เป่ยจินเองมิใช่คนโง่ ทว่าความอวดฉลาดในบางครั้งมันก็ไร้ประโยชน์ มิว่าจะเหตุผลใด หากมิใช่เรื่องที่เกี่ยวพันกับนางแล้ว นางมิสนใจ
“ไม่น่าเชื่อโชคชะตาหรือสวรรค์ช่างดลบันดาลให้พวกเรามาพบกัน” ฮวาเออร์เองก็แปลกใจยิ่งนัก ที่คนจากต่างโลกเข้ามาวิ่งเล่นในภพนี้ราวกับเป็นสนามเด็กเล่น
ความสงสัยของเป่ยจินเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เมื่อนางกลับมาคิดว่าเหตุใดต้องเป็นพวกเขาทั้งสี่ หรือความเกี่ยวพันกันตั้งแต่ในโลกก่อนงั้นหรือ
หากแต่นางคงลืมไปว่าในห้องนี้มีด้วยกันหลายคน ไม่ได้มีแค่นางเพียงคนเดียวที่สงสัย หากแต่ ต้าเฟยเฉียง ฮวาเออร์ ไม่เว้นแม้แต่หยางคงที่ยืนฟังเหตุการณ์มานานก็อดที่จะมีข้อสงสัยมิได้ในความมหัศจรรย์เหล่านี้
“อะ แล้วท่านเล่า เป็นใครกัน เทียนหลง” เป่ยจินหันไปถามอีกฝ่ายด้วยใบหน้าสนใจใคร่รู้
ทุกคนต่างล้วนโล่งใจไปเปราะนึงแล้ว ที่สามารถตามหาคนในคำทำนายทั้งสี่ได้ หากแต่คำถามชวนสงสัยของเป่ยจิน กลับทำให้ทั้งสี่และผู้ที่กำลังนั่งฟังอย่าเงียบๆ ถึงกับชะงัก
“นี่ๆ เจ้าจะไปอยากรู้เรื่องราวแต่หนหลังของผู้อื่นกันทำไม ยัยเด็กนี่” จินหลงเอ่ยออกมา พร้อมกับหันไปตะลึงตาให้อีกฝ่ายอย่างห้ามปราม
“อะไรกันเล่า ข้าเพียงสงสัยก็เท่านั้น ว่าความเชื่อมโยงใดจึงนำพวกเรามาอยู่ที่เดียวกัน” ใบหน้ามุ้ยตอบกลับไป
“จะอันใดก็ช่างเจ้าเถิด ไว้เจ้าไปถามกันสองคน เมื่อเข้าห้องหอดีหรือไม่เล่า ความลับของผู้อื่นก็ให้เขาบอกเองเถิด”
“จะ...เจ้า เป็นเช่นนั้นจริงๆ ข้าขอโทษทุกคนนะเจ้าค่ะ” ใบหน้าขาวที่เปลี่ยนสีเป็นแดงเพราะความโกรธหรือเขินไม่แน่ใจนัก เอ่ยออกมา
‘เหตุใดวันนี้ข้าจึงกลายเป็นคนที่กล่าวขอโทษบ่อยที่สุดกันเล่า’
“มิเป็นอันใดหรอกจินเออร์ ไว้ข้าพร้อมข้าจะเล่าให้เจ้าฟัง” นัยน์ตาดำสนิทของคู่หมั้นอย่างเทียนหลงอดที่จะเอ็นดูในนิสัยนี้ของนางมิได้ มิว่าชาติก่อนหรือชาตินี้
“เช่นนั้น ตอนนี้ข้าว่าพวกเจ้าพักเถิด ไว้ตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ เราจะได้เตรียมความพร้อมค่ายกลเสียที” จินหลงเอ่ยออกมา
“อืม”
ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักตามคำแนะนำของจินหลง ไม่เว้นแม้กระทั่งเป่ยจินเองที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากเรื่องที่ผ่านมาทั้งวันเช่นกัน
“พรึ่บ”
จินหลงปรากฏกายขึ้นภายในห้องเทียนหลง เจ้าของห้องเองก็คล้ายกับกำลังรอคอยการมาของเขา จึงมิแปลกใจนัก
“เหลือเวลาอีกนานหรือไม่ ก่อนผลศักดิ์สิทธิ์จะร่วงหล่น”
จวินเทียนหลงในชุดสีขาวที่กำลังเอนหลังกับหมอนสูง หันมายังน้ำชาภายในห้องที่จับจองโดยผู้มาเยือน
“อีกยี่สิบราตรีเท่านั้น สงครามใหญ่จะกำเนิดขึ้นหรือไม่ คงต้องใส่ใจมากขึ้น” จวินเทียนหลงเอ่ยพร้อมกับค่อยๆ หลับตาลงช้า ๆ
“บางครั้งข้าก็คิดนะว่าเจ้าจะทุ่มเทไปมากขนาดนี้ทำไมกัน เทียนหลง”
“หึ ข้าเองก็มิแน่ใจนัก ว่าชีวิตชาติที่เท่าไหร่ของข้าคือความจริง หากแต่ชาตินี้จะเป็นชาติสุดท้ายที่ข้าจะมิสูญเสียนางนางไป”
“ฟึ่บ”
ทางด้านเรือนนอนของฮวาเออร์เอง ก็กำลังมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น
ควันขาวเบาบางได้ล่องลอยเข้าสู่ห้องของฮวาเออร์ช้าๆ จนมั่นใจว่าคนด้านในหมดสติไปแล้ว เหล่าชายชุดดำจึงได้ค่อยๆ ย่างเท้าเบาเข้าสู่ตัวเรือน
มือหนายื่นไปด้านหน้าจมูกของหญิงสาว เพื่อตรวจสอบการหายใจของนาง เมื่อพบว่าการหายใจเข้าออกของหญิงสาวสม่ำเสมอ ดั่งคนที่นอนหลับจริงแล้ว จึงจัดการมัดมือมัดเท้าและสวมผ้าคลุมสีดำสนิทให้แก่นาง
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ อย่างไร้ความกังวลเมื่อกำลังจะเข้าสู่จุดตัดระหว่างพรมแดนของแคว้นทั้งสอง
ชายชุดดำใช้เวลาเกือบสามชั่วยามในการขับรถม้าและเปลี่ยนรถม้าสลับกันไปมา เพื่อหลอกศัตรูมิให้ตามรถเจอ
ภายในรถม้าขณะนี้มีเพียงฮวาเออร์เพียงผู้เดียวที่กำลังนอนหลับอยู่ตามที่ชายชุดดำต้องการ ส่วนพวกมันคนนึงบังคับม้า คนนึงจับดาบ และยังมีขบวนรถม้าอีก สามคันที่ประกบหน้าหลัง แสร้งเป็นขบวนค้าขายข้ามชายแดน
ทว่า
สตรีที่ควรสลบมิได้สติกลับฟื้นขึ้นมา ไร้วี่แววอย่างคนที่โดนลักพาตัวมาควรจะเป็น
ในขณะที่นางใช้ความคิดอยู่นั้นความคิดสายหนึ่งก็พุ่งเข้ามาทันที เมื่อได้ฟังสิ่งที่ชายชุดดำพูดคุยกันระหว่างทาง
ชายชุดดำผู้นี้ แท้จริงแล้วคือ ทหารของแคว้นจิ้น ที่ต้องการตัวนางกลับไปตามคำสั่งของฮ่องเต้แคว้นจิ้น
ที่สามารถผ่านการตรวจตราชายแดนมาได้ง่ายๆ นั้นมาจากสายของศัตรูที่อยู่ภายในแค้วน “เสนาบดีไป๋”
‘นางโดนลักพาตัวมายังแคว้นจิ้นหรือนี่ แล้วนางจะทำเช่นไรดี’
แคว้นจิ้นหากบอกว่าเป็นเพียงชนเผ่าทุ่งหญ้าที่เร่ร่อนจนสถาปนาแคว้นขึ้นมาได้แล้วนั้น พื้นที่ควรจะเต็มไปด้วยทุ่งหญ้า
แต่หากความจริงแล้ว ระหว่างต้าเฉียงและจิ้น มีเทือกเขาใหญ่กั้นเอาไว้ ทำให้ตลอดเวลที่ผ่านมา การศึกระหว่างสองแผ่นดึงจึงมิรุนแรงมากนัก หากแต่ก็สิ้นเปลืองทรัพยากรไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน
เมื่อนางข้ามพรมแดนมาได้แล้ว รถม้าก็เคลื่อนตัวช้าๆ และหยุดลง ชายชุดดำทำท่าคล้ายจะปลุกนางขึ้นมาเพื่อหยุดพักรถม้า
ทันทีที่ชายชุดดำเปิดม่านเข้ามานั้นก็ได้พบกับแววตาใสซื่อกำลังจ้องมองเขาอยู่
“ตื่น ลงมาทานอาหาร มิเช่นนั้นข้าเกรงว่าเจ้าจะตายก่อนจะเดินทางไปถึง”
“อืม” นางมิได้ดิ้นรนขัดขืนอันใด อยู่ในดงโจรเช่นนี้ ดิ้นรนไปก็เสียเปล่า
รอบกายของนางในตอนนี้เต็มไปด้วยภูเขาสูงโอบล้อม ต้นไม้ใหญ่หนาทึบสุดทาง เกรงว่าแคว้นจิ้นภูมิศาสตร์เป็นเช่นนี้ จึงมิเกรงกลัวแคว้นอื่นจะมาโจมตี
การพักของนางถูกขัดด้วยเสียงของชายชุดดำอีกครั้ง เมื่อพวกเขาบอกให้นางกลับขึ้นไปบนรถม้าเช่นเดิม
ยามเฉิน (เวลา 07.00-08.59 น.) ของวันรุ่งขึ้น ความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในจวนของเป่ยจิน ทำให้เจ้าของจวนรับรู้ถึงความผิดปกติ
สาวใช้ที่เข้าไปปรนนิบัติฮวาเออร์ วิ่งออกมา เมื่อมิพบตัวนายสาว
“ยะ...แย่แล้วเจ้าค่ะ นายท่าน” สาวใช้รีบเอ่ยออกมา
ท่าทางรุกรี้รุกรนนั้น ทำให้คนที่กำลังฟังรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เมื่อสังเกตดีๆ กลับพบว่าสาวใช้นางนี้คือบ่าวของฮวาเออร์
“อันใดกัน ฮวาเออร์ เกิดอันใดขึ้นกับนาง” เป่ยจินตะโกนขึ้นมา พร้อมกับรีบเคลื่อนที่ไปยังเรือนนอนของฮวาเออร์ทันที ตามมาด้วยหยางคงและจินหลง
“คุณหนูหายตัวไปเจ้าค่ะ ข้าเข้ามาปรนนิบัติเช่นปกติ กลับพบแต่เพียงความว่างเปล่า” สาวใช้อธิบายออกมา ด้วยความกล้าๆ กลัวๆ
“ปั้ง”