เพราะไม่ใช่คนชอบพูดจาอ้อมค้อมซูอี้โจวก็เปิดบทสนทนาอย่างตรงไปตรงมา "ข้าคิดว่าท่านย่อมเข้าใจดีว่าก่อนหน้านี้พวกเราได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือกันไปแล้วในภายภาคหน้าในเรื่องสำคัญต่างๆ จำเป็นต้องหารือกัน ห้ามปิดบังซ่อนเร้นมิเช่นนั้นย่อมถือว่าผิดสัญญา"
กล่าวจบซูอี้โจวก็ส่งยิ้มให้เซียวจวิ้นอัน ดวงตาไร้ซึ่งความหยอกล้อ"ข้าเชื่อมั่นว่าท่านเป็นคนมีคุณธรรม"
เมื่อถูกสวมหมวกให้สูงส่งถึงเพียงนี้เซียวจวิ้นอันจะกล่าวอันใดได้อีก หรือจะให้เขาเอ่ยว่าตนเองมิได้มีคุณธรรมแม้แต่น้อยงั้นหรือ?
ด้วยความจนใจเขาจำต้องสารภาพออกมาเล็กน้อย "ข้ายอมรับว่าช่วงนี้ข้ากำลังวุ่นวายอยู่กับเรื่องอื่นจริงเป็นไปตามที่ท่านคาดการณ์ไว้ ตอนนี้เรื่องนี้กำลังดำเนินไปได้ด้วยดีข้าคิดว่าภายในสองเดือน เรื่องของข้าคงจะมีความคืบหน้า"
ซูอี้โจวย่อมเข้าใจดีว่าเขาหมายถึงสิ่งใดเพียงแต่สำหรับคำว่า ‘ความคืบหน้า’ ที่เขากล่าวมานั้น กลับมิค่อยกระจ่างนัก
ทว่าหากพิจารณาโดยรวมแล้วการที่เซียวจวิ้นอันเอ่ยออกมาได้ถึงเพียงนี้ ก็ทำให้ซูอี้โจวประหลาดใจอยู่บ้างนับว่าพึงพอใจในความตรงไปตรงมาของอีกฝ่ายไม่น้อย
ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็กล่าวอย่างใจกว้าง "ตราบใดที่ท่านมิได้ละเลยกิจการของร้านท่านก็สามารถทำสิ่งใดที่ต้องการได้ตามสบาย ข้าเพียงถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงมิได้มีเจตนาอื่นใด"
กระทั่งซูอี้โจวยังกล่าวเสริมอีกว่า"ท่านก็ทราบดีว่าข้าถนัดสิ่งใดในภายภาคหน้าหากมีสิ่งใดที่ต้องการความช่วยเหลือ ก็มิจำเป็นต้องเกรงใจ"
เขาหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เซียวจวิ้นอันรอคอยก็คือคำพูดนี้
หลังจากที่ซูอี้โจวเอ่ยประโยคนี้ออกมาแม้ว่าเซียวจวิ้นอันจะมิได้เอ่ยปากร้องขอในทันที กระทั่งแสดงท่าทีราวกับมิใส่ใจแต่ในใจกลับเริ่มวางแผนการเกี่ยวกับซูอี้โจวไปแล้ว
เซียวจวิ้นอันประจักษ์แก่สายตามานับครั้งไม่ถ้วนแล้วว่าความสามารถด้านงานไม้ของอีกฝ่ายล้ำเลิศเพียงใดฝีมือและจินตนาการของช่างฝีมือในเมืองหลวง หรือแม้แต่ช่างของวังหลวงก็ยังเทียบไม่ได้แม้เพียงเศษเสี้ยว
เขาเคยสะสมพิมพ์เขียวอาวุธไว้มากมายไม่ว่าจะเป็นหน้าไม้ที่สามารถยิงต่อเนื่องได้ หรือรถศึกจู่โจมเพียงแค่ได้ยินถึงคุณสมบัติ ก็รู้สึกถึงความร้ายกาจ
น่าเสียดายที่พิมพ์เขียวเหล่านั้นมิได้สมบูรณ์มีเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น และดูเหมือนว่าขั้นตอนการผลิตจะซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง
เขาเคยว่าจ้างช่างฝีมือจำนวนมากอย่างลับๆทว่ากลับไม่มีผู้ใดสามารถสร้างสิ่งเหล่านั้นออกมาได้ กล่าวให้ถูกก็คือพวกเขาไม่สามารถจำลองพิมพ์เขียวที่ไม่สมบูรณ์นี้ขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ...
ด้วยเหตุผลดังกล่าวเซียวจวิ้นอันจึงจำต้องล้มเลิกความคิดเหล่านั้นไป คิดว่าบางทีสิ่งเหล่านั้นอาจเป็นเพียงจินตนาการ มิฉะนั้นแล้ว หากได้อาวุธเช่นนั้นมาต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพที่ใหญ่กว่า ก็สามารถคว้าชัยชนะมาครองได้!
ยามนี้แคว้นเยว่ของพวกเขากำลังระส่ำระสาย ประชาชนยากไร้ ถูกกดขี่ข่มเหงรอบข้างล้วนเต็มไปด้วยศัตรูจ้องจะขย้ำหากไม่สามารถแสดงอำนาจอันเกรียงไกรข่มขวัญศัตรูได้ละก็คงเป็นเรื่องยากที่แคว้นเยว่จะกลับมาสงบสุขได้อีกครั้ง
ในวันนี้เองเขาก็เพิ่งได้รับข่าวสารล่าสุดว่าแคว้นเยี่ยนทางตอนเหนือกำลังแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องอีกครั้งบริเวณชายแดนได้เกิดการปะทะกันในวงแคบๆ ขึ้นหลายครั้งแม้ว่าแคว้นเยว่จะมีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ ทว่ากลับมิได้มีชัยเหนือกว่ามากนัก
นี่แสดงให้เห็นถึงสิ่งหนึ่งนั่นคือขวัญกำลังใจของแคว้นเยว่อ่อนแอยิ่งนักอาวุธยุทโธปกรณ์ก็มิได้เหนือกว่าอีกฝ่ายมากเท่าไร
ส่วนขีดความสามารถในการรบของทหารนั้นมิจำเป็นต้องเปรียบเทียบให้เสียเวลา
ชาวแคว้นเยี่ยนส่วนใหญ่อาศัยการเลี้ยงปศุสัตว์เป็นอาชีพมีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากชาวแคว้นเยว่
ชาวแคว้นเยี่ยนส่วนใหญ่มีรูปร่างสูงใหญ่กำยำร่างกายแข็งแรงกว่าชาวแคว้นเยว่อย่างไม่ต้องสงสัย ในสถานการณ์เช่นนี้การที่ขีดความสามารถในการรบของทหารแคว้นเยว่ด้อยกว่าแคว้นเยี่ยนจึงมิใช่เรื่องน่าประหลาดใจอันใด
ด้วยเหตุนี้เซียวจวิ้นอันจึงปรารถนาจะสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ที่แปลกใหม่เพราะไม่ว่าชาวแคว้นเยี่ยนจะกล้าหาญชาญชัยเพียงใดอาวุธของพวกเขาก็ยังล้าหลังกว่าแคว้นเยว่อยู่ดีทั้งยังมิได้ครอบครองความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์
ตราบใดที่แคว้นเยว่ของพวกเขาสามารถทำให้สองสิ่งนี้ดีขึ้นได้ก็ไม่ต้องกังวลว่าเมื่อต้องเปิดฉากสงครามกับแคว้นเยี่ยนในภายภาคหน้าสถานการณ์แคว้นเยว่จะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
เซียวจวิ้นอันเองก็ไม่อาจบอกได้ว่าเป็นเพราะเหตุใดหลังจากได้เห็นทักษะของซูอี้โจวมาหลายครั้ง เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าบางทีปัญหาที่ไม่มีใครสามารถแก้ไขได้มาโดยตลอดอาจมิใช่เรื่องยากสำหรับซูอี้โจวก็เป็นได้
เขายังคงลังเลและรอคอยจังหวะที่เหมาะสม เพื่อมอบพิมพ์เขียวให้ซูอี้โจวศึกษา
บัดนี้ลูกน้องของเขามีเพียงสิบกว่าคนเท่านั้น ภายนอกอาจดูเหมือนมากมายแต่กลับยากที่จะก่อการใหญ่
ไม่ต้องกล่าวถึงว่าในเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้ เขายังไม่กล้าที่จะใช้ฐานะที่แท้จริงของตนเองอย่างเปิดเผยยิ่งเมื่อถูกผู้มีเจตนาร้ายมาซักถามหลายคราเขาก็จำต้องใช้ฐานะคู่หมั้นของซูอี้หว่านเพื่อปกปิดตัวตน
ยิ่งคนเหล่านั้นตรวจสอบบ่อยเท่าใดเซียวจวิ้นอันก็ยิ่งคาดเดาได้ว่าดูเหมือนว่าในเมืองหลวงปัจจุบันนี้คงจะมิได้สงบสุขนัก
เซียวจวิ้นเหอแม้ได้ขึ้นครองตำแหน่งรัชทายาทสมความปรารถนาแต่ก็เกรงว่าตำแหน่งของเขาคงจะมิได้มั่นคงมากนัก ภายในมีขุนนางขัดขวางภายนอกมีชนเผ่าต่างแดนคุกคามเกรงว่าช่วงเวลานี้ชีวิตของเซียวจวิ้นเหอคงจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเช่นกัน…
อีกฝ่ายคงจะไม่ปรารถนาที่จะให้เขามีชีวิตรอดกลับไปเพราะกลัวว่าตำแหน่งที่อีกฝ่ายได้มาอย่างยากเย็น จะถูกเขาแย่งชิงไป
เซียวจวิ้นอันจำต้องยอมรับว่าตนเองสนใจในตำแหน่งนั้นเป็นอย่างยิ่ง มิใช่เพียงแต่สนใจเท่านั้นกล่าวได้ว่าเขาหมายมั่นปั้นมือในตำแหน่งนั้นอย่างถึงที่สุด
สักวันหนึ่งเขาจะต้องกลับไปยังเมืองหลวงอย่างเปิดเผยเปิดโปงความผิดทั้งปวงของเซียวจวิ้นเหอต่อหน้าสาธารณชนแล้วดึงเขาลงมาจากตำแหน่งที่สูงส่งนั้น
แน่นอนว่าตอนนี้ยังมิใช่เวลาที่เหมาะสมดังนั้นตนเองจึงจำต้องเก็บซ่อนความสามารถ เฝ้ารอคอยจังหวะ
จากคนที่เคยใจร้อนรุ่มกลับกลายเป็นคนที่มีความอดทนอย่างเหลือเชื่อ
เมื่อเห็นว่าในดวงตาของเขานั้นดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ซูอี้โจวก็ยิ่งรู้สึกว่าฐานะของอีกฝ่ายคงมิได้เรียบง่าย
ก่อนหน้านี้ที่เลือกที่จะร่วมมือกับเขานั้นประการแรกคือ เขาเห็นว่าจวิ้นอันผู้นี้เป็นคนที่มีความแน่วแน่ทะเยอทะยาน
ประการที่สองเขาคิดว่านอกเหนือจากความทะเยอทะยานแล้วภูมิหลังของคนผู้นี้ก็เป็นเรื่องลึกลับอย่างยิ่ง
ครั้งหนึ่งหมิงไท่จู่[1]ก็เคยเป็นขอทานมิใช่หรือ? ภายหลังมิได้สร้างราชวงศ์ขึ้นมาใหม่หรือไร?จึงได้ขึ้นครองบัลลังก์มังกร
ซูอี้โจวคิดว่าจวิ้นอันผู้นี้ไม่ว่าจะเป็นความสามารถ หรือไหวพริบเล่ห์เหลี่ยมก็คงมิด้อยไปกว่าหมิงไท่จู่เท่าไรนัก ดังนั้นเรื่องที่ยิ่งใหญ่เช่นนั้นจวิ้นอันอาจจะสามารถทำได้ก็เป็นได้
เมื่อถึงครานั้นครอบครัวพวกเขาก็อาจนับได้ว่ามีส่วนร่วมในการปูทางสู่อำนาจแม้ว่าเขาจะมิได้ใฝ่ฝันถึงตำแหน่งขุนนาง แต่หากสามารถเข้าใกล้ผู้มีอำนาจได้ก่อนย่อมเป็นแรงผลักดันสำคัญในการทำให้ความฝันที่จะเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเยว่เป็นจริง
ในเมื่อพวกเขาทั้งหมดได้มาถึงที่นี่ผูกพันกับจวิ้นอันไปแล้ว เหตุใดจึงมิลองเสี่ยงดูเล่า?
เพราะบางเรื่องนั้นต้องลองทำดูเท่านั้นจึงจะทราบว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร
อนึ่งท่าทีที่จวิ้นอันมีต่อน้องสาวของเขาก็มิได้ธรรมดา…
ซูอี้โจวครุ่นคิดถึงตรงนี้มุมปากก็กระตุกยิ้มเล็กน้อย พร้อมตัดสินใจแน่วแน่
เชิงอรรถ
[1]จักรพรรดิหมิงไท่จู่ หรือจูหยวนจาง ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิง