เช้าวันต่อมา
หลังจากที่ได้นอนจนเติมอิ่ม ทั้งยังมีโอกาสเรียบเรียงความทรงจำทั้งสองชาติเข้าด้วยกัน ทำให้เขาพอเข้าใจเื่ราวมากขึ้นกว่าเมื่อวาน
มีหลายเื่ที่หลิวเฟยเข้าใจผิด ผิดชนิดที่อยากนำหัวไปโขกกำแพงบ้าน
เื่แรกคือเขาไม่ได้มาสิงร่างคนอื่น
แต่เพราะว่าร่างนี้คือตัวตนของหลิวเฟยจริง ๆ
เื่ที่สองที่นี่คล้ายโลกนิยายที่เคยอ่านมาจริง ๆ แต่ความคิดของตัวละครหรือผู้คนที่นี่จะมีความคิดเป็ของตัวเองจริง ๆ ไม่ใช่คนที่จะทำตามบทบาทในนิยายแน่นอน
และที่ทำให้ความทรงจำชาติก่อนผุดขึ้นมา จนคิดว่ามาเข้าร่างคนอื่น เป็เพราะ่เช้าเขาเริ่มมีไข้อ่อน ๆ และไม่ได้เจ็บป่วยมานานแล้ว
ทำให้สมองส่วนของความคิดเข้าใจว่าความทรงจำส่วนนั้น มันความทรงจำของคนอื่น
เมื่อวานทั้งวันทำงานและขับรถไปกลับจนมาถึงที่นี่ได้ ถือว่าตัวเองฝืนมากเกินไปจริง ๆ จนถูกพี่สาวลากไปหาหมอถึงได้อาการดีขึ้น
หลังจากไปหาหมอถูกตรวจสารพัดกว่าที่จะได้กลับบ้านเมื่อวาน เขาถึงได้รู้ว่าสาเหตุหลัก ๆ มาจากฮอร์โมนในร่างกายที่เกิดความผิดปรกติมานานและหลายปีมานี่เขามัวแต่ทำงาน จนร่างกายงอแงทำให้มีอาการป่วยขึ้นมา
แต่เื่ไม่สบายร่างกายของเขาที่แข็งแรงมาตลอด จึงปรับสภาพได้อย่างรวดเร็ว เพียงแค่ผ่านไปหนึ่งคืนอาการเ่าั้มักจะหายและกลับมาเป็ปกติ
ชั้นล่างบ้านปูนสองชั้น
้านั่งคิดจนผมฟู ส่วนคนที่ตื่นมาั้แ่ฟ้ายังไม่ทันสว่างอย่างหลิวหลิน กลับกำลังเดินเข้าเดินออกห้องครัวอยู่เพียงลำพัง
ภายในห้องครัวขนาดเล็กมีการจัดการตกแต่งอย่างครบครัน สิ่งที่ควรมีก็มี เป็ห้องครัวที่ดูเรียบง่ายและดูสะอาดตา
ตอนนี้สถานที่แห่งนี้ถูกร่างของหญิงสาวคนเดียวในบ้าน เธอกำลังยุ่งวุ่นวายกับการจัดเตรียมอาหารใส่ปิ่นโต ไม่ว่าจะของคาวหรือของหวาน แม้แต่ถุงผลไม้ที่แวะซื้อเมื่อคืนวาน ยังถูกเธอล้างทำความสะอาดก่อนนำกลับไปใส่ถุงที่เตรียมไว้อีกครั้ง
กว่าทุกอย่างจะเสร็จเรียบร้อยท้องฟ้า้าก็สว่างจ้า ของบนโต๊ะถึงได้พร้อมนำไปทำบุญที่วัดเพื่ออุทิศให้กับป๊าหม๊าที่จากไป รอเพียงน้องชายทั้งสองตื่นและลงมาก็พร้อมออกเดินทางในทันที
หลิวเฟยตื่นมาได้สักพักแล้ว ใบหูได้ยินเสียงพี่สาวที่อยู่ชั้นล่างของบ้าน จึงรีบหอบร่างกายเข้าไปอาบน้ำที่อยู่ในห้องนอน
ทันทีที่เท้าเดินลงบันไดมาจากชั้นสองของบ้าน หลิวเฟยจึงได้ยินเสียงกระทะกับตะหลิวดังออกมาจากห้องครัวชัดเจนขึ้น บางครั้งยังได้ยินเสียงร้องเพลงดังออกมาเป็ระยะ
เขาอดลดเสียงฝีเท้าลงจนเบาไม่ได้ ก่อนเดินอมยิ้มเข้าไปหาพี่สาวคนสวยของเขาที่ตั้งใจทำอาหารใส่ปิ่นโต แต่กลับไม่คิดปลุกคนอื่นให้ตื่นมาช่วยั้แ่เช้ามืด
ในตอนที่หลิวเฟยกำลังจะเดินผ่านประตูห้องครัวเข้าไป พี่สาวผู้ที่ยืนหันหลังใส่ประตูมาตลอดหันกลับมา จนเขาคิดว่าเธอมีตาหลัง รีบเอ่ยซักถามถึงอาการป่วยของเขา
"อาการดีขึ้นแล้วเหรอ? ทำไมลงมาเร็วแบบนี้ น่าจะนอนต่ออีกหน่อย"
หญิงสาวรีบวางของในมือลง รีบสำรวจใบหน้าของน้องชายอย่างเร่งรีบจากนั้นจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
กลับเป็คนที่แอบย่องเข้ามาอย่างเขารู้สึกผิดที่ตื่นสาย หลิวเฟยรีบทักส่งพร้อมรอยยิ้มสดใสส่งไปให้หญิงสาว "อรุณสวัสดิ์ครับ ดูซิผมหายแล้ว ว่าแต่พี่มีอะไรที่ผมช่วยได้ไหม?" เดินเข้าไปหาอย่างเนียน ๆ สายตามองของบนโต๊ะก่อนจะมองพี่สาวที่ยืนยิ้มมองมา
"พี่จัดปิ่นโตเสร็จแล้ว พี่คิดว่าเราไปถึงน่าจะถึงเวลาอาหารเพลพอดีก็เลยจัดปิ่นโตเอาไว้หลายอย่าง ในนี้ส่วนมากจะเป็ของที่ป๊ากับหม๊าชอบ เฟยคิดว่าดีไหม?"
“ครับ เหลืออะไรให้ผมช่วยอีกไหม?”
"พี่ทำเสร็จหมดแล้วนะสิ แล้วหยางตื่นหรือยัง งั้นเฟยขึ้นไปปลุกน้องทีนะ" สองมือเรียวที่เปียกชื้นจากการล้างเครื่องครัวเช็ดลงบนผ้าเช็ดมืออย่างลวก ๆ
“...” หลิวเฟนเดินไปแย่งมาจากมือของพี่สาว ก่อนจะบรรจงเช็ดฝ่ามือให้พี่สาวทีละข้างอย่างตั้งใจ
"ตื่นแล้วครับผม พี่มีอะไรให้น้องชายคนนี้ช่วยไหมครับ?"
เสียงร่าเริงของอัลฟ่าร่างตัวโตในวัยมัธยมที่มีออร่าสดชื่นเต็มเปี่ยม เ้าตัวเดินส่งเสียงมาก่อนที่จะเห็นตัวคน
เพียงครู่เดียวใบหน้าสดใสนั้นก็โผล่ขึ้นมาที่หน้าประตูห้องครัว ทำให้ทั้งสองคนที่ยืนเช็ดมือและคุยกันอยู่หันไปมองด้วยใบหน้ายิ้ม ๆ
"พอดีเลย ถ้าอย่างนั้นพวกนายสองคนนำของบนโต๊ะนี้ขึ้นรถไปรอเลยนะ เดี๋ยวพี่เก็บของแล้วจะตามไป" หญิงสาวจัดแจงบอกแก่น้องชายทั้งสองให้ช่วยกัน เริ่มนำของไปขึ้นบนรถ ก่อนที่จะสายไปมากกว่านี้
"ครับผม ไปกันเถอะพี่เฟย" เดินไปหยิบถุงต่าง ๆ รวมถึงตะกร้าหวายที่ใส่ของไปด้วย
"อืม"
เมื่อหลิวเฟยเห็นว่าพี่สาวกำลังถือกระเป๋าเดินมา จึงรีบเอ่ยขึ้นอาสาขับรถให้แทน เพราะเธอคงเหนื่อยจากการเตรียมของั้แ่เช้ามืดคนเดียว
"เดี๋ยวผมขับรถให้พี่เอง"
“ขอบใจนะ นี่กุญแจ”
บนถนนในระหว่างที่นั่งรถตรงไปที่วัด
ทั้งสามคนพี่น้องนั่งรถออกไปจากบ้านมาได้ครึ่งทางแล้ว เมื่อคนทั้งสามมีเวลาที่ต้องอยู่ด้วยกันพร้อมหน้า บางครั้งจึงมักมีหลายเื่ที่ให้คุยกันแต่ไม่มีเื่ไหนที่ทำให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน ทำให้ตอนนี้ในระหว่างที่นั่งรถไปบนท้องถนนจึงไม่ได้มีแต่ความเงียบ หากแต่มีเสียงหัวเราะดังออกมาอย่างครึกครื้น
"ว่าแต่ไม่ได้กลับบ้านมาสามเดือนแบบนี้ งานที่บริษัทยุ่งมากเลยเหรอ?"
"ครับ คนที่บริษัทยุ่งจนเส้นผมทำรังนกได้เลยล่ะ"
"พี่เฟย พี่ต้องพักผ่อนบ้างน่ะ เมื่อวานตอนที่พี่นั่งอยู่ที่โซฟาผมใแทบแย่ ใบหน้าของพี่ตอนนั้นซีดเซียวมาก"
"อืม เข้าใจแล้ว ขอบคุณที่เป็ห่วงนะ"
"ดีแล้ว ถ้ามีเื่อะไรไม่สบายใจก็โทรมาหาพี่ได้ตลอดเลยน่ะ พี่มีน้องชายแค่สองคน เข้าใจไหม?"
“ครับ”
"แล้วถ้าพี่ติดคนไข้ล่ะ พี่เฟยจะทำยังไง?"
"เอ๋…งั้นก็พิมพ์แชตส่งมาซิ"
"ครับ ครับ"
"ฮ่า ๆๆ พี่หลินตลกมาก"
สิบนาทีต่อมาหลิวเฟยก็ขับรถเข้ามาที่ประตูหน้าวัด
หลังจากได้ที่จอดรถทั้งสามจึงช่วยกันถือของที่นำมาไปถวายพระ ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มจึงขอเดินออกมาก่อน สองขายาวเดินตรงไปยังสถานที่เก็บอัฐิของพ่อกับแม่ที่อาศัยอยู่รวมกัน
ตอนนี้ร่างของคนเป็ลูกชายคนรองของบ้านกำลังนั่งลงคุกเข่า ริมฝีปากเริ่มพูดคุยกับภาพถ่ายสองใบตรงหน้า
"พ่อครับแม่ครับ ผมกลับมาแล้วน่ะ"
"พวกท่านสบายดีไหม ผมจำทุกอย่างได้หมดแล้วน่ะ" น้ำตาหยดลงมาท่ามกลางความเงียบ
“...”
เสียงนั่งลงไล่เรียงของคนทั้งสองที่เดินตามมา เมื่อนั่งลงคุกเข่าเรียบร้อยทั้งสองเริ่มเอ่ยทักทายหน้ารูปของบุพการีด้วยใบหน้าอมยิ้ม
"สวัสดีดีค่ะ ป๊า หม๊า หนูเองก็มาเยี่ยมพวกท่านด้วยนะคะ" หลิวหลินหันมองน้องชายทั้งสองด้วยสีหน้ามีความสุข
"ผมก็มาด้วยครับ" หลิวหยางแม้จะยังอายุน้อยกว่าพี่ ๆ แต่เขาก็ยังระลึกถึงพวกท่านเสมอ
"..." กลับเป็หลิวเฟยหันมามองทั้งสองด้วยสีหน้าตกตะลึง ก่อนจะหันกลับไปยังมองรูปของพ่อและแม่อีกครั้งด้วยรอยยิ้มทั้งที่ก่อนหน้านี้เพิ่งร้องไห้ออกมา
ทำให้ทั้งสองที่มองอยู่ก่อนแล้วยิ้มตามอย่างมีความสุข หลังจากที่ทั้งสามนั่งพูดคุยกับพ่อแม่ได้อีกพักใหญ่ จนถึงเวลากล่าวลาและชักชวนกันกลับบ้าน
"แวะตลาดข้างหน้าให้พี่ด้วยนะ" หญิงสาวถามความคิดเห็นของน้องชาย แม้จะรู้ว่ายังไงอีกฝ่ายก็ไม่ปฏิเสธก็ตาม
"ได้ครับ"
ก่อนเข้าบ้านหลิวเฟยจึงเลี้ยวรถขับตรงไปที่ตลาดสด เพื่อให้พี่สาวได้ซื้ออาหารไปทำมื้อเย็นและยังไม่ลืมหาร้านส้มตำเ้าเด็ดสำหรับมื้อเที่ยงก่อนด้วย
บ้านปูนสองชั้น
เมื่อตรงกลับมาถึงบ้าน ทั้งสามลงจากรถเรียบร้อยจึงช่วยกันนำของต่าง ๆ ไปเก็บและกินมื้อเที่ยงที่แวะซื้อติดรถมาด้วยอย่างส้มตำและไก่ย่างพร้อมด้วยข้าวเหนียวร้อน ๆ กลับบ้านมาด้วย
"มากินข้าวได้แล้ว" หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวในบ้านะโเรียกน้องชายที่คนหนึ่งขึ้นไปเปลี่ยนชุด กับอีกคนที่นั่งเล่นเกมในมือถืออยู่ห้องนั่งเล่นให้มากินมื้อเที่ยง
"ครับ/ครับ" ทั้งสองขานตอบรับทันทีที่ได้ยินเสียง
หลังจากที่ทุกคนจกส้มตำจนอิ่ม จึงได้ช่วยกันเก็บโต๊ะก่อนจะชักชวนกันไปนั่งที่ห้องนั่งเล่นเพื่อพักผ่อน
ขณะที่หญิงสาวกำลังจะนั่งลงบนโซฟากลับได้รับสายโทรศัพท์จากเพื่อนสนิท จึงลุกขึ้นไปรับสายปล่อยให้น้องชายทั้งสองนั่งดูทีวีไปก่อน
"พี่เฟย งานในบริษัทพี่หนักมากไหม?" หลิวหยางที่นั่งอยู่บนโซฟาอีกตัวถามขึ้นมาอย่างเป็ห่วง
"ก็ไม่น่ะ ทำไมเหรอมีอะไรหรือเปล่า?" หลิวเฟยหันไปตอบคนเป็น้องชายที่จู่ ๆ ก็ถามขึ้นมา
"อืม ก็เพราะกลับมาครั้งนี้พี่ดูเหนื่อย ๆ นะ"
"พี่ไม่เป็ไร ว่าแต่นายเถอะเรียนเป็ยังไงบ้าง" หลิวเฟยตอบไปตามความจริงเพราะว่าเขาไม่ได้เหนื่อยอย่างที่น้องชายเข้าใจ
"พี่ไม่ต้องห่วงหรอก ระดับผมแล้วสี่ทุกวิชาแน่นอน" เด็กหนุ่มยืดอกตัวเองเพื่ออวดพี่ชายเื่เรียน หลิวเฟยอมยิ้มก่อนจะเอ่ยถึงรางวัลมาล่อให้น้องชายตัวโตให้ตั้งใจเรียนมากขึ้น
"อืม ถ้าเทอมนี้ได้สี่ทุกตัวพี่จะซื้อของขวัญให้"
"จริงนะ พี่ห้ามกลับคำเด็ดขาด" หลิวหยางที่ได้ยินดวงตาเป็ประกายขึ้นมาทันที ก่อนจะพึ่งสังเกตว่าคนเป็พี่ชายั้แ่กลับมาเมื่อวานดูจะยิ้มบ่อยกว่าเมื่อก่อนแม้จะไม่ได้ยิ้มกว้างมากนักก็ตาม
"ทั้งสองคนคุยอะไรกันอยู่ เหมือนพี่จะได้ยินคนขี้โม้แถวนี้" หญิงสาวที่เพิ่งกลับมาจากการคุยโทรศัพท์กับเพื่อนสนิททักขึ้นอย่างขี้เล่น ทำเอาคนเป็น้องเล็กของบ้านหน้าหันขวับใส่ทันที
"ใครขี้โม้ ผมจะเอาเกรดสี่ทุกวิชามาให้พวกพี่ให้ได้รอดูได้เลย"
"ฮ่า ๆ จ้า พี่จะรอดูน่ะ"
จากนั้นคนทั้งสามจึงนั่งดูทีวีใช้เวลาร่วมกันจนถึงบ่ายก่อนจะแยกย้ายเข้าห้อง
หนึ่งวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ในหนึ่งวันหลิวเฟยหมดไปกับการช่วยพี่สาวทำขนม เพราะเธอได้ออเดอร์คุกกี้จากคนที่ทำงาน
ส่วน่บ่ายเขาเดินไปสำรวจรอบ ๆ บ้านจนพบว่ามุมหนึ่งของสวนมีหญ้าโผล่ขึ้นมา จึงนั่งถอนหญ้าไปเปิดเพลงฟังจนเหงื่อออกเต็มแผ่นหลัง จนพี่สาวออกมาเห็นเริ่มอบรมเขาไปชุดใหญ่ เพราะเขาออกมานั่งตากแดดทั้งที่ยังไม่หายไข้สนิท
่เวลาหลังจากนั้นเขานั่งค้นหาสิ่งที่เขาชอบที่สุด ก็คือนิยาย
เขาเพิ่งจะรู้ว่าที่นี่ก็มีหนังสือนิยายน่าสนใจอยู่เยอะมาก มีทั้งแบบเล่มและแบบออนไลน์ เมื่อก่อนคงเพราะเขาไม่เคยสนใจแต่ตอนนี้หากวันไหนเขาว่าง เขาคงต้องขับรถไปห้างเพื่อเลือกซื้อมาอ่านสักสองสามเล่มบ้างแล้ว
เวลาเกือบหกโมงเย็นของวันเสาร์
เสียงกระทะตะหลิวดังออกมาห้องครัวคือพี่สาวคนโตชื่อหลิวหลินเธอเป็เบต้าที่สวยมากคนหนึ่ง และเธอยังเข้มแข็งมากที่สามารถเลี้ยงน้องทั้งสองคนมาได้ หลังจากที่สูญเสียพ่อแม่ไปจากอุบัติเหตุ
ทั้งที่่ใน่เวลานั้นกำลังเรียนมหาวิทยาลัยพยาบาลปีสุดท้าย ทำให้ต้องเรียนไปด้วยทำงานไปด้วย โชคดีที่มีบ้านหลังนี้อยู่และเงินประกันของป๊าหม๊าที่ด่วนจากไป จึงพอประคับประคองส่งเสียน้องชายทั้งสองให้เรียนได้
และคนสุดท้ายของบ้านนี้คือน้องชายตัวโตที่อยู่ห้องข้างๆ ชื่อ หลิวหยาง เป็อัลฟ่าตัวสูงที่ตอนนี้สูงเกือบเท่าเขาแล้ว และตอนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นม.ปลายปีสุดท้าย เ้าหมาน้อยนั่นกำลังจะเข้ามหาลัยแล้ว
ส่วนเขาเป็โอเมก้าที่ไม่ควรเรียกว่าโอเมก้าเลยด้วยซ้ำ เพราะไม่สามารถได้กลิ่นฟีโรโมนของคนอื่น ไม่ว่าจะอัลฟ่าหรือโอเมก้าด้วยกัน และยิ่งไปกว่านั้นเขาไม่เคยฮีทเลยสักครั้งั้แ่เพศรองปรากฏ
ก่อนที่เพศรองของเขาจะปรากฏ ใน่มัธยมเอาใช้เวลาหลังเลิกเรียนไปเรียนศิลปะการต่อสู้ที่บ้านของเพื่อนสนิท ทำให้ตอนนี้เขากลายเป็โอเมก้าคนเดียวในบ้านที่ตัวสูงใกล้เคียงกับอัลฟ่าบางคนด้วยซ้ำ
พอเข้ามหาวิทยาลัยเขาที่ต้องทุนการศึกษาจึงต้องสอบแข่งขันกับคนอื่น ๆ ทุนที่ได้รับครั้งนั้นได้จากตระกูลศิวาโยธินที่บริจาคให้เด็กเรียนดี
หลังจากเรียนจบเขาจึงตั้งใจมาทำงานเพื่อตอบแทนบุญคุณ เป็่เดียวกับที่เวลานั้นทางบ้านศิวาโยธิน้าเลขาและบอดี้การ์ดให้กับลูกชายเพียงคนเดียวด้วย
"ดีขึ้นแล้วใช่ไหม?"
มือบางของคนเป็พี่สาวแตะลงบนหน้าผากแ่เบาเพื่อวัดอุณหภูมิ
"ผมหายแล้วครับ แต่..ขอโทษครับที่ทำให้เป็ห่วง"
"อ่อนแอบ้างก็ได้นะเฟย พี่รู้ว่าเราอยากแบ่งเบาภาระพี่ แล้วพี่ก็ดีใจนะที่เธอกลับมาบ้าน"
"ครับ ขอบคุณนะพี่สาวคนสวย"
หลิวเฟยคว้าร่างของพี่สาวเข้ากอดแน่น จนใบหน้าสวยหวานใไปครู่ใหญ่ ก่อนจะใช้สองมือตบไปที่แผ่นหลังที่แบกอะไรเอาไว้มากมายของน้องชายเบา ๆ
"ทำอะไรกันนะ? หยางกอดด้วยคนสิ"
"ตัวก็ใหญ่มากอดอะไรพี่เนี่ย หยางปล่อยนะ" หลิวหลินพยายามงัดนิ้วมือของน้องชายคนเล็กจนใบหน้าเขียวคล้ำ แต่ความจริงบนใบหูทั้งสองข้างกลับแดงก่ำเพราะความเขินอาย
"ฮ่า ๆ พี่หลินเขินเหรอ"
"ไป ๆ พอแล้วไปกินข้าวกัน พี่ทำไว้หลายอย่างเลย"
"ครับ/ครับ"
ทั้งสองขานรับคนเป็พี่สาวที่ตอนนี้ยิ้มออกมาด้วยใบหน้ามีความสุข ก่อนที่จะพากันเดินไปที่โต๊ะอาหาร ค่ำวันนี้ทั้งสามคนจึงได้มานั่งทานข้าวด้วยกันในรอบครึ่งปี
อาหารเย็นวันนี้พี่สาวของเขาก็เตรียมเมนูต่าง ๆ มาให้น้องชายทั้งสองได้กินอย่างเอร็ดอร่อยจนหน้าท้องกลมกันไป
เที่ยงวันอาทิตย์ต่อมา
ในขณะนั่งเก็บเสื้อผ้าที่ถูกนำไปซักจนแห้งเพียงไม่กี่ชิ้นใส่กระเป๋าอยู่นั้น มือถือตกรุ่นที่วางทิ้งอยู่บนเตียงสั่นขึ้นมาพร้อมกันเสียงเพลงดังลั่นห้อง
“ดังเกินไปแล้ว”
ดวงตาของหลิวเฟยเหลือบมองชื่อบนหน้าจอมือถือด้วยความสงสัย เพราะชื่อที่ปรากฏคือเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนของเขาโทรมา
เ้าของหลังฝ่ามือมีรอยแผลเป็เอื้อมแขนออกไปกดรับสาย เพิ่งกดรับและกดปุ่มเปิดลำโพง มือถือถูกเขาวางไว้บนหน้าขา
“หลิวเฟยพูดครับ” คำพูดติดปาก ถูกเขาเอ่ยลงไปด้วยความเคยชิน
“เพื่อน เย็นวันนี้ว่างหรือเปล่า?” น้ำเสียงเย็น ๆ ท่าทางเร่งรีบจากปลายสายทะลุลำโพงออกมา
ท่าทางที่รีบร้อนเกินไปนั่นทำให้เขาคิดว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์โทรมา
“ภูผาเพื่อนนายไง” ไม่รอให้ปลายสายได้ถามแถมยังรีบบอกชื่อเสร็จสับ
“อ้อ”
หลิวเฟยคิดอยู่สักพักว่าอีกฝ่ายคือใคร จึงพยักหน้าอยู่คนเดียว อีกฝ่ายคือเพื่อนสนิทอันน้อยนิดของของเขา
“ตกลงว่านายว่างหรือเปล่า?” น้ำเสียงปลายสายอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ว่าง แต่พรุ่งนี้ฉันต้องกลับไปทำงาน ว่าแต่ที่ร้านขาดนักร้องหรือไง?”
“ใช่ เย็นนี้มาร้องเพลงที่ร้านที มาร้องเพลงเปิดร้านให้หน่อย นักร้องของฉันเกิดอุบัติเหตุ” ภูผารีบพูดเข้าพูดประเด็ดที่ต้องโทรหา เหตุผลจริง ๆ เขาไม่อยากพูด เพราะมันเป็ความผิดเขาล้วน ๆ ที่จับคนรักกินจนร่างกายไม่ไหว
“เกิดอุบัติเหตุ? หรือว่าทำเขาจนลุกไม่ขึ้นกันแน่ครับ คุณภูผา?” คำพูดจี้จุดนี้ทำให้ปลายสายเงียบไปในฉับพลัน เพราะเป็ความจริง
ภูผาสะอึกไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “เออ ยอมรับก็ได้ ฉันจะให้ค่าจ้างตอบแทนสองเท่า”
เพราะที่ร้านคืนนี้จะมีแขกวีไอพีจองห้องไว้ หากเขายังหานักร้องใน่เวลาสามทุ่มถึงสี่ให้มาร้องเพลงไม่ได้ เขาได้ถูกด่ายับแน่!!
ส่วนกลุ่มนักดนตรีที่จ้างเอาไว้กลับได้่เวลาั้แ่ห้าทุ่มหลังจากนั้น
เขาจึงได้แต่ต้องหาคนมาแทนแฟนเด็ก พวกเขาเป็เพื่อนกันมาั้แ่สมัยมัธยมและอีกฝ่ายเคยเป็นักร้องใน่มหาวิทยาลัยแถมยังเป็หุ้นส่วนกับเขา จึงสามารถการันตีได้ว่าไม่ถูกลูกค้าไล่โหกลับไปแน่
ถ้าหาคนมาแทนไม่ได้จริง ๆ เขาก็คงได้แต่โทรมาอ้อนวอนขอร้องเพื่อนคนนี้จนขนหน้าแข้งร่วงไปหลายเส้นหรอก
“...” หลิวเฟยที่กำลังจัดการรูดซิปกระเป๋าอยู่ ไม่ได้ตอบในทันทีแต่รอฟังว่าคำพูดต่อมาของเพื่อนจะพูดว่าอะไรต่อ
“เฟย เพื่อนขอร้อง เพื่อน้าความช่วยเหลือจริง ๆ แถมที่นี่นายก็มีหุ้นอยู่ด้วยอย่าลืมสิ” น้ำเสียงกึ่งขอร้องกึ่งอ้อนวอนของคนปลายสาย ทำให้ภาพในหัวของเขามีภาพใบหน้าตี๋ ๆ ขี้เก๊กโผล่ขึ้นมา มันช่างทำลายในจินตนาการของเขาเสียจริง
“อืม ฉันอยู่ได้ถึงแค่สี่ทุ่ม มากกว่านี้ไม่ได้ และฉัน..ขอสามเท่า”
“ตกลง ขอบคุณมากนะเพื่อน บาย”
“ดิล”
อีกด้านหนึ่ง
พอได้ในสิ่งที่้า ร่างสูงของเ้าของร้านเหล้ารีบกดวางสาย แล้ววิ่งแจ้นไปหาแฟนเด็กที่นอนแหมะอยู่บนเตียงทันทีในห้องพักชั้นสามของร้าน
“พี่หลิวเฟยรับปากแล้วเหรอครับ?”
“ใช่ นายก็นอนพักต่อเถอะ หรือไม่อยากนอนต่อแล้ว?” โน้มตัวลงไปกระซิบข้างใบหูกลมมน ก่อนจะเป่าลมร้อนใส่เข้าไปเบา ๆ จนอีกฝ่ายดึงผ้าห่มมาคลุมใบหน้า เพื่อปกปิดใบหูที่ขึ้นสีชมพู
“ไม่ครับ ผมจะนอน” น้ำเสียงอู้อี้ตอบอย่างอ่อนล้า
“เมียใครเนี่ยน่าเอ็นดูจริง ๆ” ก้มลงไปหอมแรง ๆ ทั้งที่มีผ้าห่มกั้นขวาง
“...” ผมไปเป็เมียคุณตอนไหน? นอนต่อดีกว่า
อีกด้านหนึ่ง
"หรือไม่ไปดี?" ริมฝีบางของคนนั่งอยู่บนเตียงพึมพำขึ้นมาอย่างรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีนัก
หลังจากเก็บของใส่กระเป๋าหมดแล้ว ก่อนลงมาด้านล่างเขาไม่ลืมถือติดมือเดินลงบันไดมาด้วย เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องไปที่ร้านเหล้าจะได้ไม่ต้องวิ่งขึ้นไปนำมันลงมาอีก
"พี่จะไปแล้วเหรอ?" หยางที่กำลังนั่งอ่านหนังสือเพื่อทบทวนเนื้อหา เงยหน้าขึ้นมาถามด้วยสายตามีคำถาม
“ยัง พี่แค่นำลงมาเตรียมไว้เท่านั้น”
“อ๋อ” หลิวหยางพยักหน้าเข้าใจ ก่อนจะนั่งทบทวนการบ้านที่เหลืออย่างตั้งใจ
สองชั่วโมงต่อมา
กระเป๋าถูกแขวนขึ้นบนบ่า ใบหน้าขาวกระจ่างใส่อย่างคนเชื้อเอเชียหันไปบอกน้องชายที่ย้ายจากโต๊ะอ่านหนังสือมานั่งเล่นเกมบนโซฟาใกล้ ๆ กัน
“พี่จะออกไปแล้วนะ” หลิวเฟยเคาะโต๊ะเบา ๆ บอกคนที่ติดพันอยู่กับเกมมือถือในมือ
“ครับ! พี่จะไปแล้วเหรอ ให้ผมบอกพี่หลินไหม?”
“เดี๋ยวพี่เดินไปบอกเอง” โบกมือปฏิเสธก่อนเดินจากไป
หากแต่เพราะพอหันหลังกลับไป เขากลับพบว่าหญิงสาวเดินออกมาจากห้องครัวพอดีพร้อมกับของบางอย่างในมือติดมาด้วย
หลิวหลินมองเห็นน้องชายคนโตเหมือนกำลังยืนรอเธออยู่ จึงรีบสอบถามคนที่กำลังสะพายกระเป๋าเตรียมตัวกลับไปทำงาน
"จะกลับแล้วเหรอ ไม่อยู่รอกินข้าวเย็นก่อนกลับล่ะ"
"ใช่ครับ พอดีเพื่อนโทรมาขอความช่วยเหลือ เสร็จแล้วผมถึงจะกลับไป"
“เฟย งั้นเอาขนมคุกกี้ไปกินด้วยไหม? พี่จะพึ่งอบเสร็จ เดี๋ยวใส่กระปุกให้กลับไปกิน"
"ไม่ดีกว่าครับ ของซื้อของขายผมจะไปแย่งของลูกค้าพี่ได้ยังไง?”
"เข้าใจแล้ว"
"พี่เฟย อย่าลืมสัญญาของเราน่ะ"
"ได้ ตั้งใจเรียนและสอบให้ได้ล่ะ"
“ผมไปก่อนนะ พี่หลิน หยาง”
มือเรียวสวยยกขึ้นลูบหัวคนเป็น้องชายที่ตอนนี้สูงกว่าตนเองไปนิดหน่อยแล้ว ก่อนจะพยักหน้าบอกลากับทั้งสองคน
ชายหนุ่มสตาร์ตรถแล้วออกไปบนท้องถนนทันที บนถนนที่คนสัญจรผ่านไปมารถมอเตอร์ไซค์มุ่งหน้าไปยังสถานบันเทิงของเพื่อนที่้าความช่วยเหลือ
แต่เขาได้เงิน