“ฟู่…”
เสียงระบายลมหายใจยาวดังออกมาจากกลางลานบ้านท่ามกลางความมืดมิด เด็กหนุ่มที่เพิ่งร่ายรำ ‘เพลงหมัดนภาคราม’ รอบที่ 3 เสร็จสิ้นยืนอยู่นิ่ง ๆ เพื่อปรับให้กระแสของลมปราณไหลอย่างราบเรียบแผ่วเบาที่สุด สมาธิทั้งหมดเกาะติดอยู่กับเส้นทางการโคจรผ่านจุดชีพจรอย่างแน่วแน่
12 เส้นทางการโคจร 108 จุดชีพจร
เขาต้องการจดจำทำความเข้าใจกับทุกผลกระทบที่เกิดขึ้นในร่างกายให้ได้มากที่สุด และต้องการแน่ใจว่ามันไม่มีเส้นหรือจุดชีพจรลับอะไรซ่อนอยู่อีก
วืด…
เด็กหนุ่มเริ่มกลับมาเคลื่อนไหวออกกระบวนท่าอีกครั้ง แต่ในคราวนี้ไม่ได้ฝึกเพลงหมัดนภาครามที่เน้นการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเพื่อกระตุ้นการโคจรของลมปราณอีก เขาเปลี่ยนเป็นฝึกทักษะที่ท่านปู่ยอมสละเงินที่เก็บหอมรอมริบมาชั่วชีวิตไปแลกมาให้แทน
‘เพลงหมัดสามบรรพต’
แม้ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นเพลงหมัด แต่การฝึกฝนกลับไม่ได้เน้นกระบวนท่าการออกหมัด ลมปราณส่วนใหญ่ถูกส่งถ่ายไปทำให้ร่างกายมั่นคงและแข็งแกร่งดั่งภูเขาแทน
ขาทั้ง 2 ข้าง ลำตัว และแขนทั้ง 2 ข้าง เส้นชีพจรทั้ง 5 เส้นหลักคือเป้าหมายของการโคจรลมปราณ ปักหลักคงมั่น ตั้งตระหง่านท้าทาย ทำลายด้วยพลังที่หนักแน่น นี่คือนิยามของคำว่า ‘สามบรรพต’
“ฟู่…”
เสียงระบายลมหายใจยาวดังออกมาเมื่อเด็กหนุ่มร่ายรำกระบวนท่าจนครบถ้วน หมัดสามบรรพตเปลืองลมปราณมากกว่าหมัดพนาครามเกือบ 3 เท่าตัว และนั่นหมายถึงอำนาจทำลายล้างที่มากกว่าเกือบ 3 เท่าตัวด้วยเช่นกัน
แต่… นี่ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของการฝึกฝนหมัดสามบรรพต ไม่ใช่อำนาจทำลายล้างที่สูงลิ่ว แต่เป็นปริมาณลมปราณที่หมุนเวียนโคจรสร้างความยืดหยุ่นให้กับเส้นชีพจร และอัตราการเผาผลาญลมปราณอย่างรวดเร็วของมันต่างหาก
ที่นี่คือ ‘ทวีปอุดรปฐพี’ 1 ใน 5 ทวีปแห่ง ‘พิภพนภาคราม’
พิภพที่ ‘มนุษย์’ เผชิญกับการรุกรานของ ‘สัตว์อสูร’ มาตั้งแต่บรรพกาล พิภพที่การฝึกวิชาลมปราณคือสิ่งสำคัญที่สุด
ไม่มีใครรู้ว่า ‘องค์เทวะนภาคราม’ ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด
ไม่เคยมีตำราเล่มไหนกล่าวถึงหรือบันทึกเกี่ยวกับเรื่องนี้เอาไว้
แต่ทุกคนรู้ว่าพระองค์คือผู้ที่ทำให้มนุษย์สามารถลงหลักปักฐานอยู่ในพิภพแห่งนี้ได้อย่างมั่นคงปลอดภัย
ทวีปอุดรปฐพี ทวีปวารีบูรพา ทวีปวายุทักษิณ และทวีปอัคคีประจิม คือ 4 ทวีปใหญ่ที่ตั้งรายล้อมทวีปนภาครามอยู่ตามทิศต่าง ๆ ตามชื่อของพวกมัน
แต่ละทวีปจะมีตำหนักอุดรปฐพี ตำหนักวารีบูรพา ตำหนักวายุทักษิณ และตำหนักอัคคีประจิมตั้งอยู่ หน้าที่ของแต่ละตำหนักคือการปกป้องคุ้มครองมนุษย์ให้รอดพ้นปลอดภัยจากสัตว์อสูร
และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ การฝึกฝนคัดเลือก ‘ศิษย์’ ที่มีความสามารถส่งต่อไปให้ ‘ตำหนักเทวะนภาคราม’ ฝึกฝนสั่งสอนต่อจนถึงระดับขั้น ‘เทวทูตนภาคราม’
ถ้าไม่มีเทวทูตนภาครามคอยเฝ้าปกปักรักษา ม่านพลังที่คอยปกป้องคุ้มครองเมืองต่าง ๆ จากสัตว์อสูรก็จะเสื่อมสลายลงไปตามกาลเวลา และนั่นหมายถึงการเสื่อมสลายลงไปของอารยธรรมมนุษย์บนพิภพนภาครามในที่สุด
พิภพนภาครามกว้างใหญ่เพียงใด? ไม่มีใครรู้อาณาเขตที่แน่นอน
มีมนุษย์อาศัยอยู่มากน้อยเท่าใด? ไม่มีใครรู้จำนวนที่แน่นอน
แต่ทุกคนรู้ว่าถ้ากระตุ้นลมปราณได้ หน้าที่ของพวกเขาคือการมุ่งหน้าฝึกฝนยกระดับตัวเองให้ถึงขั้น ‘เทวทูตนภาคราม’
หรือถ้าจะพูดให้ถูกต้อง ทุกคนถูกบังคับให้ฝึกฝน
‘ค่ายกลนภาคราม’ ไม่ใช่สิ่งที่จะหลบเลี่ยงได้เลย
เมื่ออายุครบ 14 ปี หนุ่มสาวทุกคนในพิภพนภาครามจะต้องผ่าน ‘พิธีกระตุ้นความสามารถ’
เป็นพิธีที่จะแยก ‘ผู้โชคดี’ และ ‘ผู้โชคร้าย’ ออกจากกัน
แต่… ไม่มีใครแน่ใจว่าสิ่งไหนคือ ‘โชคดี’ และสิ่งไหนคือ ‘โชคร้าย’
ในหมู่เด็กหนุ่มสาวจำนวน 100 คน จะมีผู้ที่สามารถฝึกฝนลมปราณได้ประมาณ 70 คน
พวกเขาจะมีเวลา 1 ปีในการฝึกฝนตัวเองให้แข็งแกร่ง
และจะถูกนำตัวเข้าสู่ ‘หอคอยนภาคราม’ เพื่อทำการทดสอบคัดเลือก
20 คนจะกลับออกมา… ในสภาพที่ไร้ความทรงจำเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในหอคอย
สภาพแวดล้อม การทดสอบ เงื่อนไขที่จะทำให้ผ่านการคัดเลือก หรือชะตากรรมของผู้ที่ไม่ได้กลับออกมา
พวกเขาจะจำสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้เลย
จากการประเมินของเหล่าผู้เยี่ยมยุทธ์ ผู้ที่กลับออกมาได้ไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในกลุ่มผู้เข้าร่วมการทดสอบพร้อมกัน
แต่โดยรวมแล้วพวกเขามีความแข็งแกร่งอยู่ในระดับสูงเกินกว่าค่าเฉลี่ย
บทสรุปที่ได้ออกมาก็คือ จากจำนวน 70 คนที่เข้าร่วมทดสอบ
10 คนจะผ่านการคัดเลือกได้ไปต่อ 20 คนจะกลับออกมาเป็นกำลังหลักในการปกป้องเมืองที่ตัวเองอยู่ และอีก 40 คนที่เหลือไม่รู้ชะตากรรม
สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือ เสียชีวิตในการทดสอบ!
เด็กหนุ่มสาวจำนวน 100 คน จะมีเพียง 50 คนเท่านั้นที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ในเมืองต่อไปได้
ครึ่งต่อครึ่ง! นี่เป็นสัดส่วนที่นับจากจำนวนเด็กหนุ่มสาวทั้งหมด ไม่แบ่งแยกผู้ที่ฝึกปราณได้และไม่ได้ออกจากกัน
ตาย 6 รอด 4 เมื่อคิดจากจำนวนของผู้ที่ฝึกปราณได้อย่างเดียว
ถ้าไม่ได้เป็นผู้ฝึกปราณก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นผู้ฝึกปราณ…
ความแข็งแกร่งเท่านั้นที่จะทำให้รอดชีวิตอยู่ต่อไปได้
‘เพลงหมัดนภาคราม’ คือต้นกำเนิดของความแข็งแกร่งนั้น
เพลงหมัดนภาครามคือเคล็ดวิชาเดียวที่สามารถเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เด็กหนุ่มสาวทุกคนจะมีโอกาสร่ำเรียนฝึกฝนเพลงหมัดนภาครามจากผู้เยี่ยมยุทธของเมืองเป็นเวลา 3 วัน
ส่วนหลังจากนั้นคือการฝึกฝนด้วยตัวเอง
พิธีกระตุ้นความสามารถคือการกระตุ้นให้กลายเป็น ‘ผู้ฝึกยุทธ’ สามารถรับรู้ถึงลมปราณในร่างกาย
เพลงหมัดนภาครามคือเคล็ดวิชาที่ใช้ชักนำให้ลมปราณโคจรหมุนเวียนไปตามเส้นชีพจรทั้ง 12 เส้น และเปิดจุดชีพจรทั้ง 108 จุดในร่างกาย
มันเป็นขั้นตอนของการ ‘สร้างรากฐานลมปราณ’ พื้นฐานความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธทุกคน
ระยะเวลา 1 ปี ไม่มากหรือไม่น้อยเกินไปสำหรับการฝึกเพลงหมัดนภาครามของผู้ฝึกยุทธหน้าใหม่ ถ้าไม่ไร้พรสวรรค์จนเกินไป เด็กหนุ่มสาวทุกคนที่ฝึกปราณจะสร้างรากฐานลมปราณได้
แต่นั่นก็ยังไม่พอเพียงที่จะทำให้รอดชีวิตจากการทดสอบ
ผู้ฝึกยุทธชั้นสร้างรากฐานลมปราณไม่เคยมีชีวิตรอดกลับออกมาแม้แต่คนเดียว
ขั้นต่ำสุดของผู้ที่รอดชีวิตกลับมาในรอบ 20 ปีหลังสุดคือ ผู้ฝึกยุทธชั้นรวมรวมลมปราณขั้นที่ 3
มีแค่การรวบรวมลมปราณอยู่ในจุดชีพจรได้เกิน 36 จุดเท่านั้น ถึงจะเรียกได้ว่ามีความแข็งแกร่งเพียงพอ
เพลงหมัดนภาครามช่วยกระตุ้นให้ลมปราณโคจรไปตามจุดชีพจรทั่วร่างกายได้อย่างไหลลื่น และเมื่อฝึกซ้ำไปซ้ำมาอย่างอดทน ปริมาณลมปราณที่เพิ่มมากขึ้นจะเริ่มถูกเก็บสะสมเอาไว้ในจุดชีพจรทั้ง 108 จุด
ลำตัว แขนซ้าย แขนขวา ขาซ้าย ขาขวา และศีรษะ นี่คือลำดับของเส้นชีพจรที่จุดชีพจรจะได้รับการเติมเต็มลมปราณก่อน เมื่อคำนึงว่าผู้ฝึกยุทธผู้หนึ่งฝึกฝนเพลงหมัดนภาครามเพียงเคล็ดวิชาเดียว
9 จุดชีพจรคือ 1 ขั้น และมันจะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธขึ้นอีก 1 เท่าตัว
เพลงหมัดนภาครามสามารถใช้ฝึกฝนได้จนถึง ‘ชั้นรวบรวมลมปราณขั้นที่ 6’ 54 จุดชีพจรภายนอกจะถูกเติมเต็ม และมันหมายถึงพละกำลังความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้น 6 เท่าตัวจากคนธรรมดา
ตามทฤษฎี มันมีโอกาสที่ผู้ฝึกยุทธจะบรรลุขั้นที่ 3 ของการรวบรวมลมปราณได้ภายใน 1 ปีด้วยการฝึกฝนเพลงหมัดนภาครามเพียงอย่างเดียว
แค่โอกาสที่มีมันน้อยเกินไปเท่านั้น
เพื่อเพิ่มโอกาสในการรอดชีวิตให้กับหลานชายคนเดียว ชายชราเจ้าของโรงตีเหล็กไม่ลังเลเลยที่จะใช้เงินเก็บอดออมทั้งชีวิตไปแลกเปลี่ยนเคล็ดวิชา ‘เพลงหมัดสามบรรพต’ และ ‘เพลงดาบไผ่บนผา’ มาให้เด็กหนุ่มฝึกฝน
วิชาดาบไผ่บนผามีไว้เพื่อป้องกันตัว ในกรณีที่การทดสอบมีเงื่อนไขด้านการต่อสู้เข้ามาเกี่ยวข้อง
ส่วนวิชาหมัดสามบรรพต เป้าหมายหลักของการฝึกฝนคือการยกระดับขั้นของการรวบรวมลมปราณให้เร็วขึ้น มันกระตุ้นสร้างลมปราณได้ดีกว่า และมีความรวดเร็วรุนแรงในการโคจรลมปราณที่สูงกว่าเพลงหมัดนภาคราม
ใช้ลมปราณให้หมดไปแล้วกระตุ้นสร้างขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว
นี่คือวิธีที่ดีที่สุดในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่เส้นชีพจรและจุดชีพจรในร่างกาย
และแน่นอนว่ามันจะส่งผลให้รวบรวมลมปราณได้เร็วขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
แม้ว่าจะไม่ใช่เคล็ดวิชาที่ดีที่สุด แต่มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ช่างตีเหล็กชราคนหนึ่งจะหามาได้
ถ้าตาย 6 รอด 4 คือชะตากรรมที่รออยู่ข้างหน้าให้ฟันฝ่าผ่านไป เด็กหนุ่มก็ไม่คิดที่จะยอมแพ้เลยแม้แต่นิดเดียว
เขาจะไม่ยอมให้การเสียสละทุ่มเทของปู่ต้องสูญเปล่า
ไม่มีวันยอม…