ตอนที่ 18 : สุสานเหมืองทอง
“นี่มันแผนที่ไปยังเหมืองร้าง ที่นั่นมันเคยเป็เหมืองทองเก่า แต่ด้วยมีเหตุปัจจัยบางอย่างจึงปิดตัวลงไป เมื่อถึงที่ค่ายแล้วข้าจะแนะเส้นทางให้กับท่าน” นายกองกล่าวพลางเชิญชวนหลานเทียนไปพักยังค่าย เนื่องจากเวลานี้ก็เย็นมากแล้วไม่เหมาะกับการเดินทางสักเท่าใดนัก
ระหว่างเดินทางไปยังค่ายนั้นนายกองก็เปิดบทสนทนาขึ้น
“เดิมทีพวกข้าเดินทางขับไล่เหล่าสัตว์อสูรที่หมู่นี้ดูพวกมันพยายามเข้าใกล้เมืองมากกว่าเดิม ข้าเองก็ไม่ทราบถึงเหตุผลของพวกมันนัก” นายกองกล่าวก่อนเปลี่ยนสีหน้าเป็เข้มขรึมขึ้น
“ข้าเดินทางมาพร้อมกับหน่วยขับไล่สัตว์อสูรกว่าแปดสิบนาย แต่ว่าระหว่างทางก็พบกับสัตว์อสูรระดับเดียวกันกับต้นไม้อสูร จำนวนหนึ่ง มันเล็ดลอดการตรวจจับของพวกข้าไปทำให้ หน่วยของข้าพลัดหลงกันและเข้าไปในจุดที่มีช้างอสูรหัวเสืออยู่ ลำพังจำนวนคนของข้าหากต่อกรกับช้างอสูรหัวเสือตัวเดียวก็คงเต็มกลืนแล้ว หากแต่พวกมันมีมากกว่าหนึ่งตัวทั้งยังอยู่ในสถานะบ้าคลั่ง เพียงไม่กี่นาทีนับจากเผชิญหน้ากับมัน เสียงกรีดร้อง เสียงกระดูกแตก และเสียงกล้ามเนื้อฉีกขาด ก็ดังขึ้นเป็ระลอกพร้อมกับซากศพและชิ้นเนื้อของเหล่ากองร้อยของข้าปลิวว่อนไปทั่วท่องฟ้า ซากศพทั้งหลายกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ” หลานเทียนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี กองทหารขับไล่สัตว์อสูรกว่าแปดสิบนาย ถึงกับพลาดท่าเสียทีให้กับสัตว์อสูร นายกองเห็นสีหน้าของหลานเทียนที่เปลี่ยนไป จึงกล่าวบทสนทนาต่อ
“ว่าแต่นายน้อยผู้มีพระคุณผู้นี้ มีนามว่าอย่างไรหรือท่าน” นายกองพยายามเปลี่ยนบทสนทนาถึงแม้แววตาจะแฝงไปด้วยความเจ็บแค้น สีหน้ายังคงฝืนยิ้มทั้งที่แบกรับความอัปยศไว้ การนำพากองร้อยตนมาพลาดท่ากับเหล่าสัตว์อสูรนั้นทำให้ไม่อาจแม้จะให้อภัยกับตัวเองได้ ถึงขั้นมีความคิดให้ตนตกตายไปพร้อมกันกับทหารคนอื่น หากหลานเทียนไม่มาพบเสียก่อนพวกเขาทั้งห้าก็คงยินยอมพร้อมยืนหยัดเสียสละชีพอย่างไม่เสียดาย
“ข้ามีนามว่าหลานเทียน” หลานเทียนกล่าวตอบสั้น ๆ สีหน้ากลับมาเรียบเฉยอีกครั้ง
“เช่นนั้น ท่านผู้มีพระคุณหลานเทียน ไม่ทราบว่าทางเมืองหลวงส่งท่านมาใช่หรือไม่” นายกองกล่าวถามอย่างสงสัยในตัวตนของหลานเทียนที่สามารถตราัอันเป็สัญลักษณ์แห่งองค์จักรพรรดิ
“ข้าเพียงออกเดินทางฝึกฝนขัดเกลาฝีมือตนเท่านั้น หาได้มีใครส่งข้ามาไม่ ว่าแต่ท่านนายกอง ข้ามีเื่สงสัยเกี่ยวกับสัตว์อสูรอยู่บ้าง” หลานเทียนกล่าวถามพลางเบี่ยงเบนประเด็นเกี่ยวกับตราั ทางนายกองที่สังเกตการเปลี่ยนทิศทางการสนทนาของหลานเทียนเองก็มิได้ซักไซ้แต่อย่างใด
“หากเป็สิ่งที่ข้าทราบข้าย่อมไม่ปิดบังแน่นอน อย่างไรเสียท่านก็คือผู้มีพระคุณของพวกเรา” นายกองกล่าวพร้อมกับแววตานับถือต่อหลานเทียน
“ท่านกล่าวว่าสัตว์อสูรออกจากเขตแดนของตนมามากขึ้น ทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนท่านพอจะอนุมานถึงสาเหตุเ่าั้ได้หรือไม่” หลานเทียนกล่าวถามพลางเดินบิดี้เีเล็กน้อย
“ข้าเองก็ไม่อาจหาสาเหตุที่แน่ชัดกับมันได้ ถึงแม้ข้าจะเป็ผู้นำกองร้อยขับไล่อสูรแห่งเมืองหมาป่าตะวันออกมากว่าหลายสิบปีก็ตาม แต่เหตุการณ์ใน่นี้ ข้าเองก็จนปัญญา… คงทำได้เพียงแค่คาดการณ์ที่ดูเลื่อนลอยไปบ้าง แต่ข้ากลับคิดว่า พวกมันอาจจะได้รับคำสั่งหรือไม่ก็อาจจะไม่มีผู้ปกครองพวกมันแล้ว สัตว์อสูรนั้นย่อมให้การเคารพนับถือและแบ่งชนชั้น หากมีสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งกว่าพวกมัน พวกมันเองก็ไม่กล้ารุกล้ำเขตแดนอื่นเป็แน่ เช่นเมื่อครั้งเข้ารับราชการมาเป็นายกองที่นี่ ข้าเองก็พบพานสัตว์อสูรมาไม่น้อย เคยพบสัตว์อสูรที่สามารถชักนำสัตว์อสูรทั้งชนิดเดียวกันและชนิดอื่นพยายามเข้าจู่โจมเมือง หากแต่เป็เพียงสัตว์อสูรที่มีความแข็งแกร่งต่ำ พวกข้าจึงปกป้องเมืองได้อย่างไม่ยากเย็นนัก นี่คือประการแรกที่ข้าตั้งข้อสงสัยไว้ ส่วนอีกประการนั้นสัตว์อสูรย่อมมีจ่าฝูงของพวกมันคอยปกครอง และเมื่อจ่าฝูงของพวกมันตายลงหรือทอดทิ้งฝูงไป พวกมันก็ไร้ซึ่งผู้ควบคุมออกอาละวาดตามสัญชาตญาณป่าเถื่อนรุกล้ำเขตแดนสิ่งมีชีวิตอื่นหากแต่ ทั้งสองประการที่ข้าคาดการณ์กลับไม่อาจทำใจเชื่อถือได้เลยว่า สัตว์อสูรระดับนี้จะมีผู้ปกครองที่น่ากลัวและแข็งแกร่งเช่นใดอยู่เื้ั” สีหน้าของนายกองแสดงถึงความหวาดกลัวและกังวลได้อย่างแจ่มชัด
“เป็เช่นนั้น” หลานเทียนกล่าวตอบอย่างเรียบง่าย ขณะนั้นเองบังเกิดความคิดอยากจะถามความเห็นของลี่เหอแต่ก็นึกได้ว่านางยังไม่ฟื้นจากการใช้พลังไปมหาศาลจึงปล่อยให้นางพักผ่อนไม่อยากรบกวน
ขณะที่คุยกันไปทหารผู้หนึ่งที่เดินนำไปนั้นก็ะโขึ้น
“มองเห็นค่ายแล้วท่านนายกอง อีกเพียงไม่ถึงสิบกิโลเมตรเท่านั้น” แม้ระยะทางสิบกิโลเมตรก็ไม่อาจกล่าวได้เต็มปากว่าเป็ระยะทางที่ใกล้ได้ แต่กับผู้ฝึกยุทธ์นั้นย่อมไม่เป็ปัญหาที่ลำบากแต่อย่างใด ยิ่งกับผู้ที่เป็ถึงทหารในกองกำลังขับไล่สัตว์อสูรที่มีระดับพลังปราณอย่างน้อย ๆ ก็อยู่ในขั้นปฐีขั้นปลาย ไม่ก็นภาขั้นต้น
“ใกล้ถึงแล้วท่านหลานเทียน ในครั้งแรกที่ข้าพบท่านนั้นด้วยพลังปราณของท่าน ยามเมื่อข้าััพลังของท่านเพียงนภาขั้นต้น ตัวข้าเองถึงกลับบังอาจผลักไสท่านออกไปเสียอย่างนั้นต้องขออภัยท่านด้วย… ข้าเองก็มีสิ่งอยากถามท่านหากท่านไม่เต็มใจเกี่ยวกับเคล็ดวิชาที่ท่าน…” นายกองมองไปยังหน้าของหลานเทียนที่สบตาอย่างพอดิบพอดีแววตาที่เปลี่ยนไปของหลานเทียนดูน่ากลัวขึ้นอย่างน่าประหลาด นายกองถึงกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนหลบสายตาทันที จากนั้นบทสนทนาก็ถูกตัดจบลงในทันที ด้านหลานเทียนเองที่ส่งสายตาแบบนั้นไปโดยไม่ตั้งใจแต่ก็รู้สึกปลอดภัยที่นายกองไม่กล่าวถามต่อ ภายในใจลึก ๆ จู่ ๆ ก็บังเกิดความคิดบางอย่างหากนายกองกล่าวถามไปมากกว่านี้ เขาอาจจะลงมือสังหารได้โดยไม่ยี่หระ ความคิดนึกอันน่ากลัวที่ผุดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ก็ทำให้หลานเทียนรู้สึกเป็กังวลกับมันไม่น้อยถึงแม้จะสลัดมันออกไปอย่างเร็วก็ตาม
“ความคิด้าสังหารเพียงปกปิดความลับนี่ ข้าเป็อะไรไปแล้ว เห้อ” หลานเทียนพึมพำในใจ
“ข้อขออภัยที่เสียมารยาท แต่ข้าไม่อาจจะแพร่งพรายเคล็ดวิชาของอาจารย์ข้าให้แก่ผู้อื่น” หลานเทียนเปิดบทสนทนาด้วยการขออภัยแด่นายกอง บรรยากาศที่ตึงเครียดเมื่อครู่ก็คลายลงอย่างเห็นได้ชัด เพียงชั่วครู่ที่เงียบเหล่าทหารทั้งห้าราวกับรู้สึกเย็นเยียบไปถึงกระดูกสันหลังด้วยจิตสังหารที่เล็ดลอดเพียงเสี้ยววินาทีนั้น ราวกับทหารทั้งห้าตกลงสู่ห้วงอเวจีอันหนาวเหน็บ ทหารใต้บัญชาทั้งสี่ถึงกับขนลุกไปทั้งร่าง ส่วนทางนายกองถึงกับผงะถอยหลังไปก้าวใหญ่
“ถึงอย่างไรท่านก็เป็ผู้มีพระคุณไม่จำเป็ต้องขออภัย ข้าเองต่างหากที่เสียมารยาทเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งย่อมไม่อาจแพร่งพราย แม้เคล็ดวิชาเล็กน้อยของบางสำนักหากออกจากสำนักนั้นแล้ว ถึงกับจำต้องทำลายเคล็ดวิชาทิ้งเพื่อไม่ให้ฝึกฝนหรือแพร่งพรายให้กับผู้อื่น ข้าเองต่างหากที่ต้องเป็ฝ่ายขออภัยท่าน” นายกองรวบรวมสติกล่าวตอบ
หากเทียบกับผู้คน หรือแม้แต่สัตว์อสูรที่ดุร้ายสังหารผู้คนมานับร้อยนับพันก็ไม่อาจจะส่งจิตสังหารที่ทรงพลังเช่นที่หลานเทียนทำเมื่อครู่ได้แม้จะเป็่เวลาเพียงช้างกระดิกหู งูแลบลิ้นเท่านั้น
จิตสังหารนั้นก่อเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติไม่อาจฝึกฝนให้เพิ่มพูนแต่เกิดจากการสังหารผู้คนเพื่อเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น ยิ่งจิตสังหารที่รุนแรงเช่นที่หลานเทียนพลั้งเผลอนั้นย่อมไม่อาจทำใจเชื่อว่าเด็กหนุ่มอายุอานามราวสิบสี่ สิบห้าปีเท่านั้นย่อมไม่อาจทำการสังหารผู้คนได้มากมายจนก่อจิตสังหารเช่นนี้ได้อย่างแน่นอน
แต่กับจิตสังหารของหลานเทียนนั้นแตกต่างจากของผู้อื่นทั่วไป เป็การได้รับจากการเข้าใกล้ความตายอย่างมากและรอดกลับมาโดยดูดกลืนชีวิตของสิ่งที่กำลังจะสังหารตนและรอดตายมา ซึ่งเป็วิธีการที่มีผู้รับรู้น้อยนิดเพียงนิ้วมือ เนื่องมาจากไม่เคยมีใครรอดโดยการกระทำเช่นนี้ ด้วยเงื่อนไขพิสดารยากเข็ญดุจปีนป่ายสู่ฟ้า์การที่ต่อกรกับสิ่งที่แข็งแกร่งกว่าตนอย่างยิ่งยวดหลาย่ชั้น ทั้งต้องรอดในจุดที่เพียงพลังใจที่ยื้อิญญาไว้กับร่าง และได้ดูดซับพลังชีวิตของสิ่งที่กำลังจะสังหารตน ด้วยเงื่อนไขทั้งสามนี้เป็เพียงเงื่อนไขพื้นฐาน ยังมีเงื่อนไขอื่นเช่น ความเข้ากันได้ของลมปราณธาตุต้องมีมากกว่าพูดที่ตนดูดซับ ไม่อาจเท่ากับหรือน้อยกว่าได้ ทั้งยังมีการจำต้องดูดซับใน่เวลาที่เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสภาพเปรียบกับขาข้างหนึ่งอยู่ในโลกของคนตาย ด้วยเงื่อนไขมากมายเช่นนี้จึงแทบเป็ไปไม่ได้ที่จะใช้วิธีการนี้และด้วยความที่ยากเข็ญกว่าการสังหารสิ่งมีชีวิต ทำให้วิธีการการเพิ่มจิตสังหารนี้เลือนหายไปจนมีผู้รู้จำนวนน้อยเสียจนอาจนับได้ด้วยมือข้างเดียว
ไม่นานนักหลังจากทั้งหกคนทะยานมาราวสิบนาทีก็กินระยะทางราวห้ากิโลเมตร หลานเทียนััได้ถึงกลิ่นคาวเืที่ฟุ้งในอากาศ
“ข้างหน้าเป็ที่ที่ทหารใต้บังคับบัญชาของข้าต่อสู้กับช้างอสูรหัวเสือและสิ้นชีพ” นายกองกล่าวด้วยสีหน้าโศกาอาดูรอย่างถึงที่สุด
“เป็เช่นนั้น” หลานเทียนเหลือบมองไปยังบริเวณโดยรอบ สภาพไม่ต่างจากที่หลานเทียนเคยถูกจวนตระกูลหลี่ไล่ล่าและพวกมันถูกโจมตีด้วยฝูงหมาป่า เศษชิ้นเนื้อกระจัดกระจาย แม้แต่ไส้ยังแขวนอยู่บนกิ่งไม้ราวเถาวัลย์เื ศีรษะไร้ร่างที่กะโหลกถูกเปิดให้เห็นเนื้อสมองกองอยู่บนพื้น แขนขากระจัดกระจายไปทั่วสารทิศ
“พรุ่งนี้ข้าจะนำพวกเขากลับไปยังค่ายพร้อมแจ้งแก่ญาติพี่น้องของพวกเขา ว่าพวกเขาสิ้นชีพอย่างสมเกียรติของชายชาติทหารอย่างแท้จริง” ทหารทั้งสี่พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงกัน
ไม่นานนักหลังจากผ่านทุ่งสังหารก็มาถึงยังค่าย ที่ค่ายนั้นเป็การสร้างขึ้นอย่างเรียบง่ายมีการกางกระโจมโดยรอบ ณ บริเวณจุดศูนย์กลางของค่ายเป็กระโจมหลังใหญ่ มีกองไฟที่ทำจากท่อนซุงกองหนึ่ง กระโจมโดยรอบนั้นมีสภาพทรุดโทรมอย่างมาก พบเห็นรอยปะชุนจนแทบไม่เหลือเนื้อผ้าเดิมแม้แต่กระโจมที่น่าจะเป็ของนายกองก็ไม่แตกต่างกันมากนักนอกจากขนาดที่ใหญ่กว่า ถัดจากกระโจมรอบนอกมีรั้วไม้และหินสร้างเป็รั้วอย่างง่ายดูไม่เหมือนกำแพงแต่ก็เพียงพอที่จะป้องกันสัตว์ป่าและสัตว์อสูรชั้นต่ำทั่วไปได้อยู่บ้าง ร่องรอยขีดข่วนที่ปรากฏอยู่บนกำแพงหินดูคร่ำครึราวกับผ่านสมรภูมิมาอย่างโชกโชน ภายในค่ายมีทหารอยู่บ้างประปราย เมื่อพวกเขาพบเห็นนายกองจึงรีบวิ่งออกมาต้อนรับพลางชะเง้อมองไปยังเื้ัของกลุ่มคนทั้งหก
ทหารภายในค่ายราวสี่สิบถึงห้าสิบคนต่างก็มีผ้าพันแผลโดยทั่วกัน
“ท่านนายกองแล้ว พวกเราที่เหลือเล่า…” ทหารผู้หนึ่งกล่าวถามก่อนมองไปยังกลุ่มของหลานเทียน
“วันพรุ่งนี้เราจะนำพวกเขากลับ อย่างสมเกียรติ การเสียสละครั้งนี้ขอให้พวกเ้าจดจำพวกเขาไม่ใช่ในฐานะทหาร หรือสหายร่วมรบ แต่จงจดจำพวกเขาว่าเป็วีรบุรุษ ส่วนการรายงานไปยังท่านเ้าเมืองนั้นข้าจะเขียนรายงานด้วยตนเอง” ถึงแม้นายกองจะกล่าวด้วยน้ำเสียงทะนงองอาจและกึกก้องกังวาน ให้ทหารภายในค่ายได้ยินโดยทั่วกัน กระนั้นแล้วยังมิอาจเก็บงำความสั่นเครือแฝงไปด้วยความเศร้าได้แม้แต่น้อย
“ยามรุ่งเช้าเตรียมตัวให้พร้อมเราจะออกเดินทางนำพวกเขากลับมา” นายกองกล่าวต่อ
“ขอรับ” ทั้งหมดตอบรับอย่างพร้อมเพรียง นายทหารบางส่วนถึงกับหลั่งน้ำตาเมื่อรับรู้ข่าวการสูญเสียของสหาย
“พวกข้าเป็หนี้บุญคุณของ นายน้อยผู้นี้ถึงแม้ไม่รู้จักกันมาก่อนแต่ผู้มีพระคุณท่านนี้ เข้ามาช่วยต่อสู้กับเหล่าสัตว์อสูรอย่างห้าวหาญ นามของคุณชายท่านนี้คือ หลานเทียน” นายกองกล่าวพลางผายมือมายังหลานเทียน ทางด้านหลานเทียนเองก็ทำตัวไม่ถูกไม่รู้ว่าจะโศกเศร้าไปกับพวกเขาหรือเขินอายไปกับคำสรรเสริญ ได้แต่พยักหน้าเบา ๆ ครั้งหนึ่งเท่านั้น เหล่าทหารในค่ายนั้นแสดงสีหน้าและแววตาเทิดทูน ราวกับหลานเทียนเป็เทพเทวาลงมาโปรดโดยแท้ แต่ถึงกระนั้นความดีความชอบทั้งหมดควรเป็ของลี่เหอที่เป็ผู้จัดการเหล่าสัตว์อสูรทั้งหมดโดยมีหลานเทียนที่ยื้อไว้รอนางร่ายเคล็ดภูตพายุเหมันต์คลั่ง
หลังจากทั่วทั้งค่ายรับรู้ถึงตัวตนของหลานเทียนจากคำบอกเล่าของนายกองเกี่ยวกับการเผชิญหน้ากับเหล่าสัตว์อสูรอย่างละเอียด ทหารทั้งหลายตั้งใจฟังพลางหันไปมองหลานเทียนด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากปกติเป็แววตาเทิดทูนบูชาอย่างยิ่ง หลังจากทั้งหน่วยขับไล่สัตว์อสูรฟังเื่ราวทั้งหมดจากนายกองแล้วหลานเทียนก็ได้หลีกเร้นไปพักผ่อนเสียที ทางนายกองและทหารกล่าวถามถึงเื่การเฉลิมฉลองที่กลับมา หากแต่หลานเทียนกลับปฏิเสธไปทางนายกองเองก็เห็นด้วยในทันที เนื่องจากหลานเทียนกล่าวว่า ให้เป็การไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตส่วนอีกเหตุผลคือหลานเทียน้าตรวจสอบลี่เหอที่ขณะนี้ยังคงหลับใหลอยู่
หลานเทียนถูกเชิญให้พักในกระโจมหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากกระโจมของนายกองมากนัก สภาพกระโจมถึงแม้จะซอมซ่อไปบ้างหากแต่ภายในดูสะอาดสะอ้าน ที่นอนเป็เพียงฟูกที่ปูกับพื้นอย่างง่าย ๆ เท่านั้น นายกองที่นำทางหลานเทียนด้วยตนเอง
“ที่พักของท่านอาจจะไม่สะดวกสบายมากนักหากแต่เป็กระโจมที่ดีที่สุดของทางเราแล้ว” นายกองกล่าวด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
“ขอบคุณท่านนายกอง เื่นี้หาได้เป็ปัญหากับข้าแต่อย่างใด เพียงมีที่พักคุ้มฟ้าคุ้มฝนเช่นนี้ก็ถือว่าประเสริฐแล้ว ข้ามีเื่จะถามท่านเกี่ยวกับเหมืองทองที่เราคุยกันเมื่อครั้งนั้น ข้าอยากรู้เกี่ยวกับมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” หลานเทียนเมื่อสบโอกาสเหมาะจึงไต่ถามเกี่ยวกับเหมืองทองที่ต้าหวงเฉินมอบแผนที่ไว้ให้เพื่อให้หลานเทียนเดินทางไปฝึกฝนที่นั่น
“ในฐานะผู้ที่เดินทางในวิถียุทธเช่นท่าน เหมืองทองนี้นั้นนับได้ว่าเป็แหล่งฝึกฝนชั้นยอด ภายในเหมืองทองนั้นมีสัตว์อสูรน้อยใหญ่อยู่กันอย่างคับคั่ง ภายในเหมืองทองแบ่งออกเป็ สี่ชั้นยิ่งลึกมากเท่าใดสัตว์อสูรก็จะทวีความแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น เมื่อก่อนครั้งที่มันยังเป็เหมืองทองอยู่ ทางเมืองหมาป่าตะวันออกนั้นได้เกณฑ์คนเข้าไปขุดทองที่นั่น แต่เริ่มเดิมทีเหมืองทองนั้นอยู่ข้างหมู่บ้านหนึ่งซึ่งตอนนี้ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่แล้วเนื่องมาจาก จู่จู่ก็มีสัตว์อสูรเข้าไปอาศัยทั้งระดับปฐี หรือกระทั่งระดับดารา พวกมันแบ่งชั้นแยกกันอยู่อาศัยไม่ก้าวก่ายซึ่งกันและกัน ถึงกระนั้นแล้วก็มีบางส่วนที่ออกมาอาละวาดที่หมู่บ้านจนทำให้ชาวบ้านไม่อาจเสี่ยงชีวิตอยู่ต่อได้ มีผู้คนมากมายจบชีวิตที่เหมืองนั่นจนถูกตั้งชื่อให้ว่า สุสานเหมืองทอง” หลานเทียนนั่งลงที่เก้าอี้เพียงตัวเดียวในกระโจมพลางวางแผนที่ไว้บนโต๊ะที่มีตะเกียงวางอยู่ พร้อมกับตั้งใจฟังทุกถ้อยคำ
“ว่ากันว่า ในชั้นที่สี่นั้น มีขุมทองหลับใหลอยู่อย่างมหาศาล ท่านอาจจะไม่เคยได้ยินถึงสัตว์อสูรชนิดหนึ่งรูปร่างคล้ายมนุษย์แคระหากแต่มีแขนขาที่ลีบบางถึงกระนั้นกลับมีพุงที่ยื่นออกมาคล้ายหญิงตั้งครรภ์ มีใบหูและจมูกแหลม นัยย์ตาสีแดงก่ำราวโลหิต ภายในปากมีฟันซี่แหลมและเขี้ยวอันแข็งแรง ผิวเนื้อตะปุ่มตะป่ำคล้ายกับคางคก ผิวสีเขียวหม่น อาศัยอยู่กันเป็ฝูง ฝูงหนึ่งไม่ต่ำกว่าร้อยตัว ถึงความแข็งแกร่งของพวกมันจะมีไม่มากหากแต่พวกมันเ้าเล่ห์เป็อย่างยิ่ง เป็สัตว์อสูรที่มีความเฉลียวฉลาด พวกมันเป็ตัวแทนของความละโมบโลภมาก พวกเราเรียกมันว่า สัตว์อสูรกลืนทอง พวกมันลุ่มหลงในโลหะอย่างยิ่งโดยเฉพาะโลหะที่สามารถสะท้อนแสงได้ จำพวกเงิน ทองคำ และโลหะวิเศษ พวกมันหลงใหลกระทั่งกลืนเข้าไปแม้มันจะไม่สามารถย่อยได้ก็ตาม อันเป็ที่มาของนามและท้องที่โป่งพองของมัน” หลานเทียนถึงกับขนลุกรู้สึกขยะแขยงสิ่งมีชีวิตเช่นนี้จนแสดงสีหน้าเหยเกออกมา นายกองเองก็อดไม่ได้ที่จะหัวร่อกับท่าทีของหลานเทียน แม้จะดูแข็งแกร่งและน่ากลัวยามปลดปล่อยจิตสังหารแต่ถึงอย่างไรรูปลักษณ์ภายนอกตอนนี้ก็เป็เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบสี่สิบห้าปีอยู่ดี
“มีเื่เล่าของคณะสำรวจหนึ่งจากทางการบันทึกไว้ว่ามีชายผู้หนึ่งเคยไปยังส่วนที่เป็อาณาเขตของสัตว์อสูรกลืนทองแต่เขาไม่เคยได้กลับออกมา เสียงกรีดร้องของชายผู้นั้นดังก้องไปทั่วทั้งเหมือง หากข้าจำไม่ผิดเขามีชื่อว่าหานซูไห่ เป็เื่เล่ากว่าหกสิบปีที่แล้ว ผู้คนที่ท่องยุทธภพมากมายต่างก็พยายามเข้าไปสู่ส่วนที่ลึกที่สุด หลายต่อหลายคนก็เป็เฉกเช่นเดียวกันกับหานซูไห่ คือไม่มีผู้ใดสักคนกลับออกมา และต่อมาก็ไม่มีแม้กระทั่งผู้ที่พยายามลงไปในชั้นที่สี่อีกเลย หากท่านคิดจะเดินทางไปจริง ๆ ขอให้หลีกเลี่ยงการลงไปยังชั้นลึกสุดท่านยังหนุ่มยังแน่นจะเอาชีวิตไปทิ้งก็น่าเสียดาย” นายกองกล่าวพลางมองไปยังแผนที่ที่หลานเทียนเอาวางไว้บนโต๊ะพลางชี้ไปยังจุดกากบาทพร้อมกับกล่าวต่อ
“อีกอย่างนั้น ในชั้นลึกสุดนั้นมีบันทึกจากคณะสำรวจของหานซูไห่ที่รอดชีวิตกลับมาเนื่องจากอยู่ห่างจากรังของสัตว์อสูรกลืนทองได้บันทึกไว้ว่า ภายในชั้นที่สี่นั้นมีร่องรอยของอารยธรรมโบราณ มีเศษซากของความรุ่งเรืองทางสถาปัตยกรรม มีเสาหินแกะสลักอย่างประณีตถึงแม้จะผุพังไปตามกาลเวลารวมทั้งถูกสัตว์อสูรทำลายก็ตาม คาดว่าอาจจะเป็เมืองโบราณของมนุษย์ยุคเก่าก็เป็ได้” หลานเทียนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแววตาเปล่งประกายใคร่รู้ขึ้น นายกองถึงแม้จะเห็นดังนั้นก็ได้แต่ลอบถอนหายใจเพราะรู้ว่าถึงกล่าวห้ามอย่างไร หลานเทียนก็จะดึงดันที่จะไปอยู่ดี
“อืม น่าสนใจยิ่งแล้วข้าจะเดินทางไปอย่างไร มันอยู่ทางไหนกันเล่าท่านนายกอง” หลานเทียนกล่าวถามพร้อมกับหยิบแผนที่ขึ้นมามองอย่างฉงน
“เหมืองทองนี้นั้นอยู่ห่างไปราวสองร้อยกิโลเมตรไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือจากเมืองหมาป่าตะวันออก แต่จากที่ค่ายนี้เพียงห้าสิบกิโลเมตรเท่านั้น โดยการเดินทางนั้นท่านเพียงเดินไปตามทางได้ เพียงท่านต้องระมัดระวังต้นไม้อสูรที่อยู่ตลอดสองข้างทาง การที่พวกมันอาศัยอยู่ตลอดข้างทางนั้นถึงแม้จะดูเป็อุปสรรคอยู่บ้างแต่อย่างน้อยท่านก็มั่นใจได้ว่าสัตว์อสูรชนิดอื่นจะไม่ย่างกรายเข้ามาในเส้นทางแน่นอน” นายกองกล่าวพลางลากนิ้วเป็เส้นไปยังเหมืองทองนั้น หลานเทียนจดจำเส้นทางพร้อมกับเค้นปราณกรีดปลายนิ้วตนเองลากเส้นทาง