เฝ้ารักจันทร์เสี้ยว

    บทที่ 42 พันธมิตรต่างแคว้น?

    บทที่ 42 พันธมิตรต่างแคว้น?

     

            ภารกิจการฟื้นคืนไมตรีระหว่างแคว้นฝูและแคว้นลี่ได้เริ่มต้นขึ้นหลังจากงานเลี้ยงต้อนรับขุนนางและราชวงศ์ไป๋ที่มาเยือนแคว้นฝูเหล่าผู้คนก็เริ่มออกมาทำภารกิจของตนเอง การเจรจาการค้าการพบปะประชาชนแคว้นฝูเพื่อสร้างความคุ้นเคย และอื่นๆ อีกมากมายโดยมีองค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่เป็นตัวหลักแม้คนที่ออกหน้าจะเป็นองค์ชายสามเสียส่วนใหญ่ก็ตาม

             

            การทำภารกิจขั้นแรกลุล่วงไปได้อย่างราบลื่นทั้งการเจรจาการค้าเบื้องต้น และการพบปะผู้คน รวมถึงสร้างพันธมิตรกับคนต่างๆมากมายวันนี้บุรุษผู้เป็นคนชั้นสูงของแคว้นลี่จึงมารวมตัวกันที่ตำหนักรับรองในวังหลัง

             

            "การขนส่งคนของเราเป็นอย่างไรบ้าง"องค์รัชทายาทเอ่ยถามทหารเงาของตนเองที่คอยทำงานลับๆ ให้ในแคว้นฝูชายร่างสูงเดินออกมาในเงามืด เขาคือบุรุษที่พูดคุยกับเสิ้นอ้ายวันก่อนเป็นทหารไร้นามที่ภักดีกับองค์รัชทายาทผู้เดียว

             

            "อาจเพราะช่วงนี้ชินอ๋องสนใจแต่ครอบครัวจึงพอจะมีช่องทางเปิดให้คนของเราเข้ามาได้บ้างแต่จะเข้ามาเมืองหลวงอาจจะไม่ง่ายนักคงต้องอ้อมเมืองเว่ยให้พ้นจากตระกูลจ้าว"

             

            "ไม่คิดเลยจริงๆเฉินจือหานตายไปแล้ว ยังมีชินอ๋องเป็นก้างชิ้นใหญ่อยู่อีก" องค์รัชทายาทพูดพลางลูบริมฝีปากของตนอย่างไม่พอใจนัก"ฝ่ายเราเสียรุ่ยอ๋องไปแล้วพวกคนแซ่เสิ้นว่าอย่างไรบ้าง"

             

            "ดูเหมือนยามนี้คนที่อยู่เหนือแซ่เสิ้นจริงๆ จะไม่ใช่อัครเสนาบดีผู้นั้นเสียแล้วหากแต่เป็นจวิ้นอ๋องต่างหาก" องค์ชายสามกล่าวเรียบๆ อย่างไม่ได้ตกใจอะไรไม่ต่างจากคนอื่นๆ โดยแฉพาะองค์รัชทายาท

             

            ตลอดเวลาที่ผ่านมารัชทายาทติดต่อกับกับคนแซ่เสิ้นแม้จะผ่านหลี่รุ่ยเต๋อคนเดียว แต่ก็พอจะรู้ว่าจวิ้นอ๋องนั้นไม่ใช่บุรุษที่จะควบคุมได้ง่ายแม้แต่เสิ้นฮองเฮาที่จวิ้นอ๋องออกไปศึกษาจริงๆแล้วเพราะฮองเฮากลัวลูกชายผู้นี้ของตนเองจึงส่งออกไปศึกษาระหว่างศึกษาจวิ้นอ๋องก็ไม่ได้อยู่เฉย เขารวบรวมบัณฑิตที่น่าจะมีอนาคตในราชสำนักสร้างเป็นกลุ่มขุนนางรุ่นใหม่ๆที่สนับสนุนตนเองขึ้นมา จนยามนี้เป็นกลุ่มสนับสนุนที่แม้แต่ฮองเฮาก็หวั่นใจ

             

            "ดูเหมือนยามนี้จวิ้นอ๋องจะเป็นกำลังสำคัญ พอมานึกเช่นนี้ รู้สึกสงสารรุ่ยอ๋องจริงๆ"เพราะรุ่ยอ๋องลงมือลงแรงไปมาก ครอบครัวฝ่ายมารดาสนับสนุนแต่กลับจบด้วยความตายและตราหน้าว่าเป็นกบฏ ดูจวิ้นอ๋องสิ ไม่มีใครสนับสนุนกลับสามารถกดดันให้ตระกูลเสิ้นเข้าร่วมได้เช่นนี้

             

            "ข้าไม่ไว้ใจจวิ้นอ๋องพอๆ กับที่ไม่ไว้ใจฮองเฮาแซ่เสิ้นผู้นั้น" องค์ชายสามกล่าวเสียงเรียบเพราะเขาคือผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ในปีนั้นที่ทำให้น้องสาวของเขาต้องจากไปอย่างน่าโหดร้าย จนไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเรียกว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์จะทำกันได้หรือไม่

             

            "ท่านควรจะใจเย็นกันสักหน่อยราชสำนักแห่งแค้วนฝูมีอีกหลายขั้ว ทั้งเฉิน จ้าวก็ไม่ได้สนับสนุนองค์ชายองค์ใดออกหน้าทั้งอัครเสนาบดีลั่วผู้นั้นเองก็คุมอำนาจไว้ไม่น้อย"หวงจือเหว่ยกล่าวด้วยท่าทีสงบ

             

            "นั่นสิเสิ้น เฉิน จ้าว ของแคว้นฝูก็เกะกะจริงๆ นั่นแหละ โดยเฉพาะพวกสองตระกูลหลังเสือซ่อนเล็บทั้งนั้น"ที่พวกเขาหมายถึงคือแหล่งข่าวสารและเส้นสายใต้ดินของตระกูลเฉินและจ้าวที่มีมากมายอาจมีวงกว้างไปถึงแคว้นข้างเคียง แคว้นลี่ก็ไม่เว้น

             

            "ตระกูลเฉินก็คงจะจบกันที่ยุคนี้ที่น่ากลัวจริงๆ คงเป็นตระกูลจ้าวพวกนั้น"เพราะตระกูลเฉินสายหลักไม่มีผู้นำรุ่นต่อไป พวกตระกูลสายรองที่เป็นพี่น้องกับเสนาบดีเฉินล้วนแล้วไม่ได้เก่งกาจเท่าที่น่ากลัวและเรียกว่าเสือซ่อนเล็บจริงๆ คงเป็นตระกูลจ้าวผู้สงบเงียบต่างหาก

             

            "เสิ้นเฉิน จ้าว พวกท่านคิดว่าตระกูลใดเป็นภัยที่สุดหรือ" หวงจือเหวยถามต่อ

            "ตระกูลเสิ้นบ้าอำนาจแค่หยิบยื่นให้สักเล็กน้อยก็คงไม่เป็นปัญหาในระยะสั้นคงเป็นตระกูลเฉินที่มีอำนาจและกำลังรบเป็นของตัวเองแต่หากเป็นศึกระยะยาว ข้าคงเกรงกลัวตระกูลจ้าวผู้แสแสร้งว่าไร้พิษภัยแต่ไม่เคยมีใครล่วงรู้เรื่องภายในนั้นเสียมากกว่าโชคดีแล้วที่เรากำจัดเฉินจือหานไม่ให้แต่งกับท่านหญิงผู่เยว่ ไม่เช่นนั้นการลักลอบติดต่อกับเสิ้นฮองเฮาคงจะยากเย็นเป็นแน่"

             

            "เช่นนั้นเรามาสานสัมพันธ์กับสตรีแคว้นฝูกันสักหน่อยดีหรือไม่"องค์รัชทายาทเอ่ยพลางลูบริมฝีปากพร้อมรอยยิ้มออกมาอย่างร้ายกาจพลางหันไปมองที่แม่ทัพหวงอย่างมีความหมาย

             

            "ได้ข่าวว่าคุณหนูหลิวเป็นบุตรสาวของท่านหญิงเจียลี่เป็นพี่สาวแท้ๆ ของท่านหญิงผู่เยว่สินะ" องค์รัชทายาทพูดออกมาอย่างมีความหมาย

             

            "ท่านจะทำอะไรหรือ"

             

            "สานสัมพันธ์กับนางสักหน่อยคงจะไม่เสียเวลาเปล่า"ร่างสูงเจ้าของตำแหน่งสูงที่สุดในห้องพูดด้วยสายตาไม่น่าไว้ใจบุรุษคนอื่นในห้องนึกแล้วก็รู้ดีว่าบางทีคุณหนูหลิวผู้นั้นคงไม่พ้นได้เป็นของเล่นขององค์รัชทายาทเป็นแน่

             

            "จะให้ดีควรจะสานต่อความสัมพันธ์กับจ้าวซินเยว่ผู้นั้น แต่ดูแล้วนางจะเข้าถึงยากและร้ายกาจไม่ใช่น้อย"องค์รัชทายาทเอ่ยอีกครั้งพร้อมกับจ้องแม่ทัพใหญ่ของตนที่นิ่งเงียบไม่ตอบสนองสิ่งใด

             

            "แล้วท่านจะทำอย่างไร"ในเมื่อรู้ว่านางยาก เหตุใดต้องไปข้องเกี่ยว

             

            "ดามใจคู่หมายของเฉินจือหานผู้นั้น"องค์รัชทายาทกล่าวทันที

             

            "ท่านหรือ?"

             

            "เจ้าต่างหาก"สิ้นคำตอบของรัชทายาท แม่ทัพหวงแสดงความสงสัยออกมาอย่างไม่ปิดบังไม่มีเหตุใดที่จะเชื่อมโยงระหว่างตัวเขาและนางได้เลยสักนิด เขามองนางก็จริงแต่ก็ไม่เคยเอ่ยว่าต้องการตัวนางแต่อย่างใด และถ้าอยากชมชอบนางจริงๆคงไม่เอานางลงมาเกี่ยวข้องกับเรื่องเช่นนี้เป็นแน่

             

            "เจ้าเกี่ยวข้องกับการตายของเฉินจือหานโดยตรงเจ้าจะเป็นบุรุษที่เข้าไปอยู่ในใจนางได้ง่ายดายที่สุด"แม้ว่าจะเริ่มต้นด้วยความเกลียดชัง ก็ไม่ใช่ว่าจะทำให้นางหลงรักไม่ได้นั่นคือสิ่งที่องค์รัชทายาทคิด

             

            "แล้วท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อ"

             

            "ให้นางบอกทุกอย่างเกี่ยวกับหลักฐานการทุรจิตของตระกูลเสิ้นและเส้นสายของตระกูลจ้าว"เมื่อได้ยินเช่นนั้นมือของหวงจือเหวยก็กระตุกเล็กน้อย แต่รัชทายาทก็ยังไม่หยุด"เส้นสายทั้งหมดของคหบดีจ้าวฉางหยางผู้นั้น หลังจากนั้นเราจะทำลายทั้งนางและตระกูลจ้าวลงเสีย"

             

            "แต่นั่นมัน..."

             

            "เจ้าอย่าลืมนะแม่ทัพแม้เบื้องหน้าเราจะทำเพื่อให้จวิ้นอ๋องได้บัลลังก์ แต่แท้จริงเราต้องการจะทำอะไรกันแน่"

     

            ทำอะไรหรือ? เป้าหมายของบุรุษผู้นี้นั้นยิ่งใหญ่และง่ายดายกว่านั้นมากเขาต้องการทำลายราชวงศ์และตระกูลชั้นผู้นำทั้งหมดและยึดเอาแคว้นฝูมาเป็นของตนต่างหาก

             

            "รับบัญชา"

     

     

    ... ... ...

     

     

            การต้อนรับแขกต่างเมืองในรอบหลายสิบปีไม่ได้มีเพียงการเลี้ยงต้อนรับภายในวังเท่านั้นการเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นในครั้งนี้มีการแลกเปลี่ยนเรื่องการค้าขายเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่อยู่ทั่วทุกสารทิศทั้งแคว้นฝูและแคว้นลี่ต่างก็มารวมตัวกันที่เมืองหลวงแห่งแคว้นฝูเพื่อแลกเปลี่ยนสินค้ากันมากมาย

             

            ร้านรวงต่างๆพากันตั้งแผงขายกันทั่วทุกมุมทางเดิน ทั้งตั้งบนโต๊ะ ทั้งตั้งบนแผงบนพื้นดินเสียงเรียกร้องขายสินค้าปะปนกับเสียงดนตรีที่ดังตามร้านใหญ่ๆ คละเคล้ากันไป

             

            "คุณหนูเจ้าคะทางนี้!" ปีนี้อาจิงก็โตเป็นสาวสะพรั่งแล้ว แต่ร่างเล็กยังคงซนเหมือนเด็กบ่าวหญิงชี้ชวนพลางวิ่งไปยังสินค้าที่ตนเองสนใจ ย่อมเป็นของสวยๆ งามๆตามประสาเด็กสาว ส่วนเจ้านายสาวและสาวใช้ที่โตกว่าก็มองหน้ากันยิ้มๆก่อนจะส่ายหน้า

             

            "อาจิง!"เสี่ยวโยวเรียกอาจิงหมายจะดุ แต่จ้าวซินเยว่ห้ามไว้

             

            "หนึ่งปีมานี้อาจิงอยู่แต่ในป่าในเขานางเองก็เป็นสาวแล้ว จะให้สนใจเรื่องแบบนี้บ้างก็ไม่เป็นไรหรอก"จ้าวซินเยว่เข้าใจอาจิงอยู่ไม่น้อยนานแล้วที่บ่าวตัวน้อยของนางไม่ได้เที่ยวเล่นแบบนี้...ตั้งแต่งานเทศกาลตะวันออกปีนั้น

             

            "หากนางยังซนแบบนี้เดี๋ยวได้พลัดหลงกันแน่เจ้าค่ะ"เสี่ยวโยวเข้าใจแต่เพราะว่าคนในเมืองหลวงยามนี้เยอะมากมายอาจิงจะเที่ยววิ่งไปวิ่งมาคนเดียวไม่ได้ หากโดนใครจับตัวไปจะทำอย่างไรกัน

             

            "งั้นเราก็ตามนางไปกันเถอะ"เจ้านายสาวพูดพลางเดินนำบ่าวที่อายุกว่าตนเองไปข้างหน้า เพื่อตามบ่าวตัวน้อยไป

     

            "คุณหนูรอข้าด้วยเจ้าค่ะ"

             

            เมื่อสตรีทั้งสามมารวมตัวที่แผงขายเครื่องประดับที่อาจิงยืนอยู่มือบางยื่นออกมาหยิบปิ่นหยกมันแพะก่อนจะทาบไปที่ผมของอาจิงด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าเมื่อเห็นว่ามันเหมาะเหลือเกิน

             

            "ข้าเอาปิ่นนี่สองอันเจ้าค่ะ"

             

            "คุณหนู!"เพราะปิ่นหยกทั้งสองอันดูแล้วราคาไม่ใช่น้อยแต่นางก็ไม่ลังเลที่จะจ่ายก่อนจะยื่นมันให้กับบ่าวทั้งสองคนคนละอัน

             

            "รับไปสิถือว่าเป็นคำขอบคุณที่ช่วยดูแลข้าอย่างดีมาตลอด"บ่าวต่างวัยทั้งสองมองหน้ากันอย่างลังเล ก่อนจะรับมันมาด้วยความรู้สึกตื้นตัน

             

            "ข้ารักคุณหนูที่สุดเลยเจ้าค่ะไม่ว่าท่านไปที่ใด อยู่ที่ไหน ข้าจะเป็นบ่าวของท่านตลอดไป"อาจิงรู้สึกซาบซึ้งกว่าใครเพราะนางถูกสตรีผู้นี้ช่วยเหลือมาเลี้ยงดูให้อ่านออกเขียนได้สอนทุกเรื่องทั้งสมุนไพรและเรื่องอื่นๆ อันที่จริงตัวนางหรือเสี่ยวโยวที่สามารถเลิกเป็นบ่าวได้ทุกเมื่อเพราะพวกนางมีทั้งความรู้และมีเงินทองมากพอ แต่ทั้งสองคนก็เลือกรับใช้จ้าวซินเยว่

             

            เพราะนางเป็นแบบนี้จึงอยากดูแลเจ้านายผู้นี้ให้ดีที่สุด

             

            "อย่าพูดเช่นนั้นสิเจ้ากับเสี่ยวโยวยังต้องแต่งงานมีลูกมีหลานเอามาให้ข้าเลี้ยงนะ"จ้าวซินเยว่เคยพูดกับบ่าวทั้งสองคนไว้ว่าตัวนางไม่อยากจะแต่งงานหลังจากที่ไปอยู่ที่อารามในครั้งนั้น

             

            "ไปกันเถอะข้าอยากเดินต่ออีกหน่อย" จ้าวซินเยว่ไม่อยากให้บรรยากาศมันเศร้ากว่าเดิมนางจึงชวนบ่าวทั้งสองไปเดินเล่นต่อ

             

            ทันทีที่นางก้าวพ้นร้านเครื่องประดับก็พบกับบุรุษร่างสูงผู้หนึ่งยืนมองพวกนางอยู่ชายหนุ่มผู้นั้นใส่หน้ากากปิดบังใบหน้าครึ่งหนึ่ง

             

            ทั้งสองคนสบตากันอย่างไม่ได้ตั้งใจจนร่างบางหยุดเดินส่วนบ่าวของนางทั้งสองคนมองบุรุษตรงหน้าอย่างไม่พอใจนัก

             

            ก็คนๆ นี้ฆ่าท่านแม่ทัพของพวกนางมิใช่หรือที่คุณหนูของพวกนางไม่ร่าเริงอีกเลยมาตลอดหนึ่งปี ก็เพราะคนๆ นี้นั่นคือสิ่งที่บ่าวทั้งสองคนคิด

             

            หญิงสาวโค้งทักทายตามมารยาทอีกฝ่ายเอามือไพล่หลังพลางโค้งรับเล็กน้อยแต่ทั้งสองคนก็ไม่ได้พูดคุยและต่างฝ่ายต่างก็เดินไปตามทางของตนเอง

             

            "แม่ทัพผู้นี้ไปไหนก็เจอนะเจ้าคะ" อาจิงสนิทกับเฉินจือหานมากกว่าบ่าวคนไหนๆจึงรู้สึกไม่ชอบหวงจือเหวยมากกว่าใคร

             

            "ช่างเขาเถอะเรามาเที่ยวเล่น ไม่ได้มาหาเรื่องผู้ใด ควรจะสนุกเข้าไว้นะ"จ้าวซินเยว่กล่าวกับบ่าวตัวน้อยที่ทำหน้าไม่ดีไม่นานนักเมื่ออาจิงเจอของน่าสนใจนางก็กลับมาอารมณ์ดีอีกครั้ง

     

     

    ... ... ...

     

     

            ด้านบนชั้นสองของร้านเหลาอาหารไม่ไกลจากจุดที่ท่านหญิงผู่เยว่เดินกับบ่าวมีหนึ่งบุรุษและหนึ่งสตรีกำลังพูดคุยกันอย่างชื่นมื่นมิใช่ใครหากแต่เป็นหลิวลู่เสียนคู่กับองค์รัชทายาทแห่งแคว้นลี่

             

            เมื่อไม่นานนักองค์รัชทายาทขอเข้าเฝ้าฮองเฮาเพื่อสนทนาก็พบกับคุณหนูหลิวมาพร้อมกับหลิวฮูหยินทั้งสองจึงออกมาเดินเล่นนอกพระราชวังด้วยกันตามคำอนุญาตของฮองเฮา

             

            "ร้านอาหารนี้เป็นของตระกูลจ้าวด้วยหรือ"องค์รัชทายาทถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน พลางยกจอกชารินให้สตรีตรงหน้าท่ามกลางสายตาของเหล่าทหารคนอื่น

             

            "เจ้าค่ะตระกูลจ้าวเป็นตระกูลที่ร่ำรวย... น้องหญิงโชคดีแล้วที่เติบโตมาในตระกูลจ้าว"หลิวลู่เสียนกล่าวพลางมองไปที่จ้าวซินเยว่ที่อยู่ด้านล่าง เพราะนางงดงามจนโดดเด่นจึงสะดุดตาผู้คนได้ง่าย

             

            "เหตุใดจึงพูดคล้ายกับน้อยใจเช่นนั้นเล่ามิใช่ว่าเป็นพี่น้องกันหรือ" ชายหนุ่มใช้ความอบอุ่นและอ่อนโยนถามจี้ปมของสตรีตรงหน้าอย่างไม่อ้อมค้อม

             

            "นางได้รับการดูแลจากมารดาจนได้เป็นท่านหญิงแต่ข้า ไม่เคยแม้แต่จะได้กอดมารดาสักครั้ง" หลิวลู่เสียนเกลียดจ้าวซินเยว่แต่นางก็ไม่ยอมเป็นคนที่ดูไม่ดีในสายตาคนอื่นอีกอย่างดูเหมือนบุรุษผู้นี้จะสนใจนาง หากโชคดีนางอาจจะได้เป็นชายาของกษัตริย์แคว้นลี่ก็เป็นได้

             

            "ท่านเองก็เติบโตมาอย่างงดงามและแข็งแกร่ง" องค์รัชทายาทกล่าวชื่นชมอีกฝ่ายตรงๆดวงตาสบเข้ากับดวงตาอีกคนจนนางขวยเขินหลบสายตาไปเอง

             

            ...เติบโตมาอย่างดีเลยล่ะ กลุ่มคนที่ตามจ้าวซินเยว่อยู่นั่นเป็นเครื่องยืนยันที่ดี

             

            ชายหนุ่มคิดพลางยกยิ้มขึ้นอย่างพึงพอใจพี่น้องสองคนนี้เกลียดกันมากจนพี่สาวสั่งให้คนตามน้องสาวที่เป็นถึงท่านหญิงคงคิดจะทำลายชื่อเสียงจ้าวซินเยว่ให้ย่อยยับแน่

             

            แต่จะทำได้หรือเปล่านั่นก็ไม่แน่เพราะเขาสั่งให้หวงจือเหวยตามติดจ้าวซินเยว่บางทีนี่อาจจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้บุรุษได้ไปช่วยสาวงามจนเกิดความรัก

             

            หึ...ดูเหมือนจะง่ายกว่าที่คิด ทั้งยังไม่ต้องทำอะไรเองอีกต้องขอบคุณสตรีผู้นี้อย่างหนักเสียแล้ว

     

     

    ... ... ...

     

     

            ยิ่งเดินไปเท่าไหร่ดูเหมือนผู้คนก็จะเยอะมากขึ้น ไม่นานอาจิงและเสี่ยวโยวก็พลัดหลงกับจ้าวซินเยว่แต่ดูเหมือนบ่าวทั้งสองจะยังสนุกสนานกับการเลือกซื้อของไม่น้อยจนไม่ทันได้สังเกตคุณหนูของตนเอง

             

            หญิงสาวร่างบางที่ถูกเบียดจนหลงกับบ่าวทั้งสองยามนี้นางรู้ตัวแล้วว่าตนเองอยู่คนเดียวนางพยายามมองรอบๆ เพื่อหาเสี่ยวโยวและอาจิงจนพบ

             

            ขาเรียวกำลังจะก้าวพร้อมกับเสียงที่กำลังจะเปล่งหากแต่ทุกอย่างก็หยุดชะงักเมื่อมีมือปริศนาปิดปากนางและลากเข้าไปยังซอยเล็กๆตรงนั้น จนร่างบางตื่นตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น

             

            นี่มัน...ลักพาตัวหรือ บ้าจริง! ขืนเป็นแบบนี้ ไม่ดีแน่! อาจิง เสี่ยวโยว รู้ตัวทีเถอะ!

     

     

    ... ... ...

     

     

            "คุณหนูสนใจกินขนมกับพวกข้า... คุณหนูล่ะ..."อาจิงที่กำลังจะหันมาถามจ้าวซินเยว่ที่มักจะอยู่ข้างหลังนางกับเสี่ยวโยวเสมอชะงักงันเมื่อพบว่าข้างหลังของพวกนางไม่มีคุณหนูยืนอยู่

             

            บ่าวทั้งสองต่างมองหน้ากันด้วยความตื่นตกใจก่อนจะมองหารอบๆ

             

            "พี่เสี่ยวโยวคุณหนู..." อาจิงที่พยายามองหน้าเจ้านายสาวแต่ไม่พบเริ่มน้ำตาคลองานเทศกาลเช่นนี้คนมักจะเยอะ หากแค่พลักหลงกันธรรมดาก็คงจะไม่เป็นอะไรแต่ถ้าเป็นการลักพาตัว คงไม่ดีแน่ๆ และมันก็เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆ

             

            "ออกตามหาสิ"เสี่ยวโยวคืนของพร้อมกับลากอาจิงเพื่อจะไปแจ้งทหาร ทว่าก็พบกับใครบางคนยืนดักหน้า

            "พวกเจ้าเป็นบ่าวของท่านหญิงนี่แล้วท่านหญิงเล่า" บุรุษใต้หน้ากากเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบแต่กลับแฝงไปด้วยท่าทางที่ดูร้อนรนอย่างเห็นได้ชัด

             

            อาจิงที่ยามนี้ร้อนใจยิ่งเจอบุคคลที่ตนไม่ชอบก็ยิ่งเดือดดาลนางกำลังจะอ้าปากพูดเสียงดังแต่เสี่ยวโยวก็ห้ามเอาไว้ก่อน

             

            "เรียนแม่ทัพหวงเกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูของพวกข้า..." เสี่ยวโยวเลือกที่จะบอกเงียบๆซึ่งขัดใจอาจิงอย่างที่สุด ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจากศัตรูนี่ทำไมกันเสี่ยวโยวหันมาดุบ่าวอายุน้อยกว่าด้วยสายตาอีกครั้ง

             

            "กลับไปที่เรือนของพวกเจ้าแจ้งรองแม่ทัพจ้าวให้ออกมาตามหาเงียบๆพวกเจ้าคงไม่อยากให้ชื่อเสียงคุณหนูของพวกเจ้าเสียหายหรอกใช่หรือไม่"หวงจือเหว่ยสั่งบ่าวทั้งสองด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่ได้ดังเกินไปเพียงได้ยินกันสามคน

             

            แม้จะขัดใจแต่อาจิงกับเสี่ยวโยวก็พยักหน้ารับ

             

            "ข้าจะตามหาคุณหนูของพวกเจ้าให้เจอไปรอนางที่เรือนเถิด" หวงจือเหว่ยพูดจบก็เร้นตัวหายไปในผู้คน

             

            "คนๆ นั้นจะช่วยเราจริงหรือพี่เสี่ยวโยว"

             

            "เราทำได้แค่เชื่อเรากลับไปที่เรือนกันเถิด ต้องบอกเรื่องนี้กับนายท่านให้เร็วที่สุด"

             

            บ่าวทั้งสองคนตกลงกันจบจึงรีบเดินกลับไปยังจวนให้เร็วที่สุดตามคำแนะนำของหวงจือเหวย

             

            ที่เหลือพวกนางก็คงทำได้แค่รอและภาวนาเท่านั้น

     

     

    #####

    คล้ายกับเรื่องเฝ้ารักจันทร์เสี้ยว ที่คุณอ่าน