“เกิดอะไรขึ้น ?” ถูซุยรีบทะยานร่างมาที่กำแพงทันที เขาพบกับกำแพงที่แตกร้าวใกล้พังทลายและเศษซากท่อนไม้หน้ากำแพง ถูซุยก็พอปะติดปะต่อได้ เขาไม่ใช่คนโง่ย่อมคิดได้เขาทอดสายตามองไปยังค่ายฝั่งตรงข้ามก็สังเกตเห็นหน้าไม้ขนาดใหญ่
“หรือว่า...จะเป็นเจ้านี่กัน ?!”
ถูซุยเพ่งพินิจอีกครั้งก็เห็นลูกศรขนาดใหญ่พุ่งมาที่กำแพง
“!!!!!!” ถูซุยรีบฟาดฝ่ามือลงไปในบัดดลลูกศรนั้นก็พลันแตกกระจาย “หืม ? พลังทำลายล้างมันสูงมากแก่นแท้พลังธรรมดายังไม่อาจต้านรับได้” เขาไม่คิดว่าต้องใช้พลังฝ่ามือของขอบเขตแดนพิภพจึงจะสยบหน้าไม้นี้ได้
“ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องไปทำลายมัน !” จากนั้นถูซุยก็ส่งสัญญาณเรียกหัวหน้าตระกูลไช่ ‘ไช่หู่’ ผู้บัญชาการทหารรักษาพระนคร ‘ซือไฉ’ และรองผู้บัญชาการกองทัพพยัคฆ์ ‘จูหยวน’ เข้ามา
ทุกคนรีบมาตามคำสั่งเสนาบดีผู้เฒ่าชี้นิ้วไปยังหน้าไม้ยักษ์นั่นแล้วกล่าวว่า “พวกท่านทั้งหลายอาวุธนั่นอันตรายต่อกำแพงพระนครของพวกเราอย่างยิ่งมันสามารถทำให้กำแพงของเราร้าวได้ หากไม่ทำลายมันก็ยากจะรักษาพระนครไว้ได้พวกท่านมีความคิดเห็นอะไรบ้าง ?”
ไช่หู่มองตามก็เห็นหน้าไม้ขนาดใหญ่เขาเองก็แปลกใจชะโงกหน้าไปดูล่างกำแพงก็เห็นเศษไม้ถูซุยไม่ได้โกหกพวกเขาหน้าไม้นั่นเป็นปัญหาหากการโจมตีเกิดขึ้นพวกเขาก็ไม่อาจมาอยู่รอปัดลูกศรหน้าไม้นี้ได้จำเป็นต้องทำลายหน้าไม้ทิ้งเท่านั้น !
“ข้ามีความคิดหนึ่ง เราต้องแต่งทัพออกไปสักสามหมื่นคนจึงจะสามารถประชิดกำแพงค่ายนั้นได้ หากน้อยกว่านั้นเป็นไปไม่ได้เลย”ไช่หู่เอ่ยขึ้น
ทว่าถูซุยกลับส่ายศีรษะแล้วเอ่ยปฏิเสธ “ไม่ได้นั่นเสี่ยงเกินทหารในพระนครมีเพียงเจ็ดหมื่นนาย หากนำทหารออกไปสามหมื่นเกิดอีกฝ่ายลอบโจมตีเมืองทหารสี่หมื่นจะรับศึกไหวแน่หรือแล้วยังกองทัพสามหมื่นจะถูกล้อม หากเสียกำลังทหารไปสามหมื่นนายเราก็ไม่จำเป็นต้องรักษาพระนครไว้แล้ว”
ซือไฉพยักหน้าเห็นด้วย แต่จูหยวนนั้นนิ่งเฉยอยู่ทุกคนรู้สึกได้ว่าจูหยวนต้องมีแผนการอะไรดี ๆ
“รองผู้บัญชาการจู ท่านมีความคิดอะไรดี ๆ หรือไม่ ?” ถูซุยเอ่ยถามขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมพูดอะไร
จูหยวนพยักหน้าเล็กน้อย “ขอเวลาข้าไตร่ตรองหน่อย”
“ได้ !”จูหยวนนับว่าไม่ไว้หน้าเขาเลย หยิ่งทะนงแบบนี้ช่างขัดใจถูซุยนักแต่อย่างไรจูหยวนก็เป็นผู้มีความสามารถ เขาจำเป็นต้องเก็บไว้ใช้งาน
สักพักหนึ่งจูหยวนจึงเอ่ยขึ้นมา “คราวนี้คงต้องลำบากเสนาบดีถูแล้วข้าคิดว่าท่านต้องออกรบเอง”
“หืม ? ท่านว่าอะไรนะ...?” ซือไฉคิดว่าตนเองฟังผิดไปจูหยวนต้องการให้เสนนาบดีผู้เฒ่าออกรบ ?
จูหยวนไม่ได้ปฏิเสธ เขายืนกรานจะให้ถูซุยออกศึก “ใช่แล้วท่านเสนาบดีถึงเวลาที่ท่านต้องออกรบ” ถูซุยย่นคิ้วเข้าหากัน ชัดแล้วว่าเขาไม่พอใจ
“แล้วใครจะดูแลพระนคร ?” ไช่หู่เอ่ยถาม
“นั่นไม่จำเป็น ข้าดูแลให้ได้”จูหยวนตอบกลับอย่างกับว่ามันควรจะเป็นเช่นนี้
“เจ้า...” ซือไฉกำลังจะเอ่ยปากต่อว่าจูหยวน ทว่าถูวุยได้โบกมือห้ามไว้
“เอาเถอะ..ว่าแผนของเจ้ามา” ถูซุยหงุดหงิดเล็กน้อยแต่เขาก็อยากจะฟังแผนการของจูหยวน
“ข้าอยากให้ท่าน...ตามนี้พวกท่านไปเตรียมตัวเถอะ ข้าจะไปหาคน ๆ หนึ่ง”จูหยวนพูดจบก็เดินจากไป
ซือไฉชักไม่สบอารมณ์ “ไอเจ้านี่ มันคิดว่าตนเองเป็นใครกัน ?”
“เอาเถอะ อย่างน้อยมันก็มีความสามารถให้พวกเราได้ใช้พวกท่านไปเตรียมตัวให้เรียบร้อยเรื่องนี้สำคัญมาก” ถูซุยถอนหายใจออกมาพร้อมกับถอนสายตาจากหน้าไม้ยักษ์ไป
“ขอรับ” ไช่หู่และซือไฉพากันตอบรับแล้วก็พากันไปเตรียมตัวสำหรับการทำบางสิ่งบางอย่าง
...
“กองทัพเตรียมพร้อมแล้ว ขอคำสั่งเคลื่อนพลด้วยขอรับ !”หนิงเฉิงที่ยืนอยู่บนรถม้าศึกกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังทหารทุกนายต่างเตรียมพร้อมด้วยความฮึกเหิม ความฮึกเหิมนี้มาจากกำแพงที่ร้าวความหวังในชัยชนะมาถึงแล้ว !
“รอก่อน...ต้องรอให้กำแพงทลายลง เมื่อนั้นก็เข้าโจมตีได้เลย”ผู้เป็นจอมทัพเอ่ยขึ้น
“รับคำสั่ง !” ทหารทุกนายล้วนจ้องมองไปที่กำแพงพวกเขาต้องการที่จะเห็นกำแพงเมืองพังทลาย !
หน้าไม้ยิงออกไปสองครั้งก็ถูกสกัดไว้สองครั้งใครกันที่หยุดมันได้ ?
หนิงเทียนทะยานร่างออกไปเขาก็เห็นชายชราผู้คุ้นเคย “ที่แท้ก็เจ้า !” ต้องยื้อเวลาให้หน้าไม้ทำลายกำแพง !
“เจ้าเฒ่าถูมาประมือกันหน่อยเป็นไง ? หรือว่าเจ้าไม่กล้า !”
ถูซุยขมวดคิ้วเขาไม่เอ่ยปากตอบ ทะยานร่างเข้าหาหนิงเทียนทันที
ตูม ตูม ตูม ! การปะทะกันของทั้งสองคนเริ่มขึ้น เสียงก็ดังสนั่นไปทั่วอากาศก็ระเบิดออกเป็นช่วง ๆ อานุภาพสะท้านฟ้าสยบปฐพี ยอดฝีมือขอบเขตแดนพิภพประจันหน้ากันพวกเขาคือผู้ไร้เทียมทาน !
หนิงเฟยหลงก็ไม่คิดจะปล่อยโอกาสนี้ไปเขาสั่งให้หน้าไม้ระดมยิงกำแพงทันที
ปัง ปัง ปัง !
กำแพงเริ่มเป็นรูทหารฝั่งองค์รัชทายาทยิ่งฮึกเหิมต่างจากทหารรักษาการณ์พระนครที่เคร่งเครียดมากขึ้น พวกเขากลัวกำแพงเมืองถล่มหากเป็นเช่นนั้นแล้วพวกเขาเองก็ต้องตาย ไม่รู้ว่ารองผู้บัญชาการจูคิดสิ่งใดอยู่กัน
แต่เมื่อลูกศรถูกปล่อยออกไปอีกครั้ง ลูกศรนั้นก็ถูกทำลายมีผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพเพิ่มขึ้นอย่างนั้นหรือ ?
ทุกคนพากันตกใจ ! โดยเฉพาอย่างยิ่งผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพนับว่าเป็นปัญหา เขาเป็นใครกัน ?
ไม่นานบุคคลนั้นก็ปรากฏตัว
“!!!!!!”หนิงเฟยหลงตกใจมากไม่คิดว่าจะเป็นคน ๆ นั้น “ประมุขหอสมบัติ !!!!”
“ไม่คิดเลยว่าจะปกปิดตัวตนมาเนิ่นนานขนาดนี้ แล้วยังเป็นถึงผู้นำหอสมบัติอีกด้วยทำไมถึงเข้าร่วมกับตระกูลถูกันแล้วก่อนหน้านี้ที่สนับสนุนเรามาโดยตลอดมันหมายความว่าอย่างไร ?”หนิงเฟยหลงไม่เข้าใจสิ่งที่ประมุขอวิ้นหยางทำเท่าไหร่นัก
กลายเป็นว่าสถานการณ์ฝั่งองค์รัชทายาทกลับมาตึงเครียดต่อให้กำแพงเมืองแตกก็คงไม่อาจเข้าประชิดเมืองได้เลย
หนิงเฉิงไม่อาจอยู่เฉยได้อีกต่อไปเขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว
ตูม !!
ขอบเขตแดนพิภพอีกคน !!
พลังที่ถูกกดทับไว้ระเบิดออกหนิงเฉิงกลายเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพในพริบตา!
เสียงเฮดังสนั่น ทหารร้องตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้นจูหยวนที่ยืนอยู่บนกำแพงมุมปากเขากระตุกไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายก็จะมีขอบเขตแดนพิภพซ่อนไว้อยู่ด้วยตระกูลหนิงที่ไม่ธรรมดาเลยจริง ๆ สมแล้วที่ถูกเรียกว่าตระกูลเก่าแก่
ตระกูลหนิงที่อยู่มาก่อนการก่อตั้งอาณาจักรเยว่ไม่รู้ว่ายืนยงมาแล้วกี่ปีทั้งยังเคยเป็นขุนนางสำคัญในสมัยที่อาณาจักรถูกขนานนามว่าจักรวรรดิ ‘จักรวรรดิแดนใต้’ แต่ปัจจุบันไม่เหลือเค้าโครงนั้นแล้วเหลือเพียงอาณาจักรเล็ก ๆที่ล้อมรอบด้วยมหาอำนาจทั้งสาม
หนิงเฉิงเข้าปะมือกับอวิ้นหยาง ฝ่ามือทลายบรรพตปรากฏท้องฟ้าก็พลังสั่นสะเทือน !
“เฉิงเอ๋อร์บรรลุฝ่ามือทลายบรรพตขั้นหนึ่งระดับสมบูรณ์ได้แล้ว !!” หนิงเทียนโพล่งออกมาด้วยความยินดี
พลังฝ่ามือนั้นกดทับไปยังอวิ้นหยางแต่มทันใดนั้นคลื่นพลังของอวิ้นหยางก็เปลี่ยนไป ไอเย็นยะเยือกแผ่กระจายออกไปอวิ้นหยางยกมือขึ้นนิ้วชี้ออกเป็นดรรชนี พลังปราณที่เย็นเยือกก็รวมตัวกันเป็นวารีเยือกแข็งพุ่งเข้าปะทะกับภูเขาปราณปฐพีขนาดใหญ่
ตูม !!!!
ฝ่ามือนั้นก็พลันเป็นรูแตกร้าวกระจายไป หนิงเฉิงหน้ามือคล้ำประมุขอวิ้นหยางไม่ธรรมดา เขาไม่ใช่จอมยุทธ์ขอบเขตแดนพิภพขั้นสามัญ เพียงแค่ดรรชนีเดียวก็สามารถทะลวงฝ่ามือทลายบรรพตของเขาได้พลังของอวิ้นหยางสูงส่งกว่าเขา
หนิงเฟยหลงเองก็สังเกตได้ว่า บิดาของเขาไม่ใช่คู่มือของประมุขอวิ้นหยางมีเพียงทางเดียวคือต้องจบศึกนี้โดยเร็ว !