“ดีมาก เ้าหนุ่ม ตัวข้าพอใจในคำตอบของเ้าเพราะฉะนั้นข้าจะมอบเคล็ดวิชาเบิกชีพจรให้เ้า เคล็ดวิชานี้ชื่อว่า เคล็ดวิชาเบิกชีพจร์ เป็เคล็ดวิชาที่ดีที่สุดในบรรดาเคล็ดวิชาที่ใช้สำหรับเบิกจุดชีพจรรับไปซะ” เหล่าเจี้ยนสาธยายออกมา
“โอ้ย” หลังจากเหล่าเจี้ยนพูดจบเทียนเฟิงก็รู้สึกเ็ปภายในศีรษะพร้อมกันนั้นเขาก็รับรู้ได้ว่ามีข้อมูลตัวอักษรจำนวนมากกำลังหลั่งไหลเข้ามาภายในสมองของเขาไม่หยุดความรู้สึกเ็ปเกิดแค่เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้นก็หายไปทุกสิ่งกลับมาเป็ปกติแต่ที่เพิ่มเข้ามาภายในสมองของเทียนเฟิงก็คือเคล็ดวิชาเบิกชีพจร์
“สุดยอด นี่เป็เคล็ดวิชาระดับไหนเหรอ”ถึงแม้เทียนเฟิงจะไม่รู้ถีงระดับของเคล็ดวิชาเบิกชีพจร์แต่เขาก็ััได้ถึงความยอดเยี่ยมของมันได้และอีกอย่างตัวเขาคิดว่าสิ่งที่เหล่าเจี้ยนมอบให้จะต้องไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน
“ตัวเ้าในตอนนี้ยังไม่ต้องรับรู้หรอกเมื่อถึงเวลาเ้าก็จะรู้เองตอนนี้รู้แค่ว่ามันดีต่อเ้าก็พอ” เหล่าเจี้ยนยังคงไม่ยอมบอกแต่สิ่งนี้ก็ทำให้เทียนเฟิงรู้ว่าตัวเขาคิดถูกแล้วว่านี่ต้องไม่ใช่เคล็ดวิชาธรรมดาแน่นอน
“เอาล่ะหลังจากนี้เ้าก็ต้องพึ่งตัวเองแล้วล่ะเ้าหนุ่ม”
“ได้ข้าจะเริ่มฝึกเดี๋ยวนี้เลย” พูดจบเทียนเฟิงก็นั่งลงขัดสมาธิและเริ่มกำหนดลมหายใจพร้อมกับโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาเบิกชีพจร์เขาโคจรลมปราณไปตามเส้นลมปราณในร่างกายพร้อมกันนั้นเขาก็ดูดซับลมปราณจากภายนอกเข้าไปยังภายในร่างกายตามเคล็ดวิชาเบิกชีพจร์ด้วย
ในการเบิกจุดชีพจรทั่วไปผู้ฝึกยุทธ์จะทำการดึงลมปราณภายในเส้นลมปราณทั่วร่างกายเข้าไปที่จุดชีพจรบริเวณใต้สะดือและทำการบีบอัดจนเกิดเป็จุดตันเถียนขึ้นมาการเบิกจุดตันเถียนด้วยวิธีนี้ขนาดของจุดตันเถียนที่เบิกได้จะมีขนาดเล็กตามปริมาณลมปราณที่ผู้ฝึกยุทธ์มีภายในร่างกายซึ่งส่วนใหญ่จะมีขนาดเท่าไข่ไก่ กล่าวให้เข้าใจง่ายๆ ถ้าเส้นลมปราณของผู้ฝึกยุทธ์มีขนาดใหญ่สามารถรองรับลมปราณได้เยอะปริมาณลมปราณที่รวบรวมเพื่อมาบีบอัดเป็จุดตันเถียนก็จะเยอะไปด้วยจุดตันเถียนที่เบิกได้ก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น
ซึ่งวิธีการเบิกจุดชีพจรของเคล็ดวิชาเบิกชีพจร์ที่เทียนเฟิงกำลังฝึกฝนนั้นจะทำการดูดซับลมปราณจากภายนอกเข้ามาในระหว่างเบิกจุดชีพจรทำให้จุดตันเถียนที่เบิกด้วยเคล็ดวิชาเบิกชีพจร์นั้นมีขนาดใหญ่กว่าการเบิกจุดตันเถียนด้วยวิธีการปกติ
แต่การเบิกชีพจรด้วยวิธีนี้ก็อันตรายเป็อย่างมากเพราะถ้าหากระหว่างการควบรวมและอัดแน่นจุดตันเถียนนั้นถ้าควบคุมไม่ดีพลังงานที่เกิดจากการดูดซับและควบแน่นหลุดจากควบคุมก็จะทำให้เกิดร่างะเิจนตายได้
ผ่านไปสามชั่วยามเทียนเฟิงได้ทำการโคจรลมปราณและดูดซับลมปราณจากภายนอกเข้ามาในร่างกายและทำการควบแน่นลมปราณมาที่จุดชีพจรบริเวณใต้สะดือลมปราณที่เข้าควบแน่นได้ค่อยๆใหญ่ขึ้นเรื่อยๆและอัดแน่นขึ้นเรื่อยๆจนมีขนาดใหญ่เท่าลูกฟุตบอลก็ไม่สามารถขยายใหญ่ไปกว่านี้ได้แล้วเขาจีงเข้าสู่กระบวนการสุดท้ายโดยการหยุดดูดซับลมปราณจากภายนอกและโคจรลมปราณไปทั่วร่างกายเป็รอบสุดท้าย
เมื่อลมปราณสายสุดท้ายเข้าไปในจุดตันเถียนทันใดนั้นจุดตันเถียนก็เริ่มหมุนรอบตัวเองขึ้นมาพร้อมกันนั้นลมปราณจากภายนอกก็ถูกดูดเข้ามาด้วยนี่เป็สัญญาณว่าการเบิกจุดตันเถียนได้สำเร็จแล้ว
“สำเร็จในที่สุดข้าก็กลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงคนหนึ่งแล้ว” เทียนเฟิงพูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกดีใจและตื่นเต้นเอ่อล้นไปทั่วร่างในขณะนี้เขาััได้ว่าร่างกายของตัวเองรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายและรู้สึกว่าตนเองแข็งแกร่งขึ้นเป็อย่างมาก
“ไม่เลวนี่ เ้าหนุ่มขนาดตันเถียนของเ้านี่ถือว่าใช้ได้ล่ะนะ” เสียงของเหล่าเจี้ยนพูดออกมาความจริงแล้วขนาดตันเถียนของเทียนเฟิงนั่นถือว่าอยู่ในระดับของอัจฉริยะแต่เหล่าเจี้ยนไม่อยากจะบอกความจริงออกไปเพราะกลัวว่าเทียนเฟิงจะเหลิงและหลงระเริงจนเกินไป
“จริงเหรอ เยี่ยมไปเลยฮ่าฮ่าฮ่า” เทียนเฟิงหัวเราะด้วยความเบิกบานใจ
“อย่าเพิ่งได้ใจไปเลย เ้าหนุ่ม”
“นี่ตัวข้าก้าวเข้าสู่ขั้นเบิกชีพจรขั้นที่หนึ่งแล้วสินะ” เทียนเฟิงยังคงไม่อยากจะเชื่อเขายังรู้สึกเหมือนทุกอย่างเป็ความฝัน
“ก็ใช่นะสิอยากจะให้ข้าซัดหน้าเ้าสักทีไหมล่ะเ้าหนุ่มเ้าถึงจะเชื่อ” เหล่าเจี้ยนยังคงกวนโอ๊ยไม่หยุด
“ห่ะห่ะ ไม่ต้องหรอกข้าเชื่อแล้ว” เทียนเฟิงหัวเราะด้วยเสียงอ่อยๆ
“เอาล่ะในเมื่อเ้าเบิกจุดตันเถียนได้แล้วก็ควรจะเรียนวิชายุทธ์ติดตัวไว้เ้ากะจะใช้อาวุธอะไรล่ะ” เหล่าเจี้ยนถามขึ้นมา
“แน่นอนว่าต้องใช้กระบี่อยู่แล้วเป็ผู้ฝึกยุทธ์ก็ต้องใช้กระบี่นี่ล่ะ กระบี่เดียวท่องทั่วหล้ากวาดราบศัตรูทั่วทิศ” เทียนเฟิงพูดไปพร้อมกับดวงตาที่เป็ประกายระยิบระยับ
“แต่ที่นี่ไม่มีกระบี่ให้เ้าใช้นะเ้าหนุ่ม” เหล่าเจี้ยนพูดขัดขึ้นมาจนทำให้อารมณ์ของเทียนเฟิงที่กำลังตื่นเต้นดีใจต้องหยุดชะงักลง
“แหะ แหะ” เทียนเฟิงได้แต่หัวเราะแห้งๆ
“ถ้างั้นตาแก่เ้าพอจะมีวิชาปราณดีๆหรือวิทยายุทธ์อะไรทำนองนั้นให้ข้าฝึกบ้างไหม” เทียนเฟิงลองเลียบๆเคียงถามเหล่าเจี้ยนดูเผื่อว่าจะโชคดีขึ้นมา
“ให้มันน้อยๆหน่อยเ้าหนุ่ม แน่นอนว่าตัวข้าเหล่าเจี้ยนผู้ยิ่งใหญ่ย่อมมีวิชาดีๆติดตัวอยู่แล้ว แต่บอกเ้าตามตรงวิชาปราณขั้นต่ำระดับเบิกชีพจรนั้นตัวข้าไม่มีหรอกฮ่าฮ่าฮ่า” เหล่าเจี้ยนหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดังจนทำให้เทียนเฟิงอดที่จะยกมือขึ้นมาอุดหูไม่ได้แต่ก็ไม่เป็ผลเพราะเสียงของเหล่าเจี้ยนนั้นมันดังอยู่ในหัวของเขา
“เห้อ” เทียนเฟิงอดที่จะถอนหายใจเพราะความผิดหวังไม่ได้
“ไม่ต้องเสียใจไปหรอกเ้าหนุ่มข้าว่าตอนนี้เ้าควรคิดหาทางออกจากที่นี่ก่อนดีกว่านะ”
“นั้นสิข้าก็ไม่รู้ว่าข้าติดอยู่ที่นี่มากี่วันแล้ว” เทียนเฟิงไม่รู้เลยว่าั้แ่เขาตกลงมาในแม่น้ำจนกระทั่งเขาได้สติฟื้นขึ้นมาผ่านไปกี่วันบางทีอาจจะผ่านไปไม่ถึงวันก็ได้ แต่ตอนนี้เขาคงจะต้องหาทางออกไปจากที่นี่ได้แล้ว
เทียนเฟิงลองเดินสำรวจทั่วถ้ำเพื่อที่จะหาทางออกด้วยความหวังที่ว่าอาจจะมีทางออกอื่นที่ซ่อนอยู่แต่สุดท้ายก็ไม่เจอสุดท้ายแล้วเขาต้องเดินกลับมาที่ริมแม่น้ำที่ที่เขาขึ้นมาเกยตื้น
“คงเป็ทางเดียวแล้วสินะ”เทียนเฟิงพึมพำพร้อมกับมองไปที่แม่น้ำ เขาเดินตรงไปที่แม่น้ำและค่อยๆเดินลงไปเรื่อยๆจนในที่สุดระดับน้ำก็ถึงตรงอกของเขา
“ฮึบ”เทียนเฟิงเงยหน้าขึ้นและสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดจากนั้นเขาก็ดำลงไปในแม่น้ำเขาค่อยๆดำลึกลงไปเรื่อยๆ
ยิ่งเทียนเฟิงดำลึกลงไปมากเท่าไรแสงสว่างก็ค่อยๆน้อยลงไปเรื่อยๆพร้อมกันนั้นกระแสน้ำก็เริ่มไหลแรงขึ้นจนในที่สุดสายตาของเทียนเฟิงก็ไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไปรอบข้างเต็มไปด้วยความมืดมิดแต่เขาก็ยังคงดำลงต่อไปเรื่อยๆ
“อุ๊บ”ทันใดนั้นอยู่ๆกระแสน้ำก็ไหลแรงขึ้นมากจนเทียนเฟิงไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ตัวเขาถูกกระแสน้ำพัดพาไปโดยที่ตัวเขาไม่สามารถขัดขืนได้เลย
กระแสน้ำใต้แม่น้ำไหลเร็วและแรงเป็อย่างมากเทียนเฟิงทำได้แค่ปล่อยให้ตัวเองไหลไปตามแม่น้ำเท่านั้น
ในที่สุดไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนเทียนเฟิงเริ่มมองเห็นแสงสว่างตัวเขาััได้ว่ากระแสน้ำเริ่มไหลช้าลงเรื่อยๆจนตัวเขาสามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้
เทียนเฟิงค่อยๆว่ายขึ้นไปข้างบนแสงค่อยๆสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุดเขาก็มาโผล่ที่กลางแม่น้ำสายหนึ่ง
“สูดดด” ทันทีที่เขาโผล่ศีรษะขึ้นมาเหนือแม่น้ำเทียนเฟิงก็รีบสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอดให้เยอะที่สุดเขาคิดว่าตัวเองคงจะขาดอากาศหายใจตายไปแล้วถ้าเขายังคงถูกกระแสน้ำพัดไปนานกว่านี้โชคดีที่ก่อนที่เขาจะขาดอากาศหายใจกระแสน้ำก็พัดเขาขึ้นมาจนอยู่ใกล้ผิวน้ำ
หลังจากสูดลมหายใจจนเต็มปอดแล้วเขาก็ค่อยๆมองไปรอบๆสองฝั่งของแม่น้ำเต็มไปด้วยต้นไม้ขึ้นอยู่มากมาย
เมื่อกำหนดจุดหมายได้แล้วเทียนเฟิงก็ค่อยๆว่ายเข้าไปที่ริมฝั่ง เมื่อถึงริมฝั่งเทียนเฟิงก็เดินขึ้นไปนั่งพักใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
“เห้อ นึกว่าจะตายซะแล้ว”
“แต่ก็ยังรอดมาได้ล่ะนะ”
“บ่นอะไรคนเดียวอยู่ได้เ้าหนุ่ม” เสียงของตาแก่เหล่าเจี้ยนดังขึ้นในหูของเทียนเฟิง
“ก็ข้าเกือบจะตายเลยนะขอบ่นบ้างไม่ได้เหรอไง” เทียนเฟิงบ่นอุบ
“เออๆ รู้แล้วๆแล้วก็นะจากนี้ถ้าจะพูดกับข้าเ้าแค่คิดในใจก็พอไม่ต้องพูดออกมา”
“งั้นเหรอ ข้าก็หลงพูดออกมาคนเดียวตั้งนาน”
“งั้นแล้วจะมีคนรู้ถึงการมีอยู่ของเ้าหรือปล่าว” เทียนเฟิงถามถึงสิ่งที่ตัวเองสงสัยออกมา
“ข้าจะบอกเ้าไว้ถ้าข้าไม่จงใจเปิดเผยตัวเองล่ะก็ไม่มีใครสามารถััถึงตัวตนของข้าได้ทั้งนั้น” เหล่าเจี้ยนพูดออกมาด้วยความภาคภูมิใจ
“เอ่อ จะบอกเ้าไว้เื่หนึ่งหลังจากนี้ตัวข้าจะเข้าสู่การหลับไหลถ้าเ้ามีปัญหาอะไรก็แก้ด้วยตัวเองล่ะกัน”
เทียนเฟิงััได้ว่าน้ำเสียงของเหล่าเจี้ยนเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
“เกิดอะไรขึ้นตาแก่” น้ำเสียงของเทียนเฟิงเต็มไปด้วยความกระวนกระวาย
“ไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรหรอกแค่ข้าใช่พลังไปเยอะเพื่อช่วยให้เ้าถึงขีดสุดของขั้นเสริมสร้างร่างกายยังไงล่ะเดิมทีข้าก็เพิ่งตื่นขึ้นมาพลังก็อ่อนแรงอยู่แล้วด้วย” เสียงของเหล่าเจี้ยนเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ
“ไม่พูดมากแล้ว ข้าจะพักล่ะเกิดปัญหาอะไรขึ้นก็แก้เอาเองล่ะกัน” พูดจบเสียงของเหล่าเจี้ยนก็เงียบหายไป
“เอาไงดีล่ะทีนี้” เทียนเฟิงหันซ้ายหันขวา
“เอาล่ะ เดินตามริมแม่น้ำไปดีกว่าเดินไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็คงจะเจอหมู่บ้านเองแหละ”เมื่อตัดสินใจได้แล้วเทียนเฟิงก็เดินตามริมแม่น้ำไปเรื่อยๆ
ระหว่างทางที่เดินเลียบริมแม่น้ำไปเรื่อยๆเทียนเฟิงก็มองหาพวกสมุนไพรหรือพวกของที่กินได้ไปด้วยเผื่อจะโชคดีเจอสมุนไพรหรือของที่กินได้ระหว่างทางซึ่งระหว่างทางเขาก็พบเจอสมุนไพรธรรมดาบ้างประปรายเขาจึงตั้งใจว่าถ้าเจอเมืองใหญ่แล้วจะนำสมุนไพรที่เก็บได้ไปขายเพราะที่ตัวของเขามีเงินแค่ไม่กี่เหรียญทองแดง