01.13 น. ชายคนเดียวบนตึกชั้นนี้ยังคงหัลงขดหลังแข็งตาปรอเขียนดีเทลบันไดอาคารไม่เสร็จแถมยังเหลือแบบดีเทลรูปตัดอื่นๆอีกเยอะแยะบานเบอะ เพียงตอนนี้ก้นคงมีรากแก้วงอกลึกสักเมตรกว่าได้ อาการเจ็บแปล๊บๆเหมือนมีคนเอาข้อศอกแทงกลางสันหลัง เขาเ็ปมากชนิดที่หันเอี้ยวตัวนิดๆ หน่อยๆก็ไม่ได้ ตื้ด...ตื้ด.... มีสายเข้าที่มือถือส่วนตัวของชายหนุ่มเขาล้วงเอาจากกระเป๋าสะพายซึ่งวางอยู่บนพื้น,อยู่ที่พื้นข้างลิ้นชักโต๊ะทำงานไม่คิดเลยว่าก็เพียงแค่การก้มหยิบมือถือขึ้นมารับสายนี้มันเ็ปทรมานไม่ปานดำนาที่บ้านนอกเลยเขามองหน้าจออย่างทอดถอนใจสายที่โทรเข้าเป็เ้านายของเขาเอง
"ฮัลโหลครับพี่...ครับเหลือแค่นิดเดียวครับ....ทันๆพี่ถ้าแค่โทรมาเร่งก็แค่นี้นะพี่ผมจะเร่งทำต่อนะ ...อ่าครับ..ครับๆนอนได้แล้วเดี๋ยวไม่สบาย....ครับฝันดีครับ"
อีกฝ่ายทำอะไรอยู่ไม่รู้ดึกดื่นขนาดนี้ยังไม่นอนรอจะเร่งงานเหลือเกินว่างสุดขยันสุด หนุ่มคนนี้คงไม่คิดหรอกว่าเ้านายเองก็อาจจะทำงานอยู่เช่นกันบางทีลูกน้อยจะพึ่งหลับหรือดูแลบุพการีจนเสร็จสรรพอะไรหมดแล้วเลยพึ่งมีเวลามาเคลียร์งานเอาป่านนี้คนเป็นายคนก็ต้องเหนื่อยกว่าลูกน้อยเป็เท่าอยู่แล้วคือคำพูดที่คนวัยทำงานพูดกันบ่อยๆ
02.48 น. แสงไฟราตรีกาลในเมืองเหมือนไม่มีจริงไนต์คลับบางแห่งเริ่มปิดแต่ใครหลายคนพึ่งเริ่มติดเครื่องตระเวนหาร้านสุรานารีที่ยังคงเปิดอยู่ต่อไป
เส้นศูนย์กลางกระดูกสันหลังปวดร้าวอย่างยิ่งยวดเสียอย่างไรในเมื่อตัวงานบัดนี้เริ่มเข้าใกล้คำว่าเสร็จพร้อมส่งมากขึ้นถึง 69 เปอร์เซ็นต์ แต่เพราะความกดดันหรือเปล่าหรือหักโหมมากเกินไปทำให้อาการไมเกรนเริ่มกำเริบกะโหลกศีรษะราวถูกบีบอัดโดยกองแฟ้มแบบ Asbuild เป็ร้อยๆ วางทับ
"จะง่วงไม่ได้ๆๆ โว้ยปวดหัวก็ห้ามง่วง" ชายหนุ่มเอ่ยปากลอยๆคอยเตื่อนตัวเองอีกครั้ง แต่แค่พูดไม่ได้จึงต้องจิบกาแฟเหลือค่อนแก้วเซรามิกสีแดง
ไอ้นิสัยงานยังไม่เสร็จห้ามนอนของเขาไม่ได้พึ่งเริ่มมี่ทำงานนึกย้อนอีกครั้งไปใน่เรียน ปวส. ภาคสถาปัตฯ งานหนักหน่วงไม่แพ้กันประหนึ่งท่านยอดบรมครูประจำห้องท่านเคยกล่าวไว้งานไม่ส่งห้ามนอน นอนทำไมเคยนอนมาทั้งชีวิตแล้วยังมีเวลาให้นอนอีกเยอะหลังลงหลุมท่านผู้นั้นฝากฝังประโยคดังกล่าวไว้ในรั้ววิทยาลัยได้ไม่นานแค่เพียงปีเดียวหลังจากหนุ่มออฟฟิศเรียนจบหลังลงแก้ไป 8 วิชาบรมครูท่านก็ลาออกจากการสอนไปทำรับเหมาด้วยเหตุเงินดีกว่าการเป็ครูพรํ่าสอนเด็ก
ดูเหมือนความเข้มข้นก้นแก้วกาแฟจะจัดจ้านมากไปหน่อยไม่รู้ว่าฤิทธิ์คาเฟอีนนี้ถ่างหนังตาหรือว่าเป็ไมเกรนที่ต่อยเข้าเต็มเบ้าอาการปวดบีบร้าวลุกลามไปทั่วนี้ไม่ใช่แค่โดนอะไรกดทับแล้วนี่มันเครื่องบีบกะโหลกล่องหนที่พวกโรคจิตใช้ทรมานคนตอบสนองอภิรมย์สุขีรมย์เพื่อตนเป็ว่าเล่น
4.09 น. ความทุกข์ทนมันสุดจะกลั้นไว้เหลือเกินแล้วทนไม่ไหวแล้ว ทรมานเหลือเกิน ช่างหัวงานเร่งงานเริ๊งมันซะหัวจะะเิตายนายรับผิดชอบไหวหรือ ยังไงก็ไม่คุ้มค่าหมอค่ายา
"มะ..ไม่ไหวละ.."
ชายหนุ่มเร่งรีบเซฟงานปิดคอม กวาดดินสอปากกามือถือของใช้ส่วนตัวลงกระเป๋าเป้สีดำหอบของผลักเก้าอี้กระแทกโต๊ะดัง ตึ๊งแล้วหิ้วเป้จากไปแต่ขณะที่ก้าวพ้นประตูออฟฟิศเพื่อเดินไปเข้าลิฟต์ในจังหวะสะบัดเป้ขึ้นสะพายนั้นเองแม้เรี่ยวแรงที่ใช้ออกไม่ใช่มากมายอะไรเลยก็เพียงเวี่ยงกระเป๋าปกติธรรมดา
"อะ..อ๊ากก..#$&" เขาส่งเสียงร้องด้วยความเ็ป
แต่นั่นแหละทำให้จากหัวเป็ไมเกรนคราวนี้ผนวกปวดหลังซึ้งรุนแรงยิ่งกว่าหอกนับสิบทิ่มแทงกระดูกสันหลังทั้งความเหนื่อยล้าปวดเมื่อยเส้นประสาทอักเสบ ไมเกรนกำเริบและอดหลับอดนอนหนุ่มออฟฟิศหน้ามืดล้มฟุ่บร่างหง่ายหลังลงกับพื้นเพียงแต่สติสัมปชัญญะดันวูบดับหายไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว
เช้าวันไหนไม่รู้..
"คุณหมอค่ะ อาการเค้าเป็ยังไงบ้างคะ? " ผู้หญิงคนหนึ่งเธอกำลังพูดคุยอะไรกับใครด้วยน้ำเสียงร้อนรนระคนสั่นคลอน
"หลักๆ แล้วสาเหตุที่เขาสลบกลางอากาศแบบนี้่ มาจากหลายปัจจัยทั้งความเคลียดและการอดนอน หมอดูจากประวัติในนี้แล้วทั้งเคยเป็ไมเกรนแถมยังคาดว่าน่าจะเป็โรคออฟฟิศซิมโดรมด้วยหมอขอถามหน่อยเขาเป็ชอบอดหลับอดนอนใช่มั้ยพักผ่อนไม่เป็เวลาอะไรแบบนั้น?" ชายคนหนึ่งที่น้ำเสียงฟังดูนุ่มและอ่อนโยน ดังตอบเธอมาจากทางปลายเท้าตรงหน้าชายหนุ่ม
"ตื่นแล้วเหรอครับ? "
ชายหนุ่มอายุราว30กว่าในชุดกราวสีขาวที่คอคลองเครื่องฟังเสียงหัวใจอันเก่าในมือถือบอร์ดกระดาษรายงานหลับตาดูก็รู้ว่าเป็หมอและเขากำลังเอ่ยปากถามอาการคนไข้ของเขาอยู่
"เตงเป็ยังไงบ้างคะยังปวดตรงไหนอยู่มั้ย" หญิงสาวข้างเตียงคนไข้เลิกสนใจหมอหันมาถามแฟนหนุ่มของเธอด้วยความห่วงใย
"มึนๆ นิดหน่อย เค้าอยู่นี้นานยังค่ะเตง? " หนุ่มออฟฟิศในชุดคนไข้โรงบาลนอนซมปากซีดแห้งผาก สภาพลำบากขนาดพูดยังไม่มีแรง
"มียามไปเจอเตงสลบหน้าลิฟต์ แล้วเขาโทรเรียกรถพยาบาลไปรับเตงรู้มั้ยว่าเตงสลบไปสองคืนนะ"
"งั้นหมอขอตัวไปตรวจคนไข้รายอื่นก่อนนะเดี๋ยวพยาบาลเขาจะเคยเข้ามาดูแลเรื่อยๆ นะครับ"
"ค่ะขอบคุณนะคะหมอ"
"ไม่เป็ไรครับ" หมอหนุ่มเดินจากไปอย่างเร่งรีบ
หลังแฟนสาวป้อนน้ำเปล่าดับกระหายครั้งแรกในรอบ2คืนถ้าที่หล่อนนั้นพูดจริงทั้งที่หัวยังมึนไม่หายอยู่นั้นชายหนุ่มกวาดสายตามองหาของกินรองท้องก่อนมื้อเที่ยงได้เหลือบไปเห็นผลไม้ที่วางบนโต๊ะข้างเตียง เป็ส้มและกล้วยหอมลูกใหญ่ทำให้สะกิดคำสอนบางประโยคที่เกือบเลือนรางหายไปนานแล้ว คำสอนซึ่งชายผู้เป็พ่อชอบกล่าวไว้ตอนชายหนุ่มเมารถสมัยยังบ้านนอกเข้าเมืองในตอนที่เขามึนหัวคลื่นไส้ทรมานอยู่นั้นพ่อแกชอบพกผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวติดตัวรึหาซื้อตามทางเสมอแต่ที่บ่อยกว่าชาวบ้านเขาเลยก็เห็นจะเป็ส้มนี้แหละแกบอกว่าถ้ามึนเมารถหรือปวดหัวขึ้นมาให้ทานผลไม้ที่มีรถเปรี้ยวซึ่งจะมีวิตามินซีมากและผลไม้ที่มีเยอะที่สุดนั้นก็คือผลส้ม
"ที่รักจะกินส้มเหรอ เดี๋ยวเค้าปอกให้นะ" เธอเอื้อมมือหยิบผลไม้ขึ้นมาปอกเปลือกอย่างรวดเร็ว
"ไม่เป็ไรที่รักเค้ารอกินข้าวดีกว่า"
ทั้งที่แฟนสาวเธอตั้งหน้าตั้งตาปรนนิบัติดูแลชายหนุ่มที่รักอย่างดีเต็มที่แต่เขากลับตอบกลับเธอ ปฏิเสธน้ำใจแฟนสาวง่ายๆ เสียอย่างนั้นเธอได้ฟังก็บังเกิดความหงุดหงิด
"เตงอย่าดื้อสิกินหน่อยเค้าปอกแล้ว และแถมผลไม้น่ะ มันดีต่อสุขภาพด้วยนะ"
หญิงสาวเปลี่ยนน้ำเสียงเป็ดุดันแข็งกร้าว จะด้วยความี้เีทะเลาะหรืออย่างไรก็แล้วแต่ชายหนุ่มได้ใจอ่อนยอมกินส้ม แม้จะติดใจอะไรบางอย่างซึ่งตนเองก็จำไม่ได้
"ก็ได้ค่ะ"
"ดีมากกินให้หมดเลยนะ.. เอ้านี่"
เ้าหล่อนยัดกลีบส้มคำแล้วคำเล่า ป้อนอย่างหนักมือพลางพรํ่าบ่นไม่ลดละจนผลไม้หมดมือชายหนุ่มในชุดคนไข้คนนี้เริ่มรู้สึกโดนบีบกะโหลกอีกครั้งเพียงคราวนี้เบาบางแค่แปร๊บๆเหมือนเขาคิดไปเอง
3.03 น. ชายหนุ่มคนเดิมยืนเม้อถือกรวยกระดาษกดน้ำเปล่าจนล้นถึงพึ่งได้สติ
"เห้ยเดี๋ยวนะอะไรวะเนี้ย!? " เขาอุทานด้วยความแปลกใจ"เมื่อกี้เรายังนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลอยู่เลย อะไรกันวะ งง?"
ชายหนุ่มคนดีคนเดิมสวมใส่เสื้อเชิ้ตน้ำเงินเข้มตัวเก่งยืนกดน้ำในออฟฟิศแทนที่จะอยู่ในชุดคนไข้นอนซมดูอาการในโรงพยาบาลที่ไหนสักที่
"เห้ยผีหลอกรึเปล่าวะ? รึเดจาวู? "
เขายังคงยืนเกาหัวงงๆอยู่แบบนั้น หน้าตู้กดน้ำแบบนั้นแต่ข้างๆ ที่เป็โต๊ะวางแก้วกาแฟดันมีผลส้มผลหนึ่งวางอยู่บนจานเซรามิกขาวสวยน่าฉงนใจยิ่งนักชายหนุ่มดูเหมือนจะครุ่นคิดอะไรบางอย่างออก แล้วเผลอลืมตัวพูดออกมาลอยๆ
"ไมเกรนเขาห้ามกินส้ม.."
พูดยังไม่จบประโยคแสงไฟฉายของลุง รปภ.สาดส่องทะลุผ่านประตูบานแก้วขุ่นมัวหน้าโถงทางเดินดึงความสนใจชายหนุ่มผนักงานบริษัทคนนี้ทันควันทำให้ลืมสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้และปล่อยผ่านไปราวกับเป็เพียงภาพมโนที่เกิดขึ้นภายในสมองแค่เท่านั้น..
-END-