เมื่อลูกศิษย์รวมถึงศิษย์พี่คนอื่นๆที่มาร่วมชมการสอบ และอาจารย์ทุกคนมาพร้อมกันแล้วที่ลานฝึกกระบี่ อาจารย์ศิษย์พี่ใหญ่เรียกเราออกไปสอบทีละคนด้วยการบังคับกระบี่ด้วยพลังแฝงให้พุ่งไปเสียบทะลุผ่านผลไม้ที่แขวนอยู่ และกระบี่ต้องพุ่งไปปักที่จุดกลางเป้าด้านหลังที่ตั้งไว้ ซึ่งหลายคนสามารถสอบผ่านได้ทั้งสองอย่าง
แต่บางคนก็สามารถสอบผ่านได้อย่างเดียวเช่น ปักกระบี่เข้าเป้าแต่ไม่เสียบผลไม้ หรือบางคนเสียบผลไม้ได้แต่ปักกระบี่บนเป้าไม่ผ่าน ซึ่งฉิงซวงก็ทำได้แค่ปักกระบี่บนเป้าได้แค่นั้น เราจึงช่วยกันปลอบใจฉิงซวง และบอกว่าดีกว่าปักกระบี่ไม่ถูกอะไรเลย อีกทั้งไม่ได้มีฉิงซวงคนเดียวที่ทำพลาดสักหน่อย ยังมีคนอื่นที่พลาดเหมือนกัน ฉันจึงพูดกับฉิงซวงแบบติดตลกว่าให้รอดูตอนสอบวิชาดนตรีจะมีฉันที่ช่วยให้ทุกคนดูดีขึ้นมาดุจฟ้ากับเหว แล้วฉันก็หัวเราะ ฉิงซวงจึงหัวเราะขบขันลดสีหน้าคลายกังวลลง
ฉันที่สอบเป็นคนสุดท้าย หันไปมองเหยียนเหล่ยและอาจารย์เจ้าสำนักแวบหนึ่ง พวกเขากำลังมองดูฉันด้วยความสนใจ จากนั้นฉันรวบรวมสมาธิเพ่งใส่พลังแฝงเข้าไปในกระบี่แล้วปล่อยกระบี่ออกไปด้วยความเร็ว พลังแฝงทำให้กระบี่พุ่งหมุนออกไปไม่เหมือนคนอื่นที่กระบี่พุ่งออกไปตรงๆ แต่กระบี่ของฉันพุ่งออกไปด้วยความเร็วและหมุนควงดุจสว่าน พุ่งเข้าเสียบทะลุผลสาลี่ที่ห้อยอยู่และหมุนควงพุ่งปักเข้ากลางเป้าทันที
เรียกเสียงฮือฮาจากศิษย์คนอื่นๆที่เข้าชม ฉันจึงหันไปดูปฏิกิริยาของพวกอาจารย์ที่นั่งชมอยู่ว่าจะมีการทักท้วงอะไรหรือไม่กับพลังแฝงของฉัน แต่ก็ไม่มีการทักท้วงใดๆจึงทำให้ฉันโล่งใจว่าพลังแฝงของฉันยังคงปลอดภัยต่อผู้อื่น
จากนั้นก็ได้ยินเสียงของศิษย์พี่ใหญ่ประกาศว่าฉันสอบผ่าน ทำให้ฉันดีใจหันไปมองเหยียนเหล่ยกับเจ้าสำนัก และจินไห่ ก็เห็นเขาทั้งสามคนยิ้มให้เล็กน้อยแล้วพยักหน้านิดหน่อยคล้ายจะบอกว่าฉันทำได้ดี ฉันจึงโค้งคำนับอาจารย์ทั้งสามและอาจารย์คนอื่นๆที่ให้ความเมตตาและให้โอกาสฉันเข้าสอบ
จากนั้นเหล่าศิษย์ที่เข้าสอบต่างแสดงความยินดี และปลอบใจกันระหว่างเพื่อนร่วมชั้นหลังการสอบวิชากระบี่เสร็จสิ้น จากนั้นก็เป็นการสอบวิชาอักขระโบราณของศิษย์พี่กันฮวา โดยให้ทุกคนอ่านอักขระโบราณบนกระดาษที่นางเขียนเป็นประโยคสั้นๆ และให้บอกด้วยว่าเป็นอักขระโบราณของชนเผ่าใด และแต่ละประโยคจะถูกเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
ซึ่งบางคนอ่านได้บ้างไม่ได้บ้าง จึงเป็นเรื่องปกติสำหรับศิษย์ใหม่ที่เพิ่งเข้าเรียนได้ยังไม่ถึงเดือน และเมื่อถึงลำดับของจิ่นเกอต้องอ่านอักขระ เขามีอาการตะกุกตะกัก เอ่อ อ่า แล้วทำท่าครุ่นคิดเพราะอ่านไม่ออก เขาหันมามองหน้าเพื่อนๆแล้วมองหน้าฉัน ฉันจึงแอบขยับปากบอกใบ้เขาว่า "แม่น้ำสีแดง" "ทะเลเหนือ" จิ่นเกอจึงรีบอ่านอักขระตามที่ฉันแอบบอกทันทีว่า เป็นอักขระชนเผ่าทะเลเหนือ อ่านว่าแม่น้ำสีแดง
และเป็นช่วงเดียวกันกับที่ศิษย์พี่กันฮวาหันมามองฉันพอดี ฉันจึงรีบหันไปพูดเรื่องอื่นกับเฝิ่นลู่ ที่ยืนอยู่ข้างๆเป็นการกลบเกลื่อนไม่ให้ถูกจับได้ ด้วยการชี้นิ้วไปบนฟ้าแล้วถามหาดาวเหนือ ดาวได้ดูยังไงและอยู่ทางไหน เฝิ่นลู่จึงหันมาตอบว่า “เจ้าจะบ้าเหรอ?! ใครเค้าดูดาวกันตอนกลางวัน!” แต่หลวนเฉินดูเหมือนจะรู้มุกจึงหัวเราะ แล้วบอกฉันว่าเวลากลางวันให้ดูดวงอาทิตย์ขึ้นหรือตก ใช้ดวงอาทิตย์เป็นตัวกำหนดทิศทาง
จากนั้นเขาก็กระซิบกระซาบบอกขอบคุณที่ฉันช่วยบอกคำตอบให้จิ่นเกอ ฉันจึงยิ้มแต่ไม่พูดอะไร เพราะเห็นกันฮวากับเพ่ยซาน กำลังจ้องมองมาที่ฉันด้วยสายตาพิฆาตแบบจับผิด จากนั้นกันฮวาก็เรียกฉันซึ่งเป็นลำดับสุดท้ายของห้อง ให้อ่านข้อความบนกระดาษ ที่นางกำลังคลายม้วนกระดาษออก เป็นประโยคที่ยาวกว่าคนอื่นๆ จนมองออกว่ากันฮวากำลังกลั่นแกล้ง และต้องการให้ฉันสอบตกวิชานี้ แต่โชคดีที่ฉันจำได้ว่าประโยคที่กันฮวากำลังจะให้ฉันอ่าน เป็นบทกลอนที่เหยียนเหล่ยเคยท่องให้ฟังเมื่อครั้งที่เราอยู่จวนฮุ่ยเฉิง ฉันจึงตอบด้วยความมั่นใจว่า
มี่จื่อ : นี่เป็นกลอนบทหนึ่งของชนเผ่าหมีใต้ ชื่อ พรานชมไพร
"กิเลนทอง ท่องเดินดง
หงส์ขาวร่อน บินวน บนนภา
มังกรเขียว หลบเร้นกายา
เหล่าพยัคฆา คำรามร้อง ก้องพงไพร"
กันฮวา : เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านี่คือบทกลอน พรานชมไพร?!
มี่จื่อ : เพราะเคยมีชายหนุ่มบางคนที่หล่อ มว้ากก เคยท่องกลอนบทนี้ให้ข้าฟังก่อนที่ข้าจะมาศึกษาที่นี่ ว่าแต่….ข้าสอบผ่านหรือไม่ศิษย์พี่กันฮวา?
กันฮวา : เดี๋ยว! ข้ามีบททดสอบให้เจ้าอีกอย่างหนึ่ง ถ้าเจ้าสามารถปลดมนต์สกัดกั้นของข้าได้ ข้าจะเพิ่มคะแนนพิเศษให้เจ้า
มี่จื่อ : ตกลง!!!
ฉันรีบตอบตกลงรับคำท้าจากกันฮวาทันที เพราะต้องการคะแนนพิเศษไปช่วยพยุงในวิชาดนตรีที่คาดว่าจะต้องสอบตก จากนั้นกันฮวาก็สร้างกำแพงมนต์สกัดกั้นแบบเดียวกันที่เคยพยายามขัดขวางไม่ให้ฉันกับเพื่อนๆหนี เมื่อครั้งที่เราแอบเข้าไปดูเหยียนเหล่ยเล่นกู่เจิง ซึ่งฉันก็รู้ว่ากันฮวาพยายามจะทดสอบว่าใช่ฉันที่เป็นคนปลดมนต์ของนางในคืนนั้นหรือเปล่า
ซึ่งฉันมองแวบเดียวก็เห็นอักขระปลดมนต์ที่ซ่อนอยู่ จึงใช้นิ้วจิ้มที่อักขระตัวนั้นจนกำแพงมนต์หายไปในทันที กันฮวาถึงกับถลึงตากัดฟันพูดเบาๆว่า “เจ้าก็คือคนในคืนนั้น!!” ฉันจึงตอบกลับเบาๆแบบตาต่อตาฟันต่อฟันเช่นกันว่า คนที่ปลดมนต์ของนางในคืนนั้นคือฉันเอง แล้วก็ได้เจอกับกันฮวาที่แอบเข้าไปที่นั่นเหมือนกัน ดังนั้นเราจึงมีความผิดด้วยกันทั้งคู่ และถ้ากันฮวาจะเอาผิดฉัน ฉันก็จะไม่ยอมรับโทษคนเดียวแน่ พร้อมกับข่มขู่กันฮวาพอเป็นน้ำจิ้มอีกว่า
มี่จื่อ : ข้าเป็นศิษย์ใหม่ไม่รู้กฏของสำนักย่อมเป็นเรื่องที่พอจะให้อภัย แต่ศิษย์พี่รู้กฏของสำนักเป็นอย่างดีแต่ยังฝืนกฏกระทำผิด ลองคิดดูว่าทุกคนในสำนักจะมองศิษย์พี่เป็นเช่นไร? อ้อ! แล้วศิษย์พี่อย่าลืมให้คะแนนพิเศษข้าด้วยล่ะ!!
เมื่อฉันฉันพูดจบก็ยกมือขึ้นประสานค้อมตัวเคารพกันฮวาอย่างไม่เต็มใจนัก และเดินกลับมายืนกับกลุ่มเพื่อนตามเดิม ทำให้กันฮวาออกอาการโมโหจนหน้าดำหน้าแดงที่ถูกฉันขู่กลับว่าเรามีความผิดเหมือนกัน กันฮวาจึงจำใจต้องประกาศว่าฉันสอบผ่านและได้คะแนนพิเศษ
และแล้วก็ถึงชั่วโมงสำคัญการสอบวิชาดนตรี ฉันรับซอเอ้อร์หูมานั่งกอดคอตกแบบคนสิ้นหวังกับชีวิต แต่เพื่อนๆก็ช่วยพูดให้กำลังใจว่ายังดีที่ฉันสอบได้คะแนนดีในวิชาอื่นๆ ซึ่งการสอบสีซอของเพื่อนคนอื่นๆผ่านไปได้ด้วยดี จนมาถึงฉันคนสุดท้ายนั่งสีซอเสียงเพี้ยนมาก จนทุกคนหัวเราะกันคิกคักแม้กระทั่งจินไห่ยังหลุดขำออกมา
ฉันคิดว่ายอมเป็นตัวตลกให้คนอื่นขำ ดีกว่าใส่พลังแฝงในเสียงซอให้เพื่อนๆในห้องสอบต้องจะได้รับบาดเจ็บ อีกทั้งยังกลัวถูกขับไล่ออกจากห้องสอบให้เป็นที่อับอายอีกเป็นรอบสอง จนกระทั่งบรรเลงบทเพลงเสร็จ และกำลังจะลุกขึ้นกลับไปนั่งประจำที่ของตัวเอง ก็ได้ยินเสียงของเจ้าสำนักเฟยเทียนพูดขึ้นว่า
เฟยเทียน : เดี๋ยวก่อน! ข้าฟังตั้งแต่ต้นจนจบเพลง ทำไมข้าสัมผัสไม่ได้ถึงพลังแฝงในเสียงซอที่เจ้าเล่น?
มี่จื่อ : เรียนท่านเจ้าสำนัก ข้าไม่ได้ใส่พลังแฝงขณะสีซอ เพราะข้ากลัวว่าเสียงซอของข้าจะทำให้เพื่อนๆได้รับบาดเจ็บ
เฟยเทียน : บรรเลงอีกครั้ง และใส่พลังแฝงของเจ้าเข้าไปด้วยข้าจะฟัง!
เหยียนเหล่ย : ท่านเจ้าสำนัก! ข้าเกรงว่าศิษย์คนอื่นจะทนฟังเสียงซอของมี่จื่อไม่ไหว
เฟยเทียน : เจ้าก็อุดหูให้พวกเขาสิ!
เหยียนเหล่ยจึงสร้างมนต์ปิดกั้นการได้ยิน ให้ศิษย์ใหม่ทุกคนได้ยินเสียงเบาๆ แล้วพยักหน้าเป็นสัญญาณบอกว่าให้ฉันเริ่มบรรเลงได้ ฉันจึงเริ่มสีซอเสียงนรกตามสไตล์ตัวเอง เพราะคิดว่ายังไงฉันก็ต้องสอบตกอยู่แล้ว พร้อมทั้งใส่พลังแฝงเข้าไปด้วยอย่างเต็มที่
ซอเสียงเพี้ยนยังคงเสียดแทงรูหูจนศิษย์พี่ชุดคลุมสีเทาหลายคนเริ่มเอามือปิดหู ส่วนบางคนที่ยังทนไหวก็เริ่มแน่นหน้าอกเหมือนจะขาดใจ สุดท้ายก็ต้องสร้างมนต์ปิดกั้นการได้ยินเหมือนกับศิษย์ใหม่ ส่วนเหล่าอาจารย์ที่มีพลังแข็งแกร่ง ออกอาการเพียงแค่ขมวดคิ้ว ส่ายหัว ขยี้หู เพราะเสียงที่ได้ยินมันแย่เกินจะทน
ส่วนฉันที่เห็นว่าทุกคนปลอดภัยดีก็เริ่มเบาใจ จึงปล่อยใจเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงซอของตัวเอง แล้วหลับตาบิ้วท์อารมณ์ดุจนักดนตรีผู้ยิ่งใหญ่กำลังนั่งสีซออยู่กลางทุ่งลาเวนเดอร์ เพื่อให้เสียงซอออกมาไพเราะที่สุด แต่เสียงซอก็ต้องหยุดลงกระทันหัน เพราะเจ้าสำนักเฟยเทียนดีดเม็ดถั่วลิสงคั่วในจานที่วางอยู่ข้างถ้วยชา ตัดสายซอที่ฉันกำลังเล่นขาดไปเส้นหนึ่งจนฉันสะดุ้งตกใจ พร้อมกับถามฉันว่า
เฟยเทียน : ข้าบอกให้เจ้าหยุดเล่นไม่ได้ยินรึ?!
มี่จื่อ : ขะ ข้าไม่ได้ยิน คือข้ากำลังเพลิน
เฟยเทียน : เอาล่ะ! เจ้าไม่ต้องสีซอแล้ว ให้จินไห่ประกาศผลสอบของเจ้าเลย!
จินไห่ : ในด้านความไพเราะและความสุนทรีย์ ข้าให้มี่จื่อสอบตก แต่ข้าจะให้คะแนนพิเศษที่มี่จื่อสามารถใช้พลังแฝง สร้างแรงกดดันในด้านลบออกมากับเสียงซอได้เป็นอย่างดี ข้าให้มี่จื่อสอบผ่าน
เฟยเทียน : มี่จื่อเจ้ารู้ตัวเองมั้ย? ว่าในบรรดาศิษย์ เจ้าสีซอได้แย่ที่สุดในรุ่น ต่อไปเจ้าอย่าสีซอในสำนักอีก เอาล่ะ! พวกเจ้าไปพักผ่อนกันได้แล้ววันนี้ทำได้ดีกันทุกคน
เราเดินกลับเรือนที่พักพร้อมกับเสียงหัวเราะที่พูดคุยถึงเหตุการณ์ขำๆในช่วงระหว่างสอบ แม้พวกเราจะดีใจที่ฉันสอบผ่านวิชาดนตรี แต่คะแนนรวมของฉันกับฉิงซวงที่พลาดกันคนละหนึ่งคะแนน อาจทำให้ไม่ได้รับเลือกไปร่วมงานสำนักไป๋หู่ เพราะคนที่จะได้รับพิจารณาก่อนคือคนที่ได้คะแนนเต็ม ซึ่งคะแนนฉันกับฉิงซวงยังมีคะแนนตามหลังเพ่ยซานกับจื่อเถิง
หลวนเฉิงจึงบอกว่า ยังเหลือวิชาดูดวงดาวของอาจารย์ศิษย์พี่สาม และวิชาพลังธรรมชาติของอาจารย์ศิษย์พี่รอง ที่ฉันกับฉิงซวงจะต้องสอบให้ได้คะแนนเต็ม บางทีอาจช่วยให้ได้รับการพิจารณาไปร่วมงานสำนักไป๋หู่ก็ได้