เจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain)

    บทที่ 41: เรื่องเล่ายุคเซ็นโกคุ(ในคู่ขนาน) 2 (Story of the (Alternative) Sengoku Peroid Part 2)

    โนบุนากะได้สั่งให้คูคิ โยชิทากะสร้างเรือรบหุ้มเกราะเหล็ก 6 ลำด้วยเทคโนโลยีและวิทยาการต่อเรือจากโปรตุเกสโดยการหลอมเหล็กชนิดพิเศษและนำไปใช้ในการพิชิตศึกทางทะเลกับกองเรือรบของโมริ โมโตนาริในสมรภูมิคิสุกาวางุจิ จนทำให้ทั้งกองเรือรบของโมริถูกเผาทำลายไปทั้งหมดโนบุนากะได้สร้างอาวุธขึ้นมาใหม่และนำไปแจกจ่ายให้กับเหล่าพวกพ้องที่อยู่ฝ่ายตนไว้ใช้ในการพิชิตศึกวัดฮอนกันจิ โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่ามันคืออาวุธที่มาจากการเนรมิตด้วยพลังแห่งอสูร หลังจากที่กองทัพฝ่ายโอดะสามารถพิชิตศึกนี้ได้ วันฮอนกันจิก็ได้ถูกเผาทำลาย กองกำลังอิกโก-อิกกิก็ได้ถึงคราวล่มสลายลงในที่สุด หลังจากนั้นไม่นาน อาเคย์จิ มิทสึฮิเดะก็เริ่มรู้สึกเคลือบแคลงในตัวโนบุนากะขึ้นมาในศึกคาอิ บุตรชายของโนบุนากะที่มีนามว่าโอดะ โนบุทาดะ สามารถนำกองทัพเข้ายึดปราสาทนากาโอกะ อันเป็นปราสาทหลักของตระกูลทาเคดะมาได้ จึงทำให้ตระกูลทาเคดะถึงคราวล่มสลายลงในที่สุดมิทสึฮิเดะพยายาถามถึงที่มาของอาวุธที่โนบุนากะนำมาแจกจ่ายให้กับเหล่าพวกพ้อง อันเนื่องมาจากการที่จะสามารถต่อกรกับกลุ่มกองกำลังอิกโก-อิกกิที่มีพลังมนตราแห่งโพธิญาณได้ด้วยอาวุธปกติทั่วไปนั้นมันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็ถูกบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอดและแล้ว ความเคลือบแคลงในตัวโนบุนากะที่อยู่ภายในใจของมิทสึฮิเดะมาโดยตลอดก็ได้มาถึงจุดสิ้นสุด มิทสึฮิเดะเสแสร้งทำเป็นนำกองทัพเข้าไปสมทบกับกองทัพของฮิเดโยชิที่กำลังทำศึกกับตระกูลโมริและลอบเข้าไปวัดฮอนโนจิเพื่อต้องการจะถามเพื่อความแน่ใจเกี่ยวกับที่มาของอาวุธเหล่านั้นทางด้านโนบุนากะที่กำลังพักแรมอยู่ภายในวัดฮอนโนจินั้นก็เริ่มที่จะควบคุมพลังแห่งอสูรไม่ค่อยอยู่แล้ว ในทันใดนั้น มิทสึฮิเดะก็ได้บุกเข้ามาในวัดและเห็นโนบุนากะกลายร่างเป็นจอมมารแห่งอสูรต่อหน้าต่อตา การกลายสู่ร่างจอมมารแห่งอสูรในครั้งนี้ส่งผลทำให้วัดฮอนโนจิเกิดเพลิงไหม้ไปทั่ววัดฮอนโนจิโนบุนากะเมื่อถูกเห็นเข้าจึงรีบพุ่งเข้าไปปลิดชีวิตมิทสึฮิเดะเพื่อหวังจะฆ่าปิดปาก แต่ก็ได้ฮิเดมิทสึ ผู้เป็นบุตรชายมาช่วยไว้ได้ทันด้วยหอกมนตราแห่งสังฆราชที่เขาได้รับมาจากเคนเนียว ผู้เป็นเจ้าอาวาสและหัวหน้าอิกโก-อิกกิในวัดฮอนกันจิที่ถูกเผาทำลายไป ซึ่งก็ได้สิ้นใจลงในเวลาเดียวกันฮิเดมิทสึ เป็นถึงอดีตพระนักรบแห่งมนตราระดับชั้นแนวหน้าของกองกำลังอิกโก-อิกกิที่ได้ล่มสลายลง เขาเป็นพระนักรบเพียงคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้และได้นำเอาหอกมนตราแห่งสังฆราชออกมาจากชั้นใต้ดินภายในซากวัดเอ็นเรียคุไปเป็นอาวุธประจำกายของตนเอง หลังจากที่กลุ่มอิกโก-อิกกิได้ล่มสลายลง เขาก็เริ่มออกเดินทางไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อคอยปราบเหล่าอสูรโยไคชนิดต่างๆ อยู่เพียงลำพังจนกระกระทั่งวันหนึ่ง ฮิเดมิทสึก็ได้รู้สึกสังหรณ์ใจขึ้นมาว่า มิทสึฮิเดะ ผู้เป็นพ่อกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาจึงรีบมุ่งหน้าไปยังวัดฮอนโนจิเพื่อช่วยผู้เป็นพ่อทันทีโมริ รันมารุ มือขวาคนสนิทของโนบุนากะก็ได้เข้ามาช่วยสมทบผู้เป็นนาย จนนำไปสู่ศึกที่วัดฮอนโนจิระหว่างฝ่ายสองพ่อลูกอาเคย์จิที่ประกอบไปด้วยมิทสึฮิเดะกับฮิเดมิทสึ และฝ่ายโนบุนากะกับรันมารุในท่ามกลางเพลิงไหม้อันร้อนระอุที่ลุกโชนไปทั่ววัดแต่อย่างไรก็ตาม แสงแห่งธรรมะย่อมชนะความมืดแห่งอธรรม พลังแห่งอสูรของโนบุนากะกลับไม่สามารถเอาชนะพลังมนตราแห่งโพธิญาณของฮิเดมิทสึได้เลย จึงทำให้ศึกในครั้งนี้ได้จบลบที่ชัยชนะของสองพ่อลูกแห่งอาเคย์จิ ร่างของโนบุนากะก็ได้ดับสลายหายไปพร้อมกับพลังแห่งจอมมารอสูร ทางด้านรันมารุก็ได้สิ้นใจลงด้วยน้ำมือของมิทสึฮิเดะ จากนั้นทั้งสองลูกก็ได้แยกทางจากกันหลังจากที่ขึ้นมาอำนาจสูงสุดในญี่ปุ่นได้ไม่กี่เดือน มิทสึฮิเดะก็ได้สิ้นใจลงด้วยน้ำมือของโทโยโทมิ ฮิเดโยชิในศึกยามาซากิ และฮิเดโยชิก็ได้ขึ้นมามีอำนาจปกครองญี่ปุ่นในเวลาต่อมา โดยที่ไม่มีใครรู้เรื่องเกี่ยวกับการกลายร่างเป็นจอมมารแห่งอสูรของโนบุนากะเลยทางด้านฮิเดมิทสึก็ได้เปลี่ยนชื่อไปเป็นนันโคโบะ เทนไก เพื่อหลบหนีการไล่ล่าของฮิเดโยชิ และคอยปราบเหล่าอสูรโยไคที่ออกอาละวาดคุกคามชาวบ้านไปทั่วญี่ปุ่นภายใต้หน้ากากโอนิสีทองในศึกชิสุงาทาเนะ มาเอดะ โทชิอิเอะ กับทาคิกาว่า คาสึมาสะได้แปรพักตร์ไปอยู่ฝ่ายฮิเดโยชิ คัทสึอิเอะได้พ่ายแพ้ให้กับกองทัพฝ่ายฮิเดโยชิที่นำโดยสองขุนพลชั้นแนวหน้าอย่างฟุกุชิมะ มาซาโนริ กับคาโตะ คิโยมาสะ ส่งผลทำให้ปราสาทฟุคุอิถูกเผาทำลายจนมอดไหม้คัทสึอิเอะได้ทำฮาราคีรีปลิดชีวิตตนเองไปพร้อมกับภรรยาของเขาที่มีนามว่าโออิจิ-ฮิเมะ ผู้เป็นน้องสาวของโนบุนากะและอดีตคนรักของอาซาอิ นางามาสะ ทางด้านโนบุทากะก็ได้ทำฮาราคีรีปลิดชีวิตตนเองที่เมืองโนมะในแคว้นโอวาริจากการถูกกดดันโดยฮิเดโยชิกับโนบุคัทสึหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้มีการสร้างปราสาทโอซาก้าขึ้นในที่เดิมของวัดฮอนกันจิที่ได้ถูกเผาทำลายลงจนราบคาบ ตามคำบัญชาของฮิเดโยชิ โดยมีจุดประสงค์ในการปราบปรามในทุกๆ แคว้นทั่วญี่ปุ่นเพื่อรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ตามเจตนารมณ์ของโนบุนากะผู้เป็นเจ้านายเก่าอิเอยาสึได้พ่ายแพ้ให้กับฮิเดโยชิในศึกชิงอำนาจในสมรภูมิโคมากิ-นาคากุเตะ อิเอยาสึได้ยอมสวามิภักดิ์ต่อฮิเดโยชิ พร้อมกับส่งลูกชายคนรองของเขาที่มีนามว่ายูกิ ฮิเดยาสึให้ไปเป็นลูกชายบุญธรรมของฮิเดโยชิในเวลาต่อมา แต่อย่างไรก็ตาม ซัทสะ นาริมาสะ ขุนพลคนสุดท้ายของโนบุนากะก็ยังคงไม่ยอมรับในอำนาจของฮิเดโยชิ จึงลุกฮือก่อกบฏที่เมืองโทยามะ แต่ท้ายที่สุดก็ถูกปราบปรามลงได้อย่างเด็ดขาดโดยกองทัพของฮิเดโยชิที่นำโดยโทชิอิเอะนาริมาสะและเหล่าขุนพลกับข้ารับใช้คนอื่นๆ ของโนบุนากะก็ได้พากันยอมจำนนและเข้าสวามิภักดิ์ต่อฮิเดโยชิในเวลาต่อมาในศึกชิโกกุ กองทัพของฮิเดโยชิที่นำโดยโคบายะคาว่า ทากาคาเนะ ขุนศึกชั้นแนวหน้าแห่งตระกูลโมริที่นำโดยเทรุโมโตะที่ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าตระกูลคนใหม่แทนที่โมโตนาริ ผู้เป็นพ่อที่ได้สิ้นใจลงในสมรภูมินากาชิโนะ ร่วมกับอุคิตะ ฮิเดอิเอะ ขุนศึกในกองทัพของฮิเดโยชิสามารถเข้าพิชิตกองทัพฝ่ายตระกูลโชโซคาเบะที่นำโดยโชโซคาเบะ โมโตะจิกะลงได้ ส่งผลทำให้ตัวโมโมจิกะและเหล่าขุนศึกในชิโกกุต่างก็พากันยอมสวามิภักดิ์ต่อฮิเดโยชิในเวลาต่อมาฮิเดโยชิได้แต่งตั้งให้โมโตจิกะเป็นผู้นำทัพในการเข้าพิชิตกองทัพฝ่ายตระกูลชิมาสึที่นำโดยขุนศึกที่ขึ้นชื่อว่าเก่งกาจที่สุดในตระกูลที่มีนามว่าชิมาสึ โยชิฮิโระในศึกคิวชู กองทัพของโมโตจิกะสามารถเข้าพิชิตกองทัพฝ่ายตระกูลชิมาสึลงได้ โยชิฮิโระได้กลายมาเป็นขุนศึกฝ่ายฮิเดโยชิในเวลาต่อมา

    คล้ายกับเรื่องเจ้าหญิงฮิเมรากิ กับไข่มุกแห่งภูผา (Himeragi Princess and The Pearl of Mountain) ที่คุณอ่าน