พลันสายตาของโอเกอร์ได้จดจ้องไปยังร่างโครงกระดูกของกวี สิ่งที่เขาสามารถััได้มีเพียงพลังงานอันชั่วร้ายอันน่าสะอิดสะเอียน
แม้ว่าพลังของกวีจะเพิ่มพูนทวียิ่งกว่าเดิม ทว่าด้วยความด้อยประสบการณ์และพลัง ไม่มีหนทางใดที่กวีจะเทียบชั้นกับซีซ่าได้เลยแม้แต่น้อย
นักล่าที่แข็งแกร่งย่อมมีพลังไร้ซึ่งช่องโหว่ พวกมันยืนเด่นอยู่ ณ จุดยอดสุดของห่วงโซ่อาหาร ทุกคนต่างเชื่อว่าผู้ใดก็มิอาจโค่นล้มพวกมันลงได้
เพียงแต่ว่า จะมีเพียงหนึ่ง่เวลาที่ความระมัดระวังของพวกมันจะย่อหย่อน..
‘นั่นคือ่เวลาที่พวกมันกำลังจะเข้าตะครุบเหยื่อ’
ตลอดเวลาที่ล่วงผ่านไป กวีเฝ้ารออยู่ราวหนึ่งนาที เขาย่อมรู้ดีว่าตนมิใช่คู่ต่อกรของซีซ่า เช่นนั้นเขาจึงรอ รอจนกระทั่งศัตรูพลั้งเผลอชะล่าใจ และเมื่อโอกาสมาถึง เขาทุ่มพลังทั้งหมดใส่ลงไปในสองเท้า พุ่งตรงไปหาในยามที่ศัตรูไม่ทันได้ตั้งตัว ถ่ายโอนพลังไปยังฝ่ามือขวา ตวัดเล็บแหลมคมเพื่อตัดคอของมันให้ขาดสะบั้น
“ท่านกวียังไม่ทิ้งพวกเราจริง ๆ ด้วย”
เสียงของแอนนาร่ำไห้ออกมาอย่างไม่อายฟ้าดิน ถึงกระนั้น ถ้อยคำของเธอกลับเสียดแทงเข้าสู่เบื้องลึกของจิตใจของเขา กวีมิอาจต้านทานได้อีก ทุกครั้งที่เธอกล่าวคำขอบคุณ กวีกลับรู้สึกผิดทุกครั้งในสิ่งที่ตนได้กระทำลงไป
“แล้วพวกเราจะทำยังไงต่อดีครับ ?”
โอเกอร์เค้นแรงเพื่อลุกขึ้นยืน ตัวเขายามนี้ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะต่อสู้
“ผมจะกลับไปช่วยคนอื่นๆ ส่วนคุณโอเกอร์รีบพาท่านแอนนาไปหลบในที่ปลอดภัยก่อนเถอะครับ”
กวีย่อมรู้ดีว่าโอเกอร์ไม่หลงเหลือแรงกาย พลันสิ้นเสียง ร่างกายของเขาพลันเลือนหายลับไปในทันที
แอนนายังไม่ทันได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ๆ ออกมา ในใจพลางเฝ้าครุ่นคิดว่าเหตุใดตนจึงไร้ประโยชน์ยิ่งนัก
“เราจะทำยังไงต่อดี ?”
แอนนายังคงเอื้อนเอ่ยถามต่อไป
เมื่อได้ยินคำถาม แววตาของโอเกอร์พลันจดจ้องไปยังศีรษะที่ขาดสะบั้นของซีซ่าและพูดขึ้น
“ดูเหมือนว่าผมยังมีสิ่งที่ต้องทำอยู่ครับ”
ณ สนามรบที่ยังคงคุกรุ่นไปด้วยสายโลหิต
ยามนี้กลุ่มของแอนนาเหลือจำนวนเพียงหนึ่งในสอง ไม่มีทางที่พวกเขาจะต้านทานกองทัพของศัตรูด้วยจำนวนที่น้อยกว่านับเท่าตัว
“อ้ากกก !!”
เกิดเื่ประหลาด เสียงกรีดร้องของเหล่าโจรดังกู่ก้อง ผู้คนเริ่มต้นล้มตายลงทีละคน ทว่ากลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าสิ่งใดที่กำลังเข่นฆ่าพวกมัน
“ซุ่ม ๆ ๆ !!”
ซากศพเพิ่มพูนทวียิ่งขึ้นพร้อมเสียงสายลมที่พัดผ่าน เพียงครู่เดียวเหล่าโจรกลับศีรษะสะบั้นออกจากคอนับสิบคน
“พวกเรากำลังถูกลอบโจมตี หาศัตรูให้เจอ !!”
พลพรรคของซีซ่าแสดงออกมาถึงความลนลาน พวกมันกวาดสายตาไปทั่วทั้งบริเวณ
กลุ่มของศัตรูกำลังหยุดชะงักลงอย่างกะทันหัน เมื่อนั้นเหล่าทหารของแอนนาจึงไม่ปล่อยให้เวลานี้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์
“รีบพวกฆ่ามันตอนนี้แหละ !!”
เหล่านักรบวิปลาสที่เหลือเร่งพุ่งตรงเข้าจู่โจมในทันที
“ยิงพวกมันสิวะ !!”
กลุ่มโจรมิได้ปล่อยให้ศัตรูทำตามอำเภอใจ เหล่าพลแม่นปืนจากแนวหลังเริ่มต้นเล็งยิง นิ้วชี้เตรียมพร้อมลั่นไก
เพียงแต่ว่า..
“ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว !!”
เพียงชั่วครู่พริบตา มือที่กำลังจะลั่นไกกลับหยุดชะงักลงอย่างฉับพลัน
“ฉึบ ๆ ๆ !!”
สถานการณ์พลิกผันในชั่วพริบตา เหล่าโจรเริ่มต้นล้มตาย เพียงแค่การหยุดชะงักลงไม่กี่วินาที กลับแปรเปลี่ยนทุกสิ่งให้กลับตาลปัตรไปคนละทิศคนละทาง
“อ้ากกก !!”
ศพของเหล่าโจรเพิ่มพูนทวีนับเท่าตัว ทั้งที่ตายจากคมดาบของเหล่าทหารภายใต้การบัญชาของแอนนา รวมไปถึงการโจมตีปริศนาที่พุ่งตรงเข้ามาอย่างไม่มีวันหยุดยั้ง
.
< เราต้องรีบแล้ว ไม่งั้นพลังชีวิตของเราหมดก่อนแน่ !! >
.
ร่างยมทูตสีดำปรากฏขึ้นอยู่เหนือห้วงอากาศ เขาครุ่นคิดพลางจู่โจมศัตรูไปด้วยในขณะเดียวกัน
“โธ่เว้ย หากพวกเรามีท่านซีซ่าอยู่ข้างกายล่ะก็ !!”
“ใช่แล้ว พวกเราไม่จำเป็ต้องกลัวอะไรทั้งนั้น ตราบใดที่ท่านซีซ่ายังอยู่ฝ่ายเรา พวกเราก็ไม่มีวันแพ้ !!”
แววตาของเหล่าโจรที่เหลือรอดฮึกเหิมขึ้นพลันได้กล่าวถึงซีซ่า โดยที่พวกมันหารู้ไม่ ว่าชายที่พวกมันกำลังพูดถึงได้สิ้นชีพไปแล้ว
ห่างออกไปราว ณ บริเวณปากประตูทางเข้า รูปลักษณ์ของใครบางคนได้โผล่ขึ้นปรากฏเป็เรือนเงาขนาดใหญ่พร้อมมีถุงย่ามอยู่ในมือ
“ท่านซีซ่า !!”
เสียงของเหล่าโจรต่างเรียกขานชื่อของหัวหน้าของพวกมัน ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็ความดีใจ วีรบุรุษของพวกมันกำลังใกล้กลับคืนสู่สนามรบ!
สุดแล้วแต่จะคิด
ชายปริศนาได้โยนถุงย่ามในมือขวา มันล่องลอยข้ามผ่านผู้คนนับร้อยพลันตกลงสู่ใจกลางของสนามรบ
บางสิ่งได้หลุดร่วงออกมาจากปากถุง และแล้วสายตาของเหล่าโจรชั่วพลันแปรเปลี่ยนไปกลายเป็ความสิ้นหวัง
“ท่านซีซ่า..”
หัวของซีซ่ากลิ้งออกมาจากปากถุง เข่าของพวกมันพลันทรุดลงสู่พื้นทราย ดาบและอาวุธทั้งหลายต่างร่วงหล่นออกจากมือพร้อมกำลังใจที่หดลง แสงสว่างที่เคยเปล่งประกายอย่างเจิดจรัส แต่ยามนี้มันได้มอดดับลงเพียงแค่การกะพริบตาหนึ่งครั้ง
“หยุดการต่อสู้ที่ไร้ค่านี่ซะ หัวหน้าของพวกนายไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกแล้ว”
เสียงของชายปริศนาเริ่มต้นดังก้องกังวาน เขาผู้นี้มิใช่ใครอื่น หากแต่ว่าเขาคือยอดนักรบนามว่าโอเกอร์ ไรซ่า
แววตาของพวกมันตกสู่ความสิ้นหวัง เป็อย่างที่โอเกอร์คาดคิด ซีซ่าคือหัวหน้าและศูนย์รวมจิตใจเพียงหนึ่งเดียวของกลุ่มโจรงูเห่าดำ
พวกมันที่เติบใหญ่ขึ้นมาจากกองขยะในเมืองเจริโน่ล้วนต้องเจอสภาพแวดล้อมรอบกายอันโหดร้าย ไร้การศึกษา การฆ่าหรือถูกฆ่าจึงเป็ทางเดียวสำหรับการเอาชีวิตรอด
พวกมันคือเหล่าคนเขลา มีเพียงซีซ่าที่สามารถชี้นำว่าพวกมันควรจะไปยังเส้นทางไหน
และเมื่อมันสมองหมดสภาพ ร่างทั้งร่างก็ไม่ต่างจากการตายทั้งเป็
“พวกเราขอยอมแพ้..”
เหล่าโจรที่เหลือยินยอมขอยกธงขาว แล้วการต่อสู้ภายใต้ราตรีอันยาวนานก็จบลง
กวีได้ปรากฏรูปลักษณ์ขึ้นมาในสภาพกายหยาบของมนุษย์ เขาทอดถอนหายใจเพราะความโล่งอกพร้อมเปล่งวาจา
“ในที่สุดก็จบลงสักที”
โอเกอร์เร่งฝีเท้าก้าวเดินไปข้างหน้าไปหาเหล่าศัตรู กลุ่มโจรที่เหลือมีอยู่ราวร้อยคน นับว่าเป็จำนวนครึ่งเดียวของกำลังพลแรกเริ่ม
“ไปบอกให้คนที่เหลือยอมแพ้ซะ แล้วพวกเราจะคิดบทลงโทษให้พวกแกทีหลัง”
เสียงของโอเกอร์เริ่มต้นกล่าว กระนั้นพวกมันกลับไม่มีท่าทีที่จะขัดขืน
“เข้าใจแล้ว..”
พวกมันยอมแพ้
ครึ่งชั่วโมงได้ล่วงผ่านไป
กลุ่มโจรทั้งหมดได้ถูกมัดรวมอยู่ ณ สถานที่เดียวกัน แววตาปราศจากประกายแสงแห่งความหวังจากปลายอุโมงค์ รวมจำนวนกับพวกที่อยู่ด้านนอก กลุ่มโจรงูเห่าดำจึงมีจำนวนกันที่ราวสามร้อยคน
“จะเอายังไงกับพวกมันดีครับ ?” กวีก้าวเดินเข้ามาหาและเอ่ยถาม
“ยังไม่รู้เหมือนกันครับ ตอนนี้ที่คิดได้ก็คือการส่งตัวพวกมันให้แก่ทางการ แต่กว่าจะทำเช่นนั้นได้ก็ต้องรอจนกว่าจะถึงเช้าวันใหม่”
โอเกอร์นับถือในความเป็นักสู้ของซีซ่า แม้ว่ามันจะไม่มาก การปล่อยให้กฎหมายลงทัณฑ์พวกมันเป็ตัวเลือกที่สุดแล้วจะปรานี
หากแต่ว่าบรรดาพวกพ้องที่เหลือคงไม่คิดเช่นนั้น
“พวกเราไม่ยอมให้เป็อย่างนั้นแน่นอนครับ”
เสียงของหนึ่งในพลทหารของแอนนาได้พูดขึ้น ข้างกายมีเหล่านักรบนับสิบคนที่มีใบหน้าเดือดดาลประหนึ่งเพลิงนรก
ดวงตาสีดำเป็ประกายวาวประหนึ่งสัตว์ป่า ทำให้หัวใจของเหล่าโจรเต้นแรง ความคิดอันน่ากลัวผุดขึ้นในใจ
เวลาเที่ยงคืน ณ ลานกว้างใจกลางค่ายนักเดินทาง
เหล่าพลทหารราวห้าสิบรายรายล้อมอยู่ ณ ที่แห่งนั้น เบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏกองฟืนใหญ่หลายกอง พร้อมข้างในมีเหล่าโจรชั่วถูกมัดรวมกันอยู่ ณ จุดศูนย์กลาง
โซ่ตรวนพันธนาการมิให้เหล่าโจรเคลื่อนไหว พวกมันพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิต ในขณะที่เสียงหัวเราะของเหล่าพลทหารต่างก้องกังวานอย่างบ้าคลั่ง เปลวไฟในดวงตาพวกเขาลุกโชนยิ่งขึ้น ความคั่งแค้นที่คุกรุ่นพุ่งขึ้นกลางอกวูบหนึ่งอย่างสุดระงับ
“ได้โปรดปล่อยพวกเราไปเถอะ ผมมีลูกมีเมีย ถ้าหากผมไม่อยู่สักคน พวกเธอคงไม่มีทางอยู่รอดได้อย่างแน่นอน”
“ผมเองก็ขอร้องล่ะครับ ผมมีพ่อ ท่าน้ายารักษา หากผมไม่รีบหาเงินให้ได้เร็วที่สุด พ่อของผมก็คง..”
พวกมันเร่งเรียกร้องขอชีวิต เหตุผลที่พวกมันยินยอมขอยอมแพ้ก็เพราะไม่้าสูญเสียชีวิต อย่างมากที่สุด โทษฐานที่ได้รับตามกฎหมายก็เพียงจำคุกไม่กี่ปี ตราบใดที่ยังไม่ตาย ชีวิตของครอบครัวก็ยังพอมีแสงสว่างแม้จะเพียงแค่เล็กน้อยที่ปลายอุโมงค์
เพียงแต่ว่า ถ้อยคำของพวกมันกลับมิอาจส่งถึงเหล่าพลทหาร น้ำลายกระเด็นททะลักออกจากปาก พวกเขาบ้าคลั่งจนถึงขีดสุด ดวงตาสีดำคุโชนจ้องมองไปที่ศัตรูคู่อาฆาตราวกับจะกินเืกินเนื้อ
“อย่ามาตลกนะเว้ย! พวกแกฆ่าพวกเราไปมากกว่าครึ่ง โทษที่พวกแกสมควรจะได้รับก็มีแต่ความตายเท่านั้น !!”
เสียงกล่าวดังก้องกังวานบ้าคลั่งประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า เมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง คบเพลิงนับสิบในมือจึงถูกโยนลงสู่กองฟืน
เปลวไฟเริ่มลุกลาม ประกายแสงเริ่มต้นส่องประกาย เสียงกรีดร้องดังก้องกังวาน ความเ็ปรวดร้าวอย่างถึงที่สุดค่อย ๆ แทรกซ่านเข้าสู่ิั
“อ้ากกกกก !!”
แผดเผาให้ร่างกายค่อย ๆ มอดไหม้ แม้กระทั่งหยาดน้ำตาที่รินไหลออกมากลับเหือดแห้งลงในชั่วพริบตา
ห่างออกมาสักระยะหนึ่ง โอเกอร์เฝ้ามองทุกสิ่งที่เกิดขึ้นจากระยะไกลพร้อมกำหมัดแน่น
แววตาของเขาช่างนิ่งเฉย หากแต่มันกลับแฝงไปด้วยอารมณ์หลายร้อยพันหมื่นอย่างอัดอั้นอยู่ภายในจิตใจ
“ผมพาท่านแอนนาเข้านอนเรียบร้อยแล้วครับ”
ฝีเท้าของกวีได้ก้าวเดินเข้ามาใกล้พร้อมพูดขึ้น
เมื่อได้ยินถ้อยคำดังกล่าว โอเกอร์พลันหันหน้าไป ดวงตาเจือแววเศร้าเหลือบมองขณะเอ่ยพูดขึ้นพร้อมทั้งรอยยิ้ม
“ขอบคุณมากครับ”
เสียงกรีดร้องดังก้องกังวานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด กลิ่นสาบไหม้ล่องลอยมาตามลมพลันต้องกันกับจมูกโดยมิอาจเลี่ยงหลีก
แสงสว่างและความมืดก็เปรียบได้ดังความดีและความชั่ว เพียงแต่ว่าสำหรับมนุษย์ การจะแยกขาวและดำออกจากกันย่อมเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้
มนุษย์ไม่มีผู้ใดดีเลิศไปกว่ากัน ไม่เกี่ยวว่าใครเป็ผู้เริ่มก่อน เพราะในท้ายที่สุด วงจรอุบาทว์จะดำเนินต่อไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสูญหายไปจากสายตาของอีกฝ่าย
“ผมอาจจะไม่ได้อยู่ในจุดที่สามารถพูดแบบนี้ได้ แต่สำหรับคุณโอเกอร์แล้ว การเผาให้ตายทั้งเป็คือสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับงั้นหรือครับ ?”
คำถามของกวีลึกซึ้งยากเกินบรรยาย แววตาของโอเกอร์พลันนิ่งสงบลงไปในครู่หนึ่ง
แววตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความเศร้าโศก คำพูดต่าง ๆ ค่อย ๆ ทะลักพรูขึ้นมาในอกจนเขาหักห้ามอารมณ์ไม่อยู่
“มันไม่เกี่ยวกับว่าสมควรหรือไม่หรอกครับ เมื่อเพลิงแค้นถูกจุดขึ้น มันจะไม่มีวันจางหายไป จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะสูญสลายไปจากสายตาของอีกฝ่าย”
สิ้นเสียง มือโอเกอร์กำหมัดแน่น แววตาเขาแปรเปลี่ยนไปเป็ความเคร่งขรึม ริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวอีกครั้งและพูดขึ้น
“เพราะฉะนั้น แม้ว่ามันจะไม่ใช่หนทางที่ถูกต้อง แต่เพื่อก้าวข้ามฝันร้ายที่ไม่มีวันจบ การทำลายฝันร้ายคือหนทางเดียวที่จะทำให้พวกเขาลืมเื่ราวทั้งหมดและก้าวเดินต่อไปข้างหน้า”
ในขณะที่โอเกอร์กล่าว กวีมิได้เอื้อนเอ่ยถ้อยคำใด ๆ ออกมา ตัวเขาที่ครั้งหนึ่งเคยหักหลังพวกพ้องมาก่อน ย่อมไม่มีคำแก้ตัวใด ๆ จะคลายความทุกข์ใจของเหล่าผู้ที่สูญเสียสิ่งสำคัญให้กระจ่างลง
ท่ามกลางกองเพลิงที่ลุกโชติ่ กวีราวกับเห็นตัวเองกำลังถูกแผดเผาอยู่ท่ามกลางกองฟืน
“นี่เราเหนื่อยถึงขั้นเห็นภาพหลอนเลยรึไงเนี่ย”
เขาเร่งขยี้ตา ความเหนื่อยล้ากำลังเข้าลดทอนสายตาให้พร่ามัว
ราวกับโรคร้ายที่ไม่มีวันจางหาย กวีเองมิได้ดีไปกว่าพวกมัน และตราบาปที่ชื่อว่าคนทรยศจะยังคงติดตัวเขาไปตราบชั่วนิรันดร์
ปล. ขอเปลี่ยนแปลงอะไรนิดหน่อยนะครับ จากนี้ไปผมจะค่อย ๆ ซอยเนื้อเื่ออกเป็ส่วนย่อย ๆ จากที่อาจจะลงวันละ 15000 - 30000 ตัวอักษรต่อหนึ่งตอน จะเหลือแค่ 8000-13000 ตัวอักษรต่อหนึ่งตอน เพราะผมไปดู ๆ พวกระดับท็อบเขาก็เขียนประมาณนี้ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ผมก็จะสามารถลงทุกวันได้ ขอโทษที่ลดปริมาณลงครับ แต่ผมอยากจะทำให้มันสม่ำเสมอครับ ไหน ๆ ก็ขยันเขียนทุกวันแล้ว ขอโทษจริง ๆ ครับ