รุ่งอรุณของวันใหม่สาดส่องเข้ามาในกระท่อมหลังน้อย แต่สำหรับเยว่ซินแล้ว แสงแดดยามเช้าในวันนี้กลับให้ความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิม มันไม่ได้นำพาความอบอุ่นและความหวังมาให้เช่นทุกวัน แต่กลับขับเน้นให้เงาอันตรายที่ทอดทาเข้ามาในชีวิตของเธอดูชัดเจนยิ่งขึ้น
เธอนอนลืมตาอยู่ในความมืดมาเกือบตลอดทั้งคืน ภาพของเด็กหนุ่มลูกสมุนของหวังหู่ที่สะกดรอยตามเธอยังคงติดตาไม่หาย ความรู้สึกของการถูกจับจ้องราวกับเหยื่อนั้นน่าขนลุกและน่ารังเกียจอย่างยิ่ง แม้เธอจะรอดพ้นมาได้ด้วยไหวพริบ แต่นั่นก็เป็เพียงการซื้อเวลาเท่านั้น
พวกมันรู้แล้ว เยว่ซินคิดในใจพลางกำถุงเมล็ดหญ้าจันทราที่ซ่อนไว้ใต้หมอนแน่น พวกมันรู้แล้วว่าข้าคือคนที่หาเงินก้อนโตมาจากในเมือง และพวกมันจะไม่ยอมปล่อยเื่นี้ไปง่ายๆ แน่
ความคิดที่จะแอบเข้าไปในถ้ำลับวันนี้ถูกพับเก็บไปโดยสิ้นเชิง มันเสี่ยงเกินไป การกระทำใดๆ ที่ดูผิดปกติในตอนนี้ ก็เหมือนกับการเทน้ำมันลงบนกองไฟ
เธอลุกขึ้นจากเตียงอย่างเงียบเชียบ เดินไปยังรอยแตกเล็กๆ ของผนังไม้ที่เธอใช้เป็ช่องแอบดูเป็ประจำ สายตาของเธอกวาดมองไปยังถนนดินท้ายหมู่บ้านที่ยังคงเงียบสงบ แต่แล้วหัวใจของเธอก็เย็นเยียบลงอีกครั้ง
ที่มุมถนนไม่ไกลนัก เธอเห็นเด็กหนุ่มอีกคนหนึ่งในกลุ่มของหวังหู่กำลังยืนคุยอยู่กับเพื่อนบ้านคนหนึ่งด้วยท่าทีสบายๆ แต่สายตาของเขากลับคอยชำเลืองมองมาทางกระท่อมของเธอเป็ระยะๆ อย่างชัดเจน
การเฝ้าจับตามองได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เยว่ซินถอยกลับมาจากผนังอย่างแ่เบา ความรู้สึกเหมือนถูกขังอยู่ในกรงที่มองไม่เห็นทำให้เธออึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก พลังระดับต้นขั้นที่ห้าที่เปี่ยมล้นอยู่ในร่างของเธอร่ำร้องที่จะถูกปลดปล่อย แต่เธอก็ทำได้เพียงแค่กดข่มมันเอาไว้ให้ลึกที่สุด เธอจะทำอย่างไรต่อไปดี? จะให้เธอเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านตลอดไปเช่นนั้นรึ? แล้วแผนการเพาะปลูกสมุนไพริญญาเพื่อรักษาท่านแม่เล่า?
ในขณะที่เธอกำลังจมอยู่ในห้วงความคิดที่สับสนนั่นเอง เสียงไอเบาๆ ของแม่ก็ดังขึ้นมาขัดจังหวะ
"แค่กๆ ซินเอ๋อร์ ตื่นแล้วรึลูก?" เยว่หลานเอ่ยทักขณะที่กำลังพยุงตัวลุกขึ้นจากเตียง "เมื่อคืนเหมือนจะได้ยินเสียงหมูป่าใกล้ๆ บ้านเรานะ รั้วไม้ไผ่เก่าๆ ของเราคงจะใกล้พังเต็มทีแล้ว"
คำพูดที่ไม่ได้ตั้งใจของแม่นั้น ราวกับสายฟ้าที่ฟาดลงมากลางใจของเยว่ซิน!
รั้ว ใช่แล้ว รั้ว!
เธอมองออกไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มองไปยังคนที่เฝ้าดู แต่กลับมองไปยังรั้วไม้ไผ่ที่ผุพังและเอนเอียงจนแทบจะล้มลงอยู่รอบกระท่อมของเธอ แล้วเธอก็เหลือบไปเห็นสวนหลังบ้านเล็กๆ ที่รกร้างและเต็มไปด้วยวัชพืช
คำสอนของแม่ดังขึ้นมาในหัวอีกครั้ง "จงเป็สายน้ำที่อ่อนโยนที่สามารถไหลอ้อมผ่านมันไปได้ จงทำตัวให้ต่ำเข้าไว้ ให้พวกเขาดูถูกและมองข้ามเ้าไปเหมือนเดิมนั่นแหละดีที่สุด"
แผนการหนึ่งได้ก่อตัวขึ้นในใจของเธออย่างรวดเร็ว แผนการที่ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การ "ต่อสู้" หรือ "หลบหนี" แต่เป็แผนการ "สร้างม่านควัน"
หากพวกมันอยากจะรู้นักว่าข้าเอาเงินไปทำอะไร ข้าก็จะแสดงให้พวกมันดู หากพวกมันสงสัยว่าข้าจะมั่งมีขึ้นอย่างผิดปกติ ข้าก็จะแสดงให้เห็นว่าข้ายังคงยากจนและต้องดิ้นรนเหมือนเดิม หากพวกมันอยากจะเฝ้าดู ข้าก็จะสร้างละครฉากใหญ่ที่น่าเบื่อที่สุดให้พวกมันดูจนกว่าจะเอือมระอาไปเอง!
รอยยิ้มบางๆ ที่หาได้ยากปรากฏขึ้นที่มุมปากของเยว่ซินอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความยินดี แต่เป็รอยยิ้มแห่งความท้าทายที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเรียบเฉย
"ท่านแม่เ้าคะ" เยว่ซินกล่าวขึ้นหลังจากที่ทุกคนกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว "วันนี้ข้าว่าจะไม่เข้าป่า"
"อ้าว? ทำไมล่ะลูก?" เยว่หลานถามด้วยความแปลกใจ
"ข้าเห็นด้วยกับที่ท่านแม่พูดเมื่อเช้านี้เ้าค่ะ รั้วบ้านของเรามันเก่าเกินไปแล้ว ข้ากลัวว่าสักวันจะมีสัตว์ป่าหลุดเข้ามาทำอันตรายท่านกับน้อง" เยว่ซินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็ห่วงเป็ใยอย่างจริงใจ "วันนี้ข้าว่าจะไปตัดไม้ไผ่ที่ท้ายป่ามาซ่อมรั้วของเราให้แข็งแรงขึ้นเ้าค่ะ"
เยว่หลานเบิกตากว้างด้วยความยินดีระคนซาบซึ้งใจ "ดีเหลือเกินลูก! แม่ก็คิดเื่นี้อยู่เหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าเ้าจะ "
"เรามีเงินเหลือพอแล้วนี่เ้าคะ" เยว่ซินยิ้ม "อย่างน้อยก็ควรจะทำให้บ้านของเราปลอดภัยขึ้นใช่ไหมเ้าคะ?"
แผนการของเธอเริ่มต้นขึ้นแล้ว การซ่อมรั้วบ้าน คือการกระทำที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับครอบครัวที่เพิ่งจะมีเงินขึ้นมาเล็กน้อย และยังเป็การกระทำที่ "ธรรมดาสามัญ" อย่างยิ่งอีกด้วย
เธอหยิบขวานเก่าๆ ของพ่อและเชือกป่านออกมา แล้วเดินออกจากกระท่อมไปอย่างเปิดเผย มุ่งหน้าไปยังป่าไผ่สาธารณะที่อยู่ชายขอบของป่าชั้นนอก ซึ่งเป็ที่ที่ชาวบ้านทุกคนสามารถไปตัดไม้ไผ่มาใช้งานได้
แน่นอนว่าการกระทำของเธอตกอยู่ในสายตาของลูกสมุนหวังหู่ที่ยังคงเฝ้าดูอยู่ไม่ไกล แต่มันก็เป็การกระทำที่ปกติเสียจนเขาทำได้แค่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เยว่ซินใช้เวลาเกือบทั้งเช้าไปกับการตัดไม้ไผ่ มันเป็งานที่หนักและต้องใช้แรงอย่างมาก แต่ด้วยร่างกายที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่ ทำให้เธอทำงานได้เร็วกว่าคนทั่วไปหลายเท่า แต่เธอก็แสร้งทำเป็เหนื่อยหอบและหยุดพักเป็ระยะๆ เพื่อไม่ให้ดูผิดสังเกตจนเกินไป
เธอลากไม้ไผ่ลำยาวๆ กลับมาที่บ้านกองใหญ่ ท่ามกลางสายตาอยากรู้อยากเห็นของเพื่อนบ้านที่เดินผ่านไปมา
"จะทำอะไรน่ะเยว่ซิน?" เพื่อนบ้านคนหนึ่งเอ่ยทัก
"ข้าจะซ่อมรั้วเ้าค่ะป้าจาง" เธอตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่เป็มิตร
จากนั้น การแสดงฉากใหญ่ของเธอก็เริ่มต้นขึ้น
เธอลงมือทำงานอย่างขะมักเขม้นท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ เธอขุดหลุมเพื่อลงเสาหลัก ใช้ขวานตัดไม้ไผ่ให้ได้ขนาดที่้า และเริ่มลงมือสานรั้วขึ้นมาทีละส่วนๆ เหงื่อไหลโทรมกายจนเสื้อผ้าเปียกชุ่ม เนื้อตัวมอมแมมไปด้วยดินโคลน
อาซานวิ่งเล่นอยู่ใกล้ๆ คอยส่งน้ำให้นางเป็ระยะๆ ส่วนเยว่หลานก็นั่งสานตะกร้าอยู่ใต้ร่มไม้ไม่ไกล คอยะโบอกเทคนิคการสานรั้วให้นางเป็ครั้งคราว มันคือภาพของครอบครัวที่อบอุ่นและกำลังร่วมแรงร่วมใจกันสร้างอนาคต ภาพที่ดูธรรมดาและสงบสุขอย่างยิ่ง
แน่นอนว่าการกระทำของเธอไม่อาจรอดพ้นสายตาของป้าหวังไปได้ หญิงชราเดินผ่านมาพร้อมกับมองมาด้วยสายตาดูแคลน "หึ! ในที่สุดก็คิดจะซ่อมแซมรังหนูของตัวเองเสียทีนะ สงสัยเงินที่เก็บตกได้มาคงจะใกล้หมดแล้วสินะ ถึงได้ต้องกลับมาทำงานหนักเหมือนเดิม"
เยว่ซินไม่ได้ตอบโต้อะไร เธอเพียงแค่ก้มหน้าก้มตาทำงานของเธอต่อไป การนิ่งเฉยของเธอยิ่งทำให้ป้าหวังรู้สึกหงุดหงิดใจจึงได้แต่เดินกระทืบเท้าจากไป
ตลอดทั้งวัน เยว่ซินทำงานอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำ รั้วไม้ไผ่ที่เคยผุพังก็ถูกแทนที่ด้วยรั้วใหม่ที่แข็งแรงและดูเป็ระเบียบเรียบร้อย มันไม่ใช่งานฝีมือที่สวยงามอะไรนัก แต่ก็ให้ความรู้สึกที่มั่นคงและปลอดภัยอย่างแท้จริง
คนที่เฝ้าจับตามองเธออยู่เห็นเพียงภาพของเด็กสาวที่ทำงานหนักจนหมดแรง ภาพที่ขัดแย้งกับ "ผู้บำเพ็ญเพียรผู้โชคดี" ที่พวกเขาวาดภาพไว้อย่างสิ้นเชิง ความสงสัยในใจของพวกเขาเริ่มสั่นคลอน
แต่นี่เป็เพียงแค่การเริ่มต้นของม่านควันเท่านั้น
วันรุ่งขึ้น เยว่ซินก็เริ่มต้นแผนการขั้นต่อไป
"ท่านแม่เ้าคะ" เธอกล่าวขึ้น "ไหนๆ เราก็มีรั้วที่แข็งแรงแล้ว ข้าคิดว่าเราน่าจะใช้ประโยชน์จากที่ดินหลังบ้านของเรานะเ้าคะ"
เธอมองไปยังสวนหลังบ้านเล็กๆ ที่รกร้างและเต็มไปด้วยวัชพืช "หากเราถางหญ้าแล้วทำเป็แปลงผักเล็กๆ เราก็จะมีผักสดๆ กินตลอดทั้งปีโดยไม่ต้องไปซื้อที่ตลาดให้สิ้นเปลืองเงินนะเ้าคะ"
เยว่หลานเห็นด้วยกับความคิดนี้อย่างยิ่ง มันเป็ความคิดของคนขยันและรู้จักวางแผนอนาคต
ดังนั้น การแสดงฉากที่สองจึงได้เริ่มต้นขึ้น
เยว่ซินใช้เวลาอีกสองวันเต็มๆ ไปกับการถางหญ้าและขุดดินเตรียมแปลงผัก มันเป็งานที่หนักยิ่งกว่าการทำรั้วเสียอีก เธอต้องต่อสู้กับรากไม้ที่แข็งและวัชพืชที่ขึ้นรกทึบ แต่เธอก็ทำมันอย่างไม่ย่อท้อ
เธอไม่ได้ใช้พลังิญญาของเธอแม้แต่น้อยในการทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้น ทุกอย่างคือแรงงานล้วนๆ เธอขุดดิน พรวนดิน และตากดินไว้ตามวิธีที่ชาวบ้านทั่วไปทำกัน
หลังจากเตรียมแปลงดินเสร็จ เธอก็ทำการแสดงที่สำคัญที่สุด เธอเดินไปยังร้านขายของชำเล็กๆ ในหมู่บ้าน แล้วใช้เงินไม่กี่อีแปะซื้อ "เมล็ดพันธุ์ผักธรรมดา" มาหลายซอง ทั้งกะหล่ำปลี, ถั่ว, และแตงกวา
มันคือการกระทำที่เปิดเผยและตรงไปตรงมา ทุกคนที่อยู่ในร้านและบริเวณนั้นต่างก็เห็นว่าเธอซื้อ "เมล็ดพันธุ์ธรรมดา" ที่ไม่มีพลังิญญาใดๆ เจือปน
บ่ายวันนั้น ทั้งสามคนแม่ลูกก็ช่วยกันลงมือเพาะปลูกในสวนหลังบ้านแห่งใหม่ของพวกเขา เยว่หลานซึ่งเคยมีประสบการณ์ทำสวนมาก่อนเป็คนสอนเยว่ซินถึงวิธีการหยอดเมล็ดและกลบดินอย่างถูกวิธี ส่วนอาซานก็รับหน้าที่รดน้ำด้วยบัวรดน้ำอันเล็กๆ ของเขาอย่างสนุกสนาน
เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็ระยะๆ มันคือภาพของความสุขในครอบครัวที่เรียบง่ายและธรรมดาสามัญอย่างที่สุด
ลูกสมุนของหวังหู่ที่ยังคงแอบเฝ้าดูอยู่ห่างๆ เริ่มรู้สึกเบื่อหน่ายเต็มที นี่มันอะไรกัน? เด็กสาวที่พวกเขาคิดว่าต้องมีความลับยิ่งใหญ่อะไรซ่อนอยู่ กลับเอาแต่ทำงานบ้านงกๆ ทั้งวัน ซ่อมรั้ว ทำสวน ปลูกผัก มันน่าเบื่อจนแทบจะหาวออกมาเป็เสียง
ข้อความที่เยว่ซิน้าจะสื่อนั้นชัดเจนยิ่งนัก: "ข้าเป็แค่เด็กสาวธรรมดาที่โชคดีเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ตอนนี้โชคนั้นหมดไปแล้ว ข้าจึงต้องกลับมาทำงานหนักเพื่อประทังชีวิตเหมือนเดิม พวกท่านเลิกสนใจข้าได้แล้ว"
คืนนั้น หลังจากที่ทุกคนในบ้านหลับใหลไปแล้ว
เยว่ซินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงแข็งๆ ของเธออย่างเงียบงันภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ผุพัง เธอมองร่างของสองคนที่เธอรักที่สุดซึ่งกำลังหลับใหลอย่างสงบภายใต้ผ้าห่มผืนใหม่ที่อบอุ่น ภาพนี้คือสิ่งที่เธอต้องปกป้องไว้ให้ได้
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอไม่ได้ฝึกฝนพลังิญญาในถ้ำลับเลยแม้แต่น้อย ระดับพลังของเธอไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นเลยสักขั้น แต่เธอกลับรู้สึกว่าตัวเอง "แข็งแกร่ง" ขึ้น
มันคือความแข็งแกร่งทางจิตใจ ความแข็งแกร่งที่มาจากความอดทน, การวางแผน, และการควบคุมตัวเอง
เธอยังคงรู้สึกได้ถึงสายตาที่จับจ้องมาจากนอกบ้าน แต่ตอนนี้มันเจือจางและห่างออกไปกว่าเดิมมาก ม่านควันแห่งความธรรมดาของเธอกำลังได้ผล
เธอล้วงเข้าไปในอกเสื้อ หยิบถุงผ้าสามใบที่บรรจุเมล็ดหญ้าจันทราออกมาถือไว้ในมืออย่างแ่เบา มันคือความหวังที่แท้จริงของเธอ คือกุญแจสู่อนาคต และตอนนี้มันก็ถูกปกป้องไว้ด้วยปราการแห่งความธรรมดาสามัญที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายของเธอเอง
เยว่ซินกำเมล็ดพันธุ์ไว้ในมือแน่น อีกไม่นาน อีกไม่นานเท่านั้น เมื่อพวกมันตายใจและเลิกจับตามองข้าเมื่อไหร่ เมื่อนั้นแหละ คือเวลาที่เมล็ดพันธุ์เหล่านี้จะได้ลงดินอย่างแท้จริง
เส้นทางของเธอยังอีกยาวไกล และมันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เธอเคยหวังไว้ แต่ตอนนี้ เธอมั่นใจแล้วว่าตัวเองกำลังเดินมาถูกทาง