เมื่อมีป้านหนึ่งก็มีป้านที่สอง.... ทั้งสองดื่มกินกันจนสุขใจ ชั่วครู่ผู้รับใช้ได้ถามขึ้น
"นายท่าน มิทราบวันนี้ท่านพักที่เรือนรับรองอาคันตุกะ ได้รับความเสียหายจากแผ่นดินไหวหรือไม่ ?"
สิ้นเสียงถามกังหลง ขมวดคิ้วเงยหน้าตอบและถามอย่างฉงน
"ไม่มีอะไรนี่ ข้าไม่ได้รับรู้อันใดเลย บังเอิญข้านอนหลับอยู่ มิทราบเกิดแผ่นดินไหวขึ้นตอนไหนรึ ?"
"สงสัยนายท่านคงหลับฝันหวานเลยไม่รู้ว่ามีเหตุการณ์ชุลมุนเกิดขึ้น ข้ากล้าว่าภูเขาจะถล่ม เลยไม่กล้าออกจากห้องไปเตือนนายท่าน..ถ้าท่านมิเป็นอะไรก็ดีแล้ว!!"
"อ้อ ..มิน่า..ข้าถึงได้ฝันว่าแผ่นดินถล่ม ตกใจตื่นขึ้นมาเหงื่อท่วมตัวเลย " กังหลงแสร้งกล่าวหน้าตาเฉย
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า น้องเจ้านับว่าโชคดี เวลานั้นข้าผู้พี่ กำลังเดินชมของอยู่ทางด้านโน้น จู่ ๆ แผ่นดินเกิดสั่นสะเทือน เห็นลมพายุพัดรุนแรงหมุนวนที่เชิงเขา เมื่อลมสงบลง จู่ ๆ ก็เกิดเสียงระเบิดปานฟ้าถล่มดังขึ้น จนข้าต้องวิ่งหลบหาที่กำบังแอบอยู่นานกว่าจะกล้าออกมา ฮ่า ฮ่า ฺฮ่า
"แต่.เฮอะ.. !!...ตอนนี้คงไม่มีอะไรแล้วพวกเรามาดื่มกินกันต่ออย่าไปสนใจเรื่องที่ผ่านมาแล้ว เอ้า...เชิญ..น้องกังหลง !!"
ขณะที่ทั้งสองดื่มกินสนทนากันอย่างสนุกสนาน ทักใดตรงประตูชั้นสองได้บังเกิดคนกลุ่มหนึ่งขึ้น ผู้มามิใช่อื่นไกลกลับเป็น กลุ่มคู่อริเก่าทั้งสามของกังหลงนั่นเอง
"หม่าซาน" "เยี่ยนซื่อ" "เยี่ยนซาน" พร้อมผู้คุ้มกันชุดดำและขาวระดับปราณขุนพลระดับสามขั้นสุดสองคน และหญิงสาวร่างกายบอบบางอวบอัดหน้าตาสาวงามยั่วยวนใส่ชุดกระโปรงสั้นเหนือเข่าสามนาง ที่ต่างกันคราวนี้ในกลุ่มได้เพิ่มบุคคลผู้หนึ่งท่าทางยโสคล้ายมิเห็นบุคคลใดอยู่ในสายตา คนผู้นี้สวมใส่ชุดขาวหน้าตาคมคายหล่อเหลานับเป็นบุรุษรูปงามผู้หนึ่ง แต่สายตากลับกลอกกลิ้งไปมามองดูลึกซึ้งชั่วร้ายมิใคร่จะน่าคบหามากนัก จากการเดินสังเกตุได้ว่าทั้งหม่าซาน เยี่ยนซื่อ เยี่ยนซาน คล้ายจะคอยเอาใจประจบประแจงบุรุษหนุ่มผู้นี้อยู่มิน้อย
สุ้มเสียงส่วนใหญ่เงียบลงเมื่อมองเห็นบุคคลเหล่านี้ ชาวเมืองเหอหนานส่วนใหญ่นั้นล้วนรู้จักนายน้อยตระกูลหม่าและนายน้อยตระกูลเยี่ยนและผู้คุ้มกันเป็นอย่างดี
เนื่องจากเมืองเหอหนานพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเขตอิทธิพลของสองตระกูลนี้ และด้วยนิสัยอันเย่อหยิ่งมิใคร่เห็นใครในสายตาและและการถูกตามใจให้ท้ายจากผู้นำตระกูลทั้งสอง ทำให้นายน้อยทั้งสองตระกูลนี้ชอบใช้อำนาจข่มเหงรังแกและก่อกวนจะทั้งเมืองเหอหนานวุ่นวายยุ่งเหยิง
แต่ก็มิมีใครกล้าเอาเรื่อง เพราะต่างไม่มีกำลังความสามารถพอ ต่างจึงจำฝืนทนและหลีกหนีมิต้องการพบพานเรื่องยุ่งยาก เพราะหากใครฝืนต่อต้านก็จะโดนขู่เข็ญและบีบบังคับจนมิอาจอาศัยอยู่ในเมืองเหอหนานได้ เนื่องด้วยกำลังที่มากมายของสองตระกูลจึงควบคุมเมืองเหอหนานไว้เกือบหมดสิ้น
"นายน้อยหม่าและนายน้อยเยี่ยน ต้องการเหมาและดื่มกินบนชั้นนี้เพื่อเลี้ยงต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ หากใครดื่มกินเสร็จสิ้นแล้วเชิญลุกออกไปได้หากแม้นใครยังดื่มกินไม่เสร็จนายน้อยจะจ่ายค่าสุราอาหารคืนให้ ถือเป็นการเลี้ยงพวกท่านในมื้อนี้ "
ผู้คุ้มกันชุดดำที่ยืนด้านหลังหม่าซานเป็นผู้กล่าวขึ้น แม้กล่าวเช่นนีิ้แต่ล้วนทราบว่าเป็นการไล่ที่ ทุกผู้คนที่เป็นชาวเมืองและชาวยุทธธรรมดาต่างล้วนรีบลุกขึ้น ถึงชายชุดดำกล่าวว่าจะชดใช้ค่าสุราอาหารให้ ...แต่ใครจะกล้ารับ เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งจนผู้คนในเมืองเหอหนานต่างทราบ แต่มิมีใครอยากยุ่งเกี่ยว
ใครคิดจะต่อต้านหรือคิดจะรับค่าชดใช้ต่างต้องเดือดร้อนกัน จนมิมีใครกล้าเสี่ยง กลุ่มคนเริ่มลุกขึ้นไปจนหมดสิ้นมีเหลือเพียงโต๊ะที่กังหลงและหยางเช็งซีที่เหมือนจะไม่รับรู้เหตุการณ์อันใด ทั้งสองต่างดื่มกินหัวเราะพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน และยังมีอีกโต๊ะที่วางหลบมุมอยู่ด้านนอกสุดถ้าหากท่านมิสังเกตุก็จะมิทราบได้ว่ายังมีโต๊ะอยู่ที่มุมนี้ ที่โต๊ะนั่งไว้ด้วยชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทองและหญิงสาวเรือนร่างงดงามชุดขาวปิดบังโฉมหน้า
หากกังหลงเห็นก็ต้องจดจำสองคนนี้ได้ในทันทีว่าเคยพบเห็นทั้งสองคนนี้ในห้องประมูลของสำนักประมูลเชียงหยาง ทั้งสองมิได้สนใจเหตุการณ์ด้านในห้องอาหารเช่นกัน เพียงหันมองชมทิวทัศน์ด้านนอกและฝูงชนที่มาเที่ยวจับจ่ายกันอย่างคับคั่ง
ชายชุดดำเมื่อเห็นยังมีโต๊ะหนึ่งที่ยังมีคนนั่งดื่มกินกันอย่างเฮฮาคล้ายมิได้สนใจในคำบอกกล่าวของตนก็เกิดโทสะขึ้นจึงเดินตรงไปหา หม่าซาน" "เยี่ยนซื่อ" "เยี่ยนซาน" ก็เห็นเช่นกันว่ายังมีโต๊ะหนึ่งที่มีผู้คนมิยอมลุกออกไป คนแรกเป็นชายร่างใหญ่เยาว์วัย ต่างมิรู้จักเช่นกัน แล้วเหลือบมองต่อไปยังอีกคนที่นั่งตรงข้ามเป็นบุรุษเยาว์วัยชุดนักศึกษาสีขาวร่างบอบบางดูคมคายหล่อเหล่าคล้ายเคยเจอที่ไหน ยามเมื่อเพ่งพินิจดูรูปโฉมอีกครั้ง คราแรกที่เห็น เยี่ยนซื่อ เยี่ยนซานถึงกับสะดุ้งขึ้นมาเมื่อนึกถึงเหตุการที่ตัวเองโดนกังหลงจัดการมาก่อนหน้านี้แต่เมื่อคิดได้ว่าหลังจากเกิดเหตุการณ์ครบสามวันเมื่อบิดาของตนพร้อมหม่าซานได้เดินทางไปตระกูลกังเพื่อถามหากังหลงหวังคิดบัญชี กลับพบว่ากังหลงได้ออกจากตระกูลไปก่อนหน้านั้นสองวันแล้ว คนเหล่านั้นจึงคิดว่ากังหลงคงเกรงกลัวจนรีบหลบหนีออกไปจากตระกูลกังซะก่อน แม้ตอนนี้นั้นเยี่ยนซื่อ เยี่ยนซานได้เพลี่ยงพล้ำไปแต่หม่าซานก็ยังมิได้ลงมือและบัดนี้พวกตนยังมีบุคคลที่มีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกตนทั้งสามรวมกันเพิ่มมาอีกคนเป็นแรงหนุน กังหลงเจ้าขยะผู้นี้แม้จะดูแปลกประหลาดไปบ้างก่อนหน้านี้จะนับอะไรได้อีก เมื่อหวนคิดเช่นนั้นทั้งสามถึงกับหัวเราะลั่น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าละนึกว่าเป็นจอมยุทธจากที่ไหนที่มิยอมลุกออกไป ที่แท้กลับเป็นเจ้าขยะจอมขี้ขลาดจากตระกูลกังนั่นเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า "
จากเสียงหัวเราะอันดังลั่นของคนทั้งสาม ได้ก่อกวนอารมณ์การดื่มสุราอย่างสนุกสนานของบุคคลทั้งสองให้หยุดลงทันที ทั้งสองหันหน้ามองมาทางเสียงหัวเราะ
กังหลงนั้นสัมผัสด้วยพลังรับรู้อันยอดเยี่ยมตั้งแต่คนกลุ่มนี้ได้ก้าวย่างเข้ามาในรัศมีที่ตนจรวจสอบได้อยู่ก่อนแล้ว ปัจจุบันนั้นด้วยความสามารถของพลังจิตวิญญาณอันกล้าแกร่ง กังหลงสามารถแผ่ขยายพลังจิตวิญญาณตรวจสอบความเคลื่อนไหวรอบตัวภายในรัศมีหนึ่งลี้ครึ่งได้ไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้ตนมีเรื่องอื่นที่สำคัญมากกว่าต้องกระทำ หากมิมีใครมาก่อกวนตนก่อนก็มิอยากเข้าไปวุ่นวาย จึงมองไปอย่างมิสนใจและหันมาสนใจดื่มสุราในมือต่อ พลางแย้มยิ้มกับหยางเช็งซี ส่ายหัวพึมพำขึ้นเบา ๆ
"นับว่าเป็น คู่แค้นทางคับแคบ โดยแท้"
.แต่หยางเช็งซีกลับไม่เป็นเช่นนั้นด้วยอารมณ์ที่กำลังเมามายและมีความสุขกับการดื่มสุรา เห็นมีคนกลุ่มหนึ่งมาวุ่นวายกับสหายที่เพิ่งคบหาก็มิพอใจ กล่าวขึ้น
"ข้ากำลังดื่มกินอย่างมีความสุขกับสหายของข้าพวกเจ้ามาโหวกเหวกโวยวายอะไรตรงนี้..รีบไปให้พ้น..!!"
"งะ ..มิรู้จักเรานายน้อยหม่าผู้นี้เจ้าคงเป็นคนต่างถิ่นที่เพิ่งเข้าเมืองเหอหนานมาซิท่า หากมิทราบไม่เป็นไร ขอบอกกล่าวอีกรอบแล้วกัน เรานายน้อยหม่าได้เหมาโรงเตี้ยมชั้นบนนี้ไว้เพื่อดื่มกินแล้ว เชิญท่านออกไปคนเดียวได้ แต่เจ้าขยะขี้ขลาดนั่นต้องอยู่รับใช้คอยรินสุราให้เรานายน้อยที่นี่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"
หม่าซานเกิดความสนใจขึ้นเล็กน้อยที่บัดนี้ภายในเมืองเหอหนานถึงกับมีคนกล้าตำหนิตน จึงกล่าวขึ้นอย่างลำพอง