มรดกลับ
เส้นทางใต้น้ำที่ฟางเฉินเข้ามานั้นไม่มีอะไรพิเศษทั้งกลิ่นอายหรือปรากฎการอะไรซ่งไม่แปลกที่จะไม่มีใครพบทางลับแห่งนี้ แต่ฟางเฉินก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเทพคนนั้นถึงได้สร้างทางลับที่ไม่คิดจะให้ใครเจอแบบนี้แต่เมื่อฟางเฉินโผล่ขึ้นมาจากน้ำและเดินไปเรื่อย ๆจนกระทั่งมีประตูขนาดใหญ่ตั้งอยู่ฟางเฉินก็รู้ในทันทีว่าทำไมเทพคนนั้นถึงได้ทำแบบนี้ บนประตูขนาดใหญ่สลักข้อความเอาไว้อย่างชัดเจน“ยินดีด้วยกับผู้ที่หาทางลับนี้เจอ ทางลับนี้ข้าสร้างขึ้นมาโดยไม่หวังว่าจะให้ผู้คนมาพบและจะมีเพียงผู้ที่มีสวาสนากับข้าจริง ๆถึงจะได้พบมัน ซึ่งต่อให้คนๆนั้นไม่ใช่ศิษย์ของสำนักจู่หลงก็ตาม”ฟางเฉินอ่านข้อความพรน้อมกับถอนหายใจไม่แปลกที่ทางสำนักไม่รู้การมีอยู่ของมรดกนี้เพราะเทพคนนั้นไม่หวังจะให้มรดกนี้กับสำนักตั้งแต่แรกแล้วแต่เขาหวังจะให้คนที่มีโชคชะตากับมรดกนี้เท่านั้นฟางเฉินไม่คิดอะไรมากเพราะอย่างน้อยเขาในตอนนี้ก็เป็นศิษย์ของสำนักจู่หลงอยู่แล้ว ฟางเฉินผลักประตูหินขนาดใหญ่ออกและเข้าไปข้างในทันที เมื่อเข้าไปข้างในแล้ว ฟางเฉินก็ต้องอ้าปากค้างเพราะข้างนี้มีทรัพยากรค่อนข้างมาก และยังมีเสาหินที่สลักวิธีบ่มเพาะเอาไว้อีกด้วย“ฟางเฉินดูนั่น” ความโลภกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้นฟางเฉินหันไปมองตามความโลภ บนผนังหินมีภาพประติมากรรมสลักอยู่ บนภาพแสดงท่าทางการใช้ทักษะด้าย“หมื่นด้ายสังหารงั้นเหรอ” ฟางเฉินกล่าวด้วยสีหน้าแปลกใจ“ใช่แล้ว นี่คือภาพที่แสดงท่วงท่าของทักษะหมื่นด้ายสังหาร” ความโลภกล่าวฟางเฉินรู้สึกแปลกใจอย่างมากเพราะในภาพแสดงให้เห็นว่าการใช้ทักษะด้ายของเทพคนนั้นทั้งอิสระและทรงพลังแค่ใหน เทพคนนั้นสามารถใช้เส้นด้ายสร้างหอก สร้างโล่ หรือแม้แต่สร้างเกาะป้องกันตัวเองยังได้“ฟางเฉินรีบกอบโกยทรัพยากรพวกนี้เร็วเข้าเก็บไปให้หมด” ความโลภกล่าวฟางเฉินเมินความโลภและเดินไปยังแท่นหินซึ่งมีถุงมือสีดำและเส้นด้ายสีดำวางอยู่“นี่มันถุงมือสังหารและเส้นด้ายที่ถูกสร้างมาจากใยแมงมุมดาราซึ่งเป็นอสูรระดับ 7” ความโลภกล่าวด้วยความตื่นตระหนก“นี่สินะที่เทพคนนั้นตั้งใจเหลือทิ้งไว้” ฟางเฉินกล่าว“น่าจะใช่ เอาละเรายังมีเวลาเจ้ารีบบ่มเพาะที่นี่และรีบทะลวงระดับไปจากนักรบขั้นกลางไปขั้นสูงเร็วเข้า” ความโลภกล่าว“แค่นั้นมันยังไม่พอ มีทางเดียวที่ข้าจะสามารถกลับไปสุสานของท่านปู่ได้คือข้าต้องไปถึงระดับสูงสุดของระดับนักรบเท่านั้น” ฟางเฉินกล่าว“โห ดูเหมือนเจ้าจะมีแผนเป็นของตัวเองแล้วก็ดี เพราะสำหรับข้าในสนามรับแบบนั้นมีประโยชน์แก่ข้ามากเพราะมันจะช่วยให้ข้าไปถึงระดับสวรรค์เช่นกัน” ความโลภกล่าว“ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาเท่าไหร่แต่ด้วยทรัพยากรทั้งหมดนี่และเสาหินที่สลักกฎแห่งการบ่มเพาะเอาไว้ข้าจะต้องไปถึงระดับนักรบขั้นสูงสุดอย่างแน่นอน” ฟางเฉินกล่าวจากนั้นฟางเฉินก็จำแนกเม็ดยาทั้งหมดมาวางไว้ที่หน้าตัวเองส่วนพวกทรัพยากรอื่น ๆเช่นสมุนไพรที่ยังไม่ได้ปรุงเป็นเม็ดยาฟางเฉินเลือกจะเก็บไว้“เม็ดยาระดับปฐพีขั้นต่ำ 50 เม็ด และ เม็ดยาระดับปฐพีขั้นสูง 30 เม็ดหวังว่าจะช่วยให้ข้าไปถึงระดับสูงสุดได้” ฟางเฉินคิดจากนั้นฟางเฉินก็ไปนั่งอยู่ตรงเสาหินและเริ่มทำการบ่มเพาะทันทีเห็นได้ชัดว่ามรดกที่เทพคนนั้นเหลือทิ้งไวเป็นมรดกที่ไม่เหมาะแก้ระดับสวรรค์ขึ้นไป และจากที่ความโลภรู้มรดกนี้เทพคนนั้นทิ้งเอาไว้ในตอนที่เขายังไม่เป็นเทพด้วยซ้ำและที่เขาทิ้งมรดกพวกนี้เอาไว้เพราะมันไม่มีค่าสำหรับเขาในขณะที่ฟางเฉินกำลังบ่มเพาะอยู่ ด้านนอกพวกเย่เทียนก็จัดกองกำลังออกไปจัดการพวกอสูรที่บุกเข้ามาในเขตของสำนักจู่หลงทันที การต่อสู้นองเลือดเริ่มปรากฎขึ้น แต่ที่น่าสังเวชมากที่สุดคือ 4 อาณาจักร มีผู้คนของพวกเขาตกตายเป็นจำนวนมาก แม้แต่ตระกูลใหญ่ในอาณาจักรเหล่านั้นก็ยังได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงเรียกได้ว่าตอนนี้ทั่วทั้งทวีปฉางลั่วกำลังตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย แต่จนถึงตอนนี้อสูรระดับ 7 ก็ยังไม่ปรากฎตัวออกมาซึ่งทางผู้อาวุโสจากนิกายพฤกษาครามเองก็ยังไม่เคลื่อนใหวเช่นกัน ดังนั้นจึงมีเพียงอสูรระดับ 6 และ 5 ทำการควบคุมอสูรระดับ 1-4 โจมตีกองกำลังของมนุษย์พวกอสูรนั้นฉลาดอย่างมากพวกมันจะออกมาโจมตีเมืองที่มีการป้องการน้อยที่สุดและล่าถอยเข้าไปในป่าพงไพรเพราะสำหรับพวกมันการต่อสู้ในถิ่นของตัวเองพวกมันจะได้เปรียบที่สุดเวลาผ่านไป 5 เดือนในตอนนี้เองผู้นำของทั้ง 7 กองกำลังต่างก็มารวมตัวและประชุมอย่างเร่งด่วนเพราะหากปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้พวกเขาจะเป็นฝ่ายสูญเสีย“เจ้าพวกอสูรนั่นฉลาดอย่างมากพวกมันจะออกมาโจมตีเมืองขนาดเล็กเพียงแค่เมืองเดียวและหายเข้าไปในป่าพงไพร และเมื่อข้าส่องกองกำลังไปตามล่าพวกมัน พวกอสูรอีกกลุ่มก็จะออกมาโจมตีเมืองที่มีการป้องกันน้อยที่สุดอีก” ราชาฮั่นกล่าวด้วยสีหน้าเดือดพาล“ทางข้าเองก็ไม่ต่างจากราชาฉินพวกมันฉลาดอย่างมากและด้วยความกว้างของอาณาจักรพวกเรามันจึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกเราจะปกป้องเมืองทุกเมือง” ราชาฉินกล่าว“ส่วนพวกเขานั้นไม่เท่าไหร่พวกมันแค่ส่องกองกำลังมาปิดทางออกของพวกข้าเท่านั้น” เย่เทียนกล่าว“พวกเราก็เหมือนกัน” เจ้าสำนักอู่กล่าว“จากที่ข้าคิดดูเหมือนว่าหัวหน้าของพวกมันอสูรระดับ 7 นั่นจะทรงพลังและมีสติปัญญาฉลาดอย่างมาก และไม่ใช่แค่นั้น ดูเหมือนที่พวกมันโจมตีก่อนหน้านี่เพียงเพื่อยกระดับกองกำลังของตัวเองเท่านั้น จากอสูรระดับ 1 กลายเป็นรระดับ 2 จากระดับ 2 กลายเป็นระดับ 3 ด้วยการสังหารมนุษย์ไปเป็นจำนวนมากซึ่งตอนนี้มีผู้คนตายไปเป็นแสนคนแล้ว จนไม่รู้ว่าตอนนี้กองกำลังของพวกมันแข็งแกร่งมากขึ้นแค่ใหน” ผู้อาวุโสนิกายพฤกษาครามกล่าว“แล้วทางสำนักพฤกษาครามว่าอย่างไรบ้างผู้อาวุโส” เย่เทียนกล่าว“ทางนิกายกำลังส่งกองกำลังมาช่วยพวกเราแต่ว่าจำเป็นต้องใช้เวลาหน่อย เพราะเหมือนว่าทางนิกายต้องการให้ศิษย์ของนิกายออกมาหาประสบการณ์หนะ” ผู้อาวุโสกล่าวด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ“แบบนี้เองสินะ ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อนสนใจการตายของผู้คนที่นี่สักเท่าไหร่” ราชาว่านกล่าวด้วยสีหน้ามืดมน“จริง ๆนี่ไม่ใช่คำสั่งของเจ้าสำนักหรอกแต่เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุดของสำนัก ข้าพูดอะไรไม่ได้มาก แต่ผู้อาวุโสคนนี้ไม่เห็นผู้คนที่อยู่ในทวีปขนาดเล็กอยู่ในสายตา” ผู้อาวุโสกล่าว“แบบนี้นี่เองแสดงว่าที่จดหมายของข้าส่งไปแล้วถูกตอบกลับแบบนั้นก็ฝีมือของผู้อาวุโสคนนั้น” เย่เทียนกล่าวเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง