
ตอนที่153 ตำราปรุงยาสมบัติปรมาจารย์
วาบๆ ๆ!!
"อ๊ากกกกกกกก..กรอดดด! .."
กริชเพชรลอยตัวขึ้นขัดตะหมาดบนอากาศเหนือเสาแท่งศิลากลางห้อง กัดฟันกรอดๆ เร่งเร้าพลังธรรมชาติทั้งหมดดูด เข้าสู่ร่างกายเติมเต็มเข้าไปในบอลดวงจิตสีรุ้ง ที่มีขนาดใหญ่มากกว่าเดิมขึ้นเป็นพันเท่า
ชั่วหนึ่งก้านธูปที่ร่างกายของกริชเพชรถูกพลังสายฟ้า กระหน่ำฟาดอย่างเจ็บปวดรวดร้าวไปถึงไขกระดูกสันหลัง พลังผลึกเนตรมรกตสีฟ้าเข้ม ก่อให้เกิดเหมือนเขาถูกยาพิษอาบไปทั้งตัว ดุจมดคันไฟนับหมื่น ระดมกัดเข้าไปทั่วทุกเส้นประสาทของชายหนุ่ม
เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยงๆ!
ซ่า! ซ่า! ซ่าๆ!
"อ้ารรรซ์! ..กรอดดด! "
ทั่วร่างกายของเขามีเสียงดังเปี๊ยะๆ ก้องไปทุกอณู ภายในอาณาจักรดวงจิตของกริชเพชรเขากัดฟันกรอดๆ การผ่านมรสุมเลื่อนระดับพลังบอลดวงจิตแก่นแท้ครั้งนี้ มันดูโหดเกินกว่าครั้งไหนๆ แต่ด้วยร่างกายที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเนื้อหงส์ไฟ ทำให้เขาสามารถต้านรับได้จนนาทีสุดท้าย
"อ๊าาาาาาาาส์~"
ตูมๆ ๆ ๆ!!
"ฟู! ..."
ชายหนุ่มอ้าปากกว้าง พลังสายฟ้าที่ปะปนไอสีมรกตพุ่งขึ้นสู่กลางอากาศ ระเบิดเสียงดังสนั่นลั่นห้อง
ดีที่เขาอยู่ในกล่องนิลกาฬที่สร้างมาจากวัตถุระดับเทพ ของจอมจักรพรรดิอสูรรุ่นดึกดำบรรพ์ ทำให้มันมีประสิทธิภาพในการต้านรับพลังที่กริชเพชร กระแทกออกจากปากด้วยความอัดอั้น ปลดปล่อยมันออกไปอย่างบ้าคลั่งในห้องแปดเหลี่ยมนั้น ก่อนที่เขาจะยกฝ่ามือขึ้นร่ายคาถา
"ดวงตามหาเวทย์"
ดวงตาของชายหนุ่มเปล่งประกายเป็นสีมรกต ดูดซับเอาพลังทั้งสิ้น ที่ระเบิดออกเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว นี่กลับเป็นความสามารถใหม่ที่กริชเพชรทดลอง ขณะก้าวขึ้นสู่ระดับอสูรครึ่งเทพขั้นที่สอง ดวงตามหาเวทย์ของเขาไม่ใช่เพียงแต่สตั้นคู่ต่อสู้ ให้หยุดนิ่งสามวินาทีเท่านั้น แต่ตอนนี้มันกลับ
เพิ่มเป็นห้าวินาที พลังรบของเขาลดลงแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เมื่อใช้ดวงตามหาเวทย์ มันดีกว่าครั้งก่อนถึงยี่สิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
และสามารถใช้ดวงตามหาเวทย์ดูดซับพลังธรรมชาติสายฟ้า และพลังผลึกเนตรมรกตที่กลายเป็นพลังทำลายล้าง ขณะกริชเพชรระบายออกจากปาก กระจายอยู่รอบตัวได้ด้วย มันเป็นพลังจิตสายซัพพอร์ต ที่ดูดซับพลังทำลายกลายเป็นพลังจิตอสูร ที่สามารถนำมาโจมตีสะท้อนกลับใส่ศัตรูได้
ด้วย มันเป็นการอัพเกรดคาถาดวงตามหาเวทย์ขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง ชั่วขณะหนึ่งก้านธูปไหม้ เขาดูดซับพลังทั้งหมดในห้องแปดเหลี่ยม เข้าสู่บอลดวงจิตแก่นแท้อย่างอัตโนมัติ ตอนนี้บอลดวงจิตแก่นแท้สีรุ้งของกริชเพชร มีพลังที่เข้าไปสะสมเพียงเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น
เขายังขาดพลังธรรมชาติอีกถึงสามสิบเปอร์เซ็นต์ จึงจะเติมประสิทธิภาพของบอลดวงจิตแก่นแท้สีรุ้งให้เต็มได้ มันใหญ่โตมโหฬารดุจดังทะเลสาบที่ดูดกลืนสายน้ำไม่รู้จักหมดสิ้น เพราะตอนนี้ชายหนุ่มเลื่อนระดับกายอสูรของเขา เป็นอสูรครึ่งเทพระดับพรีเมี่ยมไปแล้ว
'สุดยอดมันดีอย่างนี้นี่เอง ตอนนี้เราเลื่อนระดับขึ้นสู่กายอสูรครึ่งเทพขั้นที่สอง เละพลังจิตอสูรก็เคลื่อนถึงธาตุทองขั้นที่สิบ เสียดายไม่สามารถไต่ระดับไปถึงขั้นเพชรได้ มันดูเหมือนว่าจะห่างไกลเหลือเกินพลังจิตอสูรของเราติดคอขวดแล้วหรือไร...'
กริชเพชรคิดขณะเพ่งพลังจิตของตัวเองตอนนี้แม้ว่ามันมีระดับต่ำกว่าพลังทั้งสองด้านของเขาแต่มันกลับมีประสิทธิภาพสูงล้ำกว่า เขาเพิ่งเข้าไปในวิชาควบคุมพลังจิตของตนเอง
ออฟชั่น ใหม่เปิดออกให้ชายหนุ่มได้เรียนรู้ วิชาการสนับสนุนผู้อื่น ที่เรียกว่าพลังจิตเสริมโจมตี
สามารถเร่งเร้าพลังการโจมตีให้กับผู้อื่นได้ถึงร้อยเปอร์เซ็นต์ด้วยวิชานี้ เขาจึงตั้งใจเรียนเป็นพิเศษ มันเป็นวิชาสายซัพพอร์ตที่ชายหนุ่มเอาไว้ช่วยผู้
อื่น ในการสร้างค่ายกลมหาเทพแปดทิศเสริมพลังการโจมตี ให้คนของเขาขึ้นอีกหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ หรืออีกหนึ่งเท่าตัวของพลังโจมตีดั้งเดิม ของผู้ที่เขาส่งพลังจิตเสริมการโจมตีออกไปให้
วิชานี้มันดีสำหรับความรู้สึกของชายหนุ่ม ตัวเองสามารถหยิบยืมพลังการโจมตีของผู้อื่นให้มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายล้าง ถ้าเขาส่งกระแสจิตร่ายเวทย์พลังนี้ออกไปให้รัตติกาลรับรองมืออสูรของนางต้องบดขยี้กายอสูรระดับราชันได้อย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าเจอค่ายกลของอสูรวานรอีกครั้งพวกมันไม่สามารถจะรับยันต์พลังมือมารของรัตติกาลได้อีกต่อไป เพียงกระแทกเบาๆ ค่ายกลนั้นมันก็ระเบิดเป็นเสี่ยงๆ แน่ๆ
กริชเพชรรู้สึกยินดีมากๆ ที่เขาเลือกวิชาพลังจิตด้านการสนับสนุน มันทำให้ตนสามารถใช้พลังของผู้อื่นในการสู้รบให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
ซึ่งมันมีความหมายสำหรับกริชเพชรมาก เขาไม่ต้องออกรบด้วยตัวเอง ลดสภาวะในการเสี่ยงที่จะเข้าปะทะกับศัตรู
'ถ้าเราสามารถหาภูตอสูญระดับสูงขั้นเทพได้อีกสักห้าตนรับรองค่ายกลมหาเทพแปดทิศมีความเพอร์เฟคแน่งานนี้ เสียดายที่บอลดวงจิตแก่นแท้ขององค์หญิงเจ้าเฟิงและหลงไป๋ ถูกพลังเวทย์ปีศาจเกาะกินไม่สามารถกลายเป็นภูติอสูรออกมาช่วยเรารบได้ ไม่เช่นนั้นเราหาทางพัฒนายกระดับนางให้เป็นภูตอสูรที่มีประสิทธิภาพในการช่วยรบอีกสองคนรับรองว่าดีโคตรๆ '
ชายหนุ่มมั่นใจในความสัตย์ซื่อและจงรักภักดีของสองสาว ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องใช้วิธีในการผูกสัญญาเป็นนายบ่าวก็เรียกนางออกมาช่วยรบได้
'ไม่แน่มันอาจจะมีวิธีปลุกนางออกจากบอลดวงจิตแก่นแท้มาเป็นภูตอสูรเหมือนกับ ฮายองวอนและรัตติกาลก็ได้นะ..เราต้องศึกษาดูอีกที...'
กริชเพชรคิดคำนวณอยู่พักใหญ่ก่อนจะก้าวออกจากห้องแปดเหลี่ยมมา
"นายท่านเป็นยังไงบ้างสำเร็จหรือไม่..เจ้าคะ.."
ปีศาจสาวรัตติกาลถามด้วยความห่วงใย กริชเพชรหันไปยิ้มให้กับนาง
"ข้าสามารถดูดซับพลังธรรมชาติเติมให้บอลดวงจิตแก่นแท้ได้แค่เจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ เพราะพลังสายฟ้าในห้องแปดเหลี่ยมไม่เพียงพอ ตอนนี้มันต้องได้รับการพักฟื้นแสงมันอ่อนลงมาก ข้าเลยไม่อยากจะดูดซับต่อไป และผนึกเนตรมรกตข้าก็ใช้ไปถึงสองร้อยล้านดอร์
คาดคิดว่าใช้มากกว่านี้ก็คงจะไม่มีประโยชน์ มันคงจะเพิ่มขั้นมาอีกไม่มาก เพราะก้าวสุดท้ายที่จะเลื่อนขั้นให้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ต้องใช้อีกมากโข ในความรู้สึกของข้าจึงหยุดมันไว้ก่อน
พลังบอลดวงจิตแก่นแท้ของข้ามีเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ก็ถือว่ามากกว่าเก่าเป็นพันเท่า แค่นี้ก็เพียงพอที่จะเอาตัวรอดในดินแดนอาณาจักร อสูรพฤกษาได้อย่างสบาย ข้ามีธุระต้องออกไปจัดการก่อน เจ้าทั้งสองก็พักผ่อนเถอะ จำเป็นเมื่อไหร่ข้าจะเรียกใช้เจ้า.."
กริชเพชรตอบรัตติกาลอย่างอารมณ์ดี นางยกยิ้มด้วยความยินดี เมื่อชายหนุ่มสามารถเลื่อนระดับสูงขึ้นกว่าเก่า ย่อมดีต่อใจนางที่คนรักสามารถมีพลังรบเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
กริชเพชรเปิดหน้าต่างออกแล้วทะยานขึ้นไปอยู่กลางอากาศ กลายร่างเป็นหนอนชิเมโจได๋ขั้นที่สาม ค่อยๆ บินลัดเลาะสำรวจนครอสูรพฤกษาชายหนุ่มกำลังเสาะหาที่สำหรับทำร้านปรุงโอสถ แต่ที่จริงแล้วเขาต้องการทำร้านอาหารมากกว่า มันเป็นความฝันที่กริชเพชรอยากทำสมัยเป็นมนุษย์
เขาเคยเห็นพวกดาราเซเลบเมื่อมีชื่อเสียงโด่งดัง แล้วชอบเปิดร้านอาหารกัน กริชเพชรอยากจะลิ้มลองรสชาติการทำร้านอาหารหรูๆ สักแห่ง เขาบินมาเรื่อยๆ เห็นตรอกซอยมากมายกระจายตัวอยู่
มีร้านรวงสำหรับค้าขาย ด้านซ้ายติดป้ายว่าเป็นร้านขายอาวุธ ขวามือถัดไปเป็นร้านจำหน่ายวิญญาณอาวุธ ตรงไปเป็นร้านขายวัตถุดิบปรุงโอสถ มันมีลักษณะที่แออัดกันมากมาย มีคนเดินขวักไขว่
กริชเพชรสังเกตว่ามีบางร้านที่ทำอาหารปรุงสุกลูกค้าส่วนมากเป็นบัณฑิตใส่ชุดหรูหรา มานั่งจิบน้ำชากินของปิ้งย่างคุยกันชิลๆ แต่ที่สังเกตดูว่าจะมีมากสุดเป็นร้านจำหน่าย วัตถุดิบจำพวกเนื้ออสูรที่ใช้พัฒนาพลังรบ ในร้านค่อนข้างสะอาดสะอ้าน บรรจุด้วยกล่องชั้นเยี่ยมและกล่องเทพที่ใช้บรรจุเนื้ออสูรชนิดต่างๆ
และที่มีมากที่สุดกลับเป็นร้านขายพวกผลไม้วิเศษ กริชเพชรสังเกตดูว่ามันใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับปรุงโอสถ และเป็นอาหารว่าง ส่วนมากผลไม้เหล่านี้ จะมีราคาถูกอาจเป็นเพราะว่า นครอสูรพฤกษาเป็นแหล่งของวัตถุดิบพวกนี้ คุณประโยชน์ในการพัฒนากายอสูรขึ้นมาถือว่าน้อยนิด ถ้าไม่มีส่วนประกอบของเนื้ออสูรที่เป็นวัตถุดิบหลัก
กริชเพชรลอยตัวออกมาจากแหล่งการค้าของนครอสูรพฤกษาไปทางทิศเหนือค้นพบทะเลสาบขนาดใหญ่มีผู้คนจำนวนน้อย ส่วนมากเป็นชาวประมงที่จับสัตว์อสูรประเภทสัตว์น้ำแล้วสุดท้ายเขาก็มาพบตึกขนาดใหญ่ที่ตั้งใกล้กับริมทะเลสาบ มันดูรกร้างเหมือนไม่มีผู้คน
กริชเพชรสนใจมันมากๆ เพราะเป็นตึกที่สวยงาม ตระการตายิ่งนัก ประดิษฐ์ขึ้นจากหินอ่อนสีเขียวมันเขียนว่าตึกหยกเขียวตระกูลสือ มีถนนตัดผ่านมุ่งตรงไปที่ริมทะเลสาบทอดยาวคดเคี้ยวอ้อมทะเลสาบขนาดใหญ่วกกลับเข้าไปในเมืองเหมาะแก่การทำรีสอร์ทริมทะเลสาบโคตรๆ
กริชเพชรเพ่งจิตกลายร่างเป็นอสูรพฤกษายืนมองคฤหาสน์หลังนั้น อยู่บนเนินเขาริมทะเลสาบ
'ที่นี่เหมาะมากๆ แก่การทำร้านอาหาร
ตรงด้านนั้นเดี๋ยวสร้างสิ่งก่อสร้างยื่นเข้าไปในทะเลสาบเป็นสะพานและเก๋งสำหรับนั่งทานอาหารสักสิบหลัง..'
กริชเพชรกำลังมโนวาดฝันในการสร้างร้านอาหาร เขาจะทำอาหารปรุงสุกที่สามารถพัฒนากายอสูรให้กับลูกค้า หาได้สนใจทำร้านปรุงโอสถอย่างที่เคยบอกแม่นางสือหงษ์ไว้
'เดี๋ยวพ่อจะขยายสาขาเป็นแฟรนไชส์ให้กระจายไปทุกอาณาจักรอสูรเลยทีเดียว เอาให้เหมือนเซเว่นอีเลฟเว่นบริการยี่สิบสี่ชั่วโมงเลย.เอิ๊กๆ ..'
กริชเพชรยกยิ้มสูงกระหยิ่มยิ้มย่องนึกครึ้มอยู่ในใจ เหมือนเติมเต็มความฝันที่ตัวเองอยากทำมันใกล้จะสำเร็จ แดดเริ่มอ่อนลงข้างทะเลสาบระยิบระยับเมื่อแสงอาทิตย์กระทบถูก คลื่นละอองน้ำส่องประกายวาววับสวยงามนัก ในยามที่มันกำลังใกล้ตกลับตาผู้คน มีเรือขนาดใหญ่ล่องเข้ามาสู่ชายทะเลสาบ
กริชเพชรมองเรือนั้นอย่างสนใจมันกว้างประมาณสองร้อยวา ยาวห้าร้อยกว่า ด้านบนเป็นเก๋งรับรองมีหลังคากันแดดอย่างดี คล้ายกับเรือประมงที่เขาเคยเห็นแถวปัตตานี แต่ที่น่าสนใจคือตอนนี้มีเรือเล็กสิบกว่าลำ กำลังตีคู่รายล้อมขวางเรือใหญ่นั้นอยู่ ก่อนจะมีกลุ่มชายชุดดำทะยานขึ้นไปบนเรือ
เปรี้ยง!! เปรี้ยง!! ตูมๆ ๆ!!
"จ๊ากกกส์...อ๊ากกกกกกกก!! "
บึ้ม! ควับ! ควับ!
กริชเพชรขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเสียงการต่อสู้กันและอีกอึดใจเดียว เก๋งบนเรือใหญ่ก็ระเบิดออกมีร่างของชายผู้หนึ่ง ที่ดูเหมือนจะสูงวัยแก่ชราทะยานออกมาจากเก๋งนั้น
กระโดดลงบนหัวเรือในมือของเขา จับแขนของสาวน้อยผู้หนึ่งที่ใส่เสื้อขาวกระโปรงบานสีเขียวอ่อน ติดตามออกมา ตอนนี้มีกลุ่มคนชุดดำ ยี่สิบกว่าคน กระจายออกรายล้อมผู้เฒ่าและดรุณีน้อยนางนั้น จนไม่อาจหลบหนีไปทางไหนได้
ทั้งสองยืนอยู่ท่ามกลางวงล้อมของชายชุดดำ แต่ดูเหมือนว่าพวกมันก็ไม่ผลีผลามโจมตีผู้เฒ่า มีหลายครั้งที่คน ชุดดำจะขยับเข้าโจมตี กลับถูกระเบิดควันของผู้เฒ่าขว้างใส่ต้องหลบหนีกันจ้าละหวั่น แต่ก็ยังตรึงทั้งสองคนไว้อยู่บนหัวเรือไม่มีทางหนีไปไหนได้
.............................................................................................................................................................................................