เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ เก้าสิบเจ็ด เหนือผืนทราย

     

    บทที่ เก้าสิบเจ็ด

     

    ผ่านมากว่าสามสัปดาห์นับจากวันที่ธงมังกรเคลื่อนออกจากประตูเจิ้งหยางของเมืองหลวงกองหน่วยรบพิเศษกู่เฟยนำโดยองค์จักรพรรดิฝ่าแดนทุ่งหญ้า ป่าเขาจนมาถึงดินแดนชายขอบแดนเหนือ ณ เขตป่าแห้งแล้งสลับเนินเขาสีน้ำตาลทองที่เรียกว่าซานเป่ยเฉิงเมืองด่านซึ่งตั้งอยู่ระหว่างจุดเชื่อมสามสายแร่สำคัญของแผ่นดินจิงเหยียน

    ท้องฟ้ายามค่ำของซานเป่ยเฉิงไม่เหมือนเมืองหลวงดวงดาวลอยสุกสกาวเหนือศีรษะเต็มผืนฟ้ากว้าง หากสายลมกลับแล้งและแห้งราวกับมีเศษดินทรายแทรกทุกอณูลมหายใจกิ่งไม้ของต้นหรูซานแถบนี้แทบไม่มีใบ ดอกไม้ที่แทรกขึ้นจากผิวดินก็ล้วนเป็นพันธุ์ทนแล้งอย่างฮวาเยี่ยนผิงสีส้มไหม้ที่บานต้านลมคล้ายเปลวไฟไร้เชื้อทุกย่างก้าวของทหารและม้าก่อฝุ่นฟุ้งเบาบางแต่ต่อเนื่อง

    ภายในกระโจมแม่ทัพใหญ่ปักอยู่ตรงเชิงเนินหินบนธงสีดำใหญ่ที่สะบัดอยู่เหนือกระโจมมีอักษรตัวเดียว ‘เหวิน’ ปักไว้ด้วยดิ้นทองทหารเวรยามยืนรายล้อมด้วยระเบียบเข้มงวด แต่ไม่มีเสียงอึกทึกการเงียบคือกฎเหล็กในยามสงคราม

    ภายในกระโจมใหญ่จุดคบไฟแสงส้มให้ความอบอุ่นกลางอากาศหนาวจัดพรมหนาเช็ดเท้าทอลายเสือหิมะปูทั่วพื้น ส่วนกลางกระโจมคือโต๊ะวางแผนการรบที่ถูกโรยด้วยผืนผ้าแผนที่ขนาดใหญ่ซึ่งปักจุดยุทธศาสตร์ไว้ด้วยหมุดทอง หมุดหินอ่อนและธงผ้าสามสี

    โม่เหวินหานยืนอยู่ด้านหัวโต๊ะในชุดเครื่องแบบแม่ทัพที่ตัดเย็บพิเศษคลุมด้วยเกราะบางสีทองแดง

    เบื้องหน้าเขารายล้อมไปด้วยแม่ทัพและขุนพลประจำทัพหลวงคนสำคัญแม่ทัพเก่อเหยียน หน้าตาเข้มดุเวลานี้มีหนวดเคราเต็มคางใส่เสื้อคลุมทับเกราะหนังสีเทาเข้มซึ่งผ่านศึกมาไม่ต่ำกว่าสิบปี

    ด้านขวาของเขาคือเล่าซือผิงขุนพลหนุ่มหัวหน้ากองซ้ายวัยราวสามสิบต้น ใบหน้าคมกริบชุดเกราะเงินเสียงเข้มของเขาเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น “หุบเขาเจิ้งอวี้เมื่อครึ่งเดือนก่อนทัพเราปะทะกับหน่วยลอบเร้นของซีเป่ย พวกมันลอบเข้ามาทางหุบเขาแต่เราดักไว้ได้หมดส่งคนรอดกลับไปได้ไม่ถึงร้อยคน”

    เขาวางหมุดหินตรงหุบเขาบนแผนที่แววตาวาบความภาคภูมิใจ หากริมฝีปากกลับตึงแน่น “แต่พวกมันไม่ได้กลับไปทางใต้..มันขึ้นเหนือจากสายติดตามของเรา” เขากล่าวเสริม

    “ไปที่จิงเหยียน?” ถังลี่ซานที่นั่งฝั่งตรงข้ามถามเสียงของเขาทุ้มแผ่ว เป็นขุนพลผู้นำกองขวา รูปร่างสูงแต่ไม่ใหญ่สีหน้าท่าทางสุขุมมากกว่ารุกเร้าใส่ชุดคลุมสีม่วงเทาทับเกราะหนังเรียบไม่มีเครื่องประดับเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนอวดศึก

    “ขอรับข้าคิดว่าพวกมันคาดว่าเราจะตั้งรับที่จิงเหยียนเพราะมันน่าจะได้ข่าวว่าเราเคลื่อนพลจากส่วนกลางมามันจึงขึ้นเหนือและอาจจะโจมตีแผ่นดินถิ่นเหนือไว้ก่อน” เล่าซือผิงเอ่ย

    แม่ทัพเก่อเหยียนขยับตัวเข้าใกล้แผนที่พลางใช้ปลายนิ้วชี้แตะบริเวณเหนือจิงเหยียน “แต่ซีเป่ยไม่ได้รู้เพียงว่าเราจะรับศึกที่นี่พวกมันมีสายแร่เป็นเป้าหมาย”

    “เหมืองทองแดงแร่เหล็กอัญมณีของเรากระจุกอยู่ที่เขตเหนือนี้หากพวกมันยึดได้ ไม่เพียงแต่เราเสียทรัพยากรสร้างอาวุธยังต้องหาทางใหม่ในการส่งเสบียง”

    เสียงเย็นของหลัวไท่ข่ายดังขึ้นในมุมหนึ่งเขาเป็นที่ปรึกษาของกองทัพ แม้ไม่ใช่นักรบแต่กลับได้รับความเคารพเสมอใบหน้าคมขาวซีดทว่าแววตากลับวาววับราวกริบเหล็ก “หากแต่แดนเหนือไม่แน่นอน มันคือพื้นที่มากกว่าทรายแห้งทั้งหุบเขา ทุ่งราบพิษ และช่องลม ไม่มีที่ใดเหมาะกับศึกระยะยาวทุกอย่างเปลี่ยนแปลงได้ในชั่วคืนจากหุบเขาก็อาจจะเป็นเนิ่นทรายได้เพียงชั่วยาม”

    “แต่ข้าเชื่อว่าแม้ซีเป่ยจะมีแผนรุกเร้า มันก็ลำบากไม่แพ้กัน” เสียงของถังลี่ซานทุ้มหนักอีกครั้ง “เพราะพวกมันไม่คุ้นที่ไม่รู้ทิศเช่นกันและยิ่งไปกว่านั้น..มันยังมองไม่เห็นทัพหลวงของเรา”

    โม่เหวินหานขยับปลายนิ้วบนผ้าแผนที่เคลื่อนหมุดทองตัวแทนกองหลวงจากจุดปัจจุบันไปยังพื้นที่ราบทางตะวันตกเฉียงใต้ของจิงเหยียน“ซานเป่ยเฉิงคือประตูหากเราคุมที่นี่ไว้ พวกมันจะเข้าไปไม่ได้..หากปล่อยเราจะตกเป็นฝ่ายรับจนหมดทางสู้”

    น้ำเสียงของพระองค์แผ่วหากมั่นคง“ซีเป่ยที่หนีขึ้นมาไม่ต่างจากแมวหลงทิศต่อให้มีคมเขี้ยวหากมองไม่เห็นทางย่อมเดินวนในทะเลทรายเช่นกัน”

    เล่าซือผิงสบตาแม่ทัพเก่อเหยียนก่อนเอ่ยขึ้น “หากเราทำทีว่าเตรียมรับที่จิงเหยียนแล้วซุ่มที่ชายป่าด้านเหนือเขตแร่ เมื่อพวกมันเข้าใจว่าหลวงจะประจันหน้าก็จะเคลื่อนพลผ่านซานเป่ย ขณะนั้นคือโอกาสของเรา”

    “แล้วล่อให้พวกมันเสียเวลาตีเมืองว่างเปล่าทัพซุ่มโจมตีด้านหลัง”หลัวไท่ข่ายพยักหน้า

    “แต่ถ้าเรารุกเร็วเกิน พวกมันอาจไหวตัวทัน” ถังลี่ซานกล่าว “หรือหากล่าช้าเกินจะเปิดช่องให้ศัตรูอีกแนวเข้ามา”

    “ข้าจะให้เจิ้งโหวแยกกำลังเล็กนำกลลวงเตรียมปลอมเส้นทางหลวงไว้หลายสาย” โม่เหวินหานตัดบทเสียงหนักก่อนหันไปทางทุกคน “พรุ่งนี้ออกสำรวจพื้นที่จริงเตรียมตำแหน่งวางกองลับ กองซุ่ม และแนวขนเสบียง ทุกคนประสานงานกัน”

    เสียงรับคำดังพร้อมกัน“พ่ะย่ะค่ะ!”

    รุ่งเช้าวันใหม่หลังจากการประชุมวางแผนเคลื่อนย้ายทัพในค่ำคืนก่อนหน้าสิบหน่วยลาดตระเวนซึ่งประกอบด้วยนายทหารฝีมือดี หน่วยละห้าคนได้รับคำสั่งลับจากส่วนในให้ออกเดินทางตรวจสอบพื้นที่โดยรอบแดนเหนือแต่ละทิศทั้งแนวพรมแดน ทุ่งทรายเนินลึก ป่าแห้งแล้ง และร่องน้ำตื้นใกล้เมืองโบราณ

    กองบัญชาการหลักในเขตซานเป่ยเฉิงยังคงตั้งมั่นมิขยับเสียงเกราะขยับ เสียงล้อเกวียนและขานเวรยังดังก้องดุจเดิมเพื่อให้สายลับของศัตรูเข้าใจว่ากองทัพหลวงยังมิได้เคลื่อนพล

    แต่ในความเงียบงันนั้นขบวนของจักรพรรดิได้เคลื่อนพลโดยลับผ่าทะลวงแนวเขาไหล่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขึ้นไปตั้งหลักที่หุบสูงแห่งหนึ่งซึ่งทอดตัวลงสู่ราบเหนือเมืองจิงเหยียนจุดยุทธศาสตร์ด้านบนที่แม้จะแห้งแล้งแต่ไม่นับว่าทรหดไปสำหรับทัพหลวงเพราะเพียงไม่ถึงร้อยลี้ก็เป็นที่ราบอุดมสมบูรณ์เป็นบ่อข้าวบ่อน้ำส่งให้จิงเหยียนเสมอมาแต่เหนืออื่นใดที่นี่เหมาะสมทำให้ยุทธภูมิเนื่องจากพื้นที่สูงที่สามารถแลเห็นการเคลื่อนไหวโดยรอบได้ยากที่จะลอบโจมตีและแห้งแล้งไปสำหรับทัพที่ไม่มีเสบียงมากพอ

    สามวันต่อมาขบวนทัพของโม่เหวินหานปักหลักฐานใหม่ในยามพลบค่ำณ เชิงเขาหนานหลิง ตรงพื้นที่เหนือจิงเหยียนประตูผ้าของกระโจมแม่ทัพปลิวไหวรับลมหนาวจากยอดเขา สายลมตีไหล่ดุจใบมีดบางเสียงไม้ไผ่แห้งที่ปักล้อมกระโจมสะท้อนเสียงคล้ายขลุ่ยระงม

    ภายในกระโจมแม่ทัพแสงโคมไฟจากถ้วยน้ำมันสัตว์สะท้อนบนเกราะของเหล่าขุนพลผู้รวมตัวกันอีกคราใบหน้าทุกผู้ปรากฏริ้วรอยจากการเดินทางอันยาวนานทั้งฝุ่นจากทางแห้งและแสงอาทิตย์กลางวันที่เผาผิว

    โม่เหวินหานยืนประจันแผนที่ด้วยสายตาแน่วแน่ก่อนจะเอ่ยโดยไร้เสียงเกริ่น “จากนี้จะไม่ใช่แค่การตั้งรับแต่คือการกลืนกลยุทธ์ไว้ในเงาทุกฝ่ายแบ่งหน้าที่กันให้ชัด เร่งฝึกทัพให้คุ้นชินกันพื้นที่”

    เสียง“ขอรับ” ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงทุกนายกองยืดตัวตรง แล้วก้าวออกมารับบัญชาเรียงตามลำดับ “แม่ทัพเก่อเหยียนจัดทัพพร้อมสิบสองชั่วยาม ตรวจแถวประจำวัน จัดการเวรยามกวดขันรอบปะรำช่วงตลอดกลางคืนด้วย” แม่ทัพเก่อเหยียนค้อมศีรษะรับ“เล่าซือผิง นำหน่วยลาดตระเวนรองออกหาข่าวสายตะวันตกเฉียงเหนือ โดยไม่เปิดธงทัพ ถังลี่ซานร่วมวางแผนขนเสบียงจากแนวเขาสู่หุบเขาตะวันตก ตรวจสอบแหล่งน้ำสำรองห้ามให้ขาดแม้แต่แหล่งเดียว” สองขุนพลซ้ายขวารับหน้าที่พร้อมเพรียง

    “ที่ปรึกษาหลัวไท่ข่ายเตรียมบัญชีเสบียง อาวุธ ตำรา รวบรวมส่งเราด้วย”ทุกผู้ตอบรับหนักแน่นสะท้อนพื้นพรมแผ่นหนาเมื่อพวกเขาแยกตัวไปทำหน้าที่

    อีกสามวันต่อมาช่วงพลบค่ำท้องฟ้าเหนือแดนจิงเหยียนอาบด้วยสีแดงก่ำของแสงอาทิตย์อัสดง ดวงดาวยังไม่สว่างหากอากาศกลับเย็นเฉียบ ภายนอกกระโจมหลักเสียงฝีเท้าเบาหวิวของนายกองและทหารที่ส่งไปสำรวจกลุ่มแรกเริ่มใกล้เข้ามากลุ่มแล้วกลุ่มเล่าเริ่มทยอยกลับจากปฏิบัติภารกิจ ล้วนมีสภาพเหนื่อยอ่อนเสื้อเกราะเกรอะกรังด้วยฝุ่นทราย บ้างก็มีรอยขาดจากกิ่งหนาม บ้างหน้าซีดเผือดไร้เรี่ยวแรงชายหนุ่มจากหน่วยที่สองโซเซเข้ามาเกือบทรุดก่อนทันเอ่ยรายงานด้วยเสียงแหบพร่า

    “สูญไปสองคน..อีกคนไม่รู้ว่าตกลงหลุมพายุทรายหรือถูกงูพิษกัด”

    แม่ทัพเล่าซือผิงรีบเข้าประคองคำรายงานย้ำถึงความไม่ปรานีของพื้นที่ ขณะที่สีหน้าของโม่เหวินหานนิ่งแน่นโดยไม่เอ่ยคำใดเพียงจ้องมองเสี้ยวพระจันทร์ลอยเหนือเงาเขาด้วยแววตาเคร่งเครียด

    กลุ่มแล้วกลุ่มเล่าล้วนรายงานอย่างสั้นห้วนแต่สะท้อนถึงภัยลับในผืนทรายพายุ หุบเขาหลอกตา รังแมงป่องที่ซ่อนอยู่ในเนินสูงไปจนถึงพิษจากฝุ่นบางชนิดที่ดูดซับจากพืชป่า

    แล้วกลุ่มสุดท้ายหน่วยสำรวจที่กลับมาถึงในอีกวันแม้จะช้ากว่ากลุ่มอื่นแต่ปรากฏร่างห้าคนกลับมาครบ แม้สองในนั้นต้องพยุงกันเดินหนึ่งคนผิวเริ่มออกผื่นแดง แต่ท่าทางต่างจากกลุ่มอื่นดวงตาทั้งห้ายังคงประกายบางอย่างไว้..ความหวัง

    เมื่อถูกเรียกเข้ารายงานต่อหน้าเหล่าขุนพลและองค์ฮ่องเต้ทหารผู้บัญชาการหน่วยซึ่งชื่อเซิ่งอวี่ซาน คุกเข่าลงคำนับก่อนเริ่มกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยแต่จริงจัง

    “วันที่สองพวกกระหม่อมหลงทางในพายุทรายอยู่นานไร้ทางเลือกหนีพายุจนเข้าไปถึงทุ่งพิษเวลานั้นสามในห้าคนได้รับพิษจากเกสรพืชใดไม่อาจทราบสาเหตุ และสองคนหมดสติไปพวกกระหม่อมต้องวางคนป่วยเร่งหาทางออกจากทุ่งพิษ หาความช่วยเหลือภายนอกแต่เคราะห์ยังไม่หมด พวกกระหม่อมทั้งสามพบหมาป่าทะเลทรายหนึ่งคนถูกพิษร่อแร่คิดว่าไร้ทางรอดแล้ว”

    เขาหยุดหายใจแรงสายตาทุกคนจ้องมาที่เขาขณะเล่าเรื่อง แม้เหตุการณ์จะเลวร้ายเท่าไรแต่ก็เห็นแล้วว่าทั้งห้าคนปลอดภัยกลับมาแสดงว่ามีหนทาง

    “มีคนพื้นถิ่นพบเจอพวกเขาไล่หมาป่าทะเลทรายให้ซ้ำพวกเขาช่วยพาพวกกระหม่อมย้อนกลับไปยังทุ่งพิษที่พวกเราถูกพิษไร้สติสลบอยู่จนเจอทั้งยังถอนพิษให้ด้วย แล้วชี้เส้นทางที่ปลอดภัยให้..จนกลับมาได้”

    เซิ่งอวี่ซานยื่นม้วนผ้าป่านแข็งบางออกมาท่ามกลางความเงียบกริบ “นี่..คือแผนที่ที่พวกเขาเขียนแล้วมอบให้อีกทั้งพวกเขาบอกว่าให้รีบ เพราะอีกสองชั่วยาม..เพราะแผนที่นี้จะไร้ค่าทันที”

    ทุกสายตาในกระโจมต่างโน้มตัวลงมาดูแผนที่แผ่นผ้าสีซีดเขียนด้วยหินสีเข้มบอกเพียงลายเส้นไม่ชัดเจน ไม่มีแม้ชื่อภูมิประเทศหรือเครื่องหมายเฉพาะมีเพียงคำจารึกเล็กๆ กำกับว่า "เนินสูงนี้ข้ามลงต่ำ", "ลมตะวันตกพัด พายุทรายโหม", "เลี่ยงพื้นที่อ่อนตะวันออก"

    แม่ทัพเก่อเหยียนเงียบครู่หนึ่งก่อนกล่าวช้าๆ“..แผนที่เงาลม” เขาทวนคำดวงตาสีเข้มของผู้ช่ำชองสนามศึกกลับฉายแววตื่นตระหนกที่ยากหา “สิ่งนี้เป็นแผนที่ล่วงเวลาชนพื้นถิ่นบางพวกเรียกว่าเช่นนี้ พวกเขาไม่จดแผนที่แบบเรา หากจดตามลม ตามเงาตามกลิ่นดินทราย และเมื่อลมเปลี่ยน แสงเปลี่ยนทุกสิ่งก็เปลี่ยนตามไม่อาจจะเป็นแผนที่ถาวรได้” เพราะตนประจำทัพเหนือมานานจึงพอรู้เรื่องราวบ้างจึงเอ่ยไปตามที่รู้

    เสียงเงียบครู่ใหญ่ก่อนหลัวไท่ข่ายเอ่ย“เช่นนี้หากเราส่งทหารเผชิญเองอย่างไรก็ไม่มีทางแม้แต่จะเข้าไปถึงจุดได้เปรียบคนพื้นที่รู้วิธีที่ทางมาหลายชั่วอายุคนใช้ทั้งภูมิปัญญาและสัญชาตญาณ เราเรียนอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจเท่าในเวลาอันสั้น”

    ถังลี่ซานพยักหน้า“หากศึกอยู่ในที่ราบปกติเรามีเปรียบแต่ถ้าอยู่ในทุ่งลวงพายุเช่นเขตแดนเหนือ เราคือคนตาบอดแม้ยามตะวันแจ้ง”

    ขุนพลนายกองผู้หนึ่งนึกบ้างสิ่งขั้นได้จึงเอ่ยถาม“แต่ทางเหนือเป็นพื้นที่สร้างรายได้เช่นกันเมื่อคนขนแร่ทำเหมือง พ่อค้าวาณิชพวกนั้นเดินทางอย่างไรเล่า?”

    เก่อเหยียนขมวดคิ้ว“ก็จ้างผู้นำทางที่เป็นคนพื้นที่ไม่มีใครบุกสุ่มสี่สุ่มห้าหรอก หากไปผิดทาง ทรัพย์ไม่เหลือ คนไม่กลับมา”

    ผู้หนึ่งได้ยินก็พลันเสนออย่างไม่คิดใดๆ“ถ้าเช่นนั้นเหตุใดเราไม่ลองเชิญคนพื้นที่มาสักสองคนให้เขานำทางหรือวางแผนศึกกับเรา”

    แม่ทัพเหนือเก่อเหยียนเอ่ยตอบอีกครั้งตนอยู่ที่นี่มานานใช่ว่าจะไม่รู้เสียหน่อยว่ามีสิ่งนี้ แต่นี่ไม่ใช่การค้าขบวนส่งแร่ แต่เป็นการรบแผนการเล็กน้อยถ้ารั่วไหลไปทำทั้งกองทัพนับหมื่นสิ้นชีวิตได้ทันที “ใช่ว่าจะหาก็หาได้ นี่คือการรบ” เขากล่าวเสียงเข้มเอ็ดนายกองผู้นั้น

    หลัวไท่ข่ายหันมามองฮ่องเต้สีหน้าหนักแน่น “แต่ไม่มีก็ไม่ได้ไม่เช่นนั้นถึงซีเป่ยจะสูญคนไปมากเพราะไม่คุ้นสถานที่แต่เมื่อคว้าถึงเหมืองสายแร่ไปเราจะลำบากกว่านักต้องหาผู้ที่ไว้ใจได้..”

    โม่เหวินหานยืนนิ่งก่อนพยักหน้า“เราจะส่งคนไปตรวจสอบพวกเขาเอง” เสียงสั้นๆแต่แฝงด้วยน้ำหนักเท่าภูผา

    ภายในกระโจมใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมผาหินหน่วยกู่เฟยของผู้ครองบัลลังก์ที่เดินทางมาพร้อมตั้งแต่เมืองหลวงกำลังจัดเตรียมอาวุธและจัดวางหน้าที่ของแต่ละคนใหม่อีกครั้งตามบัญชาส่วนพระองค์

    โม่เหวินหานยืนอยู่หน้าโต๊ะบัญชาการกลางกระโจมทอดสายตาเหนือแผนที่ “แบ่งหน่วยเป็นสอง” พระองค์เอ่ยเรียบ “หน่วยหนึ่งมุ่งติดต่อกับคนพื้นที่ที่ปักหลักใกล้ชายแดนอีกหน่วยแยกขึ้นไปทางเหนือ เผื่อพบคาราวานพเนจรที่อาจจะยังเร่ร่อนข้ามทะเลทรายอยู่” จากนั้นเสียงตอบรับดังพร้อมกันจากหน่วยกู่เฟยที่อยู่เบื้องหน้า

    เพียงวันครึ่งผ่านไปหนึ่งในสองหน่วยที่ได้รับบัญชาออกไปก็ตีม้าเร่งวันคืนกลับมาโดยเร็วกว่ากำหนดแต่เมื่อรายงานต่อเบื้องหน้าองค์ฮ่องเต้กลับไม่มีถ้อยคำใดแจ่มใสขึ้นมาในรายงานนั้น “คนพื้นที่ที่กระหม่อมพบต่างมิได้เร่ร่อนในทะเลทรายอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาปักหลักลงที่เมืองย่อยชายแดนไม่เดินทางไกล ไม่เสี่ยงชีวิตแลกเส้นทางอีกต่อไป”เสียงของนายกองที่รายงานเต็มไปด้วยความอับจน

    แม่ทัพเก่อเหยียนถอนลมหายใจเงียบเชียบเขาเงยหน้ามองท้องฟ้านอกกระโจมซึ่งบัดนี้เริ่มมีละอองฝุ่นพัดกราวราวเถ้าถ่านจากฟากฟ้า“ยุคเปลี่ยน คนเปลี่ยนไม่มีใครอยากเสี่ยงเมื่อความแน่นอนคือที่พักพิง”

    เสียงสนทนาเงียบงันไปอีกครู่ดวงตาของโม่เหวินหานไม่หวั่นไหว ยังทอดมองออกไปนอกกระโจม ราวกับรออะไรบางอย่าง

    จนกระทั่ง..เย็นย่ำของวันที่สี่ ม้าศึกสามตัวก็มาถึงค่ายโดยไร้การเตือนจากยามที่แนวหน้าคล้ายลมพัดกลิ่นทรายมาพร้อมความเปลี่ยนแปลง

    เสียงทหารลาดตระเวนเร่งเข้ามาหน้ากระโจมก่อนคุกเข่าเอ่ยเสียงดัง “คนของหน่วยกู่เฟย..กลับมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ! แต่เพราะมีคนพากลับมาพ่ะย่ะค่ะ”

    โม่เหวินหานหมุนกายออกจากกระโจมทันทีขบวนทหารรอบค่ายเริ่มขยับตาม กระโจมรองถูกเปิดออกอย่างฉับพลันคบเพลิงถูกจุดขึ้นโดยรอบแสงสีส้มไหววูบในเงาค่ำสะท้อนประกายแวววาวจากดวงตาของทุกคน

    เมื่อก้าวเท้ามาถึงเขาก็พบกับกลุ่มคนสี่คนบนหลังม้าที่แลดูผิดแผกจากพันธุ์ม้าของทหารจินหยางอย่างเห็นได้ชัดม้าของพวกเขามีช่วงขายาวกว่า ลำตัวเล็กแต่ปราดเปรียว ขนมันเงาดำปลอดเสียจนดูเหมือนทาบด้วยน้ำมันแท้คนทั้งสี่ถูกพันผ้าฝ้ายรอบศีรษะ ปิดใบหน้าไว้เหลือเพียงดวงตาที่จ้องตรงมาข้างหน้า กลิ่นแห้งและฝุ่นทรายที่ติดมากับลมหอบตามเข้ามาจนถึงหน้าเท้าของโม่เหวินหานที่ยืนนิ่งอยู่กับที่

    ด้านหลังกลุ่มคนนั้นมีม้าอีกสามตัว ซึ่งบนหลังมีร่างของหน่วยกู่เฟยพาดอยู่สองคนต่อม้าหนึ่งตัวร่างที่นอนพาดขวางอยู่อย่างไรก็ต้องไร้สติทั้งเต็มไปด้วยฝุ่นและรอยแผล

    ผู้มาใหม่ที่อยู่หน้าสุดแม้มีรูปร่างเล็กบางกว่าทุกคนหากกลับอยู่ตรงกลางอย่างมั่นคงคนผู้นั้นจับบังเหียนนิ่งขณะสายตาไล่จากชายขอบกองทัพไปยังบุรุษในชุดมังกรยืนอยู่หน้าแถวแล้วก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน ปราศจากความนอบน้อมทว่าไร้เย่อหยิ่ง “หยุดส่งคนที่ไม่รู้ทางมาได้แล้วกระมังโชคดีที่พวกข้าไปเจอเสียก่อน ไม่เช่นนั้นคงมีศพเพิ่มอีกที่กลางทะเลทราย”

    แต่ก่อนใครจะได้ถามสิ่งใดก็เอ่ยต่อเสียงเรียบ“ม้า..เดินหน้า” เพียงถ้อยคำเดียวม้าทั้งสามด้านหลังสุดก็เคลื่อนตัวมาข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง ส่งร่างผู้บาดเจ็บกลับเข้าสู่ค่ายทหารให้ได้รับการรักษาต่อไป

    แม่ทัพเก่อเหยียนที่สังเกตอยู่ก็ก้าวออกจากแถวหน้าเข้มเคร่งเงยหน้าถามเสียงดัง “แล้วพวกเจ้าเป็นใครกัน?”

    กลุ่มคนโพกหน้ามิได้ตอบกลับจ้องเงียบคล้ายดูว่าจะวัดใจกลับแม้รอบข้างจะล้อมไว้ด้วยทหารหลายสิบนายพร้อมอาวุธครบมือ หากแววตาพวกเขาไม่มีเค้าว่าหวั่นเกรงแม้แต่น้อย

    ทันใดนั้นเซิ่งอวี่ซานหน่วยสำรวจที่รอดชีวิตจากทุ่งพิษเมื่อหลายวันก่อนก็พุ่งตัวออกจากแนวทหารเขาเข้ามากลางลานทรายทันที มือคำนับพลางโน้มตัวต่ำ “เป็นพวกท่านที่ช่วยพวกเราไว้ในวันนั้นถ้าไม่มีพวกท่าน พวกเราคงเป็นร่างที่ถูกหมาป่าทะเลทรายกัดกิน”

    จากนั้นเขาหันไปทางแม่ทัพและนายกอง“ขอเรียนท่านแม่ทัพ ผู้นำทัพ และนายกองทุกนายคนเหล่านี้คือผู้ที่ช่วยเราออกจากพายุกับทุ่งพิษ พวกเขาแนะนำทางรอดและช่วยถอนพิษข้าจำท่วงท่าพวกเขาได้”เสียงของเซิ่งอวี่ซานสั่นด้วยความรู้สึกปนเปแต่หนักแน่นอย่างผู้รู้คุณ

    จากนั้นจึงเป็นหลัวไท่ข่ายก้าวออกมามองกลุ่มคนแปลกหน้าด้วยสายตาที่ไม่ปิดซ่อนความเคลือบแคลงแต่ก็ยังเคารพ

    “ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยทหารของเรากลับมา..หากไม่เป็นการรบกวนเกินไปขอเชิญพูดคุยกับพวกเราเสียหน่อยเถิด”

    หากแต่อีกฝ่ายยังเงียบไม่มีคำตอบ ไม่มีแม้การพยักหน้า จนเมื่อผู้เป็นจักรพรรดิยกมือขึ้นเล็กน้อยดวงตาคมเปล่งประกายเงียบสงบ “อย่างไรให้เราต้อนรับพวกท่านหลบลมหนาวไปที่กระโจมรองของเราได้”

    เงียบอีกครู่อึดใจจนร่างเล็กกว่าใครในกลุ่มที่เป็นผู้นำก็ตวัดตัวลงจากหลังม้าในจังหวะที่เรียบนิ่งอย่างน่าตกใจมิได้มีใครตอบรับหรือคัดค้าน แต่เดินตรงไปยังกระโจมรองโดยไม่มีการเอ่ยขออนุญาตตามทางที่ทหารในทัพแหวกออกให้ผู้มาใหม่ก้าวเดินร่างเล็กในชุดคลุมหนาผ้าพันศีรษะยังโบกตามลมน้อยๆ

     

      

    คล้ายกับเรื่องเพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี) ที่คุณอ่าน