หนุ่มหน้าตี๋ที่เคยมีแววตาทะเล้นที่เรียกเสียงหัวเราะของคนรอบข้างอยู่เสมอ แต่เวลานี้เขาเปลี่ยนไปอย่างที่ไม่เคยมีใครพบเห็น มือทั้งสองจับพวงมาลัยรถยนต์เกร็งจนเห็นเส้นเืปูดนูนเด่นชัด เท้าเหยียบคันเร่งจมมิดจนเข็มไมล์กระดิกพุ่งขึ้นราวคนป่วยหนักอาการโคม่า
“ก็คนโง่ ๆอย่างนี้ไงที่หาเลี้ยงคนฉลาดให้เหยียบหัวคนอื่นเล่น!”
ชายหนุ่มสบถคำหยาบออกมาหลายคำแต่หยดน้ำใส ๆ กลับเอ่อคลอเบ้าตา แล้วภาพเก่า ๆ ในวัยเยาว์ก็ฉายชัดขึ้นมาตรงหน้า เหมือนเปิดดูภาพยนตร์เื่หนึ่งที่มีตัวเขาเองเป็นักแสดง
“เฮ้ย!ไอ้ตั้ม ทำไมรีบกลับบ้านงานการที่อู่เสร็จแล้วเรอะ”
เสียงสำเนียงจีนของผู้เป็พ่อร้องถามทันที ที่ร่างเด็กชายวัยสิบหกกำลังเดินเข้ามาในบ้านด้วยสภาพเสื้อชอปสีน้ำเงินมอมแมม
“ี้เีอย่างนี้ไอ้ที่เรียน ๆ ไปมันจะอยู่ในสมองเหรอ เสียเงินเสียเวลาเปล่า ๆ ” พี่ชายคนโตผู้เรียนแพทย์ปีสุดท้ายเอ่ยขึ้นเขายืนยิ้มได้ใจอยู่ที่ประตูห้องครัว
“อย่างนายแค่จับกังก็เกินพอแล้ว”
พี่ชายคนรองที่เพิ่งสอบเข้าวิศวะฯได้เข้ามากระซิบเบาๆ แต่กลับะเิเสียงหัวเราะดังลั่นแบบไม่เกรงใจคนฟัง มีเพียงสายตาที่มองกลับอย่างไม่พอใจ
“อย่ามามองหน้าแบบนี้กล้าหือรึไง”
พี่คนโตผลักศีรษะน้องคนเล็กอย่างแรงจนเซล้มลงที่บันได ทำให้ผู้เป็พ่อซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกลุกขึ้นมาดู
“ทำอะไรกัน! ไอ้ตั้มแกมันหาเื่พี่ ๆ อีกแล้วใช่มั้ยโง่แล้วไม่เจียมตัวยังจะเถียงกับเขาอีกเรอะ”
หนุ่มเชื้อจีนขบกรามแน่นจนเป็สันนูน สะกดอารมณ์ที่พวยพุ่งอยู่ภายใน เขาเหยียบคันเร่งมิดเมื่อเห็นสัญญาไฟจราจรข้างหน้ากระพริบเปลี่ยนเป็สีแดง และพุ่งฝ่าฝูงชนที่กำลังเตรียมจะก้าวข้ามถนนพอดีเขาไม่สนใจเสียงด่าทอของผู้คนสองข้างทางและไม่ทันสังเกตว่ามีมอเตอร์ไซด์คันหนึ่ง บิดเร่งความเร็วไล่ล่าตามหลังอย่างรวดเร็วไม่แพ้กัน
“ตั้มหยุด!”
เบียร์ะโเสียงดัง เมื่อรถมอเตอร์ไซด์ที่ขับมาสามารถตีขึ้นขนาบข้างฝั่งคนขับได้สำเร็จแต่ดูเหมือนว่าชายที่อยู่ในรถเก๋งคันหรูเครื่องแรงคันนี้ จะไม่เหมือนเพื่อนซี้ที่เขาเคยรู้จักเลย และเสียงของเพื่อนรักไม่สามารถเข้าไปสู่โสตประสาทของอีกฝ่ายที่กำลังจมอยู่กับภาพความทรงจำที่เ็ป
ั้แ่แม่ป่วยและจากไปด้วยโรคเบาหวาน เขาก็ไม่มีใครคอยปลอบโยน กี่ปีที่ผ่านพ้นเขาก็ยังเป็ “ลูกเลว” ในสายตาของผู้เป็พ่อไม่เคยเปลี่ยนและอีกกี่ปีที่ผ่านไปเขาก็ไม่มีวันเป็ “คนดี”ในสายตาของผู้หญิงที่เขารักได้เลยไม่มีวันที่จะยืนในหัวใจเธอแทนที่พี่ชายคนรองของเขาได้เลย
ถนนที่ทอดยาวไปสู่สะพานข้ามแยกที่กำลังก่อสร้าง ข้างหน้าถนนมีสัญญาไฟกระพริบเตือนปิดถนนแต่เหมือนว่ารถมาสด้าสีดำสนิทจะไม่ได้สนใจแม้แต่น้อยความเร็วของรถยังไม่ลดลง
“ระวัง!”
ผีหนุ่มร่างโปร่งใสผู้ซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซด์ที่ขับตีคู่ขนาบข้างรถเก๋ง เผลอะโเสียงดังแต่ก็ไม่สามารถไปถึงหูของคนขับสปอร์ตไบค์ได้ รถมอเตอร์ไซด์สี่สูบเบี่ยงหัวรถออกเพื่อหลบสิ่งกีดขวางของเศษวัสดุก่อสร้าง ทำให้รถเก๋งแซงหน้าไปได้ทิ้งระยะห่างหนึ่ง่รถ ิญญาเร่ร่อนเอื้อมมือมาจับที่คันแฮนด์มอเตอร์ไซด์กุมมือของพี่ชายของหญิงสาวซึ่งเสมือนเป็ผู้มีพระคุณของเขา
ถ้าปาฎิหาริย์มีจริง ก็ขอให้มันเกิดกับเขา สักครั้ง!! เขากลั้นลมหายใจควบคุมสติของตนเองเหมือนจะถ่ายเทพลังงานทั้งหมดที่มีสู่มือสองข้างที่กำลังพยายามบังคับรถมอเตอร์ไซด์ให้ไล่ตามรถเก๋งคันหรูให้ทัน
…ไม่รู้เคยรู้สึกภูมิใจในชีวิตที่เกิดมานี่เลย…
…แล้วชีวิตมันคืออะไร…
…ชีวิตของใคร…ทำอะไร…เพื่อใคร…
…ชีวิต…ของ…เรา
…ชีวิต…
…ของ…
...เรา…
แสงสว่างวาบเข้ามากระทบม่านตาของหนุ่มหน้าตี๋พร้อมสติที่กลับคืน แต่ภาพตรงหน้าก็เห็นเวิ้งฟ้ากว้างสิ้นสุดถนนจะให้รถได้ไปต่อ
“ตั้มหักขวา! เบรก!”
ชายหนุ่มเหยียบเบรกมิดแล้วหมุนพวกมาลัยรถไปทางขวาสุดตัว เสียงรถเบรกดังลั่นเป็ผลให้รถเก๋งสีดำสนิทหมุนรอบครึ่งก่อนจอดนิ่งสนิท รถมอเตอร์ไซด์สี่สูบที่ขับตามมาจอดรถไว้ใกล้กัน หมวกกันน๊อกถูกขว้างกระเด็นทันทีเมื่อลงจากรถ ชายหนุ่มผมยาวรีบวิ่งไปเปิดประตูรถที่เพื่อนยังนั่งตัวสั่นอยู่ เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดขึ้นที่ใบหน้าจนเปียกชื้นเหมือนฉ่ำฝน
“ไม่เป็ไรแล้วตั้มทุกอย่างจบแล้ว” เบียร์โอบไหล่เพื่อนเบาๆ น้ำใส ๆ ที่เคยกลั้นไหลรินออกมาพร้อมเสียงสะอื้น
“นี่เป็ชีวิตของเรา เรากำลังทำอะไร มีชีวิตไปทำไม”
สิ้นประโยคของตั้มเขาก็ปล่อยให้ตัวเองได้ร้องไห้ ใช่! ั้แ่เขารู้จักความเ็ปในชีวิตจากแรงกดดันทั้งหลายทั้งปวงเขาเพิ่งได้ร้องไห้ก็วันนี้เอง!
“ชีวิตเป็ของเรา...ภูมิใจเถอะที่เรายังมีชีวิตอยู่แม้ไม่รู้ว่าปลายทางจะเป็ยังไง”
“เพื่ออะไร”
“เพื่อค้นหาว่าตัวเอง้าอะไรไง”
เบียร์ให้กำลังใจเพื่อนรัก แต่ก็เหมือนบอกกับตัวเองเช่นกัน ชายหนุ่มเสยผมยาวยุ่งเป็กระเซิงก่อนมองไปที่เวิ้งฟ้าแสงตะวันลาลับฟ้าไปแล้ว แต่มิตรภาพของคนสองคนกำลังโชนแสงขึ้นอีกครั้ง ในความมืดบอดของหัวใจใครคนหนึ่ง
ิญญาหนุ่มร่างโปร่งใสยืนอยู่ใกล้ๆ เขาทำได้เพียงแค่ยิ้มบางๆ และบันทึกภาพเหตุการณ์และความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลของวันนี้ การได้รู้จักชีวิตของพวกเขาเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกว่ามันเป็การคุ้มค่า ที่จะได้รู้จักใครสักคนในแง่มุมที่ลึกซึ้ง ยิ่งกว่าการอ่านนิยายเล่มไหน ๆ เพราะนี่คือชีวิตจริง ความเ็ปแท้จริง ๆประสบการณ์ตรงที่ไม่มีใครสอนสั่งได้ นอกจากจะเผชิญด้วยตนเอง ในกล่องความทรงจำที่ไม่อาจรู้ได้ว่าวันหนึ่งข้างหน้าเขาจะจำเหตุการณ์เหล่านี้ได้ไหม
เขาถอนแว่นสายตาทรงกลมออกเพ่งมองภาพตรงหน้า เท่านี้ก็พอแล้ว.... เขาไม่อยากรับรู้แล้วว่าก่อนที่เขาจะเหลือเพียงอากาศธาตุเช่นนี้เขาเป็ใคร เขาปล่อยใจคิดถึงดวงตากลมโตของโซดาแล้วเผลอยิ้มออกมา ขอเพียงได้อยู่ใกล้ ๆ ได้เห็นเธอหัวเราะ ร้องไห้ และมุ่งมั่นกับสิ่งที่ฝัน แม้ว่าจะเป็เพียงแค่ิญญามันก็พอแล้ว...พอแล้วจริง ๆ เขาชื่นชมกับมิตรภาพที่เห็นคล้ายกับว่าความรู้สึกแบบนี้เคยเกิดขึ้นกับเขามานานแล้ว แต่มันถูกทรยศหักหลัง!!
“โอ๊ย!”
เขาก็เกิดเจ็บแปลบที่ท้ายทอยเหมือนถูกฟาดด้วยของแข็งอย่างแรง จนไม่อาจควบคุมร่างกายไว้ได้แข็งขาหมดแรงจนทรุดลงไปนั่งกับพื้นทันที!
………………