เรย์ออกจากอนุสรณ์ใช้เวลาเดินทางจากชานเมืองผ่านรถประจำทางแล้วต่อด้วยรถไฟใต้ดินเพื่อมายังแขวงโยชิดะ บริเวณหน้าทำการของตึกแห่งหนึ่งอันมีลักษณะเป็นโดมตรงกลางและมีปีกอาคารเชื่อมต่อซ้ายขวา แม้มองผ่านๆ แล้วจะดูเหมือนกับหอศิลป์ ทว่าที่จริงแล้วมันคือสถานที่ราชการขนาดใหญ่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีอุปกรณ์ล้ำสมัยที่สุดในประเทศ ถูกออกแบบมาได้อย่างโดดเด่น

เป้าประสงค์ที่เดินทางมาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อรับของรางวัลตามที่ประธานเคยให้วาจาไว้ในฐานะผู้ที่เป็นคนสังหารราชาซึ่งเขาเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้วหากไม่ได้คนของสมาพันธ์ติดต่อให้มายืนยันตัวตนเพื่อรับของดังกล่าว
เขาแหงนมองป้ายหน้าทางเข้าขนาดใหญ่ซึ่งเขียนว่า‘สมาพันธ์ฮันเตอร์แห่งประเทศญี่ปุ่น’ อยู่อึดใจก่อนเดินเข้าไปในอาคาร
สมาพันธ์สมาคมฮันเตอร์ถือว่าเป็นองค์กรที่คอยกำจัดควบคุมภัยคุกคามทั้งจากภายนอกและภายในของเหล่าผู้ตื่นรู้มีสำนักงานย่อยตั้งอยู่ในเขตจังหวัดต่าง ๆ คอยกำกับดูแลความเรียบร้อยที่นี่ถือเป็นสำนักงานใหญ่ที่สุดภายในประเทศ
ประเทศญี่ปุ่นในช่วงปีแรกหลังเหตุการณ์คริสต์มาสสีชาดที่ทุกอย่างยังตกอยู่ในความวุ่นวายว่ากันว่ามีผู้ตื่นรู้กลุ่มหนึ่งนำโดยเซนซาเอม่อนเขารวบรวมคนที่มีความสามารถและอุดมการณ์เดียวกันทั่วประเทศ เกิดเป็นเครือข่ายองค์กรขนาดย่อมคอยกำราบผู้ตื่นรู้ที่ก่ออาชญากรรมขึ้นมากมายจนเริ่มค่อย ๆ นำระเบียบกลับมาสู่ประเทศได้อีกครั้ง
จนมาในสมัยที่ ‘มิธริล’ ริเริ่มสร้างรากฐานวางระบบฮันเตอร์ขึ้นเป็นครั้งแรกนำเหล่าผู้ตื่นรู้มาขึ้นทะเบียนเพื่อควบคุมความประพฤติให้อยู่ในกรอบของกฎหมายได้รับเสียงสนับสนุนอย่างมากจากประชาชน ทำให้ประเทศต่าง ๆเริ่มนำระบบนี้ไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตัวเอง
ภายหลังเหตุการณ์ปฏิบัติการทวงคืนซัปโปโรที่ถูกยึดไปโดยกลุ่มผู้คลั่งลัทธิที่ต้องการแบ่งแยกดินแดนซึ่งมีสาวกเป็นผู้ตื่นรู้จำนวนมากทางรัฐบาลญี่ปุ่นรับมือไม่ไหวจึงขอความร่วมมือจากกลุ่มของเซนซาเอม่อนในขณะนั้น เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติการทวงคืนพื้นที่ที่ถูกยึดไปเกิดเป็นสงครามกลางเมืองขึ้นกินเวลาหลายเดือน จนสุดท้ายพวกเขาปราบกบฏได้สำเร็จทางรัฐบาลจึงทำการก่อตั้งสมาพันธ์ฮันเตอร์ขึ้นเพื่อควบคุมความเรียบร้อยโดยเทียบเชิญให้เซนซาเอม่อนซึ่งเป็นวีรบุรุษในขณะนั้น เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานของสมาพันธ์จนถึงปัจจุบัน
เมื่อผ่านประตูเข้ามาภายในอาคารลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศปะทะใบหน้า เรย์มองสำรวจไปรอบๆภายในชั้นหนึ่งนี้มีพื้นที่กว้างมากพื้นที่ทางด้านขวามือนั้นแบ่งออกเป็นช่องประมาณยี่สิบกว่าช่องและมีเก้าอี้นั่งรอเป็นร้อยๆตัวเรียงราย ซึ่งในช่องนั้นก็จะมีโต๊ะและพนักงานนั่งรับเรื่องอยู่จากที่สังเกตด้วยสายตามีคนอยู่ในชั้นนี้ประมาณร้อยสองร้อยคนเลยทีเดียวในขณะนั้นก็มีพนักงานหญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเมื่อเห็นเรย์ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู
“สวัสดีค่ะไม่ทราบว่าคุณต้องการติดต่อเรื่องอะไรคะ?”
พนักงานสาวในชุดยูนิฟอร์มของสมาพันธ์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสุภาพเป็นทางการ
“ผมมาติดต่อรับของที่สมาพันธ์นัดไว้ครับ”
เรย์ตอบกลับไปด้วยท่าทีและน้ำเสียงสุภาพ
“ถ้างั้นเชิญทางนี้เลยค่ะ”
พนักงานหญิงพยักหน้าและเชิญเขาไปยังเครื่องรับคิวที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทางเข้าเธอกดปุ่มไม่กี่ครั้งก่อนจะส่งการ์ดคิวเล็ก ๆ ให้กับเขา
“นี่ค่ะคิวของคุณรอฟังเสียงประกาศแล้วไปยังเลขช่องที่ตรงกันนะคะ”
“ขอบคุณครับ”
เรย์กล่าวขอบคุณแล้วเดินไปนั่งรอยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่บริเวณนั้นขณะผู้คนเดินกันขวักไขว่
เรย์นั่งรออยู่บนเก้าอี้ในห้องโถงใหญ่สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยเบา ๆ และเสียงเครื่องจักรทำงานบรรยากาศที่นี่ให้ความรู้สึกเข้มงวดทุกคนดูเหมือนจะมีจุดประสงค์ชัดเจนในการทำงานของตนเองหน้าจอแสดงคิวถูกติดตั้งอยู่ตามจุดต่าง ๆเพื่อให้ผู้มาติดต่อสามารถตรวจสอบคิวได้สะดวก บนผนังมีภาพถ่ายและสัญลักษณ์ของสมาพันธ์ที่แสดงถึงเกียรติยศและความสำเร็จของฮันเตอร์มากมาย
“หมายเลข 717โปรดไปที่ช่องหมายเลข 3”
เสียงเรียกชื่อดังขึ้นจากลำโพงบนเพดาน
เรย์ลุกขึ้นและเดินไปยังช่องที่ถูกเรียกพนักงานหญิงที่เคาน์เตอร์ยิ้มทักทายเขาด้วยท่าทางที่สุภาพ
"สวัสดีค่ะคุณคือคิวที่ 717 ใช่ไหมคะ?"
พนักงานหญิงเงยหน้าขึ้นจากคอมพิวเตอร์พร้อมเอ่ยถาม
“ใช่ครับ... มารับของตามที่สมาพันธ์นัดไว้”
“ขอรหัสประจำตัวฮันเตอร์ของคุณด้วยค่ะ”
เรย์ตอบขณะยื่นการ์ดคิวให้เธอตรวจสอบ
“อาซากุระ เรย์หมายเลขรหัส XXXX-XXXX-1791 นะคะ”
พนักงานหญิงรับการ์ดไปสแกนก่อนที่จะมองที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ทันทีที่เห็นชื่อของเรย์ในระบบ ดวงตาของเธอแสดงออกถึงความประหลาดใจแต่เธอเก็บอาการได้รวดเร็ว
"กรุณานั่งรอสักครู่นะคะ"
เธอกล่าวด้วยรอยยิ้มเล็กๆ ก่อนจะเดินออกไปจากเคาน์เตอร์ และตรงไปยังประตูด้านหลังที่เขียนว่า ‘เฉพาะพนักงาน’
ประตูถูกปิดลง
ครู่ต่อมาก็มีคนเอาชามาเสิร์ฟให้ถ้วยหนึ่ง
เขากล่าวขอบคุณรู้สึกว่าสายตาที่อีกฝ่ายมองตนเองนั้นค่อนข้างจะแปลกประหลาดจากนั้นก็เริ่มรับรู้สายตาของพนักงานมากมายต่างจ้องเรย์เป็นตาเดียวพอเงยหน้ากวาดตามองรอบ ๆ เรย์ก็พบว่ามีพนักงานแอบมองเขาอยู่ไม่น้อยจริง ๆแต่เมื่อเขามองกลับไป ทุกคนต่างก็พากันกระแอมกระไออย่างจริงจังแล้วแสร้งทำท่าเหมือนกำลังทำงานอย่างทุ่มเท
“ต้องขอโทษที่ให้รอนะคะนี่ค่ะ กรุณากรอกเอกสารเซ็นรับและที่อยู่ที่ต้องการให้ทางเราจัดส่งได้เลยคะ”
นั่งรอท่ามกลางบรรยากาศแปลกประหลาดจนสักพักหนึ่งพนักงานที่เขาติดต่อก็เดินออกมา
เรย์รับเอกสารมาพร้อมกับไล่อ่านทีละแผ่นอย่างไม่รีบร้อนดูเหมือนจะเป็นรายการวัตถุดิบและไอเทมทั้งหมดที่ได้จากเหตุการณ์ครั้งนั้นเรย์เซนรับเอกสารก่อนยื่นส่งคืนให้พนักงาน
“เรียบร้อยแล้วค่ะ ทางสมาพันธ์เราจะจัดส่งให้ตามที่อยู่ภายในวันที่ไม่เกินกำหนดตามระยะเวลาในเอกสารนะคะ”
พนักงานให้คำแนะนำกับเรย์อีกสองสามประโยคก่อนเขาจะเอ่ยขอบคุณและเดินออกมาจากอาคารเขายังคงระมัดระวังตัวตามวิสัยทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงทุ้มลึกดังขึ้นจากด้านหลัง
“โห่ นึกว่าใครที่ไหนเป็นเธอเองหรอกหรือ”
‘!’
เรย์หันขวับไปยังทิศทางของเสียง พบเป็นชายสูงวัยในชุดสูทดูภูมิฐานเขาจำได้ทันทีว่าชายคนนี้คือ เซนซาเอม่อน ประธานสมาพันธ์ฮันเตอร์แห่งญี่ปุ่นผู้ที่เขาเคยร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันในเหตุการณ์ดันเจี้ยนปะทุ
แม้ไม่เคยคลายความระมัดระวังบริเวณรัศมีรอบตัวแต่ดูเหมือนว่าชายตรงหน้าจะเข้ามาในระยะโดยที่เขาไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดพลางจิตได้อย่างแนบเนียน
“ท่านประธาน...”
“ไปดื่มกาแฟกันหน่อยไหม”
ร้านกาแฟเล็ก ๆ ตรงข้ามกับสมาพันธ์เมื่อเรย์และเซนซาเอม่อนเดินเข้ามา บรรยากาศภายในร้านให้ความรู้สึกอบอุ่นและเป็นกันเองกลิ่นกาแฟหอมอบอวลในอากาศ โต๊ะและเก้าอี้ถูกจัดวางอย่างเรียบง่าย แต่ดูสะอาดสะอ้านมุมหนึ่งของร้านมีชั้นหนังสือเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยหนังสือเก่าซึ่งเพิ่มเสน่ห์และความรู้สึกสบายใจให้กับผู้ที่เข้ามานั่งพักผ่อน
จากหน้าต่างกระจกของร้านกาแฟเรย์สามารถมองเห็นฟุตบาทที่มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาบางคนเป็นฮันเตอร์ที่เพิ่งเสร็จภารกิจ บางคนเป็นนักท่องเที่ยวที่กำลังสำรวจเมืองบรรยากาศภายนอกดูวุ่นวาย แต่ภายในร้านกลับเต็มไปด้วยความสงบ เหมาะสำหรับไว้หลบภัยจากความสับสนวุ่นวายภายนอก
“นั่งก่อนสิ”
เซนซาเอม่อนกล่าวขึ้นพร้อมกับผายมือเชื้อเชิญให้เรย์นั่งลงที่โต๊ะ ซึ่งกว้างพอที่จะนั่งได้หกคน
เรย์เดาไม่ออกว่าอีกฝ่ายมีเจตนาแฝงอะไรเขาไม่พยายามจะอ่านทางอะไรให้ลึกซึ้งเกินไป หย่อนตัวลงนั่งตามที่ถูกเชื้อเชิญ
เรย์นั่งลงตามที่ถูกเชิญเขามองสำรวจชายตรงหน้าใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งกาลเวลาเผยให้เห็นถึงประสบการณ์และความเข้มแข็งแม้ว่าเขาจะอยู่ในวัยที่ผู้คนส่วนใหญ่อาจเลือกจะเกษียณ แต่ในหมู่ผู้ตื่นรู้อายุไม่ใช่สิ่งที่บ่งบอกถึงความสามารถเสมอไป การให้ผู้อาวุโสมีตำแหน่งสูงในองค์กรนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ฝีมือจริง ๆ ต้องมาก่อนเสมอ
“ห้าคนนั้นเป็นคนของคุณเหรอครับ”
เรย์ถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่สายตาของเขาแฝงไปด้วยความระแวดระวัง
เซนซาเอม่อนทำสีหน้าแปลกใจเล็กน้อยและยิ้มลูบคางอย่างอารมณ์ดีถึงกับทำให้เรย์สัมผัสได้ถึงอันตรายอย่างบางเบา
“โอ่ ช่างสังเกตจริง ๆเลยนะ... เธอดูออกได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันล่ะ”
"หลังจากที่คุณเดินเข้ามาภายในร้านมีเพียงสี่คนที่สายตากลอกไปมาราวกับกำลังสังเกตอะไรบางอย่างพวกเขาต่างทำสัญญาณมือผ่านการแสดงกิริยาทางร่างกายเกือบจะพร้อม ๆ กันถึงผมจะไม่รู้ว่าสัญญาณมือนี้หมายความว่าอะไร แต่ผมแน่ใจว่าพวกเขาทำให้คุณดูอีกสองคนถึงแม้จะพริบตาเดียว แต่ทั้งคู่ก็หันไปแลกเปลี่ยนสายตากัน"
แววตาที่เซนซาเอม่อนมองเรย์แปรเปลี่ยนไปพร้อมทอดถอนหายใจชมเชยว่า
“ถึงเธอจะยังไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ระดับสูงแต่ความสามารถในการจดจำและวิเคราะห์ของเธอกลับน่าชื่นชมอย่างมากเลยนะ”
บริกรเดินมาเสิร์ฟชาเซนฉะและขนมคาสเทลล่าให้กับทั้งคู่ก่อนที่เซนซาเอม่อนจะกล่าวต่อว่า
“ฉันเห็นเธอตั้งแต่ศึกที่ต่อสู้กับราชายักษ์นั่นถึงระดับพลังจะต่างกันมากแต่การเล็งเลือกใช้จังหวะในแต่ละครั้งได้อย่างแม่นยำของเธอ ก็ช่วยตัวเองและพรรคพวกของเธอไว้ได้เสมอ”
ประธานจรดปากกับถ้วยกาแฟ
“งั้นแสดงว่านี่ไม่ใช่การพบกันโดยบังเอิญสินะครับ”
เซนซาเอม่อนยกชาขึ้นจิบอย่างอารมณ์ดีแต่ในสายตาของเรย์ อีกฝ่ายเป็นชายชราที่น่าเกรงขาม ไม่ว่าจะด้วยรูปร่างกำยำหรือกลิ่นอายชวนให้กดดัน แม้จะอยู่ในอิริยาบถอันสุภาพแค่ไหนก็ตาม
“ฉันจะไม่ถามหรอกนะ ว่าเธอจัดการกับราชาได้อย่างไรในตอนท้ายฉันในฐานะตัวแทนของสมาพันธ์ฮันเตอร์ อยากกล่าวขอบคุณเธอด้วยตัวเองสักครั้ง”
ประธานเปลี่ยนน้ำเสียง และค้อมหัวให้เขาอย่างจริงจัง
พอได้ยินคำตอบที่จริงใจของอีกฝ่ายภายในใจเรย์พลันเกิดความรู้สึกประดักประเดิดอย่างน่าประหลาดขึ้นมา ถึงแม้เหตุผลที่เขาเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนั้นจะแตกต่างจากจุดประสงค์ของสมาพันธ์แต่คำขอบคุณของอีกฝ่าย ไม่ได้มีความเสแสร้งใด ๆ เลยแม้แต่น้อยกลับเต็มไปด้วยความจริงใจจนสัมผัสได้
เดิมเขาคิดจะใช้คำพูดประมาณว่า ‘ไม่เป็นไรครับนั่นเป็นสิ่งที่ผมควรทำอยู่แล้ว’ มาตอบอีกฝ่ายแต่เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงเลือกที่จะเงียบ เรย์รู้สึกละอายใจ หากต้องรับคำขอบคุณนี้ทั้งที่ตนไม่สมควร
“มันเป็นเพราะความไม่ย้อท้อของคุณต่างหากล่ะครับที่ทำให้ทุกคนไม่ยอมแพ้ และทำให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปจนถึงตอนสุดท้าย”
เขาตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่อาจตอบรับความรู้สึกจากอีกฝ่ายได้เต็มที่นัก
“...แทนที่จะบอกว่าฉันมีความพยายามมากแค่ไหนน่าจะบอกว่าผู้คนเต็มใจที่จะมองฉันเป็นตัวแทนสัญลักษณ์อย่างหนึ่งมากกว่า พวกเขาไม่ได้ร่วมมือกันเพราะฉันเป็นฉันแต่เป็นเพราะสิ่งที่ฉันเคยทำต่างหาก”
"ท่านประธาน..."
เรย์พูดขึ้นเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายเขาคิดว่าอีกฝ่ายคงไม่ได้อยากมาคุยกับตนเพียงเพราะเรื่องพวกนี้
ถ้าเป็นคนปกติทั่วไปก็อาจจะปล่อยผ่านไปแล้วแต่ตัวเขาในอดีตเป็นพวกชอบอ่านนิยายแนวสืบสวนสอบสวนทั้งยังชอบคัดกรองคำพูดของคู่สนทนาเป็นประจำ ทักษะการจับสังเกตสิ่งต่าง ๆถูกพัฒนาจนคมปลาบ
"ผมว่าท่านพูดเข้าเรื่องเลยดีกว่าไหมครับ"
ประธานหัวเราะฮะ ๆ เมื่อถูกเตือนเช่นนั้น
“ตอนปกติขาดความกระฉับกระเฉงของวัยรุ่นขนาดนั้นมันทำให้คนไม่ชินมากจริง ๆ ชีวิตอาจจะเคยมอบความทุกข์ทรมานสักหน่อยให้เธอ จึงทำให้เธอเก็บงำนิสัยของเด็กหนุ่มไปแต่แรกแต่ว่าคนหนุ่มสาวเดิมก็ควรจะบุ่มบ่ามสักหน่อยถึงจะถูกสินะเรื่องบางอย่างตอนที่เธอเป็นวัยรุ่นไม่ทำรอจนเธออายุเท่าฉันก็จะค้นพบว่าพลาดไปเยอะมาก”
วัยหนุ่มสาวคือช่วงอายุที่เลือดร้อนและไม่รู้เรื่องรู้ราวเวลานี้คุณอาจจะทำผิดไปบ้าง หรือแม้กระทั่งทำผิดไปมากมายแต่อันที่จริงเมื่อวัยหนุ่มสาวจบสิ้นคุณก็จะค้นพบว่าที่แท้การทำผิดพลาดมันก็คือหนึ่งในสาเหตุที่วัยหนุ่มสาวงดงามรุ่งโรจน์
เวลานี้คุณผลุนผลัน ทะยานหนี ไร้ความกลัว แต่ไม่เคยเสียใจภายหลัง
เรย์ก้มมองผิวกาแฟดำที่ไหวกระเพื่อมเบา ๆ แต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาแค่พอสมควรกับวัย
“ว่าแต่ขอกินก่อนสักชิ้นได้ไหม”
ประธานก้มมองขนมคาสเทลล่าที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วถามเรย์อย่างแสนจะเป็นธรรมชาติ
“...”
มุมปากของเรย์กระตุกเล็กน้อยคล้ายยิ้มไม่ยิ้มเขารับมือการเปลี่ยนหัวข้ออย่างกะทันหันแบบนี้ไม่ทันเท่าไหร่จึงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยต่อ
“เชิญครับ”
เซนซาเอม่อนเป็นคนเลือกกินก็จริง แต่ของหวานคือข้อยกเว้น
ตอนอยู่ในห้องทำงานเมื่อกี้เซนซาเอม่อนกินโจ๊กกังป๋วยหัวใจเป็ดไปได้แค่ครึ่งถ้วยพอต้องมาออกแรงพูดจาเล่าโน่นนี่ก็เลยรู้สึกหิวขึ้นมาส่วนเรื่องภาพลักษณ์ท่านประธานใหญ่อะไรนั่น ถูกตนโยนทิ้งไปนานแล้ว
ประธานตักคาสเทลล่าออกมากินครึ่งชิ้น รสหวานสดชื่นแผ่ซ่านในปากทันที
“อืมอร่อยกว่าที่คิดไว้อีกแฮะ—"
เรย์หมุนถ้วยชาในมือมองอีกฝ่ายรับประทานอย่างสงบนิ่งคิดใคร่ครวญเงียบ ๆ เหมือนเวลานี้ตนกำลังถูกทดสอบความอดทนอย่างไรอย่างนั้น
“เอาล่ะ นอกเรื่องมากพอแล้ว อาซากุระคุง ฉันเห็นพรสวรรค์ในตัวเธอมันมีศักยภาพที่จะไปได้ไกลยิ่งกว่า หากได้รับการชี้แนะจากผู้ที่มีประสบการณ์ฉันอยากให้เธอมาร่วมงานด้วยกัน เพื่อจะช่วยพัฒนาพลังฝึกปรือของเธอให้ก้าวหน้ากว่าที่เป็นอยู่"
พอได้ยินเช่นนั้นนิ้วเรย์ที่วนไล้รอบถ้วยก็ชะงักเล็กน้อย เห็นได้ว่าเซนซาเอม่อนมีความเข้าใจในตัวบุคคลสูงสามารถประเมินคุณค่าได้อย่างแม่นยำหลายคนที่มีชื่อเสียงโด่งดั่งอยู่ในวงการฮันเตอร์ตอนนี้ ก็ล้วนได้รับการขัดเกลาจากชายแก่ผู้นี้ทั้งสิ้น
เรย์ฟังคำพูดของเซนซาเอม่อนด้วยความสงสัยและความรู้สึกที่ผสมผสานเขารู้สึกถ่อมตัวเมื่อได้ยินคำชื่นชมแต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกบางอย่างที่ดึงเขาออกจากคำเชิญนี้
"ขอบคุณสำหรับคำชวนนะครับ"
เรย์กล่าวอย่างจริงใจเขารู้ถึงคุณค่าในคำชวนนี้เป็นอย่างดี หากได้รับการสั่งสอนจากผู้อาวุโสระดับนี้จริงๆ คงทำให้ระดับพลังฝึกปรือแกร่งกล้ากว่าที่เป็นอยู่อย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าเรย์ไม่มีความคิดที่จะยอมรับข้อเสนอใดๆ เลย ไม่ว่าตอนนี้หรือในอนาคต เพราะการอยู่ภายใต้สังกัดใดสังกัดหนึ่งก็เหมือนตนเองได้สูญเสียอิสรภาพในการตัดสินใจไปแล้วกว่าครึ่งแต่แน่นอนว่าคุณภาพชีวิตภายใต้สังกัดสมาพันธ์ หรือกิลด์ใหญ่ย่อมดีกว่าด้วยสิทธิพิเศษมากมาย หากเขาเป็นฮันเตอร์ทั่วไป ข้อเสนอจากกิลด์มีชื่อเสียงที่เสนอมาแม้ในฐานะคนแบกของเก็บทรัพยากรจากดันเจี้ยนก็ยังถือว่าน่าดึงดูดแต่สำหรับเรย์มันไม่ใช่ข้อเสนอที่น่าสนใจเลยสักนิด
"แต่ผมยังมีเป้าหมายที่ต้องทำและผมคิดว่าการเป็นส่วนหนึ่งของสมาพันธ์อาจทำให้ขยับตัวลำบาก ผมคงต้องปฏิเสธ...แต่ก็ขอบคุณมากจริง ๆ ที่เห็นศักยภาพในตัวผมครับ"
เมื่อตอบอีกฝ่ายออกไปแบบนั้นเขาก็เผลอกลั้นหายใจอย่างไม่รู้ตัว แม้จะเหมือนว่าดูถือดีแค่ไหน ทว่าเขาก็ไม่ลืมที่จะให้ความนับถือ
แล้วความที่อีกฝ่ายเป็นถึงผุ้นำองค์กรระดับประเทศที่มีคุณค่าอย่างมหาศาล จากประสบการณ์ในการปราบปรามผู้ตื่นรู้มานักต่อนักตั้งแต่องค์กรเริ่มตั้งไข่จึงทำให้ตัวประธานเหมือนมีพลังงานบางอย่างแผ่ซ่านออกมาตลอดเวลาแม้ในยามที่สงบนิ่งอ่อนน้อมถ่อมตน
ในขณะที่เรย์กำลังใจเต้นตึกตักทางเซนซาเอม่อนเพียงพยักหน้ารับอย่างเข้าใจรู้ดีว่าคนฉลาดไม่เคยพูดทุกอย่างออกมาหมด รู้สึกได้ถึงความไม่เหมือนใครของเด็กหนุ่มและรู้สึกชื่นชมความมุ่งมั่นนั่นอยู่หน่อย ๆ
"ในวงการนี้การอยู่โดยไม่มีสังกัดหนทางข้างหน้ามันลำบากมากนะ ...แต่ฉันเคารพในการตัดสินใจนี้ของเธอ จำไว้ให้ดีล่ะว่าประตูของสมาพันธ์ยังเปิดรอต้อนรับเสมอถ้าหากวันใดเปลี่ยนใจล่ะก็..."
เป็นถึงผู้นำองค์กรระดับประเทศ แต่พูดจากลับไม่ถือตัวเลยสักนิดและถึงแม้มาคุยเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ก็ยังทำเหมือนคุยเล่นกับเพื่อนบ้านทำให้คู่สนทนารู้สึกผ่อนคลาย ถือเป็นความสามารถที่หาได้ยากอย่างหนึ่ง
"ผมจะจำไว้ครับขอบคุณและยินดีมากสำหรับโอกาสนี้… แต่ผมมีความเชื่อว่าผู้ที่กล้าเสี่ยงเกินตัวเท่านั้น จึงจะรู้ว่าก้าวไปได้ไกลแค่ไหน”
“ฮ่า ๆ คนหนุ่มไฟแรงนี่ดีจริง ๆ ให้ตายสิ ฉันล่ะไม่อยากแก่เลย...อ้อแล้วก็ขอให้เธอสบายใจได้ ฉันไม่ได้ป่าวประกาศออกไปหรอกนะว่าใครเป็นคนสังหารราชามีเพียงเจ้าหน้าที่ที่ไว้ใจได้เท่านั้นที่รู้เรื่องนี้”
เซนซาเอม่อนเข้าใจเป็นอย่างดีถึงความเสี่ยงในหลายๆ แง่ปัจจัย หากเด็กหนุ่มผู้นี้ต้องการปกปิดตัวตนรวมถึงเรื่องวัตถุดิบมูลค่ามหาศาลที่ได้จากราชาระดับสูงในครั้งนี้ อาจนำพาความวุ่นวายมาสู่ตัวเขาได้เนื่องจากไม่มีสังกัดกิลด์คุ้มครอง
ทั้งเรย์และเซนซาเอม่อนต่างนั่งจิบชาท่ามกลางความเงียบสงบอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เด็กหนุ่มจะเอ่ยถามขึ้นหลังชาหมดถ้วย
“ท่านประธานครับ... ถ้าไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ผมมีเรื่องอย่างหนึ่งที่อยากถาม"
เซนซาเอม่อนสัมผัสได้ถึงความลังเลในน้ำเสียงนั้น
“โอ้ เพื่อแทนคำขอบคุณ อยากถามอะไรก็ถามมาเถอะถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ฉันรู้ ฉันจะบอกเธอทุกอย่างโดยไม่มีเงื่อนไข”
“เกี่ยวกับสภาวะไซโคบีสต์ทัลระดับสาม... มันพอจะมีทางรักษาได้หรือเปล่าครับ”
ประธานเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อยนี่ไม่ได้อยู่ในจำนวนสิ่งที่ตนคิดไว้ว่าจะถูกตั้งคำถาม
“เรื่องนั้นก็ตามที่เธอรู้ การแพทย์ในปัจจุบันยังไม่สามารถทำการรักษาได้...”
“...งั้นเหรอครับ”
ในใจเขาแฝงไว้ด้วยความผิดหวังหลายส่วนแม้แต่คนที่อยู่ในตำแหน่งระดับสูงของประเทศก็ยังไม่มีวิธีรักษางั้นเหรอ
แววตาของเด็กหนุ่มหม่นหมองลง
“อย่าเพิ่งทำหน้าแบบนั้น ฉันไม่ถามหรอกนะว่าเรื่องนี้สำคัญยังไงกับเธอแต่เผอิญเมื่อหนึ่งปีก่อน ฉันเคยได้ยินข่าวลือของหมอเทวดาคนหนึ่งในต่างประเทศเข้าว่าไม่มีอะไรที่หมอคนนี้รักษาไม่ได้”
ไม่มีใครรู้ว่าหมอคนนี้มีเพศสภาพหรือรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไรทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นเร้นลับขึ้นมา เร้นลับเฉกเช่นเดียวกับพลังที่ใช้
“หมอเทวดา?”
“อืม หมอเทวดาที่ออกเดินทางทั่วโลก คอยรักษาโรคที่ไม่มีวันหายฉันไม่รู้หรอกนะว่าเป็นพลังแบบไหน มันเป็นเพียงแค่ข่าวลือเท่านั้น เรื่องนี้ยังไม่ขอยืนยันแต่ฉันจะส่งคนไปสืบหาที่มาของแหล่งข่าวให้ก็แล้วกัน”
“ขอความกรุณาด้วยครับ”
เรย์ค้อมหัวขอบคุณอีกฝ่ายด้วยความเคารพได้แต่ตั้งความหวังว่าข่าวลือนี้จะเป็นจริง แม้จะเป็นข้อมูลที่ดูเลือนรางมากแค่ไหนก็ตามเขาจะไม่ละทิ้งความหวังอย่างเด็ดขาด