เมื่อการทดสอบจบลง ทุกคนต่างแยกย้ายกลับที่พัก พวกที่ไม่ต้องทดสอบก็ไปรวมกันที่หออาหาร ต่างพูดคุยเื่ที่ทดสอบและสิ่งที่พบเห็นมา แม้ผู้คนเ่าั้ จะมองไม่เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะมีหมอกหนาทึบปกคลุมกั้นอยู่ แต่ต่างก็ได้รับเื่ราวที่เล่าสู่กันฟังอย่างรวดเร็วจากผู้เข้าทดสอบมากมาย ท้งเื่จริงและเื่ที่ต่อเติมเสริมแต่งมากมาย
ลี้เฟยเร่งกลับไปยังถ้ำของตน เพื่อเร่งไปตรวจสอบสิ่งต่าง ๆ ในร่างของตนเอง ลี้เฟยมองเข้าไปในร่างที่จุดจักระกิเลนก่อน พบว่า พลังงานในก้อนหินสีดำยังเต็มแน่นไม่มีการเปลี่ยนแปลง หากแต่ในอีกส่วนที่เป็ก้อนสีดำอีกก้อนตอนนี้เปลี่ยนเป็ก้อนหินสีทองแทน พบว่ามีคัมภีร์ลี้เฟยส่งจิตเข้าไปดูพบว่าเป็คัมภีร์ยุทธ์และคัมภีร์การสร้างศาสตราวุธซึ่งเป็ศาสตราวุธที่ลี้เฟยไม่เคยพบเห็นมาก่อนในดินแดนนี้ จากนั้น ลี้เฟยจึงพบว่า ต้นกล้าที่งอกออกมานั้น ขณะนี้มีรากชอนไชเต็มไปหมด พร้อมกับต้นที่เติบโตขึ้นมากกว่าตอนบ่ายที่ผ่านมาก อีกทั้งลำต้นเริ่มขยายใหญ่ มีใบปกคลุม พร้อมทั้งเถาวัลย์ที่มีมากมายเปรียบประดุจมือมากมายทั้งใหญ่และยาวเต็มไปหมด
ลี้เฟยใช้จิตมายาเข้าไปตรวจสอบที่ต้นกล้าที่เติบโตขึ้น แต่ยังไม่พบอะไร จึงสลับไปอ่านคัมภีร์ที่มี ด้วยจิตมายา ทำให้การเรียนรู้และรับรู้ข้อมูลเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตา ข้อมูลมหาศาลถูกส่งต่อมาจากก้อนหินสีทอง ทั้งเื่ราวต่าง ๆ ที่จักรพรรดิกิเลนทองและจักรพรรดิกิเลนในอดีตต่างถ่ายทอดเก็บไว้ ข้อมูลในคัมภีร์ถูกส่งต่อเนื่องเข้ามาไม่หยุด ทั้งคัมภีร์ยุทธ์ของกิเลน และวิถีแห่งการศัสตราวุธมากมาย ลี้เฟยใช้จิตมายาในการเรียนรู้และรับรู้อย่างต่อเนื่อง จนใกล้สว่างจึงเสร็จสิ้น
ด้วยความอ่อนเพลีย ลี้เฟยจึงใช้เจตจำนงการเคลื่อนที่ดึงพลังธาตุธรรมชาติเข้ามาหล่อเลี้ยงพลังในร่าง และหลับไปในที่สุด
เช้าวันต่อมา ลี้เฟยตื่นขึ้นมาพร้อมทั้งเดินทางไปยังนามทดสอบที่สองที่บริเวณหุบเขาอสูรส่วนในด้านตะวันออกของสำนัก ที่ถือเป็เขตต้องห้ามของสำนัก เมื่อมาถึงปรากฏว่ามีผู้ผ่านการทดสอบมารออยู่เกือบจะครบแล้ว รวมถึงหลงชิงเอ๋อด้วยเช่นกัน
ลี้เฟยเดินขึ้นไปด้านหน้าเพื่อรอฟังาุโที่จะมากล่าว ในขณะที่รออยู่นั้นเอง หลงชิงเอ๋อก็เดินเข้ามาหาพร้อมทั้งทุบไปที่แขนของลี้เฟย
"เ้าเห็นข้า แต่เ้าไม่มาหาข้าเลย ปล่อยให้ศิษย์พี่อย่างข้าต้องเดินมาหาเ้า ไร้มารยาทจริง ๆ นะเ้าเนี่ย" หลงชิงเอ๋อทำหน้าหงิกงอไม่พอใจบ่น ๆ ออกไป
"ข้าไม่อยากรบกวนศิษย์พี่เท่านั้น ศิษย์พี่" ลี้เฟยกล่าวกับหลงชิงเอ๋อที่ยืนหน้างอใส่ลี้เฟยอยู่ไม่หาย
"เ้านี่มันทำบุญมาด้วยอะไรนะ ผู้หญิงมาพูดแบบนี้แล้ว เ้ายังเฉยเมย ไร้มารยาทสิ้นดี" เว่ยหัวเดินเข้ามาด้านหน้ามุ่งมาทางลี้เฟยและหลงชิงเอ๋อ
ลี้เฟยหาได้สนใจเสียงพูดเชิงตำหนิของจ้าวเฟยแต่อย่างใด กลับหันหน้าไปด้านหน้าเพื่อรอผู้าุโมา
"ศิษย์น้องชิงเอ๋อ ข้าได้ข่าวว่า ด้านในจะเป็เขตหวงห้าม เป็วิหารา สืบทอดมานานก่อนจะสร้างสำนักเราแล้ว เ้าไปพร้อมกับข้า ข้าจะปกป้องเ้าเอง" เว่ยหัวหันไปกล่าวกับหลงชิงเอ๋อและเชิญชวน
"ไม่เป็ไรศิษย์พี่ ข้าดูแลตัวเองได้ ขอบคุณศิษย์พี่" หลงชิงเอ๋อกล่าวถนอมน้ำใจเว่ยหัวกลับไปเพราะไม่อยากมีปัญหา แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายคิดอะไรกับตนมาตลอด
"ตามใจเ้า หากมีอะไร ข้าพร้อมดูแลเ้า" เว่ยหัวกล่าวพร้อมเดินไปด้านหน้าพร้อมศิษย์สายในอีกกลุ่ม
ผู้คนรอบข้างต่างซุบซิบถึงเหตุการณ์ชายสองหญิงหนึ่ง คนหนึ่งก็ตามตื้อไม่ติด อีกคนหนึ่งก็ดูจะไม่แยแส ทั้งที่เป็เด็กใหม่เข้ามา สายตาที่มองมาที่ลี้เฟยต่างแสดงความไม่พอใจและอิจฉาในสิ่งที่ชิงเอ๋อปฏิบัติด้วยหลายต่อหลายครั้ง ลี้เฟยรับรู้ในเหตุการณ์เ่าั้ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร สิ่งที่ลี้เฟยทำคือ เข้าฌาณเพื่อฝึกความมั่นคงทางจิตพร้อมกับดึงปราณธาตุรอบตัวเข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มพลังให้กับร่างกายและจุดทั้งสามในร่างกายตนเอง
ผ่านไปสักครึ่งก้านธูป จ้าวสำนักหว่อเสินเจียง รองจ้าวสำนักาุโตงเจ๋อ าุโสูงสุดฟงห้าวหนานและาุโอีกหลายคนเดินเข้ามาด้านหน้าที่มีผู้คนมากมาย จากนั้น จ้าวสำนักหว่อเสินเจียงจึงกล่าวต่อไปว่า
"ในรอบปีนี้ ทางสำนักตัดสินใจใช้พื้นที่บริเวณหุบเขาอสูรส่วนในด้านตะวันออกของสำนัก ซึ่งปกติเป็เขตต้องห้ามให้เป็สนามทดสอบ ด้านในพวกเ้าส่วนใหญ่จะยังไม่เคยรู้ว่ามีอะไร ข้าจะบอกพวกเ้าว่า เขตแดนด้านใน มีประวัติบันทึกด้วยศิลาอัคคีมายาวนานหลายแสนปีแล้ว ด้านในมีกลไกและสิ่งต่าง ๆ อยู่มากมายที่ไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีอะไรบ้าง ทว่าในบันทึกศิลาเขียนไว้ว่า ที่นี่เคยใช้ทดสอบผู้กล้าแห่งยุคเมื่อหลายแสนปีมาแล้ว ด้านในจะมีกลไกที่ใช้เป็บททดสอบมากมาย จากนั้นจะเข้าสู่ส่วนในที่เป็ที่ตั้งของวิหาราในยุคนั้น เหล่าอดีตจ้าวสำนักและผู้าุโหลายต่อหลายรุ่นเคยเข้าไปมาแล้ว แต่ไม่พบอะไร พบเพียงกลไกทดสอบที่เอาชีวิตเ้าได้ทีเดียว"
"ในการเปิดป่าอสูร์ในรอบสิบปีนี้ ผู้คนมีฝีมือจากหลายสำนักหลายร้อยคนต่างมุ่งเข้าฝึกฝนและแสวงหาโชคลาภที่มีอยู่ในป่าอสูร์ ดังนั้น พวกเ้าจำเป็ต้องแกร่ง เ้าจึงจะอยู่รอด กำลังในตัวเ้าเป็ฐาน แต่สติปัญญาและไหวพริบเองก็เป็หลักสำคัญที่เ้าจะต้องใช้เพื่อให้ได้มาเพื่อวาสนาเ่าั้และเอาชีวิตให้รอดกลับมา"
"หากพวกเ้าไม่พร้อม เ้าสามารถถอนตัวออกไปได้ตอนนี้ เพราะในสนามนี้ ถ้าพลาดเ้าอาจไม่ได้กลับมาอีกต่อไป"
จ้าวสำนักหว่อเสินเจียงกล่าวอธิบาย จากนั้นาุโสูงสุดฟงห้าวหนานก้าวเข้ามาอธิบายต่อ
คนที่ไม่ได้เข้าทดสอบ จะติดตามการเคลื่อนไหวผ่านป้ายอัคนีด้านหน้านี้ แต่พวกเราไม่สามารถเข้าไปด้วยได้ เพราะมันอันตรายเกินไป ผู้ทดสอบจะได้รับอัคนีหยกทุกคน พลังในหยกจะส่งมาที่ป้ายอัคนีด้านหน้าเองว่าใครอยู่ ใครรอด ใคราเ็ หรือใครตาย
บททดสอบแรกเมื่อพวกเ้าก้าวเข้าไปคือ การฝ่าพลังธรรมชาติ ดิน น้ำ ลม ไฟ พวกเ้าต้องฟันผ่าเข้าไปให้ได้ ระยะทางจากจุดนี้เข้าไป จะประมาณห้าลี้เท่านั้น เริ่มได้ จ้าวสำนักหว่อเสินเจียงปิดยันต์อักขระเพื่อเปิดพื้นที่เข้าไปในแดนวิหารา จากนั้นผู้ทดสอบที่พกหินอัคนีหยกจึงถูกดึงเข้าไปด้านในทันที
........
ที่ด้านใน .... ผู้คนที่ผ่านการทดสอบทั้งศิษย์สายนอกและสายในเข้ามาในพื้นที่ต่างกระจายตัวออกไปตามตำแหน่งที่อัคนีหยกสุ่มตำแหน่งมาลง
ด้านในมีหมอกหนากระจาย ทั้งไอเย็น ไอร้อนสลับกันตามพื้นที่ บางส่วนมองเห็นไปไฟเผาขึ้นมา แผ่นดินที่ยืนอยู่สั่นไหวไปมายากต่อการยืน แต่บนฟ้าก็มีสายฟ้าฟาดลงมาอีก แทบทุกพื้นที่เป็ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นมุ่งทำลายล้างแทบทุกตารางพื้นที่ทีเดียว
มีมากมายหลายคนถูกสุ่มเข้ามายืนบนยอดไม้สูง ไม่ทันตั้งตัวก็หล่นลงมาแต่เพราะมีทักษะวรยุทธ์พอสมควร จึงปรับท่าร่างลงมาสู่พื้นดินได้ปลอดภัย แต่หลายคนก็ทุลักทุเล เพราะไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน
ในส่วนของหลงชิงเอ๋อ ก็ถูกสุ่มเข้ามาในเขตใกล้แม่น้ำที่เต็มไปด้วยละอองน้ำมากมาย ทันใดนั้นก็เกิดลมพายุแรงพัดผ่าน ท้องฟ้าร้องครืนไปทั่ว สายฟ้าฟาดฟันลงมาในบริเวณด้านหน้าของวิหารามากมาย ศิษย์ทั้งหลายต่างหาที่หลบ หรือยึดตนเองไม่ให้ถูกพัดไปกับพายุ ทว่า แรงพายุที่เกิดขึ้น เป็พายุที่รุนแรงมากกว่าที่เห็น แม้กระทั่งสายฟ้าก็ฟาดลงมาสู่น้ำแตกกระจาย ฟากลงมาสู่ต้นไม่ใหญ่ ต้นไม้ไหมเกรียมในพริบตา เหตุการณ์เหล่านี้เกิดสลับไปสลับมา
เมื่อวิ่งหนี เจอแผ่นดินไหว หรือถล่มลงมา เมื่อใดคิดจะเหาะโดยใช้ศาสตราของตนเอง ก็โดนสายฟ้าฟาดลงมาอย่างรุนแรง หลายคนเริ่มทนไม่ไหว พลังกายเริ่มทดถอย กำลังใจลดลง โดนพลังธรรมชาติกระแทกหมดสติไปนับสิบคน เมื่อหมดสติพลังงานลดลง ศิษย์เ่าั้ก็ถูกดึงกลับออกไปด้านนอกโดยอัคนีหยกที่อยู่กับตัวทันที
ในส่วนของลี้เฟยเมื่อเข้ามากลับตกไปอยู่กลางแม่น้ำบนหินขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กมากนัก ทว่ามีตะไคร่เต็มไปหมด มองออกไปไม่เห็นอะไร เมื่อมองออกไปไกล ๆ เห็นเพียงแสงรำไรของไฟอัคคีและฟ้าร้องฟ้าผ่าตลอดเวลา ลมกลางแม่น้ำแรงมาก ทันใดนั้นกระแสลมก็หมุนพัดน้ำเป็เกลียวพุ่งขึ้นไปแล้วพุ่งออกไปลูกแล้วลูกเล่า ลี้เฟยตัดสินใจใช้จิตมายาในการมองออกไปจึงเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว และพบว่า พลังงานเหล่านี้เป็พลังงานธรรมชาติที่มีอยู่มานานแล้ว แต่ถูกกระตุ้นโดยกลไกโบราณบางอย่างเมื่อมีผู้บุกรุก ทำให้พลังเหล่านี้รุนแรงและฟาดฟันทำลายให้หมดไป
"ที่แท้เป็ค่ายกลานี่เอง ... ใครกันหนอที่สามารถนำพลังธรรมชาติที่มีอยู่มาสะสมและสร้างเป็ค่ายกลได้" ลี้เฟยครุ่นคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
ทันใดนั้นเอง ลี้เฟยก็ััถึงสิ่งผิดปกติในร่าง ต้นกล้าที่จุดจักระกิเลนเกิดอาการสั่นไหวอย่างรุนแรง พลังจากต้นกล้าพุ่งออกนอกตัวลี้เฟยและกลายเป็รากมากมายยึดลี้เฟยกับก้อนหินกลางแม่น้ำ ลี้เฟยไม่สามารถขยับไปไหนมาไหนได้เลย ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ตามมาคือ พลังธรรมชาติมากมายถูกต้นกล้าต้นนี้ดูดซึมเข้ามา พลังลมที่หมุนเป็เกลียวถูกต้นกล้าดูดดึงเข้าใส่ร่างของลี้เฟย หมอกหนาถูกดูดดึง ไฟอัคคีที่อยู่ไกล ๆ ต่างพุ่งเป็แสงเข้าหาลี้เฟยเป็สาย ลี้เฟยทนแรงกระแแทกเข้ามารู้สึกอึดอัดหายใจแทบจะไม่ทัน
ลี้เฟยกำหนดเข้าฌาณพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นพบว่าพลังเหล่านี้ถูกแปรเป็สายพลังงานเข้าสู่ร่างกายเพื่อดูดซึม ต้นกล้าที่ยึดติดร่างกายลี้เฟยกับก้อนหินไว้เริ่มหดหายกลับเข้าสู่ร่างกายพร้อมพลังงานที่พุ่งเข้าไปที่จักระทั้งสามอย่างต่อเนื่อง ต้นกล้าในยามนี้ไม่อาจเรียกว่าต้นกล้าได้แล้ว เพราะลำต้นสูงใหญ่อย่างรวดเร็วแผ่กิ่งก้านสาขามากมาย รากใหญ่ลึกลงไปในหินสีทองแข็งแรงยิ่งนัก
พลังงานธรรมชาติที่เป็พลังงานธาตุที่บริสุทธิ์ มีสิ่งมีชีวิตไม่มากนักที่สามารถรับพลังเหล่านี้ได้โดยตรง โดยทั่วไปจะผ่านการกินอาหาร การดูดซับหินิญญา หรือการซึมซับพลังงานแสงตะวัน แต่การดึงพลังงานธาตุดิน น้ำ ลม ไฟเข้ามาโดยตรงแบบนี้ ถือว่ามีน้อยมาก
ลี้เฟยนั่งซึมซับพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นมีเสียงดังขึ้นมา "เ้าทึ่ม ข้าอยู่ที่ไหน ..." เสียงเรียกแ่เบาแต่เริ่มมีกำลังมากขึ้น ะโออกมา ลี้เฟยหันไปดูตามเสียงก็ไม่พบ เสียงนั้นดังสักพักก็เงียบไปอีก
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม ปรากฏการณ์ต่าง ๆ เริ่มหายไป จางไปในบริเวณที่ลี้เฟยอยู่ ลี้เฟยพุ่งทะยานออกไปด้านใน เพื่อมุ่งเข้าไปที่วิหารา
"ด้านหน้ามีธาตุไฟจากฟ้า ฟาดฟันรุนแรงมาก ข้าจะผ่านไปได้อย่างไร" ลี้เฟยมองไปในระยะใกล้ขึ้น เห็นสภาพพื้นที่โดยรอบไหม้เกรียม ศิษย์สายในและสายนอกาเ็มากมายนอนเกลื่อนพยายามลุกขึ้นมา บางคนหายไปทันทีที่โดนฟาดลงมาที่ตัว แสดงว่าหยกบอกพลังในตัวลดลงและส่งกลับออกไปทันที" ลี้เฟยมองออกไปด้วยความตกตะลึงในความรุนแรง ทว่าพยายามมองหาหยานเอ๋อ และคนที่รู้จัก ก็ไม่เห็น เลยไม่แน่ใจว่าเข้าไปได้หรือยัง
แม้นสนามทดสอบนี้จะไม่ได้กำหนดเวลาที่แน่ชัด แต่ก็ไม่ควรใช้เวลานานเกินไป เพราะต้องเข้าไปด้านในวิหาราอีก ขณะที่ลี้เฟยกำลังพยามยามเข้าไป สาฟ้าก็ฟาดลงมา แต่จิตัับอกลี้เฟยตลอดเวลา ทำให้หลบได้หลายครั้ง ในที่สุด สายฟ้าใหญ่พร้อมเสียงกระหึ่มก็ฟาดลงมาที่ลี้เฟย ลี้เฟยหลบไม่ทันทว่าใช้แขนที่มีเกล็ดัตั้งรับ ทำให้ตัวเองกระเด็นไปอีกจุดหนึ่ง กระอักเืออกมา ลี้เฟยพยายามรวบรวมสติ และเดินต่อ โดยไม่สนใจสายฟ้า ที่ฟาดลงมาใส่ ลี้เฟยเปิดเกล็ดัรอบตัว ต่อต้านแรงกระแทกช่วยลดทอนความแรงได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็ทำให้กระอักเืออกมาหลายครั้ง
ขณะที่ผ่านไปเกือบครึ่งทางของสนามที่เต็มไปด้วยพายุฝนฟ้าคะนองและสายฟ้าฟาด ลี้เฟยคิดจะใช้เจตจำนงของการเคลื่อนไหวอีกครั้งในการดึงพลังธาตุเข้ามา ลี้เฟยคิดจะทำั้แ่ครั้งแรกแล้วแต่กลัวว่า กระแสธาตุฟ้าจะแรงเกินต้านรับของร่างกายจึงไม่เสี่ยงที่จะทำหากแต่ใช้เจตจำนงในการผลักธาตุพลังรุนแรงออกไปเท่าที่กำลังจะทำได้ แต่ดูจากสถานการณ์ขณะนี้เเล้ว จึงตั้งใจจะเสี่ยงดู เพราะถือเป็โอกาสที่ดีที่จะฝึกฝนและฝ่าฟัน
ขณะที่กำลังตั้งจิตใช้เจตจำนงของการเคลื่อนที่เพื่อดึงธาตุฟ้า หรืออัคคีฟ้าเข้ามา จุดจักระัและจุดจักระกิเลนในตัวลี้เฟยต่างสั่นะเืและเคลื่อนไหวในตัวเองอย่างรุนแรงพร้อมดึงดูดธาตุอัคคีฟ้าที่ฟาดฟัน เข้าสู่ร่างกายลี้เฟย ในเวลาใกล้ ๆ กัน ลี้เฟยได้รับความเ็ปจากการกระแทกของพลังที่รุนแรง และยังแสบร้อนตามตัวไปทั่ว ประดุจถูกไฟเผา ร่างกายเริ่มแดงฉานและไหม้อย่างเห็นได้ชัด แม้นว่าสิ่งหนึ่งที่ทำได้คือ เข้าฌาณแยกจิตเพื่อแยกความเ็ปทางกายออกจากกัน แต่ในครั้งนี้ ลี้เฟย้าเรียนรู้ความทรหดและความแกร่งของร่างกาย ลี้เฟยจึงอดทนต่อการเ็ปแสนสาหัส
ในขณะที่ธาตุอัคคีฟ้าพุ่งทะลวงเข้าสู่จุดทั้งสามในร่าง จุดสองจุดที่พลังวิ่งเข้าหามากที่สุด คือ จักระั และ จักระกิเลน ต่างมีพลังหมุนวิ่งเข้าไปอย่างเร็วมากไม่หยุด เวลาผ่านไป พื้นที่ใกล้ ๆ ลี้เฟยด้านหน้าเริ่มสดใส ไม่มีสายฟ้า สายฝน สายลมพายุ ท้องฟ้าสว่าง แสดงตะวันส่องสว่างอีกครั้ง ท่ามกลางการตกตะลึงของศิษย์ที่อยู่บริเวณใกล้เคียง ต่างหันมามองลี้เฟยที่ตัวดำไหม้เกรียม พร้อมเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่โดนฟ้าผ่าตัวดำ แต่หาได้รู้ไม่ว่าจริง ๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น
หลงชิงเอ๋อองก็าเ็มิใช่น้อยจากการหลบสายฟ้า และธาตุอากาศอันรุนแรง แต่นางฉลาดที่จะใช้เจตจำนงของการเคลื่อนย้ายเพื่อผลักดันธาตุอากาศที่รุนแรงมากออกไป แต่ซึมซับธาตุอื่น ๆ เข้าสู่ร่างกาย แต่เนื่องจากพลังธาตุมามากมายและรุนแรง และพลังเจตจำนงยังอยู่ในระดับเริ่มต้น ทำให้หลายครั้งนางโดนธาตุพลังกระแทกใส่จนกระอักเื หรือโดนสายฟ้าฟาดใส่ ยังดีที่เจตจำนงช่วยนางได้มาก
หลังจากที่นางเห็นความเปลี่ยนแปลงและมองไปโดยรอบก็พบเห็นลี้เฟยอยู่อีกฝั่ง จึงรวบรวมพลังเข้าไปหาลี้เฟย
"เ้าาเ็ขนาดนี้เชียวหรือ ทำไมเ้าไม่หลบสายฟ้า มันรุนแรงเกินไปที่จะรับธาตุพลังโดยตรงทั้งหมด" หลงชิงเอ๋อถามลี้เฟยด้วยความเป็ห่วง
"ข้าไม่เป็ไรมากศิษย์พี่ ข้า้าฝึกความอดทน ความแกร่งของข้าต้องมากกว่านี้" ลี้เฟยกล่าวความจริงออกไป ทว่าความจริงอีกส่วนหนึ่งในเื่การดูดซับธาตุของจุดจักระั และจักระกิเลนนั้น ลี้เฟยไม่ได้กล่าวอะไรออกไป
ลี้เฟยหลับตาและไม่พูดอะไรต่อ หากแต่ครานี้ลุกขึ้นนั่งพร้อมเข้าฌาณพร้อมทั้งใช้เจตจำนงของการเคลื่อนที่ดึงปราณธาตุน้ำลมและตะวัน พลังปราณธาตุต่าง ๆ พุ่งเข้ามาที่ลี้เฟยรอบทิศทาง ลี้เฟยใช้ปราณธาตุทั้งหมดในการสร้างเนื้อและิั พร้อมดึงพลังจากจุดจักระกิเลนออกมาใช้สร้างเป็เกล็ดกิเลนอีกชั้นนอกจากชั้นเกล็ดั คราบิัที่ไม่เกรียม ร่อนหลุดออก ร่างกายลี้เฟยสั่นไหวไม่หยุด พร้อมิัและกล้ามเนื้อที่ถูกสร้างจากคัมภีร์ฟื้นฟูร่างกายที่ได้รับการเรียนรู้จากจุดจักระกิเลน ทำให้ตอนนี้ผิวของลี้เฟยมีเกร็ดสีดำและสีทองแทรกอยู่ระหว่างกันละเอียดยิบ
หลงชิงเอ๋อที่อยู่ใกล้เห็นการเปลี่ยนแปลงก็อดแปลกใจไม่ได้ แต่เข้าใจว่า ลี้เฟยเองน่าจะใช้เจตจำนงในการรักษา จึงไม่ได้กล่าวอะไรต่อ หากแต่นั่งอยู่เป็เพื่อนลี้เฟยจนลี้เฟยออกจากฌาณ
"ศิษย์พี่ขอบคุณที่อยู่เป็เพื่อนข้า ท่านคิดถึงข้าใช่ไหมละ ไม่ยอมไปไหน คนหน้าตาดีอย่างข้าใครก็ชอบ" ลี้เฟยแหย่ไปยังหลงชิงเอ๋อเมื่อลืมตาเเละเห็นนางนั่งมองลี้เฟยอยู่
"เอาอีกละ ใครหน้าตาดี ใครอยากชอบเ้าก็ชอบไป ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ข้าเป็ศิษย์พี่เ้า ข้าก็แค่ดูแลเ้าก็เท่านั้น เ้านี่มันหลงตัวเองจริง ๆ ลี้เฟย" หลงชิงเอ๋อพูดออกไปแต่ไม่ได้มองหน้าลี้เฟย เพราะรู้สึกได้ว่า ตัวเองหน้าแดงเขินอายนิด ๆ
พวกเราเข้าไปวิหารกันดีกว่า มีศิษย์ที่เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่งของที่เข้ามา ส่วนใหญ่เป็ศิษย์สายในซะมากกว่า หลงชิงเอ๋อมองไปโดยรอบและกล่าวชวนลี้เฟยเดินไปที่วิหาร จากนั้นทั้งสองจึงเดินตามกันเข้าไปที่หน้าวิหาร
จากที่ผู้าุโกล่าวตอนเช้า พวกเราต้องขึ้นไปบนยอดวิหารให้ได้ คนที่ขึ้นไปได้หรืออยู่สิบคนสุดท้าย คือคนที่่ผ่านการทดสอบ แน่นอนว่า การเข้าสู่วิหารา ต้องผ่านการขึ้นบันได้สูงลิบกว่าจะถึงตัววิหาราชั้นบน ไม่รู้ว่าจะต้องเจออะไรอีก ศิษย์สายในคนหนึ่งพูดออกกับกลุ่มของตนเอง