ไม่ว่าเขตตึกที่พักจะมีอาณาเขตเล็กหรือใหญ่ตระกูลเซี่ยวยังคงมีตึกที่พักอาศัยอยู่ถึง 233 ตึกเขตตึกทั้งหมดตั้งคละกันไปและทุกเขตล้วนดูคล้ายคลึงกันหากไม่นับสมาชิกพรรคตระกูลเซี่ยวที่เพิ่งมาถึง เพียงนับสมาชิกตระกูลเซี่ยวเมืองเมฆาล่องที่อาศัยอยู่ที่นี่มาชั่วเวลาหนึ่งแม้แต่พวกมันเองยังประสบความยากลำบากในการแยกแยะตำแหน่งของตึกทั้งหมดไม่ต้องพูดถึงว่าจะสามารถบ่งบอกเจ้าของตึกแต่ละตึกได้อย่างแม่นยำนี่คือสิ่งที่ทำให้เซี่ยวเช่อมั่นใจว่าเซี่ยวจิ่วมิได้ไปยังห้องนอนของเซี่ยวหลิงซี….แม้ว่ามันอาจได้ไปสำรวจเขตตึกของนางเมื่อวันวานมันยังคงไม่สามารถหาพบได้อีกในเวลาอันรวดเร็วแน่นอนเซี่ยวจิ่วสมควรแสร้งเป็นออกไปหากล่องบรรจุยาและวิ่งวนไปโดยรอบแทนที่จากนั้นจึงกลับมากับกล่องบรรจุชีพจรลมปราณ
ความเงียบของเซียวจิ่วและสีหน้าที่ยิ่งมายิ่งเลวร้ายลงของเซียวกวงหยุนและเซียวหยุนไห่สามารถทำให้แม้แต่คนปัญญาอ่อนยังเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
เซียวหยุนไห่ตอบคำถามแรกของเซียวเช่อได้อย่างคล่องแคล่ว…แน่นอนว่ามันไม่รู้ว่าเป็นกลลวงทว่าคำถามที่สองที่ตามมาในทันทีกลับผลักพวกมันตกลงไปในหลุมลึกสำหรับคำถามที่สาม….ล้วนเปรียบประดุจการตบหน้าพวกมันเสียงดังฉาด
“…เช่อน้อย…”เซียวหลิงซีฝังใบหน้าของนางลงบนฝ่ามือเมื่อสองตาของนางล้วนเอ่อคลอด้วยประกายน้ำตาในสถานการณ์อันเลวร้าย ทุกผู้คนล้วนปลีกตัวออกห่างจากนาง สงสัยนางทั้งเข้าใจผิดในตัวนางชั่วระยะเวลาหนึ่ง มีเพียงเซียวเช่อที่ยังคงเป็นเหมือนเดิมชายหนุ่มยืนบดบังอยู่เบื้องหน้านางเพื่อปกป้องโดยปราศจากความกลัว….รวมทั้งเผชิญหน้ากับผู้คนที่แม้แต่ตระกูลเซียวทั้งตระกูลยังไม่กล้าต่อต้าน
เงาร่างนี้ได้ถูกประทับไว้อย่างลึกล้ำภายในใจของนางและความทรงจำนี้จะคงอยู่ชั่วชีวิต โดยไม่มีทางที่จะเลือนหายไปหรือถูกลืมเลือน
สีหน้าของเซี่ยชิงเยว่เปลี่ยนเป็นกระจ่างสดใสขึ้นอีกครั้งเมื่อเกิดข้อสงสัยและทุกผู้คนล้วนเข้าใจผิดในตัวพวกมัน ทว่า โดยไม่คาดหมายเซียวเช่อกลับสามารถพลิกสถานการณ์จากหน้ามือเป็นหลังมือด้วยคำถามเพียงไม่กี่คำถามทั้งยังสามารถเปิดเผยคำโกหกของพวกมันอีกด้วยนางพลันรู้สึกอีกครั้งว่านางไม่เข้าใจชายหนุ่มเลยแม้แต่น้อย….ไม่นี่สมควรบอกว่าชายหนุ่มซุกซ่อนตัวตนจากทุกผู้คน…จากการที่ไม่มีผู้ใดสามารถรับรู้ถึงความสามารถทางการแพทย์ที่สามารถสร้างความตื่นตระหนกให้แก่โลกหล้าของชายหนุ่มชั่วขณะนี้ ชายหนุ่มเพียงเปิดเผยแผนอุบายที่ทำให้ทุกผู้คนล้วนไม่อาจขยับเคลื่อนไหว
…ทุกผู้คนล้วนลอบเปลี่ยนแปลงสีหน้า…
อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเซียวเล่ยล้วนไม่มีร่องรอยของความเปลี่ยนแปลงอันใดกลับกัน ใบหน้าของมันกลับกลายเป็นยิ่งซีดขาว สองมือยิ่งสั่นระริกอย่างเงียบงัน
มันล้วนล่วงรู้ตั้งแต่ต้นว่าทุกสิ่งล้วนถูกจัดฉากเพื่อใส่ร้ายใครบางคนยกเว้นเพียงแต่การที่เซียวหลิงซีกลับกลายเป็นแพะรับบาปในที่สุด…เมื่อมันสังเกตออกว่าสายตาของเซียวกวงหยุนเปลี่ยนทิศทางมายังเซียวหลิงซีมันพลันบังเกิดเพลิงอำมหิตขึ้น ทว่า มันไม่อาจเปิดปากพูดทั้งเป็นไปไม่ได้ที่มันจะเปิดปากพูด ครั้งนี้เพียงคำพูดไม่กี่ประโยคของเซียวเช่อล้วนเปิดโปงเจตนาที่อัปลักษณ์ชั่วร้ายต่อหน้าทุกผู้คนที่อยู่ในที่นี้
ทว่าหลังจากนั้นล่ะ?
พวกมันจะรู้สึกละอายเช่นนั้นหรือ? ความอัปยศจะเกลื่อนกล่นบนใบหน้า? พวกมันจะขออภัย? หรืออาจเป็นได้ว่าพวกมันจะร้องตะโกนออกมาว่าทุกสิ่งเป็นเพียงการเข้าใจผิด?
ฮ่าๆ…นี่ล้วนเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้!
ทุกสิ่งเพียงสามารถสร้างความโกรธแค้นให้แก่พวกมันมากยิ่งขึ้นทั้งยิ่งทำให้ทุกอย่างหลุดออกจากการควบคุมทั้งมวลซึ่งอาจสามารถทำให้สถานการณ์กลับกลายเป็นเลวร้ายยิ่งขึ้นผู้คนที่อยู่ในที่นี้ทุกผู้คนล้วนตระหนักถึงเรื่องขบขันอันเลวร้ายนี้ทว่าไม่มีผู้ใดอาจหาญประกาศยอมรับว่ามันกำลังเกิดขึ้น กลับกันคลื่นความโกรธแค้นจากฝ่ายตรงข้ามประดุจคมมีดใบหญ้าโหมพัดกระจัดกระจายครอบคลุมไปทั่ว…
นี่ล้วนสืบเนื่องจากฝ่ายตรงข้ามคือบุตรชายของหัวหน้าพรรคตระกูลเซียว!มันสามารถถล่มทั้งตระกูลเซียวได้เพียงยกมือ! หากไม่มีความสามารถใดหนุนหลังการมีคารมที่ยอดเยี่ยมพร้อมทั้งจิตใจที่ละเอียดรอบคอบ? ต่อหน้าพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้าเพียงสามารถเป็นได้แค่เรื่องชวนหัวเท่านั้น
“เซียวเช่อ!! เจ้าคนอกตัญญูยังไม่ยอมหุบปากอีก! !”ผู้อาวุโสที่หนึ่งชี้นิ้วมายังเซียวเช่อพร้อมทั้งตะโกนอย่างจนมุมด้วยความคั่งแค้น“เจ้าแสวงหาเหตุผลน่าขันอย่างไม่จบสิ้นเพื่อลดความน่าเชื่อถือของท่านผู้นำตระกูลและแขกผู้มีเกียรติจากพรรคตระกูลเซียว!เจ้ามีเจตนาเยี่ยงไรกันแน่! พรรคตระกูลเซียวจะจัดฉากต่อเซียวหลิงซีเพื่ออะไร? ทุกผู้คนล้วนทราบดีถึงพรรคตระกูลเซียวและคำพูดอันหนักแน่นหากพวกมันกล่าวว่าผงชีพจรลมปราณถูกพบในห้องของเซียวหลิงซี เช่นนั้นมันย่อมถูกพบในห้องของเซียวหลิงซีอย่างแน่นอน!ไม่มีผู้ใดในเมืองเมฆาล่องนี้มีคุณสมบัติในการตั้งคำถามต่อพรรคตระกูลเซียว”
“นี่นับเป็นการกระทำที่แสนอุกอาจในการตั้งข้อสงสัยต่อผู้ทรงเกียรติจากพรรคตระกูลเซียวท่านผู้นำตระกูลและนายน้อยเซียวได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนต่อเจ้าอย่างที่สุด ทว่าช่างไม่คาดคิดจริงๆ เมื่อเราถอยให้เจ้าหนึ่งนิ้ว เจ้ากลับต้องการหนึ่งลี้นี่นับว่าไม่อาจทนทานได้…นายน้อยเซียว ท่านผู้นำเราผู้เฒ่าขอร้องให้จับกุมหัวขโมยเซียวหลิงซีและเจ้าตัวก่อหวอดเซียวเช่อนี้ในทันที!”เซียวป๋อผู้อาวุโสที่สองคำรามด้วยความเคียดแค้น
อันที่จริงทุกผู้คนในที่นี้ล้วนตระหนักถึงสถานการณ์ในตอนนี้เป็นอย่างดีทว่าไม่มีผู้ใดกล้าแสดงออก ผู้อาวุโสที่หนึ่งและสองขู่คำรามอย่างไร้ยางอายและไม่มีผู้ใดอาจหาญออกหน้าพูดจาให้กับพวกมัน ทว่าบรรดาฝูงชนล้วนมีแววตาสมเพชเวทนา…ฝ่ายตรงข้ามคือพรรคตระกูลเซียวแม้ว่าท่านจะสามารถเปิดโปงความจริงทั้งหมด จะมีประโยชน์อันใด?
สีหน้าของเซียวกวงหยุนกลับกลายเป็นดำมืดประดุจเถ้าถ่านมันไม่คาดว่าแผนการที่ “สมบูรณ์แบบ”ของมันกลับถูกย้อนศรกลับมาใส่หน้าของมันต่อหน้าผู้คน…แม้ว่าคนเหล่านี้จะมองมาที่มันด้วยสายตาหวาดหวั่นทั้งยังไม่มีความกล้าที่จะเปล่งเสียงแม้เพียงนิดมันสามารถพนันด้วยนิ้วเท้าของมันได้ว่าภายในใจของมันล้วนกำลังหัวเราะเยาะเย้ยอย่างบ้าคลั่งพร้อมทั้งเปรียบมันกับสุนัข!
และทั้งหมดนี้ล้วนสืบเนื่องจากเซียวเช่อ!
เซียวกวงหยุนยิ่งมายิ่งคั่งแค้นมันส่งรังสีฆ่าฟันไปยังบุคคลที่ไม่เห็นความสำคัญของมันเซียวกวงหยุนกล่าวเสียงต่ำว่า “ข้า จากพรรคตระกูลเซียวอันทรงเกียรติไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องตอบคำถามของเศษขยะไร้ค่าจากตระกูลเซียว ยิ่งกว่านั้นข้ายิ่งไม่มีความจำเป็นอันใดที่ต้องอธิบายเรื่องราวในพรรคตระกูลเซียวเรา!ผู้อาวุโสท่านใดในตระกูลเซียวเป็นผู้รับผิดชอบการลงทัณฑ์จงจับกุมตัวนางโจรและเจ้าเศษขยะที่พยายามปกป้องนางอย่างบ้าคลั่งผู้นี้ไปคุมขังเดี๋ยวนี้!”
“เราจะทำตามคำสั่งของนายน้อยเซียวอย่างเคร่งครัด!!”เสียงคำรามจากผู้อาวุโสที่สี่เซียวเฉิง หัวหน้าฝ่ายบังคับกฎในตระกูลเซียวผู้มองเห็นโอกาสในการปรากฏกายมันพลันหันศีรษะสายตาเปิดเผยแววที่แฝงไว้ด้วยลางร้ายไปยังเหยื่อเช่นเซียวหลิงซีพร้อมทั้งตะโกนด้วยเสียงอันดังว่า“เซียวหลิงซี เซียวเช่อ! เจ้าทั้งสองทำความผิดร้ายแรงจงติดตามข้าไปยังโถงบังคับกฎเพื่อรับบทลงทัณฑ์!!”
สถานการณ์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วช่างน่าแปลกประหลาดที่แม้ว่าพวกมันล้วนถูกเปิดโปงทว่าฝ่ายตรงข้ามกลับแสดงออกอย่างไม่สนใจในเกียรติศักดิ์ศรีและจู่โจมอย่างรวดเร็วเซียวเช่อพลันบังเกิดความตื่นตัวพร้อมทั้งก้าวถอยหลังชายหนุ่มกระซิบต่อเซี่ยชิงเยว่ว่า “เฮ้! ชิงเยว่ภรรยาข้าท่านอาจารย์ของท่านเล่า!!”
“ไม่ทราบได้” เซี่ยชิงเยว่ตอบเรียบๆ
“I~! @#¥%……”สาเหตุที่เซียวเช่อใจกล้าบังอาจกระทำการประดุจการตบหน้าพรรคตระกูลเซียวเช่นนี้มิใช่ความแค้นบดบังนัยน์ตาทว่าสืบเนื่องจากชายหนุ่มทราบว่าอาจารย์ของเซี่ยชิงเยว่อยู่ในละแวกใกล้เคียง…เมื่อคืนชายหนุ่มจึงได้กระตุ้นเตือนเซี่ยชิงเยว่ให้ติดต่อกับอาจารย์ของนาง
ทว่า ในท้ายที่สุดเซี่ยชิงเยว่เพียงสามารถตอบคำ “ไม่ทราบได้”
ระดับพลังวรยุทธ์ของเซียวเฉิงอยู่หนึ่งในห้าภายในตระกูลเซียวนี่ล้วนเป็นไปไม่ได้ที่เซียวเช่อและเซียวหลิงซีจะสามารถต่อต้านมันได้ ทว่าทันใดนั้นเงาร่างสูงพลันปรากฏออกมายืนหยัดอยู่เบื้องหน้าเซียวเช่อและเซียวหลิงซีในพริบตาด้วยพลังลมปราณที่แผ่ครอบคลุมทั่วทั้งร่าง เซียวเล่ยพลันปรากฏออกมาด้านหน้า…
เสียงสั่นสะเทือนพร้อมทั้งฝุ่นทรายคละคลุ้งบดบังสายทุกผู้คนเซียวเฉิงผู้เพิ่งจะพุ่งตัวเข้าหาเป้าหมายถูกตีกลับและปลิวถอยไปด้านหลังหลังจากร่อนลงยืนหยัดมันยังคงต้องถอยกายไปอีกเจ็ดถึงแปดก้าวก่อนจะสามารถตั้งหลักได้อย่างมั่นคง
ภายในตระกูลเซียว…สมควรบอกว่าในเมืองเมฆาล่องแห่งนี้บุคคลเพียงคนเดียวผู้ซึ่งสามารถยันเสมอกับมันได้ในกระบวนท่าเดียวมีเพียงบุคคลซึ่งบรรลุขั้นสิบของขอบเขตระดับลมปราณจิต-เซียวเล่ย
“เซียวเล่ย! นี่มันหมายความว่ายังไง!เจ้าจะปกป้องพวกมันอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้หรือ?” หากเป็นในอดีตเซียวเฉิงคงต้องหดหัวต่อการปรากฏตัวของเซียวเล่ยอย่างไม่ต้องสงสัย ทว่า ณ ขณะนี้มันกระทั่งสามารถตะโกนใส่เซียวเล่ยด้วยความมั่นใจเหลือล้น
แม้ว่าชายชราจะทราบกระจ่างถึงสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งยังรู้ซึ้งยิ่งกว่าว่าการขัดขวางพวกมันล้วนไม่มีประโยชน์ ทว่าจะให้เซียวเล่ยยืนดูเซียวเช่อและเซียวหลิงซีถูกนำตัวไปเผชิญกับความอยุติธรรมอย่างเงียบๆได้อย่างไร? ชายชราเมินเฉยต่อเซียวเฉิงหันกายไปทางเวทีพร้อมกล่าวว่า “ท่านผู้นำ เรื่องในวันนี้ ข้ามีบางอย่างอยากจะพูดตลอดมา!การที่บุตรสาวของข้าเซียวหลิงซีจะทำการขโมยผงชีพจรลมปราณล้วนเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แน่นอน!”
“ฮ่าๆ เซียวหลิงซีเป็นบุตรสาวของเจ้าแน่นอนว่าเจ้าต้องพูดแบบนั้น!” เซียวหลี่หัวเราะอย่างเย็นชา “อย่างไรก็ตามความจริงล้วนถูกเปิดเผยแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไรล้วนไม่มีประโยชน์!หากเจ้ายังกล้าปกป้องและขัดขวางการจับกุมผู้กระทำผิดอีกละก็อย่าได้โทษข้าหากข้าจะไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ของเราและจับกุมเจ้าไปพร้อมกัน!”
เมื่อมันยืนอยู่ข้างเซียวกวงหยุนเซียวหลี่มีความมั่นใจที่จะยืนหยัดท้าฟ้าดินและกล่าวคำพูดเหล่านั้นออกมาประดุจดังทุกสิ่งล้วนเป็นความจริงด้วยสีหน้าท่าทางอันน่าเหลือเชื่อ
เซียวเล่ยยืนอย่างหนักแน่นไม่คลอนแคลนชายชรามองไปยังเซียวหยุนไห่พร้อมกล่าวว่า “ถูกต้องมันเป็นความจริงที่ข้าบอกต่อลูกซีเรื่องผงชีพจรลมปราณมีความสามารถฟื้นฟูเส้นชีพจรข้าบังเกิดความเสียใจขึ้นทันทีที่ข้ากล่าวเรื่องนี้ต่อนางเนื่องจากข้ารู้ว่าด้วยลักษณะนิสัยของนางแล้วข้าเกรงว่านางจะหุนหันพลันแล่นถึงขั้นออกไปขโมยผงชีพจรลมปราณ ด้วยเหตุนี้ข้ายืนเฝ้าอยู่ที่ประตูตึกของนางตลอดทั้งคืนจนกระทั่งเช้า!นางไม่ได้ก้าวขาแม้แต่ครึ่งก้าวออกจากประตูตึกของนาง!”
“เฮอะ! เพื่อแก้ต่างให้แก่ลูกสาวเจ้าเจ้าถึงกับสามารถปั้นเรื่องราวที่ไร้สาระเช่นนี้ออกมาได้! คิดดูสิจะมีใครเชื่อคำพูดของเจ้า? สหายทั้งหลายในที่นี้พวกท่านมีใครเชื่อคำพูดของมันบ้าง?”
สีหน้าของเซียวเล่ยแปรเปลี่ยนยะเยียบเย็นชาอย่างที่สุดชายชรากล่าวด้วยเสียงอันดังว่า “ข้า…เซียวเล่ย..ใช้ชีวิตมาด้วยยึดถือความซื่อตรงและคุณธรรม!แม้ไม่ใช่สุภาพบุรุษที่แท้จริง แต่ข้าไม่เคยดูถูกบุคคลที่ต้อยต่ำกว่า!ข้าไม่เคยทำร้ายใคร ทั้งไม่เคยหลอกลวงผู้ใด!หากสิ่งที่ข้าพูดก่อนหน้านี้มีคำเท็จแม้เพียงครึ่งคำ ขอให้ฟ้าดินลงทัณฑ์ สาปแช่งให้ข้าไม่ได้ตายดี!”
คำพูดของเซียวเล่ยดังสะท้านจิตใจผู้ฟังทุกคำพูดเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังลมปราณอันเที่ยงแท้และจิตใจอันเที่ยงตรง เซียวเล่ยมิใช่เพียงผู้เข้มแข็งที่สุดในเมืองเมฆาล่องทว่าคุณธรรมจริยธรรมของมันล้วนเป็นที่กล่าวขาน! อันที่จริงมันไม่จำเป็นต้องกล่าวคำ“ขอให้ฟ้าดินลงทัณฑ์ สาปแช่งให้ข้าไม่ได้ตายดี”เพื่อให้ผู้คนเชื่อคำพูดของมันด้วยซ้ำ…ทว่า แม้จะไม่กล่าวคำพูดเหล่านี้ด้วยคำพูดก่อนหน้าของเซียวเช่อ ทุกผู้คนในที่นี้ล้วนทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างไรก็ตาม ภายใต้เมฆหมอกแห่งอำนาจจากพรรคตระกูลเซียวครอบคลุมอยู่ล้วนเป็นไปไม่ได้ที่จะเปลี่ยนแปลงข้อกล่าวหาอันไร้ยางอายที่สุมใส่เซียวหลิงซีแม้ว่าเซียวเล่ยจะนำหลักฐานออกมามากกว่านี้ล้วนไม่อาจทำสิ่งใดได้ทั้งอาจยิ่งทำให้เซียวกวงหยุนอับอายจนกลายเป็นโทสะมากยิ่งขึ้น
“ฮ่าๆ ฮ่าๆๆ….”
เสียงหัวเราะเย้ยหยันพลันระเบิดออกมาอย่างรุนแรงท่ามกลางผู้คนภายในตระกูลเซียวเซียวยู่หลงผู้ยืนอยู่เหนือสถานการณ์ตลอดมา พลันก้าวออกมาด้านหน้า มันหันหน้าไปทางเซียวเล่ยหัวเราะพร้อมทั้งจ้องมองไปยังชายชรา “ในเรื่องนี้ เซียวยู่หลงไม่มีสิทธิ์อันใดที่จะพูดหรือสอดแทรกทว่าทันทีที่ข้าได้ยินคำประกาศของท่านผู้อาวุโสที่ห้าข้าไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป…บุคคลผู้ซึ่งหลอกลวงตระกูลเซียวเมืองเมฆาล่องเราทั้งตระกูลมาเป็นเวลากว่าสิบปีกลับสบถสาบานว่าตนเองเป็นบุคคลซึ่ง “ยึดถือความซื่อตรงและคุณธรรมทั้งไม่เคยหลอกลวงผู้ใด!” นี่กลับเป็นเรื่องตลกร้ายที่สุดที่ข้าเคยได้ยินมา!”
…หลอกลวงตระกูลเซียวเมืองเมฆาล่องเราทั้งตระกูลมาเป็นเวลากว่าสิบปี….คำพูดนี้สร้างความตะลึงลานแก่ทุกผู้คน
เมื่อได้ยินคำพูดของเซียวยู่หลงและเห็นสีหน้าท่าทางที่แสดงออกเซียวเช่อพลันหน้านิ่วคิ้วขมวด ลางสังหรณ์อัปมงคลร้ายกาจแพร่กระจายภายในอกของชายหนุ่ม
“เซียวยู่หลง เจ้าหมายความว่าอย่างไร!” เซียวเล่ยพลันขมวดคิ้วพร้อมกล่าวถามเสียงต่ำ
เซียวหยุนไห่เองกล่าวคำพูดด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่า“ยู่หลง! ผู้อาวุโสห้าเป็นบุคคลซึ่งเที่ยงธรรมและมีเกียรติต่อหน้าแขกผู้สูงศักดิ์จากพรรคตระกูลเซียว ต่อหน้าสมาชิกตระกูลเซียวเราทั้งหมดและต่อหน้าสหายทั้งหลายในเมืองเมฆาล่องนี้เจ้าล้วนไม่อาจพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลอันใด!”
เซียวยู่หลงค้อมศีรษะลงอย่างนอบน้อมพร้อมกล่าวว่า“ขอให้ท่านพ่อวางใจ บุตรชายของท่านล้วนไม่อาจพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลกลางวันแสกๆ”เมื่อมันหันมามองเซียวเล่ยเซียวยู่หลงหรี่ตาเล็กลงพร้อมแย้มรอยยิ้มจางๆ “ผู้อาวุโสห้า ท่านกล่าวว่าท่าน“ยึดถือความซื่อตรงและคุณธรรม ทั้งไม่เคยหลอกลวงผู้ใด”เช่นนั้นท่านกล้าเดิมพันด้วยเกียรติและศักดิ์ศรีทั้งชีวิตของบุตรชายท่านเซียวยิงหรือไม่…ว่าเซียวเช่อ…เป็นหลานชายตามสายเลือดที่แท้จริงของท่าน!!”