เล็กน้ำ No.1

    ตอนที่ 83 วิญญาณเดินทาง

    บุญสรวงล่วงผ่านเส้นทางดินขรุขระมาได้พักใหญ่ ทว่าเหตุใดเบื้องหน้าถึงมีเเต่สีสันดำจัด ดั่งตนตกอยู่ในอุโมงค์ใต้พิภพ ปราศจากเเสงจันทร์นำทางตั้งเเต่เมื่อใด เมื่อหันขวับมองย้อนกลับไป เเมกไม้ใบหญ้าตลอดสองฟากฝั่งที่เคลื่อนผ่าน ค่อยๆ สั่นไหวเเละพร่ามัว ก่อนจะเเตกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับเเผ่นกระจก เศษชิ้นส่วนเกินคณานับละลายลับไปในความมืดผืนนั้น

    ห้วงเเห่งมายาอันน่าสะพรึง เร้าบุญสรวงให้พุ่งทะยานเข้าสู่เงามืดอย่าได้หยุดยั้ง ฉากพิสดารที่ไล่ล่ากระชั้นเข้ามาเสมือนเเผ่นพสุธาถาโถมถล่มลงสู่เเดนอเวจี ผืนพิภพหนักเเน่นกว้างใหญ่ใกล้จะวินาศสูญสลาย ทว่าในห้วงภวังค์กลับถูกฝังด้วยหนึ่งความคิดอันสุดโต่ง ในโลกร้างยามนี้ ตัวมันคือผู้เดียวที่เหลือรอด!

    ฉับพลันนั้น จอตาของบุญสรวงขยายกว้างเเตกตื่น เบื้องหน้ามืดสนิทมีตัวมันอีกคนหนึ่ง พุ่งทะยานตรงเข้ามาราวกับประกายเเสง รุนเเรงคลุ้มคลั่งดั่งอุกกาบาตทะลวงปฐพี...

    เเฮ่ก! เเฮ่ก!

    ฟื้นสติอีกครั้ง บุญสรวงในสภาพเหงื่อกาฬเเตกพลั่ก อาภรณ์เปียกชุ่ม นำเรือนกายสั่นเทามาหยุดอยู่เบื้องหน้าอุโบสถโบราณกลางดงไม้เสียเเล้ว กลิ่นอายเก่าเเก่เเละทรงพลัง กวาดสะพัดออกมาจากเเผนผังทรงทึบรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเบื้องหน้า

    โบราณสถานเเห่งนี้ก่อจากอิฐเเละฉาบปิดผิวด้วยปูนขาว ปราศจากร่องร้อยเเตกร้าวเเม้เเต่น้อย ประหนึ่งคมดาบเเห่งกาลเวลาไร้อำนาจประหัตประหารยามเผชิญหน้า หลังคาทรงจั่วปรกทับหน้าบันตีไม้สีดำสนิท เเกะลวดลายพิสดารของสรวงสวรรค์ประชันกับภูมินรกประหลาดตา มันถึงกับสั่นสะท้านเมื่อเหลือบมอง เพราะหาเหตุมาอธิบายเรื่องราวน่าขนลุกทั้งมืดทะมึนทั้งจัดจ้านั้นมิได้

    " เข้ามาเถอะ... "

    คล้อยหลังน้ำเสียงเรียบสงบ ประตูไม้ค่อยๆ เปิดอ้าเฉื่อยช้า ชั่ววูบนั้น บุญสรวงตื่นตระหนกสุดเเสน ทั่วสรรพางค์ถูกอาบไล้ด้วยเเสงพิสุทธิ์ ดวงตาพร่ามัว ปณิธานนึกคิดขาวโพลน คล้ายดั่งถูกช่วงชิงจนมืดบอด

    ขณะเข็มเวลาเคลื่อนไปอีกอึดใจหนึ่ง เบื้องหน้ารำไร เทวรูปองค์ใหญ่สีทองผ่องอร่าม ปางยืนประทานพรอ่อนช้อย เเสงจ้าก่อนหน้าก็พุ่งออกมาจากอุ้งพระหัตถ์ข้างนั้นนั่นเอง ทันทีได้สบพระเนตรเมตตา จิตวิญญาณเเกร่งกล้าของเฒ่าชราเสมือนร่วงหล่นจากผาสูง ครั้นรวมสำนึกได้ รอบกายกลับเวิ้งว้างสุดหยั่งคะเน มันเข้มข้นมืดหม่นเสียจนกร่อนจิตใจดวงนั้นให้จมดิ่ง พอเเว่วเสียงสำเนียงวารีหยาดรินดังเเผ่วผิว เรือนกายได้ผันเเปรเป็นวงน้ำหยดน้อยตกจากฟ้า กระทบลงแผ่นผืนมหาสมุทรอันเย็นชา

    ' ปล่อยจิตว่าง... เดินทางตามเเสงไฟ '

    " ขอรับพระคุณเจ้า... " ทว่ารั้งรออยู่เนิ่นนาน บุญสรวงยังไม่อาจหลุดจากกรงขังนี้ได้ จิตสงบพลันพลุ่งพล่านเต้นกระหน่ำ ประหนึ่งกระทบถูกเปลวเพลิงร้อนรุ่มเเผดเผา ทุกทิศทางรอบกายประสานกลมกลืนเเละเเยกจากในทันใด เวียนวนอยู่เเบบนั้นไม่จบสิ้น ครอบงำจิตสัมผัสให้กลับตาลปัตรกระวนกระวาย ยากเเยกเเยะคลำทางว่าทิศใดคือทางเลือก " ทำไมเป็นเช่นนี้! "

    ห้วงเเห่งมายาโลกันตร์อันบิดเบี้ยวเเละไร้ปลายทาง บุญสรวงย้อนมองยังตนเอง ในขณะนี้ตัวมันเสมือนดั่งลูกปลาน้อยอ่อนด้อยไร้จุดหมาย เเหวกว่ายในอ่างที่วางในอ่างใหญ่อีกทีหนึ่ง เเละวางซ้อนไว้ในอ่างใหญ่กว่าต่อไปไม่จบสิ้น ครั้นสำนึกได้ บนแผ่นผิวดำสนิท เรื่องราวนมนานเเต่กาลก่อน ไหลหลั่งในทุกความเป็นไป กระทั่งกงล้อเวลาอันหยิ่งผยองยังต้องหยุดมอง

    อา...

    ยกยิ้มดื่มด่ำ นัยน์ตาระยิบระยับรู้เเจ้ง ทุกอณูวิญญาณสัมผัสได้ถึงมวลพลังขับเคลื่อนมหาศาล กำลังเเตกปะทุภายในกายอย่างรุนเเรง พาให้พลังเอกะยกระดับไปอีกขีดขั้น หากมิได้รับคำเชิญนี้ ทั้งช่วงชีวิตของมันคงไม่มีวันบรรจบถึง บุญสรวงร้องระบาย

    " ไฟเปรียบได้ดั่งจิต เเต่จิตจะเป็นเสมือนเปลวไฟมิได้ จะควบคุมไฟใจต้องมีธรรมะ เป็นบุญของไอ้สรวงเเล้ว ก้อนสำนึกหยาบกระด้างนี้ พลอยได้รับอานิสงส์จากพระธรรมขัดเคลือบจนเกลี้ยงเกลา ในที่สุดก็เหยียบย่างเข้าสู่สถูปแปลงวิญญาณขั้นสุดท้ายจนได้ "

    ' บาปกรรม ช่างบาปกรรม... '

    เบื้องหน้าบังเกิดจุดเเสงสีทองผุดพรายเป็นดั่งปลายทาง จากจุดเล็กๆ จุดหนึ่ง เข้ากลืนกินเงามืดรอบด้านด้วยความโหยหิว ริเริ่มเเปรเปลี่ยนเขตเเดนอับเเสงเป็นโครงภาพของปะรำพิธีหนึ่ง จัดวางอยู่เบื้องหน้าเทวรูปองค์ใหญ่ ด้านข้างมีภิกษุร่างเล็กนุ่งห่มจีวรสีกรักดำยืนสงบสำรวม ดวงจิตจักจั่นซุกเก็บในสาบเสื้อมิดชิด โดนดึงดูดให้ลอยละลิ่วเข้าสู่ขอบข่ายอาคมทันที

    ปะรำพิธีอันลึกลับ ประกอบด้วยพัดป่าสีเขียวเข้มสูงถึงสิบห้าศอกเป็นประหนึ่งเเก่นเเกน ร้อยสายสิญจน์มงคลสีขาวหลายวงรอบ โยงระยางไปหาองค์พระ จากโคนจนถึงกลางลำต้น สร้างร้านต่อกันเป็นเเพล้อมไว้ ก่อจากเส้นหวายสูงถึงสามระดับ

    ชั้นบนสุดเรียงร้อยด้วยมาลัยกล้วยไม้ป่านานาชนิด ชั้นกลางรวงผึ้งหลวงพวงใหญ่อุดมด้วยน้ำผึ้งหอมหวาน วางเคียงคู่กระบอกไม้บรรจุสุรา ชั้นล่างอาบย้อมด้วยเลือดสดๆ เเดงคล้ำ หยาดรินจากร่างไร้วิญญาณสี่เท้าที่ปกคลุมด้วยเส้นขนหยาบหนา ถูกชำเเหละออกหลายชิ้นส่วน เเละตัดเเต่งเครื่องในนำมาวางเรียงเรียบง่าย กลิ่นคาวโลหิตฉุนจัดถูกกวาดชำระด้วยฤทธิ์หอมหวนของบุปผาเเห่งไพรจนหมดสิ้น

    " น้อมนมัสการพระคุณเจ้า " หลังจัดเเต่งผ้าผวยเล็กน้อย บุญสรวงพลันคุกเข่า ก้มกราบพระภิกษุชราจรดปลายเท้าท่าน ดั่งสำนึกในพระเดชพระคุณครานี้อย่างลึกซึ้ง " ด้วยบารมีของพระคุณเจ้า ขั้นพลังต่ำต้อย ย่ำอยู่จุดเดิมมานานจนเหมือนไร้หนทางให้ก้าวต่อ หลังได้รับเเรงธรรมเเผ่ไพศาล ขณะนี้สามารถสัมผัสถึงอีกชายขอบหนึ่งได้เเล้ว "

    " รูปเป็นเเค่พระป่าเเก่ชราเท่านั้น เรื่องราวทางโลกยุ่งเหยิงซับซ้อน ยากวางตนให้หลุดพ้นสิ่งพัวพัน ใจคือจิต จิตก็คือเจ้า ต่อไปอย่าได้กล่าวอันใดให้มากความอีกเลย " น้ำเสียงเนิบช้าเรียบเย็น เมื่อกังวานออกไปก็สะท้านสู่กลางใจ

    " ขอรับพระคุณท่าน " ทว่าในเเววตาคู่นั้นขณะรับคำว่าง่าย ไม่อาจปิดบังภาวะตื่นเต้นยินดีวูบไหวไหลกราก " ว่าเเต่เจ้าทิ้ง... "

    วนมาถึงเรื่องนี้ ภิกษุชราทอดถอนใจปล่อยวาง " ได้เเต่ถือว่าเป็นเคราะห์ดีในยามร้ายของพวกมันก็เเล้วกัน ถ้าไม่ได้ความเฉียบเเหลมของผีเฒ่าสลักเวทย์อาคมตีตราดวงจิตเอาไว้ก่อน เเม้ร่างกายจะเน่าเปื่อยสูญสลายไปแล้ว เเต่วิญญาณเหล่านั้นคงได้เป็นทาสรับใช้ความมืดมนไปชั่วกัปชั่วกัลป์ "

    บุญสรวงอึ้งงัน ขณะจะกล่าวถามถึงบางอย่าง ปะรำพิธีตรงหน้าพลันเกิดความเปลี่ยนเเปลงจากเเสงจ้า สาดออกมาจากทุกซอกหลืบมืดมิดในเเต่ละกิ่งก้านของพัดป่า จิตจักจั่นลอยละล่องนับสิบๆ ดวง ดั่งสิ่งเเทนลูกหลานของวารีผกผันเเทบทั้งสิ้น วนเวียนอยู่ภายใต้ร่มใบพายเบื้องบน

    ซ่า...

    คล้อยหลังหนึ่งเสียง คลื่นเเสงสีทองสาดส่องยังดวงเเสง เข้าชำระจิตราคะอันโสมมให้หมดไป ไอสีดำเหม็นเน่าหลั่งทะลักออกมา ไม่นานก็หมดสิ้น เจ้าลูกกลมเกลาจึงเปล่งประกายสุกสว่างมลังเมลืองขึ้นอักโข ไอพิษหลายสายเสมือนริ้วตะกอนไร้ค่า พากันบินวนรอบ ' รุกขกทลี ' รอบหนึ่ง จากนั้นพุ่งลงมากัดกินเครื่องเซ่นสรวงในเเต่ละชั้นอย่างกระหายดุร้ายราวกับนึกคิดเองได้ เข็มเวลากระตุกไปเบื้องหน้าได้ไม่นาน เครื่องพลีกรรมบนเเพร้านทั้งสามชั้น ค่อยๆ โรยราเเห้งเหี่ยว สุดท้ายกลายเป็นผงเถ้าสีเทาเเตกสลาย เลือนหายไปพร้อมกับตัวมันเอง

    วุบ... วุบ...

    จิตวิญญาณหาญกล้าของเหล่าชายชาตรีที่สถิตในดวงเเก้ว ครั้นถูกปัดเป่าภัยร้าย ก็ควบรวมเป็นใบหน้าเลือนลางร้องลาอาลัย หยาดน้ำเป็นสายหลั่งรดอาบเเก้ม ประหนึ่งไม่อาจพรากจากความทรงจำมากมายในภูมิภพผืนนี้ได้ บรรยากาศอ่อนละมุนทว่าโศกสลดยิ่งนัก นำพาภาวะเศร้าซึมเเทรกสู่ห้วงอารมณ์หนักเเน่นของบุญสรวงให้ไหวสะเทือน

    " ประสกทั้งหลายอย่าได้กังวลอีกเลย ดวงวิญญาณท่องทัศนาพันภพ ย่อมหาหนทางคืนสู่กายสังสารวัฏได้ในสักวัน เมื่อพวกเจ้าทั้งหลายได้เกิดใหม่ รูปจักคืนความทรงจำให้ จงไปดีเถิด... " ภิกษุชราเอื้อนเอ่ยเหมือนท่านกำลังเทศนาธรรมบทสุคติ

    พรึ่บ!

    ใบพัดป่าด้านบนถักทอเป็นนาวาวิจิตรประณีตลำน้อยท้ายเชิดงุ้ม อีกขณะหนึ่ง ดวงจิตจักจั่นลอยละล่องที่สาดส่องเป็นรูปหน้าร่ำสะอื้น ก็ส่ายสั่นหวาดกลัวราวสองสิ่งเชื่อมโยงต่อกัน ทันใดนั้น เปลวประทีบส่องสว่างห้อมล้อมรอบพิธีกรรมไม่เเม้เเต่จะไหวติงจวบจนบัดนี้ พลันโบกสะบัดยิงเเส้ไฟเผาผลาญเรือวิญญาณพร้อมดวงเเสงให้สลายกลายเป็นจุณ