ตอนพิเศษ คำตามผู้เขียนท้ายเล่มหนึ่ง
สวัสดีครับ จบไปเล่มหนึ่งแล้วนะครับสำหรับเรื่อง
Born to be Barbarian เกิดใหม่เป็นบาบาเรี่ยน
ก็บอกว่าสำหรับผู้เขียนแล้วผิดแผนพอสมควรที่ต้องการให้จบเล่มหนึ่งประมาณหกสิบตอนและออกเล่มหนึ่งได้เมื่อหกเดือนที่แล้ว
แต่ในที่สุดเรื่องราวก็สามารถทำให้จบเหตุการณ์ลงได้ในที่สุดให้อารมณ์ที่ผู้เขียนเล่นเกมส์มาร่วมเดือนเหตุการณ์หนึ่งวันยังไม่จบพอสมควรนึกถึงเกมส์หนึ่งที่ผู้เขียนเล่นแบบโหวตกันผ่านหน้าจอเหตุการณ์ในเกมส์ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีแม้จะมีไทม์สคิปแต่โลกความจริงนั้นผ่านไปประมาณห้าปีแล้วเป็นอะไรที่เมต้ามากพอสมควรหากถามผู้เขียนในแง่นี้เกี่ยวกับการผจญภัยของคัล ว่าการเล่นเกมส์แบบไม่มีข้อจำกัดด้านเนื้อเรื่องว่าเราจะทำอะไรกับเนื้อเรื่องก็ได้นั้นมันทำให้ยากแก่การที่เราจะตีกรอบการกระทำของตัวละครด้วยแต่ในฐานะ DM ที่ดีก็ต้องสามารถปรับตัวตามการเคลื่อนไหวของตัวละครให้ได้
ที่ผู้เขียนวางแผนไว้ตอนแรกๆคือพยายามทำให้ต่างจากเรื่องตัวประกอบโอโตเมะจีนอย่างหวังลี่ที่คิดมากในการผจญภัยแต่เรื่องบาบาเรี่ยนจะออกแนวคัลที่คิดน้อยกว่าตามสไตล์เมื่อเรามีทางเลือกที่น้อยลงโอกาสที่เราจะเลือกทางเลือกผิดพลาดก็น้อยลงด้วย
แต่ผลก็อย่างที่เห็น ตัวละครของคัลไม่ค่อยจะตามใจใครสักเท่าไรมันก็แสดงออกได้ดีอย่างหนึ่งในทางเลือกและนิสัยของตัวละครที่ต้องการจะสื่อมองในแง่หนึ่งคัลที่เป็นบาบาเรี่ยนนั้นแตกต่างจากแนวอิเซไคอย่างสิ้นเชิงหากต้องการจะโรลพลย์ให้ได้สมบทบาทเพราะพระเอกอิเซไคจะยึดถือแนวการเอาเครื่องจักรต่างๆมาพัฒนาให้สังคมก้าวหน้าขึ้น
บาบาเรี่ยนคนเถื่อนนั้นต่างออกไป
พวกคนเถื่อนไม่เชื่อเรื่องวัฒนธรรมที่เจริญหรือความศิวิไลซ์ของสังคม
มองว่าความศิวิไลซ์คือของหลอกลวงที่มีได้ชั่วคราวเท่านั้นมันคือเล่ห์กลของคนอ่อนแอที่พยายามจะปกครองเหนือคนที่เข้มแข็งกว่า
แน่นอน นั่นคือการโรลเพลย์แบบสมบทบาทหากคัลต้องการได้ exp มากขึ้นก็ต้องโรลเพลย์ตามนั้นไม่อย่างนั้นจะเสียโอกาสได้ค่า exp ที่มีมูลค่ามหาศาลไป
ว่าคือการต่อสู้กันทางจิตวิญญาณของการเป็นคนต่างโลกที่เชื่อเรื่องการปลุกพืชหมุนเวียนและการพัฒนาประเทศแบบพระเอกอิเซไคที่ต้องมาโรลเพลย์เป็นคนป่าเถื่อนที่ไม่เชื่อเรื่องความศิวิไลซ์เลยแม้แต่นิดเดียว
มาเอาใจช่วยคัลกันไม่ให้เขากลายเป็นคนมีความศิวิไลซ์กันนะครับ
อีกเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของเนื้อเรื่องเบื้องหลัง
ผู้เขียนคิดว่ามีการวางเรื่องไว้คร่าวๆแต่เอาคัลเป็นคนอธิบายเรื่องเบื้องหลังอาจจะไม่ดีสักเท่าไร
อาจจะต้องอาศัยเอาตัวละครรอบข้างมาเป็นคนบรรยายเรื่องราวเบื้องหลังให้ผู้อ่านเข้าใจ
เพราะคนเถื่อนอย่างคัลนั้นคิดนิสัยการแก้ปุจฉาเหล็กกล้า
เมื่อเจอปัญหาตรงหน้าให้ใช้ดาบตัดมันเสียไม่มีอะไรเข้าใจง่ายกว่านั้นอีกแล้ว
นึกถึงแนวคิดที่คนวิจารณ์พี่โคแนนยอดคนเถื่อนว่าพี่โคแนนนั้นไม่ใช่คนเถื่อนไร้ปัญญาแต่คือ
คนเถื่อนที่มีปัญญา
ว่าเขาไม่ใช่คนที่ใช้แต่กำลังอย่างเดียวสามารถใช้สติปัญญาแก้ไขปัญหาได้ด้วย
แบบเดียวกับมุกแนวโชวเน็นที่ให้คนที่เก่งที่สุดในจักรวาลนั้นๆอย่างยูจิโร่หรือซูเปอร์แมนไม่ใช่คนที่มีแต่กำลังแต่ในด้านปัญญาความรอบรู้เรื่องต่างๆก็ไม่ด้อยกว่าใครในเรื่อง
แค่พวกเขามีเชื่อเสียงด้านการทรงพลังมากเสียจนคนอ่านลืมว่าพวกเขานั้นคืออัจฉริยะแห่งยุคที่เก่งกาจในทุกด้านไปเลย
ว่าคนเถื่อนที่มีปัญญานั้นน่ากลัวตรงนี้
ว่าคนอาจจะดูถูกพวกเขาว่าใช้แต่กำลังแต่พอมาเผชิญหน้าจริงๆจะพบว่าที่เราเห็นพวกเขาใช้แต่กำลังเพราะน้อยคนมากที่จะเก่งพอให้พวกเขาใช้ปัญญาในการต่อสู้ด้วย
ผู้เขียนพยายามเขียนคัลโดยพยายามเข้าทรงฮันมะยูจิโร่ ซูเปอร์แมน หรือพี่โคแนนยอดคนเถื่อนดั่งที่ว่ามาเช่นนั้น
ก็ติดตามการผจญภัยของคัลยอดคนแดนเถื่อนกันในเล่มต่อๆไปด้วยนะครับ