ท่ามกลางทุ่งทะเลทรายอันเงียบสงัด แสงจันทราเต็มดวงคือเพื่อนคู่กายเพียงหนึ่งเดียว
“โอเกอร์ ท่านกวีกำลังพูดอะไรอยู่..”
เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งออกมาเป็ถ้อยคำว่ากล่าว แววตาของเธอแลดูตกตะลึงไปกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
เพียงแต่กวีกลับเมินเฉยต่อคำพูดของเธอ และได้เปล่งเสียงออกมาในขณะที่สายตายังคงจดจ้องไปที่ศัตรู
“ผมขอยอมแพ้ ผมไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับพวกคนที่อยู่ด้านหลัง จะฆ่าหรือแกงก็แล้วแต่ใจพวกคุณเลย”
สิ้นสุดเสียงของกวีเพียงครู่หนึ่ง ดวงตาของซีซ่าได้จดจ้องไปที่แอนนา รอยยิ้มที่น่าสยดสยองปรากฏขึ้นบนใบหน้า ทั่วทั้งร่างมีรังสีเข่นฆ่าอันเยียบเย็นแผ่กระจายออกมาให้ััได้
“ท่านแอนนา ต้องขอโทษด้วยครับ !!”
โอเกอร์ไม่รอรีพร้อมอุ้มแอนนาเอาไว้บนบ่า สองเท้าเร่งความเร็วกลับสู่ค่ายพักแรมในทันทีโดยไม่แม้แต่จะหันหลังกลับ
เหล่าทหารกล้าล่วงรู้ถึงเจตจำนงของโอเกอร์ได้ในทันใด พวกเขาต่างเร่งชักดาบเพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่สนามรบ สายตาอาฆาตพร้อมใจกันจดจ้องไปที่กวี เมื่อนั้นเสียงะโได้ดังกู่ก้องพร้อมกับเสียงย่ำเท้าเพื่อมุ่งหน้าเข้าจู่โจมศัตรู
“โอเกอร์! นายจะทำอะไรกันแน่ ?!!”
แอนนาเปล่งเสียงะโพลางดิ้นรนอย่างสุดชีวิต สิ่งที่เธอเห็นคือหายนะ ฝ่ายของเธอกำลังจะถูกฆ่าตาย กระนั้นเธอกลับมิได้ยืนเคียงข้างพวกเขาดั่งที่เธอเคยพูดเอาไว้
“พวกเราไม่มีทางเลือก หมอนั่นมันบ้าจนกู่ไม่กลับแล้วครับ !!”
สองเท้าของโอเกอร์เร่งมุ่งไปข้างหน้าด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มีอยู่ ทุกอย่างมิได้เป็ไปดั่งใจคิด ไม่มีกลยุทธ์หรือแผนการใด ๆ หลงเหลืออยู่ในหัวของเขาอีกต่อไป
ถูกหักหลังเป็ครั้งที่สอง ภายในจิตใจของแอนนาจึงก่อกำเนิดเป็ความแค้นอันบ้าคลั่งที่ดุร้ายราวกับสัตว์ป่า
“ปล่อยชั้นลงเดี๋ยวนี้ ชั้นจะไปฆ่าไอ้คนทรยศนั่น ชั้นจะไม่มีวันอภัยจนกว่าร่างของมันจะมอดไหม้เป็เถ้าธุลี !!”
เสียงะโของแอนนาดังก้องกังวานประหนึ่งเสียงฟ้าผ่า จนกระทั่งเรือนร่างของเธอพลันหายเข้าไปในค่ายพักแรม
“ฆ่ามันให้หมดแล้วจับตัวองค์หญิงแอนนามาซะ !!”
ซีซ่าเร่งเปล่งเสียงะโเพื่อสั่งการ เมื่อนั้นกองกำลังส่วนใหญ่จึงเริ่มต้นเคลื่อนพลไปข้างหน้า กลุ่มโจรส่วนใหญ่ทิ้งปืนและพุ่งตรงเข้าหาศัตรูพร้อมดาบและขวาน เสียงคำรามได้ดังกู่ก้อง มีเพียงบางส่วนที่มีกันไม่มากได้เริ่มต้นลั่นไก เสียงปืนดังก้องกังวาน เจาะกะโหลกของเหล่านักรบวิปลาศผู้เดือดดาล ลำพังเพียงดาบและขวานของทหารฝ่ายแอนนาย่อมมิอาจต้านไหว
ผู้คนเริ่มต้นล้มลงและสิ้นใจ ทว่าเหล่านักรบที่ยังเหลือรอดกลับไม่ยอมหยุดยั้งฝีเท้าให้ชะงักแม้ว่าพวกพ้องจะตายไปสักกี่คน
กวีมิได้เอ่ยถ้อยคำและมีสีหน้าเรียบเฉย ตัวเขาไม่มีสิ่งใดต้องมาแก้ตัว ทุกสิ่งที่ได้กระทำลงไปล้วนแล้วผิดมหันต์ เขาขายิญญาของผู้มีพระคุณเพื่อที่ตนจะได้มีชีวิตรอด
เมื่อนั้นซีซ่าได้ก้าวเดินเข้ามาหา ปากบอกว่า “เ้าหนู ดีจริง ๆ ที่แกไม่เอาชีวิตมาทิ้งแบบโง่ๆ”
คำพูดนี้ทิ่มแทงทะลุเข้าสู่จิตใจ ไม่มีสิ่งใดที่กวีจะสามารถภาคภูมิใจในการกระทำของตน
ทว่าเขาจำเป็ต้องเลือก ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ว่าจะตายเคียงข้างพวกพ้องเยี่ยงวีรบุรุษ หรือว่าจะเลือกมีชีวิตอยู่ต่อไปเยี่ยงคนทรยศ
แต่สุดท้ายแล้วเขาก็จำเป็ต้องเลือก และสิ่งที่เขาเลือก ก็คือการมีชีวิตอยู่ต่อไปพร้อมติดตราบาปที่เรียกว่าการทรยศ
กลุ่มโจรสองนายได้เข้าจับกุมกวี เขางุนงงและจึงเอ่ยถาม
“จะทำอะไร ?”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของชายหนุ่ม ในวินาทีต่อมาซีซ่าจึงเริ่มต้นปริปาก “ไม่ต้องเป็ห่วง ข้าเพียง้าเน้นย้ำว่าแกจะไม่เล่นตุกติก ตราบใดที่แกไม่ลอบแทงข้างหลังข้า เมื่อการต่อสู้ในครั้งนี้จบลง หลังจากนั้นข้าจะปล่อยแกไปเอง”
ไร้ซึ่งหนทางเล่นแง่ ร่างของกวีในยามนี้มิอาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่นิ้วทั้งห้า
รอยยิ้มเปรมปรีดิ์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซีซ่า มันเม้นปากก่อนจะเอ่ยคำพูดออกมาด้วยสายตาอันน่าสยดสยอง
“ต้องขอโทษที่ข้ายังไม่อาจปล่อยแกให้กลับไปได้ แต่เพื่อเป็การแลกเปลี่ยน ข้าจะแสดงอะไรดี ๆ ให้แกดูก็แล้วกัน”
สิ้นเสียงของมัน ร่างกายของซีซ่าพลันเริ่มต้นแปรเปลี่ยนไป
บางสิ่งได้งอกยาวออกมาจากแผ่นหลังของมัน ราวกับตะขาบสีดำร่างั์ที่มีชีวิต ขานับร้อยเคลื่อนไหวยั้วเยี้ยอย่างน่าสยองพร้อมเลื้อยไปตามแขนและขา เพียงไม่นาน พวกมันได้ปกคลุมทั่วทั้งร่างของซีซ่าพร้อมแปรเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เป็ดั่งเกราะ
สิ่งมีชีวิตรูปร่างประหลาดได้ถือกำเนิด ศีรษะของซีซ่าเคลือบด้วยของแข็งสีดำลามไปถึงดวงตา มือสองข้างมีกรงเล็บแหลมคมงอกยาวราวกับหอก ใจกลางแผ่นหลังปรากฏบางสิ่งที่คล้ายหาง หากแต่ว่ามันกลับมีขานับร้อยงอกออกมาเช่นเดียวกันกับตะขาบ
“นี่คืออาวุธปรสิต แม้จะเป็เพียงอาวุธระดับสาม แต่กลับมีความแข็งแกร่งไม่เป็สองรองใคร มันคือหอกและโล่ที่ทะลวงได้ทุกสิ่ง ชื่อของมันคือปรสิตตะขาบทมิฬ !!”
ซีซ่าะโเสียงดังพร้อมเปล่งเสียงคำรามอันบ้าคลั่ง เสียงที่ดังราวกับเสียงฟ้าผ่าได้ก้องกังวานไปทั่วทั้งสนามรบ
“ซุ่ม !!”
เรือนร่างของซีซ่าพุ่งตรงไปข้างหน้า กรงเล็บอันแหลมคมเข้าฉีกกระชากร่างเนื้อของศัตรูให้กลายเป็ชิ้นๆ
เืและเครื่องในไหลเกลื่อนนองไปทั่วพื้นทราย พร้อมความตายได้เข้าพรากิญญาของศัตรูให้หลุดออกจากร่างไปในชั่วพริบตา!
ในบรรดาอาวุธทั้งหมด อาวุธปรสิตนั้นแตกต่างไปจากอาวุธประเภทอื่น มันเปรียบได้ดังสิ่งมีชีวิต เมื่อเริ่มต้นใช้งาน อาวุธปรสิตจะแทรกซึมผ่านิัและแปรเปลี่ยนเป็ส่วนหนึ่งของร่างกายผู้ใช้ คนผู้นั้นจะกลายร่างเป็อาวุธที่มีชีวิต เพื่อเป็การแลกเปลี่ยน ผู้ใช้งานจะได้รับพลังพิเศษที่อาวุธปรสิตแต่ละชิ้นมีอยู่
“อ้ากก !!”
ปีศาจร้ายร่ายรำและฆ่าฟันพรรคพวกของแอนนาอย่างบ้าคลั่ง เสียงกรีดร้องดังก้องกังวานขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่า จากหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็สอง จากสองแปรเปลี่ยนเป็สี่
ในขณะเดียวกัน กวีที่ยามนี้เป็ผู้เฝ้ามองกลับอดมิได้ที่จะครุ่นคิด
.
< ถึงจะไม่อยากยอมรับ แต่ดูเหมือนว่าครั้งนี้เราจะคิดถูก เพราะหากเรายังอยู่ข้างเดียวกับท่านแอนนา สภาพของเราตอนนี้เราก็คงไม่ต่างจากคนพวกนั้น >
.
แม้นจะมีผู้พิทักษ์ที่แข็งเฉกเช่นโอเกอร์ ทว่าด้วยจำนวนที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว มิหนำซ้ำยังมีเครื่องจักรสังหารผู้บ้าคลั่งอย่างซีซ่า ต่อให้มีอีกสักสิบชีวิต สิ่งเดียวที่เฝ้ารออยู่ที่ปลายประตูก็มีแค่ความตายเท่านั้น
“พวกแก ข้าจะเข้าไปข้างในค่าย จงอย่าให้ใครก็ตามมาขวางทางข้าเป็อันขาด !!”
เสียงของซีซ่าะโดังลั่น และเมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง ร่างกายเคลือบเกราะสีทมิฬก็ได้กระโจนขึ้นสู่ผืนนภา ล่องทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนผู้ใดก็มิอาจติดตามได้ทัน
“ตามมันไป อย่าปล่อยให้มันถึงตัวท่านแอนนาได้เป็อันขาด !!”
เหล่านักรบกล้าต่างพร้อมใจไม่ย่อหย่อนความพยายาม ทว่าพวกโจรกลับไม่ปล่อยให้มดหรือเหลือบไรหลุดรอด หากเมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนพยายามเร่งฝีเท้าหวนคืนกลับสู่ค่าย กลุ่มโจรจากแนวหลังจะลั่นไกและปลิดชีพพวกเขาเพียง่เวลาแค่เสี้ยววินาที
กลุ่มของแอนนากำลังถูกฆ่าล้างบาง ทว่ากลับไม่มีแม้แต่คนเดียวที่คิดจะล่าถอย เสียงะโยังคงดังก้องพร้อมสองมือได้ตะบันดาบเข้าใส่ศัตรู บ้าบิ่นดั่งนักรบแดนเถื่อน พวกเขาไม่ยินยอมจำนนต่อโชคชะตา แม้ว่าจะมีจำนวนน้อยกว่า แต่กลับฆ่าฟันศัตรูเป็ว่าเล่นมิได้เป็สองรองจากพวกโจร
เพียงแต่ว่า ต่อให้พวกเขาจะเอาชนะศัตรูตรงหน้าได้ทั้งหมด ทว่ารอบค่ายก็ยังมีพวกมันรายล้อมอีกถึงหนึ่งกองร้อย สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ไม่มีวันได้รับชัยชนะ
“ฮะๆ คิดไปคิดมา ตัวเรานี่มันน่าสมเพชจริงๆ”
กวียังคงเฝ้าทอดถอนลมหายใจ ในขณะที่ทุกคนต่างจงรักภักดีต่อแอนนาอย่างสุดใจขาดดิ้น ทว่าตัวเขากลับทรยศพวกพ้อง ขายิญญาให้แก่ปีศาจร้าย หันหลังให้แก่คุณธรรม และปล่อยให้พวกพ้องต้องตายอย่างน่าสลด
มันช่างน่าเศร้า เพราะในทุก ๆ การหักหลังที่เกิดครั้ง ทุกครั้งมันล้วนมีต้นตอมาจากแหล่งที่มาเดียวกัน นั่นคือการกระทำของมิตรสหายที่เคยมอบความไว้ใจให้มากที่สุด
แต่แล้ว พลันกวีได้หลับตาลงไปเพียงหนึ่งชั่วครู่ขณะ..
“เอ๊ะ ?”
ใน่เวลาอันน้อยประหนึ่งการกะพริบตาเพียงหนึ่งครั้ง เมื่อนับจากจุดเริ่มต้นมันเกิดขึ้นด้วยระยะเวลาเพียงหนึ่งร้อยสามสิบห้ามิลลิวินาที
เมื่อได้ลืมตาตื่นขึ้นมา เสียงย่ำเท้าและเสียงการเชือดเฉือนเนื้อหนังพลันเงียบลงในทันใด ทิวทัศน์เบื้องหน้าไร้ซึ่งการขยับหรือเคลื่อนไหวราวกับว่า่เวลาได้หยุดชะงัก
แลดูว่า ณ สถานที่แห่งนี้จะมีเพียงกวีที่ยังคงรู้สึกตัว “นี่มันเกิดอะไรขึ้น ?” ริมฝีปากสั่นไหวและว่ากล่าวออกมาได้ ศีรษะของเขาเหลียวมองไปรอบๆ ทว่าร่างกายส่วนอื่นกลับไม่ยอมเชื่อฟัง พวกมันมิอาจขยับเขยื้อนได้ดังใจคิด แม้กระทั่งโจรทั้งสองที่จับกุมเขาก็แน่นิ่งไปราวกับเป็เพียงรูปปั้น
กวีััได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้าจากเื้ั เยือกเย็นประหนึ่งน้ำแข็ง เงียบเชียบไร้ซึ่งเรือนเงา เพียงแต่ว่า พลันตัวเขาหลับตาลงและลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง รูปลักษณ์ของใครบางคนกลับปรากฏอยู่เพียงเบื้องหน้าอย่างฉับพลันโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว
เปรียบได้ดังยมทูตแห่งความตาย ทั่วกายไร้ซึ่งเนื้อหนัง มีเพียงโครงกระดูกพร้อมเปลวเพลิงลุกโชติ่ปกคลุมทั่วกายคล้ายกับเสื้อคลุม
“สวัสดี..”
เสียงของมันพลันถูกเปล่งขึ้นกระนั้นกลับแหบแห้งราวกับเสียงของชายแก่ มือขวาที่ไร้เนื้อในยื่นออกมาเบื้องหน้า เพียงแววตาคู่นั้นของกวีได้จดจ้องไปยังรูม่านตาอันกลวงโบ๋ของสิ่งมีชีวิตประหลาด แสงสว่างสีแดงฉานพลันเปล่งประกายออกมาจากรูม่านตาของมัน
น่ากลัวราวกับว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจจากขุมนรก ประหนึ่งความตายกำลังเข้ามาเยือนพร้อมกับยมทูตในชุดคลุมเพลิงสีทมิฬ
“แกเป็ใคร ?”
กวีรวบรวมความกล้าและเปล่งวาจาออกไปเพื่อเอ่ยถาม บนใบหน้าของเ้าปีศาจปรากฏรอยยิ้มอันน่าสยดสยอง โครงกระดูกส่วนกรามขยับและสั่นไหวพร้อมเปล่งเสียงกล่าวอันน่าขนลุก
“ชั้นก็คือนาย.. และนาย.. ก็คือชั้น..”
เ้าโครงกระดูกปริศนาราวกับ้าสื่อถึงบางสิ่ง กระนั้นตัวกวีกลับมิอาจเข้าใจได้ถึงความหมายที่แท้จริง
บรรยากาศรอบกายพลันเริ่มต้นสงบลงอีกครั้ง ไร้ซึ่งเสียงว่ากล่าวจากทั้งสองฝ่าย
แม้เปลวเพลิงที่เปรียบดังชุดคลุมจะยังคงลุกโชติ่ ทว่าร่างกายกลับไม่ยอมเคลื่อนไหวราวกับว่ามันเป็เพียงตุ๊กตาตัวหนึ่ง
ปล่อยเอาไว้เช่นนี้คงไม่มีสิ่งใดคืบหน้า ทันใดนั้นกวีพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ ดวงตาคมเหลือบขึ้นมองขณะเอ่ยเบาๆ
“ในตอนที่ชั้นถูกจับตรึงกางเขน เสียงที่ชั้นได้ยินก่อนที่จะหมดสติ นั่นคือเสียงของนายใช่หรือไม่ หากในกรณีที่ใช่ มันหมายความว่ายังไงกันแน่ ?”
เ้าโครงกระดูกมิได้ใจร้ายใจดำจึงได้ตอบคำถามของเขา
“สำหรับคำถามแรก คงต้องบอกว่านายเดาได้ถูกแล้ว ส่วนคำตอบสำหรับคำถามข้อสอง เกรงว่าชั้นเองก็คงไม่สามารถบอกนายได้”
ในขณะที่มันเอื้อนเอ่ย ทุกถ้อยคำล้วนถูกพินิจพิจารณามาก่อนเป็อย่างดี ว่าไม่ว่ามันจะว่ากล่าวถึงสิ่งใด ประโยคและคำพูดทั้งหมดล้วนไม่มีคำบอกใบ้ถึงเนื้อความที่เขา้า
กวีนิ่งเงียบไปไม่พูดไม่กล่าว ต่อหน้าศัตรูที่ทรงพลังเยี่ยงปีศาจร้าย ตัวเขาที่ยามนี้ไร้ซึ่งความสามารถในการเคลื่อนไหวคงมิใช่คู่มือ
แล้วมันก็เริ่มต้นพูดอีกครั้ง
“ทุกความคิดจะแปรเปลี่ยนเป็ทางเลือก ทุกทางเลือกจะก่อให้เกิดการกระทำ ทุกการกระทำจะปรากฏเป็ผลลัพธ์ และทุกผลลัพธ์จะนำพามาซึ่งสิ่งที่ได้มาและสิ่งที่ต้องสูญเสียไป ทว่าจนกว่าเวลาแห่งการตัดสินจะมาถึง ผู้ใดก็มิอาจล่วงรู้ได้ว่าผลลัพธ์จะเป็เช่นไร เราจะได้อะไรกลับมา และในขณะเดียวกัน เราจะสูญเสียสิ่งใดไปเป็การแลกเปลี่ยน”
กวีเฝ้ารับฟังคำรำพึงรำพันของเ้าโครงกระดูกอย่างเงียบสงบ แต่แล้วใบหน้าของเขากลับแปรเปลี่ยนไปเป็ความจริงจัง แววตาคมกริบพร้อมริมฝีปากเริ่มต้นสั่นไหวและกล่าวออกไปด้วยน้ำเสียงอันเ็า
“ไม่ต้องมาอ้อมค้อม ้าอะไรก็บอกมาซะ”
ปีศาจร้ายได้เห็นถึงสีหน้าของกวีจึงเริ่มต้นเผยยิ้ม ราวกับว่าสิ่งที่เขาพึ่งกล่าวช่างน่าหัวร่อ
“ฮ่าๆ ชั้นเนี่ยนะ้าบางสิ่งจากนาย นายต่างหากที่้าบางสิ่งจากชั้น !!”
เสียงหัวเราะของมันราวกับกำลังเย้ยหยัน ทว่ากวีกลับมิอาจเข้าใจในสิ่งที่มัน้าจะสื่อ
แต่แล้วเมื่อเวลาล่วงเลยผ่าน กลับมีข้อความมากมายได้ผุดขึ้นมาภายในหัวของเขาราวกับดอกเห็ด
.
[ ได้รับทักษะใหม่ ‘ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว’ ]
.
[ ได้รับทักษะใหม่ ‘ร่างจำแลงแห่งความตาย’ ]
.
[ ได้รับวัตถุลึกลับ ‘กุญแจของห้วงแห่งแรกเริ่ม’ ]
.
“นี่มันหมายความว่ายังไง ?” หนึ่งคำถามได้ปรากฏขึ้นมาในหัวของกวี เสียงของเขาพลันถูกเปล่งขึ้นเพื่อเอื้อนเอ่ยถามกลับไป
ทว่ากลับไร้ซึ่งคำตอบรับใด ๆ ที่พอจะมีประโยชน์ มีเพียงรอยยิ้มพร้อมเสียงหัวเราะเบา ๆ อันลี้ลับชวนให้สงสัยตรงมุมปากของมัน
“ไม่มีเหตุผลอะไรซับซ้อน ชั้นก็แค่อยากจะช่วยให้พวกเรารอดพ้นจากชะตากรรมอันโหดร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นก็เท่านั้น”
พลันเสียงนั้นสิ้นสุดลง เรือนร่างโครงกระดูกก็ค่อย ๆ สลายหายไปอย่างเชื่องช้า
“เดี๋ยวก่อน !!” เขายังไม่ทันได้คำตอบ เมื่อเสียงเงียบลง เรือนร่างโครงกระดูกของมันก็สูญสลายกลายเป็เพียงเศษเถ้าธุลีดิน
กวีเร่งเปิดหน้าสมุดนิทานขึ้นมาเพื่อพิสูจน์ว่าเื่เมื่อครู่คือความจริง
ในหน้าที่สาม ทักษะลึกลับได้ถูกเพิ่มเข้ามาใหม่มากถึงสองทักษะ
.
[ชื่อทักษะ: ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว
ระดับ: 7
ประเภท: ผู้กล้า(เลือกใช้งาน)
มานาใช้งาน: 0
ผลของทักษะ: ทำให้ศัตรูในระยะร้อยเมตรติดสถานะ ‘หวาดกลัว’ ลดความคล่องตัว20% และลดความสามารถในการตัดสินใจลง20% ศัตรูที่ได้รับสถานะไปแล้วหนึ่งครั้งจะไม่ได้รับผลทับซ้อนอีก]
.
[ชื่อทักษะ: ร่างจำแลงแห่งความตาย
ระดับ: ??
ประเภท: ปีศาจ(เลือกใช้งาน)
มานาใช้งาน: 60
ผลของทักษะ: เปลี่ยนร่างกายเป็โครงกระดูก ในขณะที่อยู่ในรูปลักษณ์นี้ ผู้ใช้จะได้รับผลสองอย่าง 1.ค่าสถานะทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นสิบหน่วย เพื่อเป็การแลกเปลี่ยน พลังชีวิตของผู้ใช้จะลดลง1%ทุก ๆ สิบวินาที 2.ได้รับสถานะ ‘ลอยตัว’ ทำให้ผู้ใช้สามารถล่องลอยอยู่ในอากาศได้]
.
เพียงแค่ได้เห็นก็อยากจะร่ำไห้ออกมา แม้จะเป็ทักษะประเภทผู้กล้าที่ตำนานได้กล่าวขาน กระนั้นกลับทำได้เพียงลดความคล่องตัวของศัตรูให้น้อยลง
เพียงแต่ว่า ครู่ต่อมาเขากลับเปลี่ยนความคิดให้แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
.
< ไม่สิ พอลองมาคิดดูให้ดี ในเมื่อมันไม่ใช้มานา อีกทั้งยังสามารถใช้กับศัตรูประเภทหมู่ แบบนี้อาจจะมีประโยชน์ก็ได้ >
.
แม้ว่ามันจะไร้ซึ่งประสิทธิภาพทางด้านการจู่โจม ทว่าหากใช้ให้ดีและถูกสถานการณ์ การพลิกตาหมากให้ฝ่ายตนได้เปรียบก็มีไม่น้อย
ในทางตรงกันข้าม อีกหนึ่งทักษะกลับน่าสนใจเสียยิ่งกว่า พลังที่ได้รับหลังการปลดปล่อยทักษะคงเพิ่มพูนทวีอย่างมากมายมหาศาล
กระนั้นมันก็มีข้อด้อยอยู่หนึ่งหรือสองข้อ
.
< ก็จริงที่มันทรงพลัง แต่ในเมื่อต้องแลกเปลี่ยนกับการสูญเสียพลังชีวิตทุก ๆ สิบวินาที การต่อสู้ในระยะยาวคงลืมไปได้เลย แม้ว่ามันจะดีมากแต่ก็มีข้อเสียมากเช่นกัน >
.
เขาไม่ปล่อยให้รายละเอียดเล็ก ๆ หลุดมือ หากเมื่อใดที่กวี้าใช้ทักษะร่างจำแลงแห่งความตาย มันควรจะเป็่เวลาที่เขาไม่หลงเหลือทางเลือกใดอีก
และแล้วห้วงเวลาก็เริ่มหมุนวนอีกครั้ง
“ฆ่าพวกมันซะ แล้วไปจัดการไอ้คนทรยศที่อยู่ข้างหลังนั่น !!”
การเข่นฆ่าได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง คมดาบได้เข้าเชือดเฉือนเนื้อหนังของศัตรู เสียงลั่นไกพลันดังก้องกังวานติดตามมาพร้อมเข้าพรากชีวิตของผู้คน
ทุกสิ่งพลิกผันจากหน้ามือเป็หลังมือ หากเป็่เวลาเมื่อครู่นี้ กวีคงไม่มีความลังเลใด ๆ อยู่ในหัวของเขา
.
< เอาไงดีล่ะ ตอนนี้เรามีพลัง ด้วยความสามารถ ณ ปัจจุบัน ความเป็ไปได้ที่เราแค่คนเดียวจะหนีรอดไปได้ก็พอมีอยู่ หรือเราควรจะช่วยเหลือท่านแอนนา แต่ถึงอย่างนั้น เธอคงไม่มีวันยกโทษให้เราอยู่ดี >
.
กวีคิดหนัก การตัดสินใจอยู่ข้างซีซ่าก็ถือเป็หนึ่งในทางรอด เพียงแต่ว่า ยามนี้ทุกสิ่งได้กลับตาลปัตร แม้ยังมีความเป็ไปได้ที่ฝ่ายแอนนาจะพ่ายแพ้ ทว่านั่นคือกรณีที่เขานั้นไร้ซึ่งพลัง ด้วยสิ่งที่ได้รับมา สถานการณ์ในยามนี้ก็อาจมีโอกาสชนะที่สูงขึ้นเล็กน้อย
แต่แล้ว กวีพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้อย่างกะทันหัน
.
< จะว่าไป ถ้าเ้าพวกนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะฆ่าท่านแอนนาั้แ่แรก ขืนเธอถูกส่งมอบให้แก่ประเทศนอทัส ยังไงเธอก็ต้องใช้อำนาจและเส้นสายทั้งหมดเพื่อไล่ตามเราไปจนสุดขอบโลก สุดท้ายแล้วเราก็ต้องเป็ศัตรูกับทหารทั้งประเทศ แบบนี้ไม่ดีแน่ !! >
.
ชายหนุ่มตระหนักได้ถึงสิ่งสำคัญในระดับที่อาจกำหนดความเป็ความตาย ขืนยังเป็เช่นนี้ต่อไป แม้ว่าเขาจะเลือกอยู่ฝ่ายกลุ่มโจรงูเห่าดำ สุดท้ายแล้วชีวิตก็ต้องมีอันเป็ไปในสักวัน
ความเป็จริงช่างแสนโหดร้าย ยามนี้ไม่เพียงต้องหลบซ่อนตัวจากประเทศอินดูเอล หากต้องเผชิญหน้ากับประเทศนอทัสอีกทาง ชีวิตที่เหลือคงราวกับการตกลงสู่ขุมนรกทั้งเป็
“เอาล่ะ ชั้นตัดสินใจได้แล้ว”
ท่ามกลางแสงจันทราที่ส่องสว่างนำทางในความมืดมิด เสียงของกวีพลันถูกเปล่งออกมาดังก้องกังวานในยามศึก
“เ้าหนู แกว่าอะไรนะ ข้าได้ยินไม่ค่อยชัดเลย ?”
โจรทั้งสองมิอาจเข้าใจ หนึ่งในพวกเขาเริ่มต้นถามไถ่ ทันใดนั้นเอง ทั้งสองคนกลับััได้ถึงจิตสังหารอันแรงกล้าจากชายคนหนึ่งที่ยามนี้ไร้ซึ่งพลัง
“เ้าหนู แกคิดจะทำอะไรของแก !!”
หนึ่งในสองโจรได้กล่าวพร้อมมือขวากำแขนกวีจนแน่นขนัด ในขณะที่พลังงานสีเทาได้เริ่มต้นหลั่งไหลออกมาจากร่างของเด็กหนุ่ม
“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น กาลิ รีบฆ่ามันซะ !!”
เสียงของอีกหนึ่งในสองโจรได้ถูกเปล่งขึ้นเป็เสียงะโ พร้อมมือขวาเร่งชักดาบเพื่อหวังปลิดชีพศัตรูให้เร็วที่สุด
แต่แล้วมือที่กุมแขนกวีของโจรทั้งสองกลับปล่อยให้หลุดรอดไป เพียงไม่นาน ร่างกายของชายหนุ่มพลันเลือนหายในชั่วพริบตา
“ฉึบ-”
เสียงคล้ายกับใบมีดแหลมคมเข้าเชือดเฉือนเนื้อหนัง พลันสิ้นเสียง ศีรษะของหนึ่งในสองโจรได้ขาดสะบั้นออกจากคอพร้อมกับเรือนร่างได้ล้มลงสู่พื้นทราย
“อูโน่ !!”
ทุกสิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วเพียงไม่กี่วินาที หนึ่งในสองโจรที่เหลือพลันเร่งกวาดสายตามองหาศัตรู มือขวากำดาบจนแน่นขนัด ดวงตาคู่นั้นเบิกกว้างพร้อมเพลิงแค้นพลันลุกโชติ่อย่างถึงที่สุด
“แสดงตัวออกมาสิวะไอ้ปอดแหก !!”
เสียงะโดังก้องกังวานอย่างบ้าคลั่ง กระนั้นเสียงการต่อสู้จากเบื้องหน้ากลับกลบเสียงของมันจนหมดสิ้น
ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงหรือล่วงรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าพวกพ้องจะคอขาดไปแล้วหนึ่งคนก็ตาม
เ้าโจรผู้โชคร้ายได้หยุดร่างกายให้ชะงักไปอย่างกะทันหัน ร่างของมันสั่นระริกขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“ดวงเนตรแห่งความหวาดกลัว”
เสียงแ่เบาดังขึ้นลอยมาจากบริเวณข้างกายมัน เข่าของเ้าโจรได้ทรุดลงอย่างไร้สาเหตุ ร่างกายสั่นเทาเป็เ้าเข้าพร้อมดาบในมือขวาได้ร่วงหล่นลงสู่พื้นทราย
“แกเป็ตัวอะไรกันแน่ ?”
เสียงของมันถูกเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันสั่นคลอน บริเวณเบื้องหน้าปรากฏเรือนร่างปริศนาของสัตว์ปีศาจ ทั่วกายปกคลุมไปด้วยเปลวเพลิงสีทมิฬลุกโชติ่ มีเพียงโครงกระดูกที่ไร้ซึ่งเนื้อหนังห่อหุ้ม พลันได้จดจ้องไปยังรูม่านตาอันกลวงโบ๋ของมัน แสงสว่างสีแดงฉานพลันเปล่งประกายออกมาอย่างเยือกเย็นราวกับน้ำแข็ง
นั่นคือกวีในร่างปีศาจจำแลง กระดูกส่วนกรามของเขาเริ่มต้นขยับพร้อมมีเสียงทุ้มต่ำได้ถูกเปล่งออกมา
“ชั้นไม่จำเป็จะต้องตอบแก เพราะคนตายไม่มีสมองให้จำอยู่แล้ว”
เมื่อถ้อยคำสิ้นสุดลง มือขวาโครงกระดูกพลันตวัดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
“ฉึบ-”
เพียงชั่วครู่พริบตา ทิวทัศน์ที่เ้าโจรมองเห็นได้มืดลงไปอย่างฉับพลัน ราวกับว่ามีใครบางคนได้ปิดสวิตซ์การมองเห็น
ศีรษะของมันลอยเด่นขึ้นสู่ท้องนภา เรือนร่างได้ล้มลงนอนอยู่บนพื้นทราย เืสีแดงไหลเกลื่อนนอง พร้อมกับร่างอสูรได้เลือนหายไปอย่างรวดเร็วพลางทิ้งเอาไว้เพียงหนึ่งถ้อยคำ
.
“ก่อนอื่นก็..”
.
“สองศพ”