แต่เพราะหาโอกาสทำให้สืออวิ๋นเข้าไปพัวพันกับหวงเฟิ่งเหยาไม่ได้คนจิตใจริษยาจึงพกพาความร้อนใจมาหาพี่สาวถึงบ้านสกุลหวงเพื่อถามไถ่วิธีจะกำจัดศัตรูหัวใจหลางเชียนอิงถูกพี่สาวตำหนิเพราะนางอุ้มท้องแอบออกจากบ้านโดยไม่บอกกล่าวสามีและคนในบ้านแต่หญิงสาวแก้ตัวว่ารีบมาแล้วจะรีบกลับ
“อย่าลืมว่าเจ้ากำลังท้องโย้ถ้าคิดจะพาสารรูปเช่นนี้ไปทำร้ายนังเด็กนั่น ระวังจะได้ไม่คุ้มเสียกลับบ้านไปเสียเถอะ”
“ข้าไม่โง่เพียงนั้นหรอกน่า”เด็กในท้องคือเงื่อนไขสำคัญผูกมัดนางกับติงเฉิงคุนความปลอดภัยของเด็กนางต้องระมัดระวังอยู่แล้ว
วันนี้หลุนจี้โยเยเหมือนจะไม่สบายหลางรั่วอิ๋งต้องอยู่ดูแลลูกไม่มีเวลามาสนใจหลางเชียนอิงเท่าไรอยู่คุยกับพี่สาวครู่หนึ่ง นางก็บอกขอตัว แต่ไม่ได้กลับบ้านหญิงสาวมุ่งตรงไปยังฝั่งเรือนของหวงเฟิ่งเหยา
เพราะไม่มีอะไรทำในแต่ละวันหวงเฟิ่งเหยาจึงนั่งปักผ้าเพื่อลดทอนความฟุ้งซ่านที่ต้องอยู่แต่ในเขตเรือนนางเงยหน้าขึ้นเมื่อประตูห้องถูกผลักออกพบคนที่นางเกลียดเข้ากระดูกอย่างไม่เคยเกลียดใครมาก่อน นางเมินหน้าหนีแต่ก็ยังเห็นว่าหน้าท้องของหลางเชียนอิงนูนออกมาเล็กน้อยในขณะที่หญิงสาวจงใจใช้มือลูบท้องตัวเอง
ปลายแหลมของเข็มปักผ้าตำเข้าที่ปลายนิ้วหลางเชียนอิงแค่นเสียงเฮอะในลำคอ สาสมใจที่เห็นความเจ็บปวดในสายตาของหวงเฟิ่งเหยา
“ยังสบายอยู่รึ”
“ข้าสบายเสมอเมื่อไม่ต้องเห็นหน้าเจ้า”
“ข้าก็เช่นกันและวันนี้สบายมาก ก็เลยพาเป๋าเป่ามาอวดเจ้าสักครา” ดวงหน้าหวานซึ้งขัดกับนิสัยส่วนตัวเผยรอยยิ้มเยาะเย้ย
“ออกไป ข้าไม่ต้อนรับเจ้า”เอ่ยปากไล่แล้ว หวงเฟิ่งเหยาก็ดึงสติตนกลับมาก้มหน้าก้มตาปักผ้าต่อ
“อิจฉาที่ข้ามีลูกให้ท่านพี่อย่างนั้นสิก็นะ ใครใช้ให้เจ้าวาสนาน้อยกว่าข้า” การได้ถากถางหวงเฟิ่งเหยาถือเป็นยาบำรุงครรภ์ชั้นดี
เพราะขี้เกียจจะฟังตัวริษยาพล่ามเจ้าของห้องจึงโยนถ้วยชาที่วางอยู่บนโต๊ะลงบนพื้นห้อง ถ้วยชาแตกเศษกระเบื้องกระจายเกลื่อนเฉียดเท้าหลางเชียนอิงเพียงเล็กน้อย
“ออกไปจากห้องข้า”หวงเฟิ่งเหยาเค้นเสียงทีละคำ ความอดทนใกล้จะหมดลง
หลางเชียนอิงนั้นยกขาหลบได้ทันตกใจอยู่มากกับความรุนแรงทางอารมณ์ที่เด็กสาวแสดงออก แต่ยังน้อยกว่าความรู้สึกรุนแรงที่โหมพัดในใจนางตอนนี้หญิงสาวก้มเอวลงหยิบเศษถ้วยชา มองเด็กสาวแล้วส่งยิ้มเหี้ยม
หวงเฟิ่งเหยาลุกขึ้นเข้าใจว่าอีกคนจะเอาคมกระเบื้องแตกมาทำร้ายนาง แต่หลางเชียนอิงกลับทำตรงกันข้ามนางปาดคมกระเบื้องลงบนหลังมือตัวเอง แล้วโยนเศษกระเบื้องเปื้อนเลือดทิ้งครู่ต่อมาก็กรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
ส่งผลให้หวงเฟิ่งเหยาตกเป็นจำเลยในสิ่งที่ตนไม่ได้ทำทันที...
สาวใช้หลายคนที่วิ่งเข้าไปในห้องของหวงเฟิ่งเหยาตอนนั้นต่างยืนยันว่าเด็กสาวเป็นคนทำร้ายหลางเชียนอิงต่อหน้าหวงกว่างฝูที่รอตัดสินโทษด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“นางทำร้ายเชียนเอ๋อร์หากสกุลติงรู้เรื่องสะใภ้กลับมาบ้านแล้วโดนทำร้ายคงจะเป็นเรื่องใหญ่ท่านพี่อย่าลืมว่าเชียนเอ๋อร์กำลังท้อง เด็กในท้องสำคัญกับสกุลติงมาก” หลางรั่วอิ๋งรักษาบาดแผลเบื้องต้นให้น้องสาวและส่งตัวกลับสกุลติงไปพักใหญ่แล้ว
“นางทำร้ายตัวเองเพื่อใส่ร้ายข้าต่างหาก”เด็กสาววัยสิบห้ายืนยันเสียงแข็งแม้ถูกคนอื่นใส่ร้ายต่อหน้าผู้พิพากษาของตระกูล
“พูดตลกไปได้นางกำลังท้อง มีแต่คนบ้าที่ทำให้ตัวเองกับลูกได้รับอันตรายเป็นเจ้าที่จงเกลียดจงชังปฏิเสธความหวังดีของเชียนเอ๋อร์ นางรึอุตส่าห์เข้าไปเยี่ยมเพราะเห็นเจ้าเอาแต่อุดอู้อยู่แต่ในห้อง”เหตุผลของหลางรั่วอิ๋งนั้นฟังดูดียิ่งนัก
“เป็นความจริงหรือไม่เฟิ่งเอ๋อร์”หวงกว่างฝูถามหลานสาวเจ้าปัญหา
“ถ้าข้าบอกว่าไม่จริงท่านอาจะเชื่อข้าหรือไรเจ้าคะ” นางสบตาท้าทายสายเลือดเดียวกันอยู่ร่วมบ้านกันมาตั้งแต่นางเกิด แต่นางหวังพึ่งเขาไม่เคยได้ สักครั้งก็ไม่เคยไม่รู้เป็นเวรเป็นกรรมอะไร ชะตาชีวิตถึงได้มาเกี่ยวพันกับเขา
หวงกว่างฝูถึงไม่มีหัวใจละเอียดอ่อนแต่ใช่ว่าจะไม่สะอึกกับสายตาและคำพูดของหลานสาว เขามองหน้านางหลังจากไม่ได้เห็นมาพักใหญ่ ร่างอรชรมาบัดนี้ซูบเซียว ขอบตาลึกโหล แววตาแห้งแล้งคำพูดแข็งกระด้าง ตอนบิดาเขาอยู่ต้องยอมรับว่านางไม่เคยมีสารรูปเช่นนี้
หลางรั่วอิ๋งเห็นผู้เป็นสามีนั่งนิ่งใจก็นึกกลัวจะเสียเรื่อง นางสู้อุตส่าห์ชักนำเขามาได้ขนาดนี้แล้ว
“เชียนเอ๋อร์เป็นน้องสาวข้าพวกเรายังต้องไปมาหาสู่กันอยู่บ่อยครั้งหากวันใดเฟิ่งเอ๋อร์เกิดไม่พอใจขึ้นมาอีกด้วยความหึงหวงและโกรธแค้นข้าเกรงว่า...เกรงว่า” หญิงสาวบีบน้ำตากระทำมารยาดั่งหญิงอ่อนแอไร้ทางสู้
“ข้าไม่ใช่นังจิ้งจอกใจมารเหมือนพวกเจ้า”หวงเฟิ่งเหยาใช้แววตาเกลียดชังถลึงใส่อีกฝ่าย
“แต่วันนี้เจ้าก็ทำร้ายน้องสาวข้าไปแล้ว”
“นาง...ทำ...ร้าย...ตัว...เอง”นางยืนกรานตอกย้ำช้าชัด
ขณะทุ่มเถียงกันติงเฉิงคุนก็มาที่บ้านสกุลหวงด้วยใจเป็นห่วงเลือดเนื้อเชื้อไขของตนแม้มารดาสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้มาพบหวงเฟิ่งเหยาและยืนยันคำพูดว่าไม่ยินดีรับนางเป็นสะใภ้แต่เขาก็อยากมาฟังความจริงจากปากนางสักครั้ง
หวงเฟิ่งเหยาจ้องหน้าชายหนุ่มที่สายตาฟ้องความรู้สึกออกมาเสียสิ้นเขามาตำหนินางเรื่องทำร้ายหลางเชียนอิงสินะ ในเมื่อพูดความจริงก็ไม่มีใครเชื่อนางจะทนอยู่สู้หน้าคนอื่นทำไมอีก เด็กสาวหันกายจะกลับห้องของตน
“ไม่มีมารยาทคุณชายติงต้องการสอบถามความจริงกับเจ้านะ” หลางรั่วอิ๋งกระชากเสียงรั้งตัวนางไว้
“แล้วเจ้ามีมารยาทนักหรือนิสัยชอบปั้นคำใส่ร้ายผู้อื่นเหมือนกันทั้งพี่ทั้งน้องกล้าลงมือทำร้ายกระทั่งตัวเองเพื่อใส่ร้ายข้า บนแผ่นดินนี้คงมีแต่หญิงแพศยาหลางเชียนอิงเท่านั้นที่กล้าทำหนก่อนนางยังกล้าลงมือกับเด็กทารกอย่างหลุนจี้มาครั้งนี้จะมีอะไรเกินความสามารถของหญิงใจอำมหิตได้อีกเล่า”
หลางรั่วอิ๋งไม่เชื่อว่าน้องสาวจะทำร้ายหลานชายตนเองได้ลงคอจึงเกาะแขนหวงกว่างฝู เรียกร้องหาความเป็นธรรม “ท่านพี่เห็นหรือยังว่านางร้ายกาจแค่ไหนต่อหน้าพวกเรายังกล้าใส่ร้ายผู้อื่นกลับผิดเป็นถูก ข้าเป็นอาสะใภ้นางแท้ๆท่านพี่อย่าปล่อยนางไว้ ต้องสั่งสอนนางให้หลาบจำ”
“ท่านอาจะตีข้าอีกหรือเอาสิ เอาเลย ทำแบบที่ท่านเคยทำ” หวงเฟิ่งเหยาเชิดหน้าใส่เดินเข้าหาท้าทายบทลงโทษจากผู้เป็นอาต่อหน้าติงเฉิงคุน
หวงกว่างฝูรู้สึกเสียหน้าถูกคนนอกรู้เห็นเรื่องเขาทุบตีหลานสาวแม้ติงเฉิงคุนเป็นน้องเขยภรรยาเขาก็ตามเขาละล้าละลังไม่รู้จะทำอย่างไรให้เหตุการณ์กระทบกระทั่งบ้าบอนี้จบๆ ไป
“ถ้าท่านพี่ไม่อบรมสั่งสอนนางนางจะยิ่งได้ใจ สร้างเรื่องให้เราต้องปวดหัวและอับอายผู้คนไม่หยุดแค่เวลาไม่กี่เดือนนางก่อเรื่องจนรั่วเอ๋อร์ไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้วก่อเรื่องในบ้านตนเองไม่พอ ยังส่งผลไปถึงสกุลติงด้วย”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้ากับน้องสาวจะต่างอะไรกับข้าเวลาเพียงไม่กี่เดือนก็ทำบ้านสกุลหวงลุกเป็นไฟ ทำลายชีวิตคนอื่นด้วยความริษยาไปตั้งเท่าไรกล้าบอกได้หรือไม่ว่าอาสะใภ้อี้หงกับพี่จื่อฉินจำใจออกจากสกุลหวงไม่ใช่เพราะพวกเจ้า”
เพราะเถียงคำไม่ตกฟากพูดเรื่องลูกชายเรื่องเมียเก่าที่กระทบความรู้สึกเป็นเสี้ยนปักใจหวงกว่างฝูจึงตบหน้าหลานสาวต่อหน้าติงเฉิงคุน ช้าเกินกว่าชายหนุ่มจะเข้ามาขวางติงเฉิงคุนกลัวผู้เป็นอาจะลงมือกับหลานอีกหนึ่งฝ่ามือเพราะดูท่าหวงเฟิ่งเหยาก็ไม่เกรงว่าที่ตนพูดจะทำให้ถูกตี ชายหนุ่มจึงกล่าวห้ามปราม
“ได้โปรดใจเย็นสักนิดเถิดนางอาจกำลังสับสนจึงพูดไปโดยไม่คิด”
“ท่านจะปกป้องนางด้วยเหตุใดถ้านางไม่ถูกสั่งสอนเสียบ้าง ไม่แน่สักวันเชียนเอ๋อร์อาจจะแท้งเพราะฝีมือนางท่านเลือกปกป้องหญิงอื่นแล้วจะสู้หน้าเมียกับลูก สู้หน้าบิดามารดาท่านได้อีกหรือ”หลางรั่วอิ๋งเก่งนักในการปั้นคำให้ผู้คนรู้สึกกระอักกระอ่วน
ติงเฉิงคุนหน้าถอดสีด้วยรู้สึกว่าจะทรยศสกุลติงไม่ได้ เห็นท่าทางคอตกของชายหนุ่มหวงเฟิ่งเหยาจึงผลักเขาออกห่าง “หลีกไปเลยนะ”
“อย่าทำแบบนี้สิเฟิ่งเอ๋อร์”ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วเบา รู้สึกผิดกับนางนักแต่ก็ต้องทำตัวเป็นสามี เป็นบิดาและเป็นลูกชายที่ดีของครอบครัวตัวเองด้วย
“เมื่อท่านเชื่อคำปลิ้นปล้อนของพวกนางเราก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก” เด็กสาววิ่งพรวดออกจากห้องโถงนางไม่กลับไปเรือนของตน แต่เลือกวิ่งผ่านประตูใหญ่ออกไป
เสี่ยวกุ่ยที่แอบซุ่มฟังการโต้เถียงของบรรดาเจ้านายอย่างไม่กลัวจะถูกลงโทษรีบวิ่งไปบอกเรื่องนี้กับเหนียงเซียง หญิงวัยกลางคนร้อนใจมากเกรงหวงเฟิ่งเหยาจะได้รับอันตรายนอกบ้านจึงรีบไปตามตัวสืออวิ๋นที่ร้านหวงเสียงเป่าชายหนุ่มออกตามหาเด็กสาวเกือบทั่วเมืองก็ไม่พบกระทั่งนึกถึงศาลเจ้าแม่ซีหวางหมู่ที่นายผู้เฒ่าเคยพานางไป
สืออวิ๋นตามหาหวงเฟิ่งเหยาทั้งในตัวศาลเจ้าสวนสน กระทั่งพบเงาร่างหนึ่งนั่งก้มหน้าอยู่ในศาลากลางสระน้ำหลังศาลเจ้าเขาเดินบนสะพานมุ่งไปหาเจ้าของร่าง เป็นนางจริงๆ ที่กำลังนั่งก้มหน้าร้องไห้อยู่
หวงเฟิ่งเหยาเงยหน้าขึ้นพบเจ้าของฝีเท้าที่ก้าวเข้ามาใกล้ นางไม่นึกว่าจะมีใครหานางพบระหว่างร้องไห้ก็คิดไปว่าจะหนีไปอยู่ที่ไหนให้ไกลจากบ้านสกุลหวง นางเช็ดน้ำตาด้วยแขนเสื้อแล้วถามน้ำเสียงตวัด
“ตามมาทำไม”