ร้านก่อสร้างจิ่นเลี่ยนกำลังจะเสร็จสิ้นการก่อสร้างแล้ว เรือนหลังใหญ่สองชั้นสวยงามที่กำลังเป็รูปเป็ร่าง ตอนนี้กำลังเริ่มปูหลังคาเรือนแล้ว
“พี่ใหญ่ หากท่านรีบทำ มันจะไม่แข็งแรง คนอื่นที่มาทำต่ออาจพลัดตกลงไปได้ อีกทั้งยังทำให้หลังคารั่วซึม ถอดออกแล้วทำใหม่ทั้งแผงเลย”
หยางเฉิงที่ตอนนี้ได้รับตำแหน่งหัวหน้าคนงาน กำลังสั่งให้พี่ชายนำแผ่นกระเบื้องที่ติดตั้งไม่ได้ตามแบบออกทั้งหมด จนทำให้หยางซานโกรธจนแทบคลั่ง
“ตอนนี้เ้าใหญ่โตมากเลยนี่น้องสาม ข้าไม่ถอด หากเ้าอยากถอดก็มาถอดออกไปเอง ถึงเ้าจะเป็หัวหน้าคนงาน แต่เ้าก็ต้องเชื่อฟังข้าที่เป็พี่ชาย”
“หากท่านไม่แก้ไข วันนี้ข้าจะรายงานให้นายช่างใหญ่ตัดค่าจ้างของท่าน แล้วให้คนอื่นที่มาแก้ไขรับไปแทน” หยางเฉิงยืนกรานหนักแน่น
เมื่อพูดไม่ทันขาดคำหยางซานก็ลื่นกำลังพลัดตกลงไป แต่โชคดีหยางเฉิงจับแขนเขาไว้ได้จึงห้อยโหนอยู่ที่ปลายหลังคา กระเบื้องแถวล่างหล่นลงไปแตกหักเป็จำนวนมาก ผู้คนรีบวิ่งมาช่วยกันจนชุลมุนวุ่นวายไปหมด
“พี่ใหญ่ กระเบื้อง้ารับน้ำหนักพวกเราสองคนไม่ไหว มันกำลังจะร่อนลงมา พยายามปีนขึ้นมา ไม่อย่างนั้นเราจะตกลงไปทั้งคู่”
หยางเฉิงที่ตอนนี้จับแขนของพี่ชายเอาไว้เริ่มทนไม่ไหว กระเบื้องที่หยางซานใส่สลักไม้ไว้อย่างหลวมๆ กำลังจะหลุดออกมา
“พี่เขย ปล่อยมือเขา คนงานข้างล่างกำลังรอรับเขาอยู่” เย่ไห่รีบะโบอก
“ไม่ๆๆๆ อย่าปล่อยข้านะ หากพวกเขารับข้าไม่ได้ ข้าไม่ต้องตกลงไปตายหรือ”
“ไอ้ลูกเต่าขี้ขลาดตาขาว หากเ้าไม่ปล่อยก็ตกลงไปทั้งคู่อยู่ดี รีบปล่อยเดี๋ยวนี้ หากหลังคาพังลงไป ใครหน้าไหนก็รับเ้าไม่ได้” เย่ไห่ชี้หน้าด่าหยางซานอย่างรังเกียจ
เสียงคนด้านล่างะโให้ปล่อยมือ บอกว่าพวกเขารอรับอยู่ หยางเฉิงได้ยินดังนั้นก็ปล่อยมือที่จับอยู่ หยางซานกรีดร้องและคว้าแขนของเขาแน่นยิ่งกว่าเดิมไม่ยอมปล่อย หยางเฉิงพยายามสะบัดให้พี่ชายตกลงไปที่มีคนรอรับ
แต่ก็ไม่ทันสลักไม้ที่ยึดแผ่นกระเบื้องไว้หลุดออกมาก่อน จากนั้นกระเบื้องก็ไหลลงมาทั้งแผง และพวกเขาทั้งคู่ก็ตกลงไป คนงานที่รอรับอยู่ด้านล่างเมื่อเห็นกระเบื้องตกลงมา ก็วิ่งหนีกันจ้าละหวั่น หลังเสียงโครมครามและฝุ่นที่ฟุ้งตลบหายไป ทุกคนก็รีบวิ่งเข้าไปดูผู้าเ็ เย่ไห่ที่ยืนตะลึงอยู่ รีบปีนหลังคาลงมาแล้ววิ่งไปหาพี่เขย
เมื่อเข้าไปในที่เกิดเหตุ ก็พบสองพี่น้องนอนจมกองเือยู่ จึงรีบเข้าไปดูอาการพี่เขย ส่วนหยางโปก็วิ่งเข้าไปดูการพี่ชายคนโต คนงานกลุ่มหนึ่งรีบวิ่งไปตามหัวหน้าใหญ่ อีกกลุ่มรีบวิ่งไปตามหมอ เนื่องจากไม่กล้าเคลื่อนย้าย กลัวจะกระทบกระเทือน
เมิ่งหนานที่กำลังคุยกับลูกน้องได้ยินเสียงโวยวาย ก็รีบหันกลับมามอง เห็นคนงานวิ่งเข้ามา ก็ร้อนใจ รีบวิ่งสวนเข้าไปอย่างเร่งรีบ “เกิดอะไรขึ้น ข้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายมาจากที่ก่อสร้าง”
“นายช่างใหญ่ขอรับ หัวหน้าคนงานหยางกับคนงานพลัดตกลงมาจากหลังคา ตอนนี้เป็ตายร้ายดียังไม่รู้ รองหัวหน้าให้คนงานอีกกลุ่มไปตามหมอแล้วขอรับ”
“ไป รีบไปตามหมอ เอาคนงานไปอีกกลุ่ม บอกให้พวกเขามาที่นี่โดยเร็วที่สุด บอกพวกเขาด้วยว่าคนเจ็บโดนอะไร มีอาการเท่าที่เห็นเช่นไร แล้วช่วยพวกเขาขนอุปกรณ์ช่วยชีวิตมาที่นี่ด่วนที่สุด” จากนั้นก็วิ่งตรงไปยังที่เกิดเหตุ
“พี่เขย พี่เขย ได้ยินไหมขอรับ” เย่ไห่น้ำตาอาบหน้าพยายามเรียกสติพี่เขยที่เปรียบเสมือนพี่ชายแท้ๆ ของเขา
“อาไห่” หยางเฉิงพยายามส่งเสียง
“อา..ครองสติไว้นะขอรับ คนงานกำลังไปตามท่านหมอมา” เย่ไห่ปาดน้ำตาด้วยมือที่เปื้อนฝุ่นจนใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยรอยดำเต็มไปหมด มองดูน่าเวทนายิ่งนัก
หมอหลิวลงจากรถม้าพร้อมหมอหนุ่มอีกสองคน รีบเดินเข้าไปดูผู้าเ็ หมอหนุ่มเข้าไปตรวจดูอาการหยางซวน แล้วให้คนงานยกคนเจ็บใส่เปล จากนั้นก็รีบให้คนงานพาไปโรงหมอโดยเร็ว
หยางเฉิงที่ตอนนี้หมอหลิวกำลังดูอาการอยู่ ก็แทบจะประคองสติไม่ไหว หมอหลิวมองาแที่ท้องก็แสดงสีหน้าหนักใจ รีบคลำส่วนต่างๆ ว่ามีกระดูกหักหรือไม่ เมื่อปฐมพยาบาลเบื้องต้นแล้วก็ให้คนงาน ยกคนเจ็บใส่เปลพาไปโรงหมอโดยเร็วที่สุด แต่ต้องกระทบกระเทือนน้อยที่สุด หมอหลิวบอกให้คนขับรถม้ากลับโรงหมอไปก่อน แล้วให้หมอที่ประจำอยู่ เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ ให้พร้อม พูดจบก็เดินเคียงข้างเปลคนเจ็บไป
เมื่อถึงโรงหมอทุกอย่างก็พร้อมแล้ว ผู้ช่วยหมอถอดเสื้อผ้าและทำความสะอาดคนทั้งสอง หยางซานกระดูกขาขวาร้าว ด้านหลังมีรอยบาดของกระเบื้องจากไหล่ถึงกลางหลังลึกจนเกือบเห็นกระดูก หมอหลิวดูแล้วจึงให้ลูกศิษย์จัดการแทน
เขากำลังง่วนอยู่กับการทำแผลให้หยางเฉิง ท่อนไม้ขนาดกำมือเด็ก ปักคาอยู่ตรงหน้าท้องทะลุไปถึงด้านหลัง หากดึงออกที่เดียวอาจทำให้แผลเหวอะหวะ เ็ปจนถึงแก่ชีวิตได้เลย หมอหลิวจึงค่อย ๆ พยายามเอาออก จนสำเร็จในที่สุด
โชคดีที่เอาไม้ออกมาได้อย่างราบรื่น แต่มันก็สร้างความเ็ปเป็อย่างมาก จนหยางเฉิงสลบไป าแแม้จะไม่โดนอวัยวะสำคัญ แต่ใกล้กับกระดูกสันหลังต้องมาดูอีกทีว่าจะกลับมาเดินอีกไหม แผลฉกรรจ์ขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะทนพิษาแไปได้หรือไม่ เมื่อแผลใหญ่ที่สุดเสร็จแล้ว หมอหลิวก็จัดการทำแผลที่หัว และแผลลึกที่แขนอีกแห่ง
เมื่อหมอหลิวออกมา ก็เจอกับเย่ไห่ และเมิ่งหนาน ที่รออยู่ด้านหน้าโรงหมอ
“พี่เขยข้าเป็อย่างไรบ้างขอรับท่านหมอ” เย่ไห่รีบวิ่งเข้าไปถามอาการ
“าแฉกรรจ์มากทีเดียว ตอนนี้ยังนับว่าไม่ปลอดภัย เืยังไม่หยุดไหล หากเป็เช่นนี้ต่อไปเขาคงตายเพราะเสียเื หากเืหยุดไหลก็ต้องนอนที่นี่รอดูอาการอีกหลายวันทีเดียว” หมอหลิ่วพูดด้วยน้ำเสียงเหน็ดเหนื่อย
“ท่านหมอรักษาให้เต็มที่ ค่ารักษาพยาบาลทั้งหมด ข้าจะรับผิดชอบเอง” เมิ่งหนานกำชับ
หมอหลิวหันมาพยักหน้าแล้วเดินกลับเข้าไปพัก
เมิ่งหนานสั่งให้คนนำรถม้า 3 คัน ออกไปแจ้งข่าวและรับครอบครัวผู้าเ็มาที่นี่โดยเร็วที่สุด เย่ไห่รีบขึ้นไปนั่งข้างคนขับรถม้าเพื่อจะไปแจ้งข่าวกับพี่สาวด้วยตนเอง เมื่อไปถึงหมู่บ้านชาวบ้านต่างออกมามุงดูที่เห็นรถม้าวิ่งเข้ามาในหมู่บ้านด้วยความตื่นเต้น ว่าเป็คนร่ำรวยมากจากที่ไหน และมาหาใคร รถม้าวิ่งมาจนถึงบ้านตระกูลหยาง ก็มีคนขับรถม้า ลงไปแจ้งข่าวให้บ้านใหญ่
ส่วนบ้านสามเย่ไห่ รีบวิ่งไปบอกทุกคนก่อนแล้ว
“พี่สาว พี่เขยพลัดตกหลังคา อาการไม่ดีนัก ตอนนี้อยู่ที่โรงหมอหลิว รีบไปกันเถอะขอรับ”
เย่ซื่อได้ยินดังนั้น ก็จวนเจียนจะเป็ลม จนลู่คงต้องมาประคองไว้ นางหายเข้าใจลึกๆ สองครั้ง แล้วบอกลูกชาย
“ไปๆ รีบไปกันเถอะ แม่ไหว เ้าไม่ต้องเป็ห่วง ท่านพ่อรอพวกเราอยู่”
เมื่อออกมาก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของแม่เฒ่าหลี่ และสะใภ้ใหญ่
“หากลูกชายข้าเป็อะไร เ้านายพวกเ้าต้องชดใช้”
เย่ไห่นำบ้านสามขึ้นรถม้าไป แม้รถม้าวิ่งจะด้วยความเร็วจนเกือบจะหักออกเป็สองท่อน สำหรับบ้านสามมันก็ยังช้ามากอยู่ดี พวกเขาไม่รู้สึกถึงแรงกระแทกของล้อกับถนนด้วยซ้ำ ต่างนั่งจับมือกันร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว จนเย่ซื่อต้องเข้มแข็งเพื่อปลอบโยนลูกๆ
“ท่านพ่อต้องไม่เป็อะไร พวกเราจะไปหาเขาในอีกไม่กี่ก้านธูป เข้มแข็งไว้ แม่อยู่ตรงนี้ไม่ต้องกลัว”
ลู่เหวินที่นั่งกุมมือพี่สาวทั้งสองคนอยู่ ดวงตาจ้องมองไปยังผนังรถม้าอีกด้านด้วยความว่างเปล่า ในใจภาวนาให้พ่อปลอดภัย หยินที่จับความรู้สึกของเ้านายได้ก็เอ่ยขึ้นมา
[นายท่าน ท่านน้าของท่านบอกแล้วว่าพ่อของท่านยังปลอดภัยอยู่ สงบใจเถอะขอรับ”
“หยิน วารีรักษาใช้ยื้อชีวิตผู้คนได้ไหม” ลู่เหวินนึกถึงทางออกสุดท้ายของเขา
[เกรงว่าจะไม่ได้ขอรับ]
“อา..หมดหนทางแล้วสินะ” ลู่เหวินรู้สึกอับจนหนทาง ถึงเขาจะมียาที่นำติดตัวมาจากโลกที่แล้ว แต่มันแค่ยาปฐมพยาบาลเบื้องต้นเท่านั้น
[นายท่าน หากไปถึงโรงหมอ หากไร้หนทางแล้วจริง ขอแค่ท่านพ่อของท่านยังมีลมหายใจ ข้าก็จะขัดคำสั่งของผู้ดูแล เอาสิ่งที่สามารถยื้อชีวิตเขาไว้ออกมาให้ท่าน]
หยินรับปากกับลู่เหวินโดยไม่บอกบทลงโทษ ของระบบว่าหากฝ่าฝืน จะถูกสอบสวนความผิด และหากถูกตัดสินว่าผิดจริง ผู้ดูแลจะสั่งให้ทำลายผู้ฝ่าฝืนทิ้งไป
รถม้าห้อตะบึงมาถึงโรงหมอ ครอบครัวบ้านสามก็รีบเข้าไปดูอาการของผู้เป็เสาหลักของบ้าน
“ท่านหมอเ้าคะ สามีข้าเป็อย่างไรบ้าง”
เย่ซื่อมองสามีที่นอนอยู่บนเตียง ผ้าพันที่หน้าท้องมีรอยเืขนาดใหญ่ ที่แขนและศีรษะมีผ้าพันไว้ มีาแเล็ก ๆ น้อย ๆ และรอยฟกช้ำทั่วตัว
“หยางฮูหยิน สามีของเ้าเขากำลังต่อสู้เพื่อจะได้กลับมาหาครอบครัว ตอนนี้เืเขายังไม่หยุดไหล เราต้องหาทางทำให้เืเขาหยุด หากทำได้ก็ถือว่าปลอดภัยได้ครึ่งทางแล้ว”
หมอหลิวมองครอบครัวของผู้ป่วยด้วยความสงสาร พลันสบตากับเ้าตัวเล็กที่เคยเข้ามาขายของให้เขา
“ข้าว่าแล้ว ว่าเขาหน้าคุ้นๆ ที่แท้เขาคือคนที่มากับเ้านี่เอง พวกเ้าอยู่กับเขาเถอะ หากเืไหลซึมออกมาด้านนอก ให้ไปเรียกผู้ช่วยจะมาเปลี่ยนให้ใหม่ ข้าจะออกไปดูอาการผู้ป่วยอีกห้องที่พลัดตกมาพร้อมเขา”
เมื่อหมอหลิวเดินออกไป ทุกคนก็มายืนรุมล้อมหยางเฉิงแล้วร้องไห้ ลู่เหวินที่มองแผลใหญ่ที่ท้องนึกขึ้นมาได้แววตาก็ปรากฏความหวัง
“หยิน ผงห้ามเื ใช้กับท่านพ่อได้ใช้หรือไม่”
[ได้ขอรับ แผลฉกรรจ์ขนาดนี้คงต้องใช้ 8 ใน 10 ส่วน รีบใช้เลยขอรับ] หยินตอบกลับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“ข้าช่วยท่านพ่อได้ ระบบให้ยาข้ามาแล้ว แต่เราต้องเอาผ้าพันแผลออก” ลู่เหวินพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
ทุกคนหันมามองเด็กชายด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็ยิ้มทั้งน้ำตา เย่ไห่ที่ยืนอยู่แม้จะไม่รู้ใครเป็คนให้ยามา แต่แววตาทุกคนมีความหวังเป็อย่างมาก จึงรีบออกไปตามผู้ช่วยหมอให้มาเปลี่ยนผ้าพันแผล
เมื่อผู้ช่วยเข้ามาก็เริ่มแกะผ้าพันแผลออก เย่ไห่ก็เข้าไปหา
“เดี๋ยวข้าช่วยเช็ดเืเองขอรับ ท่านไปเตรียมยาเถิดขอรับ”
เมื่อผู้ช่วยเดินออกไป เย่ไห่ก็เรียกหลานชาย
“เสี่ยวเหวิน ข้าไม่รู้ว่าเ้าได้ยามาจากไหน แต่หากมันช่วยพ่อเ้าได้ จงรีบใช้มัน ก่อนที่ใครจะเข้ามาเห็น”
ลู่เหวินมองเย่ไห่ด้วยความซาบซึ้งใจ เดินตรงไปดูาแขนาดกำปั้นเด็ก ที่ทะลุไปถึงหลัง ไม่แปลกเลยที่หมอจะหนักใจ จากนั้นก็หยิบผงห้ามเืออกมา โรยตรงปากแผลใหญ่ทั้งหน้าหลัง และใส่ลงไปในาแ
ผงสีทองระยิบระยับ เมื่อัักับเืก็มีแสงสว่างแวบหนึ่ง แล้วก็ละลายหายไปในาแ เมื่อผ่านไปห้าลมหายใจ เืที่ไหลออกมาก็ค่อยๆ หยุดลง ทุกคนรู้สึกตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น แต่เมื่อตั้งสติได้ก็ร้องไห้ด้วยความดีใจที่สุดในชีวิต
“เราไปตามท่านหมอมาดูอาการเถอะขอรับ” ลู่เหวินเรียกสติทุกคน
ลู่คงได้สติก็รีบวิ่งออกไปตามหมอหลิว
“อา..เป็ไปได้อย่างไร เืหยุดไหลแล้ว พ่อของเ้าต้องมีเทพเซียนคอยปกป้องคุ้มครองแน่ๆ ทีนี้ก็เหลือแค่ดูแลแผล หากผ่านสามวันนี้ไปได้ ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว”
เย่ซื่อที่เครียดมากตลอดทั้งวัน ได้ยินคำหมอก็เหมือนได้รับการปลดปล่อย ร่างกายที่ฝืนเกร็งมาตลอด จู่ๆ ก็อ่อนยวบ เป็ลมล้มไปต่อหน้าลูกๆ ดีที่เย่ไห่รับไว้ได้ทัน
“ท่านแม่ อย่าเป็อะไรไปอีกคนนะเ้าคะ” ลู่เอินร้องระงม
หมอหลิวเข้าตรวจดูอาการแล้วให้เย่ซื่อนอนพัก “แม่พวกเ้า เครียดมากเกินไป ทั้งร่างกายอ่อนแอ ให้นางพักสักหน่อย ตื่นขึ้นมาค่อยให้ทานยา ก็ไม่เป็อะไรแล้ว”
เมิ่งหนานที่รู้ว่าหยางเฉิงเืหยุดไหลแล้ว ก็เข้ามาคุยกับเด็กๆ
“พวกเ้าต้องเฝ้าทั้งพ่อและแม่ ลุงจะเช่าโรงเตี๊ยมใกล้ๆ โรงหมอไว้ให้ เื่ค่าใช้จ่ายและค่าชดเชย ลุงค่อยรอคุยกับพ่อของเ้า”
เมื่อเมิ่งหนานออกมาจากห้องของหยางเฉิง ก็พบกับแม่เฒ่าหลี่กำลังโวยวายอยู่หน้าห้องผู้ป่วย
“ลูกข้าเกือบตาย แต่จนป่านนี้แล้วยังไม่มีใครมาคุยเื่ค่าชดเชยกับข้าเลย เ้าสามก็เหมือนกัน รู้ว่าอันตรายยังให้พี่ชายขึ้นหลังคา ข้าน่าจะตีมันให้ตายั้แ่วันนั้น จะได้ไม่ต้องมาทำร้ายซานเอ๋อร์ของข้า”
“แม่เฒ่าท่านนี้เป็แม่ของทั้งสองคน แต่ทำไมถึงได้เป็ห่วงเป็ใย ลูกชายแค่คนเดียวเล่า หรือข้าเข้าใจอะไรผิดไป” เมิ่งหนานที่ยืนฟังอยู่อดประหลาดใจไม่ได้
“ข้าจะเป็ห่วงใครแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้า อย่าคิดว่าแต่งกายดีแล้วจะสอดมือมายุ่งเื่ของคนอื่นได้นะ ไปให้พ้น ข้าไม่อยากคุยกับเ้า” แม่เฒ่าหลี่แผดเสียง
“ข้าเห็นท่านร้องหาค่าชดเชย เลยเข้ามาสอบถาม แต่หากท่านไม่อยากคุยกับเ้าของร้านจิ่นเลี่ยนเช่นข้า ก็ไม่เป็ไร ข้าขอตัว”
“เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวก่อนเ้าค่ะ นายท่านเ้าของร้าน แม่สามีของข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นเ้าค่ะ” หลี่ซื่อรีบกระตุกแขนแม่เฒ่าหลี่ที่ยืนมึนงงอยู่
“ท่านแม่ คนๆ นี้คือคนที่เราต้องเรียกค่าหมอ และค่าชดเชยเ้าค่ะ”
“อ้อ..นายท่าน ข้าเป็ห่วงลูกชายมากเกินไป เลยพูดจาไม่ดีออกไป ท่านอย่าได้ถือสาคนแก่เลย เรามาคุยเื่เงินกันเถอะ”
แม่เฒ่าหลี่คิดทบทวนถึงค่าเสียหายที่นางต้องได้ก็เรียกหลี่ซื่อ และหยางโปไปปรึกษา สักพักก็เอ่ยออกมา
“ลูกชายข้าทั้งสองคนเป็เสาหลักของบ้าน พวกเขาต้องเจ็บหนักเพราะงานนี้ ข้าขอแค่ท่านจ่ายค่าหมอทั้งหมด และขอเงินค่าชดเชยที่พวกเขาไม่สามารถทำงานได้อีกหลายเดือน แค่คนละ 300 ตำลึงก็พอ”
“แม่เฒ่า นี่ข้าไปทำคุณชายบ้านใดาเ็หรือ ถึงเรียกค่าชดเชยสูงถึงเพียงนี้ ท่านหมอหลิวบอกว่าลูกชายคนโตของท่านต้องรักษาตัวไปอีกอย่างน้อยสามเดือน หากเป็ปกติค่าแรงของเขาจะอยู่ที่ 20 อีแปะเท่านั้น ข้าให้ 40 อีแปะ เพราะเห็นว่าใกล้ฤดูหนาวแล้ว คนงานจะได้มีเงินเพิ่มไว้ซื้ออาหารอีกสักหน่อย ฤดูหนาวหากอยากทำงาน ก็ใช่ว่าจะทำได้ แม่เฒ่า หากคำนวณให้วันละ 40 อีแปะ นับจากเดือนนี้จนสิ้นสุดฤดูหนาว ลูกชายท่านจะหาเงินได้ 7 ตำลึงเท่านั้น ท่านแม่เฒ่าคำนวณตัวเลข 300 ตำลึงมาจากที่ใดกัน”
“ได้อย่างไรกัน เขาเจ็บหนักขนาดนี้ จะได้น้อยขนาดนี้ได้อย่างไร ลูกชายข้าแข็งแรง และอดทน หมอบอกว่าครึ่งปี ก็ไม่รู้จะหายจริงหรือไม่ หากเขาไม่หาย แล้วครอบครัวข้างหลังจะทำอย่างไร หรือท่านคิดเอาเปรียบคนบ้านนอกเช่นข้า”
แม่เฒ่าหลี่โวยวายจนคนที่ผ่านไปผ่านมาต้องหยุดดู นางหยุดหายใจครู่หนึ่งก่อนที่จะเรียกร้องต่อ นางต้องเรียกเงินให้ได้มากที่สุด เพราะหลานชายของนางต้องใช้เงินในการเรียน
“แล้วเ้าสามเล่า ลูกรองบอกว่าเขาเป็ถึงหัวหน้าคนงาน ค่าชดเชยเขาต้องมากกว่าคนงานใช่หรือไม่”
“ลูกชายของท่านอีกคนก็ทำงานอยู่เช่นกัน เขาได้บอกท่านหรือไม่ว่าเหตุใดทั้งคู่ถึงได้พลัดตกหลังคา ลูกชายคนโตของท่านทำงานสะเพร่า ทำให้เกิดความเสียหาย ข้าสามารถเรียกเงินจากใครได้บ้างเล่า นอกจากคนก่อเื่ กับหัวหน้าคนงาน ถึงข้าจะเป็เ้าของร้านรับก่อสร้าง แต่ใช่ว่าจะมีเงินมากมายให้ท่านเรียกเอาตามอำเภอใจ เอาเป็ว่าข้าจะคิดค่าชดเชยให้หลังจากคำนวณค่าเสียหายของข้าละกัน”
เมิ่งหนานพูดจบแม่เฒ่าหลี่ก็รีบหันไปถามหยางโป เมื่อรู้ว่าเหตุการณ์เป็อย่างไร ก็หน้าซีด ละล่ำละลักพูดออกมา
“ข้าเอาแค่ค่าชดเชยของเ้าใหญ่ 300 ตำลึงก็พอ ค่าเสียหายท่านไปเรียกเอาจากเ้าสามแล้วกัน”
สิ้นคำแม่เฒ่าหลี่ เหล่าคนที่มามุงดูถึงกับอึ้งไป เย่ไห่ที่ยืนดูมาตลอด ก็พูดขึ้นมา
“พี่เขยข้าถึงจะไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของท่าน แต่เขาก็กตัญญูต่อท่านมาตลอด นี่อะไรกัน นอกจากจะไม่ถามไถ่อาการยังแช่งให้เขาตาย ท่านยึดเงินที่เขาหามาได้ทั้งหมด แล้วยังจะให้เขาจ่ายค่าเสียหายที่เกิดจากไอ้ลูกเต่าของท่านอีก ท่านนี่แก่แล้วแก่เลย เกินจะเยียวยาจริงๆ สงสารก็แต่พี่เขยที่มีแม่เช่นนี้ หากมีแม่เช่นนี้สู้ไม่มียังจะดีกว่า”
สิ้นคำเย่ไห่ ก็มีเสียงเซ็งแซ่ออกมาจากคนที่ยืนมุงกัน
“ข้าไม่รู้ว่าอีกคนคือลูกชาย เห็นนางยืนร้องไห้พูดถึงแต่ลูกชายคนโต แย่ๆๆ เป็แม่เลี้ยงที่ใจดำจริงๆ”
“นางยังแช่งให้ลูกชายคนที่หาเลี้ยงนางตายๆ ไปอีก โอ้ย..น่ากลัวอะไรอย่างนี้”
หลี่ซื่อ และหยางโป ก้มหน้าด้วยความอับอาย แม่เฒ่าหลี่ที่กำลังร้อนเป็ไฟ ชี้หน้าด่ากราด
“ไอ้คนแซ่เย่ เ้ากล้าดียังไงด่าว่าข้าที่เป็ผู้าุโ ครอบครัวข้าเป็อย่างไร ข้าย่อมรู้ดี เ้าเป็คนนอก เ้าจะรู้อะไร พวกเ้าก็เหมือนกัน หากใครกล้าด่าข้าอีก ข้าจะให้หลานชายข้า ส่งพวกเ้าให้ทางการ”
“ไอโยว..หลานชายเ้าคงเป็ขุนนางสูงส่งสินะ ไปเถอะพวกเรา จำหน้ายายแก่นี่ไว้ หากนางคิดจะให้บุตรหลานออกเรือนเมื่อใด พวกเราจะได้ระวังไม่ต้องข้องเกี่ยวกับนาง”
พูดจบฝูงชนก็ค่อยๆ แยกย้ายกันออกไป
“แม่เฒ่า หากท่านมีหลานชายเป็ขุนนาง ก็กลับไปปรึกษากันให้ดีก่อน หลังจากพวกเขาออกจากโรงหมอ ข้าจะพาไปส่ง และคิดค่าใช้จ่ายกันที่นั่น ส่วนลูกชายท่าน ใครจะเป็คนเฝ้าก็ไปแจ้งเอาที่โรงเตี๊ยมใกล้ๆ ค่าใช้จ่ายข้าจะเป็คนออกให้เอง”
เมิ่งหนานพูดจบก็เดินจากไป แม่เฒ่าหลี่ ให้หยางเฟย ลู่เหลียนและลู่เอิน อยู่เฝ้าคนป่วย นางแทบคลั่งเมื่อรู้ว่าเย่ซื่อล้มป่วยต้องนอนโรงหมออีกคน แต่เมื่อนึกได้ว่าเมิ่งหนานจะเป็คนจ่ายก็สบายใจขึ้น แต่นางต้องเสียแรงงานอย่างเย่ซื่อไปอยู่ดี คิดแล้วก็พาลก่นด่าบ้านสามตลอดทาง ก่อนจะออกจากเมือง นางให้รถม้าช่วยไปรับหยางหลิ่งที่โรงเรียน
หยางหลิ่งเมื่อมีคนเข้าไปตาม ออกมาเห็นรถม้า แม้ในใจจะสงสัย แต่ก็ยืดตัวราววางท่ากับเป็เ้าของเข้าไปด้านใน เมื่อพบกับคนที่บ้านก็สงสัย
“ท่านย่า ท่านซื้อรถม้าให้ข้าหรือ ดีเสียจริง ข้าจะได้เดินทางสะดวก”
“พ่อเ้าพลัดตกหลังคา รักษาตัวอยู่โรงหมอ รถม้านี่เ้าของร้านเขาให้ไปส่งพวกเราที่หมู่บ้าน ข้าเลยให้เขาช่วยมารับเ้า กลับบ้านไปช่วยกันคิดค่าชดเชยจากร้านรับก่อสร้างนั่น” แม่เฒ่าหลี่อธิบาย
“ท่านพ่อาเ็ แล้วใครจะทำงาน ไม่ได้นะท่านย่า เราต้องเรียกค่าชดเชยให้มากที่สุด ไม่งั้นพวกเราจะเอาเงินจากไหนมาใช้จ่ายกันเล่า”
แม่เฒ่าหลี่ตากระตุก มองหน้าหลานชายอย่างแปลกใจ
“เ้าจะไม่ถามถึงอาการของพ่อเ้าหน่อยหรือ”
หยางหลิ่งชะงักกึก รีบเอ่ยแก้ตัว
“หากท่านพ่อาเ็สาหัส พวกท่านย่อมบอกข้าอยู่แล้ว นี่แสดงว่าท่านพ่อไม่ได้เป็อะไรมากใช่ไหมขอรับท่านย่า ท่านแม่”
แม่เฒ่ามองหลานชายอย่างเคลือบแคลงสงสัย เมื่อนึกถึงเื่เงินก็สลัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป แล้วเล่าเื่ราวให้หลานชายฟัง และปรึกษาเขาว่าจะเรียกเงินเท่าไหร่