงดินแดนแห่งเดียวนี้ ก็เพราะเป็นคำสั่งจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจฝ่าฝืนได้ขออภัยด้วย” ชายชราเคราขาวกล่าวโดยไม่ลังเล

            ดูเหมือนว่าสำหรับเขาการสละตำแหน่งเจ้าผู้ครองทวีปไม่ใช่เรื่องยากที่จะยอมรับ

            “ดี อีกสามวัน ข้าต้องการเห็นทรัพยากรเหล่านั้น”

            ซูฉางเซิงพยักหน้าจากนั้นก็พาอันเมี่ยวอีหันหลังกลับ ส่วนหลินเหมี่ยวนั้น เขาไม่ได้พาไปด้วยในทันที

            ไม่ว่าอย่างไรก็ตามอีกสามวัน ทุกอย่างก็จะปรากฏ

            “ตาเฒ่า ท่านกล้าเสนอเงื่อนไขไร้สาระเช่นนี้ได้อย่างไร แม้แต่เหมี่ยวเอ๋อร์ท่านก็ยังขายออกไป!”

            เมื่อเห็นซูฉางเซิงจากไปแล้วและสัมผัสไม่ได้ถึงรัศมีของเขา บรรพบุรุษไท่สวี่ก็ขมวดคิ้วแน่น มองไปยังชายชราเคราขาวด้วยความโกรธที่อดกลั้นเอาไว้

            “เหมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าพูดกระไรบ้างสิ!”

            จากนั้นบรรพบุรุษไท่สวี่ก็หันไปมองหลินเหมี่ยว หวังว่านางจะพูดกระไรบ้าง

            ถึงแม้หลินเหมี่ยวจะเป็นเพียงรุ่นน้องทว่าแท้จริงแล้วนางเป็นลูกหลานของชายชราเคราขาว และด้วยร่างกายสังขารเทพเจ้าสูงสุดแห่งสวรรค์ทำให้มีสถานะสูงส่งในสำนักไท่สื่อ

            และเป็นที่รักของชายชราเคราขาวมาก

            “อ๋า อะ อ้อ ท่านบรรพบุรุษ... ข้าคิดว่า ท่านควรปรึกษากับข้าก่อนนะเจ้าคะ!”

            เมื่อได้ยินเสียงหลินเหมี่ยวก็ได้สติขึ้นมากะทันหัน จากนั้นก็พูดด้วยท่าทีเขินอายและใบหน้าแดงก่ำ

            “...”

            เมื่อเห็นเช่นนี้มุมปากของบรรพบุรุษไท่สวี่กระตุก ใบหน้าหมองหม่น

            เด็กสาวคนนี้หมดหวังแล้ว

            “ไท่สวี่ เจ้าคิดว่าข้ากำลังผลักเหมี่ยวเอ๋อร์ลงเหวไฟหรือ”

            ชายชราเคราขาวลูบเคราและหัวเราะ

            “หมายความว่าอย่างไร”

            คิ้วบรรพบุรุษไท่สวี่ยกสูงมองชายชราด้วยความฉงน อยากฟังคำอธิบายของเขา

            “ซูฉางเซิงแข็งแกร่งเกินไป ควรทราบว่าเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาเพิ่งฝ่าทะลวงสู่ขั้นเซียนนักบุญ ระยะเวลาเพียงเท่านี้ เขาก็เป็นราชานักบุญกึ่งมหาเซียนแล้ว!”

            “แม้ว่าเขาจะฝ่าทะลวงขีดจำกัดได้เร็วมาก ทว่าจนถึงตอนนี้ก็เพียงไม่กี่ร้อยปีไม่กี่ร้อยปีก็เป็นราชานักบุญกึ่งมหาเซียนแล้ว ความสำเร็จในอนาคตของเขามิอาจหยั่งถึงได้ อย่างน้อยก็ต้องไปสู่กึ่งจักรพรรดิ”

            “ยิ่งไปกว่านั้น เขายังดีกับฮูหยินของเขามาก แม้แต่เซียนน้อยของสำนักเทียนอวี้เขาก็ยังยอมโกรธแค้นแทน และชักกระบี่สังหารราชานักบุญกึ่งมหาเซียนโดยไม่ลังเลที่จะขัดแย้งกับปราสาทมารเพลิงโลกันตร์”

            “แม้ว่าเหมี่ยวเอ๋อร์จะติดตามเขาไป แม้จะเป็นเพียงสาวรับใช้ ในอนาคตก็จะไม่ถูกทอดทิ้งการติดตามผู้ที่มีอนาคตสดใสเช่นนี้ ภายภาคหน้าจะกลายเป็นกึ่งจักรพรรดิ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่แย่ไปกว่าตอนนี้แน่นอน!”

            ชายชราเคราขาวอธิบายด้วยความสุขุม

            “ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่เสนอเงื่อนไขเช่นนี้ เจ้าคิดว่าซูฉางเซิงจะไม่กล้าพลิกสำนักไท่สื่อหรือ”

            “...”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้บรรพบุรุษไท่สวี่ก็เงียบไป ต้องบอกว่าคำอธิบายของชายชราเคราขาวนั้นถูกต้อง

            ด้วยศักยภาพในปัจจุบันของซูฉางเซิงมีโอกาสสูงมากที่จะกลายเป็นกึ่งจักรพรรดิในอนาคต

            แม้แต่เมื่อเผชิญหน้ากับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไท่สื่อกึ่งจักรพรรดิก็ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ และจะได้รับความเคารพ

            การติดตามผู้เช่นนี้อยู่เคียงข้างดีกว่าการเป็นเซียนน้อยมากนัก

            “ที่สำคัญกว่านั้นคือ เหมี่ยวเอ๋อร์ชอบเขา แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว!”

            ชายชราเคราขาวเสริมอีกประโยคจากนั้นก็มองไปยังหลินเหมี่ยว และเปรยเบาๆ ว่า

            “เหมี่ยวเอ๋อร์ เจ้าไม่ตำหนิบรรพบุรุษใช่หรือไม่”

            “เหมี่ยวเอ๋อร์เต็มใจเจ้าค่ะ!”

            หลินเหมี่ยวส่ายหน้านางสงบสติอารมณ์ลง ขบคิดกับคำพูดของชายชรา จากนั้นก็กล่าวเสียงหนักแน่น

            “ดี!”

            ชายชราเคราขาวลูบเคราด้วยความพึงพอใจจากนั้นร่างโปร่งแสงของเขาก็หายไป

            เขาเป็นเพียงร่างแยกวิญญาณเท่านั้นไม่มีพลังต่อสู้ ร่างจริงของเขายังคงอยู่ในสำนักไท่สื่อ

            “เฮ้อ ช่างเถิด พวกเจ้าจะทำอย่างไรก็ทำ”

            เมื่อเห็นเช่นนี้บรรพบุรุษไท่สวี่ก็ส่ายหน้า ทอดถอนใจ จากนั้นก็หันหลังกลับสำนักไท่สื่อ

            “บรรพบุรุษไท่สวี่ รอข้าด้วย!”

            เมื่อเห็นเช่นนั้นหลินเหมี่ยวก็รีบตามไป

            ...

            ณชายขอบของทวีปเจินเซิ่ง บนเทือกเขารกร้างและเงียบสงัด ภูเขาทั้งหมดรกร้าง ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ

            ตูม!

            ขณะนั้นเองเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ก็ลุกโชนขึ้น รัศมีอันน่าสะพรึงกลัวขยายวงกว้างออกมา ทว่ากลับไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นดินและหดตัวอยู่ภายในระยะรัศมีหลายจั้ง

            ในไม่ช้าร่างที่ปกคลุมไปด้วยแสงศักดิ์สิทธิ์ก็ปรากฏขึ้น ผมสีทองยาวสยาย เป็นชายวัยกลางคนที่มีท่าทีสง่างามราวกับราชันเซียนนัยน์ตาอัดแน่นความอาฆาต

            เห็นได้ชัดว่าเขาคือราชาวิหารสวรรค์

            “ซูฉางเซิง!”

            เขามองไปยังเมืองว่านเซี่ยงด้วยแววตาแข็งกร้าวไม่อาจระงับเสียงคำรามต่ำๆ และความไม่ยินยอมในใจได้

            โกรธแค้นมาก!

            หลังจากแผนการล้มเหลวแล้วเพื่อหลีกเลี่ยงการแก้แค้นจากกองกำลังขององค์หญิงเก้า เขาทิ้งที่มั่นเดิมทันที และพาวิหารอสูรสวรรค์หลบซ่อนตัว

            เดิมทีเขาตั้งใจจะไปยังเขตแดนแห่งเทพอื่นหรือกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อหลบภัย

            ทว่าความแค้นที่สูญเสียบุตรชายไปทำให้เขาไม่อาจยอมรับได้ เขาจึงกลับมาอีกครั้ง หวังที่จะรอให้องค์หญิงเก้าจากไป จากนั้นก็ฉวยโอกาสสังหารซูฉางเซิงเพื่อล้างแค้น

            อย่างไรก็ตามเพียงไม่นานหลังจากที่องค์หญิงเก้าจากไป และยังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ เขาก็เห็นการต่อสู้อันน่าทึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบี่ของซูฉางเซิงที่ปะทุออกมา

            ทำให้เขานิ่งอึ้งไป

            ลำแสงกระบี่ดาวตกที่ทะลุผ่านทวีปเจินเซิ่งเขาเชื่อว่าแม้แต่ตัวเขาเอง หากเข้าไปก็จะถูกทำร้ายหรือกระทั่งถูกสังหารด้วยกระบี่ดาบเดียวอย่างง่ายดาย

            นั่นคือกระบี่ที่สามารถสังหารมหาเซียนได้

            การค้นพบนี้ทำให้ราชาวิหารสวรรค์สิ้นหวังโดยสิ้นเชิงเขาไม่คิดว่าซูฉางเซิงจะสามารถสังหารมหาเซียนได้

            บัดนี้แม้แต่เขาที่ต้องการล้างแค้นก็ทำไม่ได้แล้ว

            แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อแล้วเขาจะล้างแค้นให้บุตรชายของเขาได้อย่างไร

            “ไม่ได้ ข้าไม่ยอม”

            ราชาวิหารสวรรค์คำรามราวกับคนบ้าดวงตาเปี่ยมล้นความแค้นอันเย็นเยียบ

            “หากมหาเซียนทำไม่ได้ ก็หากึ่งจักรพรรดิ ข้าจะขอให้กึ่งจักรพรรดิลงมือ ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะสามารถต่อต้านสวรรค์ได้หรือว่าเจ้าจะสามารถสังหารกึ่งจักรพรรดิด้วยกระบี่เดียวได้”

            ราชาวิหารสวรรค์พึมพำกับตัวเองดวงตายังคงคั่งเลือดแค้น

            ตูม!

            ด้วยความคิดนี้เขาโบกเสื้อคลุม เก็บวิหารอสูรสวรรค์ที่ซ่อนอยู่ในดินแดนรกร้างแห่งนี้ จากนั้นร่างของเขาก็หายไป

            อีกด้านหนึ่งณ เมืองว่านเซี่ยง

            ตระกูลซูในเวลานี้เองกำลังเฉลิมฉลองบรรพบุรุษฉางเซิงของพวกเขากลับมาอีกครั้งและสังหารศัตรูที่บุกมาโจมตี

            สายลับจากกองกำลังต่างๆล้วนตกตะลึง พวกเขามั่นใจว่าซูฉางเซิงมีพลังของราชานักบุญอย่างแน่นอน และไม่ใช่ราชานักบุญทั่วไป

            ต้องเป็นหนึ่งในผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาราชานักบุญ

            เมื่อนึกถึงการขยายอำนาจอย่างต่อเนื่องของตระกูลซูโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักกองกำลังระดับสูงสุดที่ถูกตระกูลซูประกาศสงครามในเวลานี้เองพวกเขากังวลอย่างมาก และกำลังพิจารณากลยุทธ์อยู่

            สำนักกองกำลังระดับสูงสุดบางแห่งกำลังพิจารณาว่าพวกเขาควรจะสละกองกำลังเดิมและหนีไปยังทวีปอื่นเพื่อหลบภัยหรือไม่

            ราตรีมาเยือนดวงเดือนส่องสว่าง

            ดวงดาวมากมายประดับประดาบนท้องฟ้าภายในตระกูลซู ในห้องพักอันหรูหรา แสงไฟสลัวส่องแสงระยิบระยับ

            “เมี่ยวอี เจ้าอาจต้องรออีกสักพัก ข้าจะจัดพิธีแต่งงาน”

            ซูฉางเซิงนอนอยู่บนเตียงและพูดเบาๆในเวลานี้เอง อันเมี่ยวอีโน้มตัวลงมาหาเขา แขนทั้งสองข้างยันเตียง ดวงตาสวยงามดั่งสายนที

            “ท่านฉางเซิง ข้าทราบ... ข้าก็อยากจะอยู่กับท่านในคืนนั้นเช่นกัน...”

            อันเมี่ยวอีน้ำตาคลอหน่วยกล่าวด้วยเสียงแผ่วเบา เสียงนุ่มนวลและไพเราะ เต็มไปด้วยความเศร้าโศกที่ทำให้ใจสลาย

            “แต่ข้าทนไม่ไหวแล้ว... ไม่อยากรออีกต่อไป...”

            นางกล่าวต่อ

            “...โปรด...”

            “...โปรดมองข้าให้เต็มตา!”

            ซูฉางเซิงเงียบไปเขาสัมผัสได้ถึงความเร่งรีบในใจของอันเมี่ยวอี นั่นคือความรู้สึกเร่งด่วนที่ต้องระบายออกหลังจากหลุดพ้นจากปิศาจในใจ

            “ตกลง”

            “ข้าจะมองเจ้าให้เต็มตา”

            ซูฉางเซิงกล่าว

            ฟุบ…

            ในวินาทีต่อมาแสงไฟก็ดับลง ภายในห้อง เสียงครางเบาๆ และเสียงหงุงหงิงดังขึ้นไม่ขาดสาย

            ตูม!

            ไม่กี่วันต่อมาณ ตระกูลซู รัศมีน่ากลัวก็ปรากฏขึ้นและหายไปในพริบตา

            รัศมีนี้ทำให้ทั่วทั้งทวีปเจินเซิ่งสั่นสะเทือนในชั่วขณะทว่าก่อนที่ทุกคนจะรู้สึกถึงความผิดปกติ มันก็หายไปโดยไร้ร่องรอย

            “รัศมีนี้!”

            ภายในสำนักไท่สื่อชายชราเคราขาวเบิกตากว้าง ร่างกายสั่นกึก หัวใจเต้นแรง และหายใจลำบาก

            เขากำลังหวนนึกถึงรัศมีอันน่าสะพรึงที่ปรากฏขึ้นและหายไปในพริบตานั้นมันทำให้เขาที่เป็นมหาเซียนแทบจะหายใจไม่ออก

            “กึ่งจักรพรรดิหรือ ไม่สิ ไม่ใช่ความรู้สึกนั้น ทว่ามันเหนือกว่ามหาเซียนขั้นสูงสุด!”

            ชายชราเคราขาวพึมพำกับตัวเอง

            “เป็นราชันย์แห่งมหาเซียนรึ ทวีปเจินเซิ่งเล็กๆ แห่งนี้ จะมีราชันย์แห่งมหาเซียนปรากฏตัวได้อย่างไร”

            “นี่คือผู้มีอยู่อันดับต้นๆ ในสามสิบอันดับแรกของบัญชีรายชื่อมหาเซียน!”

            ดวงตาของชายชราเคราขาวเต็มไปด้วยความตกตะลึง

            บัญชีรายชื่อมหาเซียน

            เป็นรายชื่อที่วิหารเซียนสวรรค์เผยแพร่ออกมาเพื่อจัดอันดับพลังต่อสู้ของเซียน

            ในความเป็นจริงแล้วมันถูกแบ่งออกเป็นสามบัญชีรายชื่อ ได้แก่ บัญชีรายชื่อเซียนนักบุญ บัญชีรายชื่อราชานักบุญและบัญชีรายชื่อมหาเซียน!

            ผู้ที่อยู่ในสามสิบอันดับแรกของบัญชีรายชื่อมหาเซียน ล้วนเป็นราชันย์แห่งมหาเซียน

            เป็นผู้มีพลังต่อสู้ที่เหนือกว่ามหาเซียน สามารถมองข้ามมหาเซียนขั้นสูงสุดได้

            ราชันย์แห่งมหาเซียนทุกคนสามารถสังหารมหาเซียนขั้นสูงสุดได้นับร้อยนับพันคนด้วยการพลิกฝ่ามือ

            ผู้มีอยู่เช่นนี้อยู่ห่างจากการเป็นกึ่งจักรพรรดิเพียงก้าวเดียว มีพลังต่อสู้ที่น่ากลัวมาก

            แน่นอนว่านี่เป็นเพียงระดับเท่านั้นพลังต่อสู้ที่แท้จริงยังคงห่างไกลจากกึ่งจักรพรรดิมาก

            กึ่งจักรพรรดิและมหาเซียนนั้นมีความแตกต่างกันเกินไปการต่อสู้ข้ามระดับเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

            แม้แต่จักรพรรดิหนุ่มในช่วงที่เป็นราชันย์แห่งมหาเซียนก็ยังทำไม่ได้

            “หรือว่าจะเป็นเจ้าหนูนั่น ซูฉางเซิง” ชายชราเคราขาวขมวดคิ้วเขาคิดถึงซูฉางเซิง

            ในทวีปเจินเซิ่งในปัจจุบันมีเพียงซูฉางเซิงเท่านั้นที่มีพลังต่อสู้ที่สามารถสังหารมหาเซียนได้

            ชายชราเคราขาวคิดถึงเขาเป็นคนแรก

            “ไม่... เป็นไปไม่ได้ เป็นเขาไม่ได้ เขาเป็นเพียงราชานักบุญกึ่งมหาเซียนยังห่างไกลจากการฝ่าทะลวงสู่ขั้นมหาเซียนมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเป็นราชันย์แห่งมหาเซียน”

            ชายชราเคราขาวส่ายหน้าและหัวเราะ

            การที่จะเป็นราชันย์แห่งมหาเซียนนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายบางครั้งความยากลำบากก็ไม่น้อยไปกว่าการเป็นกึ่งจักรพรรดิ

            ราชันย์แห่งมหาเซียนทุกคนมีพรสวรรค์ที่น่าเกรงขามผู้มีอยู่เช่นนี้ล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในยุคหนุ่มสาว มีคุณสมบัติที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่กระทั่งชิงตำแหน่งจักรพรรดิในอนาคต

            ถึงแม้โอกาสจะน้อยนิดแต่ก็เรียกได้ว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในยุคหนุ่มสาว

            ซูฉางเซิงในปัจจุบันแม้ว่าจะแสดงศักยภาพที่น่าทึ่ง และสามารถเรียกได้ว่าเป็นอัจฉริยะ ทว่ายังห่างไกลจากการเทียบเคียงกับผู้ยิ่งใหญ่ในยุคหนุ่มสาว

            เขาอาจจะกลายเป็นกึ่งจักรพรรดิในอนาคตทว่าการที่จะเป็นราชันย์กลับไม่น่าจะเป็นไปได้

            “บางทีอาจจะเป็นราชันย์บางคนที่บังเอิญผ่านมาทางทวีปเจินเซิ่ง และปลดปล่อยรัศมีออกมาเล่นๆก็ได้”

            ชายชราเคราขาวหัวเราะเยาะตัวเองจากนั้นก็หลับตาลงและเข้าสู่สมาธิอีกครั้ง

            ตูม!

            ในขณะเดียวกันซูฉางเซิงที่ชายชราเคราขาวเชื่อว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นราชันย์แห่งมหาเซียนกำลังปลดปล่อยรัศมีออกมาในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่

            เหนือกว่ามหาเซียนมหาศาล

            กระทั่งแข็งแกร่งจนเกือบจะเหนือกว่ามหาเซียนขั้นสูงสุดถึงระดับที่ชายชราเคราขาวกล่าวถึง นั่นคือราชันย์แห่งมหาเซียน

            ตูม!

            ในห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่สายฟ้าแห่งหายนะนับไม่ถ้วนตกลงมาอย่างบ้าคลั่ง นั่นคือสายฟ้าหายนะมหาเซียนของซูฉางเซิงสายฟ้าแห่งหายนะแต่ละสายสามารถทะลุฝ่าทะลวงทวีปต่างๆ และทำลายดาราจักรได้

            สายฟ้าแห่งหายนะนับไม่ถ้วนตกลงมาแม้แต่มหาเซียนนับร้อยนับพันก็ยังต้องถูกทำลายจนแหลกสลาย

            “ฮ่าๆๆ!”

            ในห้วงอวกาศซูฉางเซิงหัวเราะเสียงดัง 

    คล้ายกับเรื่องระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    กำเนิดเทพนิทรา

    กำเนิดเทพนิทรา

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    385K 758
    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    1.11M 1756
    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    เกิดใหม่ทั้งทีข้าขอเป็นเซียน (นิยายแปล) **จบแล้ว**

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    377K 775
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    สุสานเทพผนึกมาร 【จบแล้ว】

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.08M 2015
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    ย้อนเวลามาทำฟาร์ม

    นิยาย แฟนตาซี
    103K 226
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734