จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 77 หายนะย่างกราย

                เห็นท่าทีนอบน้อมของไป๋หยุนเฟยหงยินต้องกระดากอยู่บ้างจึงรีบกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า“หยุนเฟยเจ้าอย่าได้เกรงอกเกรงใจ ข้าเพียงกล่าวโพล่งโดยไม่ตั้งใจเท่านั้น ที่เจ้าระมัดระวังตัวเช่นนี้ก็ไม่ผิดอันใดหากมีคนยื่นมือช่วยเหลือโดยไร้เหตุผลเช่นนี้แม้แต่ข้าก็ต้องระแวงสงสัย”

                ไป๋หยุนเฟยพยักหน้าเล็กน้อยกล่าวว่า“อืม ข้ายินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสคบหาลูกผู้ชายเช่นท่าน พี่หงยินภายหน้าหากมีเรื่องใดที่พอช่วยเหลือท่านได้ ข้าต้องพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่!”

                “ฮ่าฮ่า ไว้สนทนาเรื่องนี้กันภายหลังเถอะ” หงยินโบกมือแก่ไป๋หยุนเฟยแล้วจู่ๆพลันนึกถึงเรื่องบางอย่างออก จึงเอ่ยปากถามว่า “จริงสิอาการบาดเจ็บเจ้าเป็นอย่างไร?”

                “นับว่าดีขึ้นมากแล้วคาดว่าจะหายดีภายในสองวัน”

                “ประเสริฐหากประสบปัญหาใดระหว่างรักษาให้บอกต่อข้ายามนี้เจ้ายังฝีมืออ่อนด้อยจึงไม่อาจตรวจพบอาการบางอย่างได้...”

                “โอขอบคุณพี่หงยินมากที่ห่วงใย ข้าทราบดีว่าต้องทำอย่างไร” ไป๋หยุนเฟยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม“จริงสิพี่หงยิน ท่านมาที่นี่เพื่อหาข้าโดยเฉพาะ หรือว่า...”

                “จะว่าเช่นนั้นก็ได้เมื่อครู่ข้าไปเยี่ยมคำนับเจ้าสำนักมู่เพราะมีเจตนาจะมาดูอาการเจ้าที่ห้องจริงสิตอนนี้ข้าพักอยู่ที่ห้องติดกับเจ้า” หงยินกล่าวพลางชี้ไปยังห้องทางด้านขวา

                ไป๋หยุนเฟยประหลาดใจยิ่งนักจากนั้นจึงกล่าวด้วยท่าทีละอายว่า “โอ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าก็คิดจะไปขอบคุณเจ้าสำนักมู่เช่นกันแต่กลับจำเส้นทางไม่ได้ ไม่ทราบจะรบกวนพี่หงยินนำทางได้หรือไม่?”

                “ย่อมได้เจ้าสำนักมู่พักอยู่ที่หอใบไม้โบยบินทางฝั่งเหนือ ข้าจะพาเจ้าไปเอง” หงยินพยักหน้าด้วยท่าทีเรียบเฉยก่อนจะหันกายเดินนำไป๋หยุนเฟยออกไป

                หลังจากขอบคุณมู่หว่านชิงอีกครั้งและทักทายชิวลู่หลิวกับฉู่อวี้เหอแล้วไป๋หยุนเฟยและหงยินจึงกลับไปยังบ้านรับรองแขกหลังเล็กทางปีกตะวันตก จากนั้นไป๋หยุนเฟยจึงกลับเข้าห้องและเริ่มรักษาอาการบาดเจ็บของตนอีกครั้ง

                …………

                ยามค่ำคืนภายในห้องโถงของคฤหาสน์หลังใหญ่ทางด้านเหนือของเมืองชุ่ยหลิว แสงจากโคมไฟส่องแสงราวกับกลางวันตัดกับสีดำสนิทของราตรีภายนอก

                ที่แห่งนี้ย่อมเป็นคฤหาสน์ตระกูลหลงตระกูลใหญ่แห่งเมืองชุ่ยหลิว

                ในยามนี้ผู้นำตระกูลหลงนามว่าหลงไป๋กำลังนั่งในตำแหน่งบริวารทางด้านซ้ายด้วยท่าทีนอบน้อมที่นั่งตรงข้ามมันถึงกับเป็นเจ้าสำนักธารน้ำแข็งนามอวี้เฟยพร้อมด้วยหลิวเฉิงและจางเจิ้นซาน

                ยังมีอีกสองคนที่นั่งอยู่ซ้ายขวาที่ตำแหน่งประธานผู้ที่นั่งด้านขวาเป็นบุรุษผอมสูงอายุราวสี่สิบเศษมันกำลังลูบเคราแพะของตนด้วยท่าทีโอหังและอีกคนที่นั่งด้านซ้ายปิดคลุมทั้งร่างด้วยผ้าคลุมสีดำจนไม่อาจมองเห็นใบหน้าได้ชัดตาแต่ดูจากท่วงท่าของแล้วคนผู้นี้สมควรเป็นบุรุษมันนั่งเงียบงันราวกับหลอมกลืนกับอากาศรอบข้าง หากไม่เพ่งตามองถึงกับแทบไม่อาจสัมผัสถึงการคงอยู่ของมันได้

                “สำนักธารน้ำแข็งสำนึกขอบคุณอย่างยิ่งที่ผู้อาวุโสหยางหลินให้ความช่วยเหลือสำนักหลิวขจีถือดีว่าเป็นเจ้าถิ่นออกหน้าปกป้องฆาตกรสังหารศิษย์เอกของสำนักข้านับว่าน่าชิงชังยิ่งครั้งนี้ด้วยความช่วยเหลือจากท่านพวกเราต้องสามารถนำตัวฆาตกรมารับโทษทัณฑ์ได้อย่างแน่นอน!”อวี้เฟยประสานมือคารวะบุรุษเคราแพะพลางกล่าวอย่างนอบน้อม

                หยางหลินโบกมืออย่างเฉื่อยชา“ก็แค่สำนักหลิวขจี แม้จะเคยเข้มแข็งทัดเทียมกับสำนักเจ้าแต่ยามนี้สำนักธารน้ำแข็งเจ้าขึ้นตรงต่อสำนักเจ้าอสูรข้าแล้วต่อไปพวกเจ้าไม่ต้องกริ่งเกรงพวกมันอีกต่อไปหากต่อไปพวกเจ้าสามารถรวบรวมสำนักน้อยใหญ่ทั้งหลายทางเหนือของมณฑลฉิงหยุนเป็นหนึ่งเดียวได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อสำนักอย่างใหญ่หลวง”

                ยามอวี้เฟยได้ยินอีกฝ่ายกล่าวคำ‘รวบรวมสำนักน้อยใหญ่ทั้งหลาย’อย่างปลอดโปร่งดวงตาก็พลันเป็นประกาย ในใจมันก็ตื่นเต้นสุดระงับแต่อวี้เฟยก็สะกดใจกล่าวอย่างนอบน้อม“หากสำนักธารน้ำแข็งสามารถครองความยิ่งใหญ่ในอนาคต ย่อมต้องสำนึกพระคุณต่อสำนักเจ้าอสูรอย่างสุดซึ้งนับแต่นี้สำนักธารน้ำแข็งเราจะเชื่อฟังสำนักเจ้าอสูรทุกเรื่องราว ต่อให้บุกน้ำลุยไฟก็ไม่ลังเล!”

                อวี้เฟยกล่าวอย่างพลุ่งพล่านแต่หยางหลินกลับไม่แสดงทีท่าอันใด เพียงพยักหน้าอย่างเฉยเมยพร้อมกับกล่าวว่า“ต่อไปหากมีเรื่องอันใดให้พวกเจ้ากระจำ พวกเราย่อมบอกเอง”

                ทันใดนั้นนกตัวเล็กขนาดเท่านกกระจอกก็บินเข้ามาในห้องหยางหลินเลิกคิ้วเล็กน้อยพร้อมกับยื่นมือออกไปคว้าจับจากนั้นสะบัดข้อมือนกในมือก็สาบสูญไป มันเอียงศีรษะเล็กน้อยมองดูหลงไป๋พลางกล่าวว่า“ท่านหลง หลานศิษย์ข้ามาถึงแล้ว บอกคนของท่านปล่อยหลานศิษย์ข้าเข้ามาได้หรือไม่?”

                หลงไป๋ไม่กล้าเพิกเฉยต่ออีกฝ่ายจึงกล่าวรับทราบครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะลุกออกไปต้อนรับผู้มาด้วยตนเอง

                ผ่านไปไม่นานหลงไป๋ก็กลับเข้าห้องมาพร้อมกับชายหนุ่มชุดดำทันทีที่ชายหนุ่มมองเห็นหยางหลินใบหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นคับข้องใจ มันเดินเข้ามาพร้อมกับกล่าวน้ำตาคลอ“อาจารย์อาในที่สุดท่านก็กลับมา ท่านต้องจัดการเรื่องนี้ให้ข้า!!”

                คนผู้นี้ย่อมเป็นหลี่หลงศิษย์สำนักเจ้าอสูรที่วันก่อนต่อสู้กับไป๋หยุนเฟยในเหลาก่อนจะได้รับบทเรียนจากหงยินที่จู่ๆสอดมือเข้ามา

                “โอ?” หลังจากตกตะลึงไปชั่วครู่ หยางหลินจึงขมวดคิ้วกล่าวว่า“ไฉนเจ้า... โอ?มือเจ้าเป็นอะไร?”

                หลี่หลงขยับมือซ้ายที่บิดเบี้ยวผิดรูปพร้อมกับกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ถูกผู้อื่นหักไปคงต้องใช้เวลาสิบวันครึ่งเดือนจึงจะหายดี อีกอย่าง อีกอย่าง....คนผู้นั้นชิงสุนัขป่าอสนีบาตข้าไปแล้ว!”

                “ว่ากระไร?!” หยางหลินจ้องเขม็งใส่หลี่หลงก็พลันสัมผัสได้ถึงรังสีกดดันคุกคามถึงใบหน้าจนมันแทบลมหายใจขาดห้วง

                “อาจารย์อานั่น นั่นเป็นเพราะข้าไม่อาจทำอันใดได้ อีกฝ่ายฝีมือร้ายกาจเกินไปข้าไม่อาจต่อต้านมันได้แม้แต่น้อย!”หลี่หลงถอยหลังไปสองก้าวพร้อมกับเอ่ยปากอธิบายเสียงดัง

                “เฮอะ!”หยางหลินแค่นหัวเราะเย็นชาด้วยท่าทีขุ่นเคืองใจก่อนจะรั้งสายตากลับมาพร้อมกับขมวดคิ้วกล่าวว่า“บอกมาว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่? บอกข้ามาตามตรง!”

                หลี่หลงไม่กล้าปิดบังความจริงอีกจึงบอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเหลาเมื่อวันก่อนอย่างละเอียดทุกคนที่ได้ยินเรื่องราวล้วนประหลาดใจมีเพียงหลิวเฉิงที่หลังจากได้ฟังเรื่องราวดวงตาก็ทอประกายวูบวาบด้วยท่าทีเฉยเมยแต่ก็ไม่ได้กล่าวอันใดออกมา

                หลังจากหลี่หลงเล่าเรื่องราวจบจึงอ้อนวอน“อาจารย์อา ท่านต้องช่วยข้าชิงสุนัขป่าอสนีบาตกลับคืนมา!หากบิดาข้าทราบเรื่องนี้...”

                หยางหลินก้มศีรษะเงียบงันอยู่เนิ่นนานสุดท้ายจึงถอนหายใจแผ่วเบาด้วยท่าทีผิดหวังท้อแท้ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวกับอวี้เฟย“เจ้าสำนักอวี้ดูเหมือนพวกเราต้องเลื่อนการไปยังสำนักหลิวขจีเพื่อทวงถามฆาตกรออกไปก่อนชั่วคราวข้าต้องตรวจสอบว่าบุรุษที่หลี่หลงกล่าวถึงยังอยู่ในเมืองชุ่ยหลิวหรือไม่ก่อนหากยังอยู่พวกเราต้องจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยจึงค่อยไปยังสำนักหลิวขจีได้หรือไม่?”

                “อวี้เฟยพยักหน้ากล่าวว่า“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ข้าจะให้คนตระกูลหลงออกไปสืบเสาะให้แก่ท่านพวกมันมีอิทธิพลในเมืองไม่น้อยสมควรสืบเสาะได้ง่ายกว่า”

                หลังจากกล่าวจบจึงปรายตาบอกใบ้แก่หลงไป๋หลงไป๋จึงรีบรับคำอย่างยิ้มแย้ม “มิผิด มิผิดข้าจะให้คนของข้าทุ่มเทกำลังตามหาบุรุษที่คุณชายกล่าวถึง!”

                ……

                ยามดึกภายในตระกูลหลง อวี้เฟย จางเจิ้นซานและหลิวเฉิงรวมตัวกันอยู่ในห้องรับแขกดูราวกับกำลังถกเถียงเรื่องบางอย่างด้วยเสียงแผ่วเบา

                “เจ้าสำนักเกิดเรื่องใดขึ้น?มิคาดว่าสำนักเราจะกลับกลายเป็นบริวารสำนักเจ้าอสูร? หรือนี่เป็นเหตุให้ท่านมาถึงที่นี่ล่าช้า?” ถึงยามนี้หลิวเฉิงค่อยมีโอกาสถามเรื่องนี้ต่ออวี้เฟย

                อวี้เฟยพยักหน้าเล็กน้อย“มิผิด เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายวันก่อนทั้งสองคนนั้นพลันมาที่สำนักและบอกต่อข้าว่าสำนักเจ้าอสูรต้องการให้สำนักเราเป็นบริวารแล้วจะให้การสนับสนุนต่อสำนักธารน้ำแข็งเรา”

                หลิวเฉิงขมวดคิ้วกล่าวว่า“มีเรื่องดีงามเช่นนี้หรือ?สำนักเจ้าอสูรเป็นหนึ่งในสิบสำนักใหญ่ในแผ่นดินขณะที่สำนักธารน้ำแข็งหากเทียบกันทั้งแผ่นดินเรียกได้ว่าไร้ชื่อเสียงอันใดเพียงเป็นที่รู้จักอยู่บ้างในมณฑลฉิงหยุน การที่สำนักเราจะขอความคุ้มครองจากสำนักที่เข้มแข็งเช่นนี้นับเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญแต่ยามนี้ท่านจะบอกว่ามีคนใส่พานยื่นให้แก่พวกเราเช่นนั้นหรือ หรือว่า...”

                “ข้าทราบว่าเจ้าหมายความว่าอย่างไรแต่ที่ข้ายืนยันได้คือพวกมันมาจากสำนักเจ้าอสูรจริงๆ ข้าเห็นด้วยตาตนเองว่ามันบังคับอสูรวิญญาณพร้อมกันถึงสามตัวมีเพียงศิษย์สำนักเจ้าอสูรเท่านั้นจึงจะทำเช่นนี้ได้”

                “โอ? ถ้าเช่นนั้นก็สมควรไม่มีข้อผิดพลาดหรือว่าครานี้โชคจะเข้าข้างสำนักธารน้ำแข็งและหยิบยื่นโอกาสทองแก่พวกเราแล้ว? จริงสิบุรุษที่สวมผ้าคลุมสีดำนั้น....”

                “บุรุษผู้นั้นลึกลับยิ่งนักแม้แต่ข้าก็ไม่อาจยืนยันว่ามาจากสำนักเจ้าอสูรหรือไม่ มันมาพร้อมกับหยางหลินแต่กลับไม่เคยเอ่ยปากกล่าววาจาทั้งยังไม่เคยแสดงฝีมือมาก่อนบอกได้แต่เพียงว่าหยางหลินให้ความเคารพมันอย่างยิ่งบางครั้งยังเผลอแสดงท่าทีราวกับมันเป็นหัวหน้า”

                “ว่ากระไร?” หลิวเฉิงจิตใจสะท้านหวั่นไหว“หยางหลินอย่างน้อยต้องบรรลุด่านบรรพวิญญาณระดับปลายหากคนผู้นั้นฝีมือเข้มแข็งกว่าย่อมหมายความว่ามันเป็น... เอกะวิญญาณ?!”

                อวี้เฟยพยักหน้าเล็กน้อย“เป็นไปได้อย่างยิ่ง แต่ไม่ว่าจะเป็นเช่นใดยามนี้พวกเราขึ้นตรงต่อสำนักเจ้าอสูรแล้วย่อมมีส่วนช่วยในการพัฒนาสำนักในอนาคตอีกอย่างยามนี้พวกเราสามารถอาศัยกำลังของพวกมันไปทวงถามคนจากสำนักหลิวขจีได้แล้ว”

                หลิวเฉิงเงียบงันไปชั่วขณะก่อนจะทอดถอนใจ“เจ้าสำนัก ครั้งนี้ข้าจัดการเรื่องราวไม่ดีพอยามนี้ข้าละเมิดข้อตกลงระหว่างพวกเรากับสำนักหลิวขจี ข้า...”

                อวี้เฟยโบกมือตัดบทพลางกล่าวกลั้วหัวเราะ“ผู้อาวุโสหลิวอย่าได้โทษตนเอง พวกเราพบกับเมิ่งเอ๋อร์ระหว่างทางมาที่นี่ดูจากภาพรวมสถานการณ์ที่นางบอกเล่า นับว่าเรื่องเกินคาดหมายมากมายเกินไปจริงๆเรื่องนี้ไม่อาจโทษว่าเจ้าได้”

                “ท่านพบกับเมิ่งเอ๋อร์?” หลิวเฉิงประหลาดใจอยู่บ้าง

                อวี้เฟยพยักหน้ากล่าวว่า“มิผิด นางบอกว่าหมดหน้าที่แล้วและต้องการกลับไปหามารดานาง ดูนางหมองเศร้าอยู่บ้างเป็นเรื่องราวใดกัน?”

                “โอไม่มีอันใด บางทีเพราะนางไม่ได้กลับบ้านมานานจึงคิดถึงมารดาไปบ้าง...”หลิวเฉิงไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับหลิวเมิ่งจึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา“จริงสิเจ้าสำนัก ท่านบอกเรื่องราวทั้งหมดของไป๋หยุนเฟยแก่คนจากสำนักเจ้าอสูรหรือไม่?”

                “ย่อมไม่ข้าเพียงบอกว่าต้องการคร่ากุมมันมาแก้แค้นต่อการตายของบุตรชายของผู้อาวุโสจางเท่านั้น”

                “อืมทางที่ดีพวกเราอย่าได้เปิดเผยเรื่องนี้ต่อผู้อื่น แม้พวกเราจะเป็นบริวารสำนักเจ้าอสูรแล้วแต่หากให้พวกมันล่วงรู้เรื่องนี้ ย่อมกลายเป็นปัญหาต่อสำนักเราอย่างใหญ่หลวง...”

                “ก่อนจะไปทวงถามคนจากสำนักหลิวขจีพวกเราก็ได้แต่รอคอย...”

                …………

                ภายในสำนักหลิวขจีไป๋หยุนเฟยนั่งอยู่บนเตียง เบื้องหน้าปรากฏกองเศษผงจากอาวุธและเครื่องประดับที่แท้ไป๋หยุนเฟยค่อยๆอัพเกรดสิ่งของทีละชิ้นอย่างแช่มช้ายามนี้เมื่ออยู่ในสำนักหลิวขจีมันก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องความปลอดภัยอีกจึงตั้งใจจะใช้กระบวนการอัพเกรดสูบพลังวิญญาณให้หมดสิ้นเพื่อเพิ่มพูนพลังวิญญาณพร้อมกันนั้นก็เยียวยาอาการบาดเจ็บของตนไปด้วย

                ไป๋หยุนเฟยตั้งใจจะรักษาอาการให้หายโดยเร็วจากนั้นรีบไปจากที่นี่มุ่งหน้าไปมณฑลเป่ยเหยียนทันทีมันไม่ต้องการสร้างปัญหาให้แก่สำนักหลิวขจีอีกทั้งหวังว่าจะจากไปก่อนที่สำนักธารน้ำแข็งจะมาถึงได้หากเป็นเช่นนี้สำนักหลิวขจีจะไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์อันยุ่งยาก 

                เพียงแต่ไป๋หยุนเฟยไม่ทราบแม้แต่น้อยว่าศัตรูเข้ามาใกล้แล้วและจะมาถึงก่อนมันจะทันได้จากไปด้วยซ้ำ...