หลังจากเซียวเจิ้งส่งหลี่เฟิงกลับถึงบ้าน เขาก็มาถึงตึกเอ็มไพร์สเตทในเวลาบ่ายสามโมง พอจอดรถเสร็จสรรพก็แวะซื้อบุหรี่ระหว่างทาง ขณะที่กำลังเดินผ่านล็อบบี้ชั้นหนึ่ง เขากลับต้องตกใจกับทีมรักษาความปลอดภัยสองกลุ่มที่แต่งกายเต็มยศเนี้ยบกริบ
“หรือว่าหัวหน้าไป๋จะหมดความอดทนแล้ว เลยคิดจะโจมตีฉันเต็มรูปแบบ?”
จิตใจของเซียวเจิ้งสั่นไหวเล็กน้อย ระหว่างที่กำลังจะสับขาวิ่งหนี เขากลับพบว่าทีมรักษาความปลอดภัยทั้งสองกลุ่มไม่ได้วิ่งมาหาตน และหัวหน้าที่ยืนอยู่หน้าสุดของทั้งสองแถวก็คือแชมป์แข่งรถระดับ A ที่เขาเคยพบโดยบังเอิญ
พอแน่ใจว่าไม่ใช่การจู่โจมครั้งใหญ่ของหัวหน้าไป๋ เซียวเจิ้งก็สบายใจขึ้นมาเล็กน้อย แชมป์แข่งรถซึ่งเป็นที่สนใจของผู้คนกำลังอบรมเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งสองทีม สองทีมนี้มีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของล็อบบี้และลานจอดรถ ส่วนสำนักงานใหญ่อย่างตึกเอ็มไพร์สเตท หน้าที่หลักคือรักษาความปลอดภัยของพนักงานออฟฟิศที่เดินเข้าออกตึก ตามความเข้าใจของเซียวเจิ้ง ในตึกเอ็มไพร์สเตท บริษัทที่มีแผนกรักษาความปลอดภัยส่วนตัวอย่างบริษัทซินอ้าวมีไม่มากนัก องค์กรและบริษัทโดยส่วนใหญ่ต่างก็ใช้บริการการรักษาความปลอดภัยของตึกเอ็มไพร์สเตท ถึงราคาจะค่อนข้างสูงแต่ก็ถือว่าคุ้มค่า และมีเพียงบริษัทซินอ้าวที่มีสัดส่วนพนักงานหญิงสูง ทั้งยังเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับปัญหาด้านความปลอดภัยมากเป็นพิเศษ จึงทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างแผนกรักษาความปลอดภัยขึ้นมา
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของแผนกรักษาความปลอดภัยในตึกเอ็มไพร์สเตทมีราวสองร้อยคน อย่างเช่นยามที่เคยตะโกนไล่เซียวเจิ้งก่อนหน้านี้ ก็อยู่ในแผนกรักษาความปลอดภัยของตึกเอ็มไพร์สเตทเช่นกัน งานของเขารับผิดชอบในส่วนของแผนกรักษาความปลอดภัยของตึกเอ็มไพร์สเตทโดยตรง ไม่จำเป็นต้องทำตามคำสั่งของบริษัทซินอ้าว
ดูจากท่าทางของแชมป์แข่งรถระดับ A เขาคงเป็นหัวหน้าแผนกรักษาความปลอดภัยของลานจอดรถและล็อบบี้ชั้นหนึ่ง ในด้านบทบาทหน้าที่อาจไม่ได้มีอำนาจมากเท่าไป๋อวี้เจียว แต่มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ควบคุมอยู่ในมือประมาณยี่สิบกว่าคนก็เรียกได้ว่าเป็นชนชั้นจัดการแล้ว
“ช่วงนี้แผนกรักษาความปลอดภัยได้รับโทรศัพท์ร้องเรียนติดต่อกัน ของหายยังคงเป็นปัญหาใหญ่ของทั้งตึก ในเมื่อพวกนายมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยของลานจอดรถและล็อบบี้ชั้นหนึ่ง การรับผิดชอบต่อเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้”
สายตานิ่งเรียบของแชมป์แข่งรถมีความไม่พอใจทอประกายวับวาบออกมา เขาเม้มปากบางของตนเล็กน้อย แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชาว่า “ตั้งแต่วันนี้ไป ฉันจะคุมเข้มพนักงานที่ดูแลการเข้าออกทั้งประตูหน้าและประตูหลัง ให้ทำการตรวจสอบคนแปลกหน้าอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานกะกลางคืน ถ้าเกิดเรื่องอู้งานหรือหลับกลางดึกล่ะก็ ฉันไล่ออกหมดแน่! เข้าใจหรือเปล่า!?”
“เข้าใจครับ!” เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยขานตอบเสียงดังฟังชัด
“แยกย้าย” แชมป์แข่งรถกล่าวเสียงเรียบ
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทุกคนรู้สึกโล่งใจราวกับยกภูเขาออกจากอก แต่ละคนต่างแยกย้ายกันไปทำงานของตน ไม่กล้าอู้งานแม้แต่คนเดียว
เซียวเจิ้งคิดว่าในเมื่อความสัมพันธ์ของตนและเฉินม่านจวินไม่ได้สนิทสนมกันนัก ตนก็ไม่เห็นต้องทักทายแชมป์แข่งรถ ทว่าระหว่างที่เขาเดินหนีไปขึ้นลิฟต์ กลับพบว่าแชมป์แข่งรถคนนั้นสาวเท้าตรงมาหาเขา
“คุณเซียว คุณเองก็ทำงานที่ตึกเอ็มไพร์สเตทเหรอครับ?” แชมป์แข่งรถพยายามสุดความสามารถเพื่อทำให้กิริยาท่าทางของตนไม่เคร่งขรึมมาก
“ครับ ผมอยู่แผนกรักษาความปลอดภัยของซินอ้าว” เซียวเจิ้งพยักหน้าพลางแสร้งยิ้ม
“บังเอิญจริง ๆ เลย ผู้จัดการเฉินเองก็ทำงานที่ตึกเอ็มไพร์สเตทเหมือนกัน” แชมป์แข่งรถกล่าวพร้อมกับผายมือ
เซียวเจิ้งหัวเราะพอเป็นพิธีแล้วเอ่ยออกมาว่า “ผู้จัดการเฉินทำงานอยู่บริษัทไหนเหรอครับ? เดี๋ยวรอผมมีเวลาจะไปเยี่ยมเธอเพื่อสานสัมพันธ์ไว้หน่อย”
“ทำไมต้องรอล่ะครับ? วันนี้คุณเซียวยุ่งมากเลยเหรอ?” แชมป์แข่งรถเป็นฝ่ายเชื้อเชิญเอง
“วันนี้?”
เซียวเจิ้งครุ่นคิด หรือว่าเมื่อเช้าฉันจะลืมดูปฏิทิน? ตอนแรกถูกหลินเสี่ยวจู้รบเร้าให้แข่งรถ ต่อมาก็ถูกเย่ซื่อกวนชวนไปดื่ม ตอนนี้ดีจริง ๆ แม้แต่เฉินม่านจวินเองก็จับตามองตนอยู่
โธ่ สุดท้ายแล้วฉันก็ซ่อนความโดดเด่นของตนเองไม่ได้ เดินไปที่ไหนก็เป็นเหมือนทองคำที่เปล่งแสงระยิบระยับ ปวดหัวชะมัดยาด
“ครับ ตอนนี้ได้เวลาจิบชายามบ่ายพอดี ผู้จัดการเฉินอยากเชิญคุณเซียวไปดื่มกาแฟ”
ฉินจงไม่เข้าใจการกระทำของผู้จัดการเฉินเลย การแข่งขันก็แพ้ไปแล้ว เจอกันที่สนามแข่งก็ไม่พอเหรอ ทำไมต้องเชิญเขาไปดื่มกาแฟในตึกเอ็มไพร์สเตทด้วย
ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้หญิงที่โดดเด่นที่สุดของเมืองหมิงจู ฉินจงไม่คิดเลยว่าผู้จัดการเฉินจะให้ความสนใจกับเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งมากขนาดนี้ เธอให้เริ่มงานตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงตอนนี้เพื่อรอนัดเซียวเจิ้ง เรียกได้ว่ามีความตั้งใจอันแรงกล้าจริง ๆ
“ตกลงครับ แต่ผมคงต้องเข้าไปบริษัทก่อน”
เซียวเจิ้งรู้สึกว่าถ้าตนไม่กลับไปรายงานตัว พรุ่งนี้เช้าคงได้รับจดหมายไล่ออกจากหัวหน้าไป๋แหง ๆ เพื่อให้สถานการณ์เป็นไปตามที่คิด ทำงานแล้วได้รับค่าจ้างงาม ๆ เซียวเจิ้งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนท่าทีของเขา และรักษาความเคารพพื้นฐานที่ควรมีต่อหัวหน้าไป๋
“ไม่มีปัญหาครับ”
ฉินจงพยักหน้า ก่อนจะกดเปิดลิฟต์ให้เซียวเจิ้งด้วยตนเอง
เพิ่งกลับมาถึงซินอ้าว ถังหมิงที่ใบหน้าเปี่ยมด้วยความกังวลก็คว้าตัวเซียวเจิ้งมาโดยเร็ว เขาบ่นอย่างไม่สบายใจว่า “พี่เจิ้ง ฉันเรียกนายว่าพี่เจิ้งได้ใช่ไหม?”
“ทำไมต้องเอาจริงเอาจังกับสรรพนามการเรียกขนาดนั้น? หรือว่าในที่สุดก็มีคนขุดเจอความสามารถของฉันแล้ว จะเลื่อนตำแหน่งให้ฉันเป็นรองหัวหน้าสินะ?” เซียวเจิ้งกล่าวอ้อมค้อมเล็กน้อย “ที่จริงการทำงานของฉันยังมีจุดบกพร่องอยู่มาก จะไม่ทดสอบอีกสักหน่อยจริง ๆ เหรอ? ”
ถังหมิงกลอกตาใส่แล้วเอ่ยออกมาอย่างมีน้ำโห “นายบ้าหรือเปล่า? ทำงานสองวันก็เข้าสายทั้งสองวัน เมื่อวานอย่างน้อยนายยังมาเช้า วันนี้เยี่ยมจริง ๆ เข้ามาเกือบเวลาเลิกงานพอดี หางานที่สวัสดิการดีกว่า ค่าจ้างสูงกว่าได้แล้วเหรอ? คิดจะไปทำงานอื่นที่ดีกว่าแล้วสินะ?”
“พูดไร้สาระอะไรน่ะ?” เซียวเจิ้งตีหน้านิ่งตอบ “ฉันเพิ่งตัดสินใจเมื่อคืนนี้เอง ว่าฉันจะอุทิศความสามารถทั้งชีวิตของฉันให้กับซินอ้าว จะไปทำตัวเป็นปลาไหลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาแบบนั้นได้ยังไง?”
“แล้วนายไม่กลัวว่าจะถูกหัวหน้าไป๋ไล่ออกจริงเหรอ?” ถังหมิงด่าว่าอย่างเจ็บแสบ “นายรู้หรือเปล่าว่าวันนี้หัวหน้าไป๋มาที่ทีมของพวกเราเพื่อหาตัวนายตั้งสามครั้ง?”
เซียวเจิ้งตกใจจนแทบฉี่ราด เขารีบเอ่ยถามทันทีว่า “เธอโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเตรียมจะไล่ฉันออกหรือเปล่า?”
“ยังไม่ได้พูดแบบนั้นซะหน่อย” ถังหมิงแสร้งทำเป็นเปลี่ยนเรื่อง ก่อนจะนั่งบนเก้าอี้แล้วจุดบุหรี่มวนหนึ่ง พร้อมกับกล่าวออกมาอย่างใจเย็นว่า “จะว่าไปก็แปลก ปกติถ้าใครกล้าโดดงานหายไปทั้งวัน อย่าว่าแต่ไล่ออกเลย จะถูกหัวหน้าไป๋ด่าเละด้วย แต่วันนี้เธอกลับไม่ระเบิดอารมณ์ แค่ให้นายมาถึงบริษัทแล้วค่อยไปพบเธอเท่านั้นเอง”
“แล้วทำไมนายไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า!” เซียวเจิ้งยกแขนดูนาฬิกา นี่มันบ่ายสามห้าสิบแล้ว อีกแค่สิบนาทีก็ได้เวลาเลิกงานแล้ว!
เขาไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร รีบรุดไปที่ห้องทำงานของหัวหน้าไป๋ทันที
“เฮอะ! ใจปลาซิวจริง ๆ!” ถังหมิงแค่นเสียงเย็นเยียบ ปากคาบบุหรี่ไปพลาง มือขยับเมาส์ไปพลางอย่างไม่รีบร้อน ชื่นชมความงามของสาวสวยในชุดบิกินี
เซียวเจิ้งหอบแฮก ๆ มาจนถึงประตูทางเข้า เขาสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่งก่อนเพื่อระงับจิตใจที่กระสับกระส่ายของตน จากนั้นจึงเคาะประตู ปรับเปลี่ยนท่าทางและเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมว่า
“หัวหน้าไป๋ ผมมาแล้วครับ”
“เข้ามา”
เสียงตอบอย่างไร้ความรู้สึกของไป๋อวี้เจียวดังออกมาจากในห้อง
เอี๊ยดดด…
เซียวเจิ้งผลักประตูแล้วเดินเข้าไปด้วยความระมัดระวัง
ครั้งนี้ห้องทำงานของไป๋อวี้เจียวไม่มีเสียงซุบซิบนินทาของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสิบยี่สิบคนเหมือนเดิมแล้ว หัวหน้าไป๋ที่อยู่ในชุดเครื่องแบบเต็มยศนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงาน สายตามองตรงไปที่คอมพิวเตอร์ เธอเอ่ยถามโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าว่า “วันนี้นายไปทำอะไรมา? ทำไมเพิ่งจะกลับบริษัทเอาตอนนี้?”
“หัวหน้าไป๋ ผมขอสาบานต่อหน้าฟ้าดิน ผมออกไปทำธุระให้บริษัทมาครับ! ไม่ได้อู้งานแน่นอน” เซียวเจิ้งกล่าวสาบานด้วยความสัตย์จริง “อย่างที่บอกไป พอเสร็จธุระผมก็รีบกลับมาให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วครับ ไม่กล้าชักช้าแม้แต่นาทีเดียว”
“อืม”
ไป๋อวี้เจียวพยักหน้าเบา ๆ ไม่ได้เหน็บแนมอะไรเหมือนปกติแม้แต่น้อย จากนั้นเธอก็กล่าวออกมาว่า “ครั้งนี้ฉันจะไม่ลงโทษนายแล้วกัน แต่วันนี้นายได้รับการโหวตจากเพื่อนร่วมงานมากที่สุด เข้ากะกลางคืนวันนี้คงไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
“ไม่มีปัญหาครับ!” เซียวเจิ้งเงยหน้าตอบด้วยความมั่นใจ
“ออกไปทำงานเถอะ เดี๋ยวถังหมิงจะบอกพื้นที่ที่นายต้องรับผิดชอบเอง” ไป๋อวี้เจียวเอ่ยเสียงเรียบ เธอไม่เงยหน้ามองเซียวเจิ้งแม้แต่ปราดเดียวนับตั้งแต่เริ่มคุยจนจบบทสนทนา
“ครับ”
เซียวเจิ้งพยักหน้าเงียบ ๆ ทว่าในใจกลับรู้สึกเคร่งเครียดปนงุนงง เพียงแต่เขาเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีศักดิ์ศรีในตัวเอง ที่จะต้องโดนคนด่าจนหนำใจถึงจะสบายใจ เขาจึงไม่ได้ซักไซ้ไล่เลียงมากนัก เพียงแค่เดินออกไปจากห้องทำงานด้วยความสงสัย แต่ก็ยังเปิดประตูห้องอย่างมีมารยาท
พอเขาเดินออกไป ไป๋อวี้เจียวก็วางมือจากเมาส์ จากนั้นเธอจึงเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับแววตาที่เต็มไปด้วยความสับสน
เช้าวันนี้เลขาของประธานบริษัทโทรศัพท์หาเธอเพื่อลางานให้กับเซียวเจิ้งโดยเฉพาะ ตอนกลางวันผู้อำนวยการหลาน CFO ของซินอ้าวยังโทรมาหาเธอเป็นการส่วนตัวและบอกว่ามีธุระกับเซียวเจิ้ง
คนหนึ่งเป็นบอสใหญ่แห่งบริษัทซินอ้าว ส่วนอีกคนคือนักวางแผนการตลาดที่อยู่เหนือคนนับหมื่น อยู่ใต้คนเพียงคนเดียวแห่งบริษัทซินอ้าว ทั้งสองฝ่ายโทรศัพท์หาแผนกรักษาความปลอดภัยในวันเดียวกันโดยบังเอิญ ทั้งยังโทรมาเพราะคนคนเดียวกันอีก นี่จะไม่ให้ไป๋อวี้เจียวรู้สึกประหลาดใจและสงสัยในฐานะที่แท้จริงของเซียวเจิ้งได้ยังไง
ทุกคนรู้กันดีว่าหลินฮั่วอิน บอสใหญ่แห่งซินอ้าวเคยสนใจผู้ชายซะที่ไหน ถึงขั้นรังเกียจผู้ชายด้วยซ้ำไป งั้นทำไมเธอต้องลางานให้กับเซียวเจิ้งกัน? ต่อให้เลขาของประธานเป็นคนโทรมาก็เถอะ แต่ถ้าไม่มีคำสั่งจากหลินฮั่วอิน เลขาของประธานก็คงไม่ทำเกินหน้าที่หรือทำในสิ่งที่ทำแล้วไม่ได้รับผลตอบแทนหรอกจริงไหม? แล้วหลานซินผู้อำนวยการของแผนกการเงินคนนั้นล่ะ? ตอนนี้เธอก็น่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับโปรเจ็คที่มีความสำคัญมากที่สุดอย่างการตีตลาดของบริษัทไม่ใช่เหรอ? ไหนเลยจะยังมีเวลามาตามหาเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเหมือนคนว่างงานแบบนี้?
อีกอย่างคนที่ยัดเซียวเจิ้งเข้ามาทำงานในแผนกรักษาความปลอดภัย ยังเป็นคนระดับผู้จัดการที่เป็นเพศชายซึ่งหาได้ยากมากในบริษัทซินอ้าว ชายเพียงหนึ่งเดียวในฝ่ายกฎหมาย ทนายเติ้ง
ไป๋อวี้เจียวมึนงงไปหมดแล้ว
ไม่เคยได้ยินว่าบริษัทซินอ้าวจะมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่คนไหนอัดฉีดเงินนี่? และเท่าที่เธอรู้จักหลินฮั่วอินมา ผู้หญิงคนนี้ไม่มีทางจงใจปกป้องใครเพื่อสิ่งที่เรียกว่ามิตรภาพหรือความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างแน่นอน ถ้าอย่างนั้นเซียวเจิ้งเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจมากขนาดนี้?
วันนี้ไป๋อวี้เจียวไม่ได้ระเบิดอารมณ์ใส่เซียวเจิ้งเหมือนเคย ไม่ใช่เพราะกลัวเบื้องหลังอันลึกลับของเขา ถึงอย่างไรแม้แต่ทนายเติ้งก็ยังไม่กล้ามีปากมีเสียงกับเธอ จะเห็นได้ว่าหัวหน้าไป๋เป็นผู้หญิงที่ไม่สนใจเส้นสาย แบ่งแยกเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานอย่างชัดเจน เธอไม่ได้เสียสติ แต่เป็นเพราะมีคนลางานให้เซียวเจิ้งล่วงหน้า ถึงไป๋อวี้เจียวจะมีบุคลิกเย็นชา แต่นั่นไม่ได้เป็นเพราะความผิดปกติของฮอร์โมนจริง ๆ ตราบใดที่ไม่ได้แหกกฎของแผนกรักษาความปลอดภัย เธอก็ไม่มีทางหาเรื่องโดยไร้เหตุผล
แต่ผู้บริหารระดับสูงของซินอ้าวถึงกับต้องออกหน้าเพราะเซียวเจิ้งไม่มาทำงาน นี่มันไร้เหตุผลเกินไปหรือเปล่า?
“เฮอะ! ต่อให้นายเป็นเทวดามาจากไหน ก็อย่าคิดจะเบ่งอำนาจในแผนกรักษาความปลอดภัยของฉัน ไม่งั้นนายกับฉันไป๋อวี้เจียวได้เห็นดีกันแน่!”