จักรพรรดิผีดิบ

    ตอนที่ 79 เพื่อสิ่งใดกัน

    ตอนที่ 79 เพื่อสิ่งใดกัน บาลอรหรือราชาแห่งยักษ์ได้ฟังเช่นนั้นใบหน้าต่างปรากฏอาการสับสนมึนงง ทว่า ถ้อยคำบางคำกลับติดตรึงดวงวิญญาณของมัน “จักรพรรดิ” ราชาแห่งยักษ์ผู้นี้กลับไม่คิดต่อและปัดความคิดนี้ทิ้งไป มันดำรงอยู่มากว่าสี่พันปี ประวัติศาสตร์ของยุคต่างๆ มันล้วนศึกษามาครบถ้วนสมบูรณ์และมั่นใจว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ตลอดหมื่นปีมานี้ ปรากฏนามแห่งจักรพรรดิแค่ผู้เดียวเท่านั้น “จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยม” นามเรียกขานของจักรพรรดิแห่งยุคปฐมเทพ มันไม่เชื่อเลยแม้แต่เสี้ยวเดียวว่าตัวตนเบื้องหน้าคือจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยม ไม่ว่าจะผ่านมานานกว่าพันปีหรือหมื่นปี ตามตำนาน จักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมมีอำนาจทัดเทียมพระเจ้า!! บุคคลที่ทรงอำนาจเช่นนั้นจะเป็นมนุษย์เบื้องหน้าได้เช่นไร ถ้ามันเป็นจักรพรรดิผู้โหดเหี้ยมจริง ป่านนี้ ข้าคงตกตายไปนานแล้ว “ฮะฮ่าฮ่าฮ่า!!” บาลอรหัวเราะลั่นจนท้องแข็ง “ไม่ใช่มนุษย์รึ!? จักพรรดิรึ!? ไม่ได้มาตัวคนเดียวรึ!? เจ้าหมายถึงเด็กสาวคนนั้นล่ะสิท่า” บาลอรหัวเราะคลั่งพลางชี้นิ้วไปทางลาซิเฟีย “น่าขันนัก!! นางนั่นหมดสติไปแล้ว เห็นทีคงจะช่วยเจ้าในการสร้างภาระเพิ่ม!” บาลอรแผดเสียงก้อง ราชายักษ์ยังขำอยู่อย่างนั้น มันเหมือนตนเองได้ฟังเรื่องตลก มนุษย์คนหนึ่งกำลังท้าทายนักรบยอดฝีมือของราชายักษ์ผู้นี้! ในบรรดาข้ารับใช้ของมัน นักรบที่มันพามาด้วยในตอนนี้นับว่าแข็งแกร่งและทรงพลังที่สุด เป็นขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดของราชายักษ์ ผู้เป็นหนึ่งในสิบขุนพลเทพปีศาจสวรรค์!! กาติรัสใบหน้าพลันบิดกระตุก ใบหน้าไร้อารมณ์กลับกลายเป็นถมึงทึงขึง เส้นเลือดปูดโปนขึ้น ชายหนุ่มกำดาบหักในมือแน่น ความโกรธเกรี้ยวทะลักล้นถึงขีดสุด ถึงกระนั้น กาติรัสได้แต่ข่มกลั้นมันไว้สุดกำลัง คำกล่าวของมันที่สื่อออกมาว่า “ลาซิเฟียเป็นภาระ” ในช่วงเวลานี้ ชายหนุ่มปรารถนาจะฉีกร่างของราชายักษ์ออกเป็นหมื่นๆชิ้น ฉับพลันนั้นเอง บาลอรสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเย็นวาบเสียดกระดูก ขาของราชายักษ์ราวกับถูกบางสิ่งจับตรึงแน่น บาลอรเคลื่อนสายตาลงที่ฝ่าเท้าตนอย่างตระหนก ทันทีที่ได้พานพบสิ่งนั้น รูม่านตาของราชายักษ์พลันหดลีดเล็กลงอย่างที่สุด เป็นยักษ์อัปลักษณ์!! ยักษ์ที่กล่าวอ้างว่าตนเป็นมือซ้ายของหนึ่งในสิบขุนพลเทพปีศาจสวรรค์!! เพลานี้ ใบหน้ากึ่งเป็นกึ่งตายของมันจับจ้องนายของตนเต็มไปด้วยไอสังหาร ร่างกายปรากฏซี่โครงและกระดูกบางส่วนโผล่ออกมา เนื้อหนังล้วนเน่าเปื่อยปรากฏบาดแผลฉกรรจ์ทั่วทั้งร่าง  “โทน!” บาลอรแผดเสียงก้องอย่างตกตะลึงงัน ยักษาตนนี้ สมควรเป็นมือซ้ายของตนอย่างแน่แท้ ทว่า ร่างกายของมันราวกับได้ตายจากไปแล้ว ถ้าเช่นนั้น ภาพเบื้องหน้าคือสิ่งใด!? กร๊าซซซซซ เสียงกู่คำรามต่ำดั่งภูติผีจากขุมนรกดังขึ้นจากทั่วทุกสารทิศ เหล่ายักษาผู้ทรงอำนาจได้พานพบเข้ากับความสยดสยองที่ยากจะลืมเลือน ทะเลโลหิตที่ตนเหยียบอยู่ บังเกิดการกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ชิ้นส่วนเนื้อมากมายที่จมไปในทะเลเลือดพลันเคลือบคลานเข้าหากันเกาะเป็นกลุ่มก้อน ในขณะเดียวกันราชายักษ์ที่กำลังเผชิญหน้ากับเรื่องเหลือเชื่อน่าสยดสยองพลันคำรามคลั่ง “โฮกกกกก” เสียงคำรามแฝงด้วยความหวาดกลัวจับจิต หมัดของบาลอรทุบกะโหลกของโทนอย่างไม่ปราณี ทุบซ้ำหลายสิบครั้ง ทุกครั้งต่างใช้ออกด้วยพลังเต็มสิบส่วน ราชายักษ์ทุบจนศีรษะของมันแหลกเละ แทบจะในทันที บาลอรพลันเคลื่อนสายตามองกาติรัสอย่างโง่งม “เจ้า---เจ้าทำอะไรลงไป…” บาลอรกล่าวเสียงสั่นเคลือ กาติรัสไม่กล่าวตอบ รอยยิ้มแสยะเผยขึ้นบนใบหน้า เพียงพริบตาเดียว ก้อนเนื้อที่เริ่มเกาะกลุ่มกันพลันก่อร่างสร้างตัวขึ้น รูปร่างพลันปรากฏ เยติจำนวนมากมายที่ถูกปลุกขึ้นมาในฐานะ “ผีดิบ” สภาพของพวกมันไม่อาจเรียกได้ว่าครบถ้วนสมบูรณ์ เนื้อหนังเน่าเปื่อยและบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกหรือแม้กระทั่งซี่โครง แทนที่จะเรียกว่าสิ่งมีชีวิต พวกมันสมควรได้คำนิยามว่า “ซากศพเดินได้” กร๊าซซซซซ เหล่าเยติที่ตกตายกันไปกลับค่อยๆฟื้นตัวขึ้นมาในฐานะผีดิบ ยักษาหลายร้อยตนพลันร่างสะท้าน ในกลุ่มยักษาพันตน พวกมันนับว่าทรงพลังทุกตัว ถึงกระนั้น เหนือฟ้ายังมีฟ้า ภายใต้ยักษาบางตนที่ปรากฏอาการหวาดกลัวไปไม่ถูก ยังคงมียักษาที่เยือกเย็นไม่หวาดหวั่นต่อสถานการณ์ใดๆ มีเพียงจิตมุ่งมั่นที่ปรารถนาจะพรากชีวิตศัตรู “อย่าตกใจไป! พวกมันก็แค่ผีดิบ!!” ยักษาร่างสีน้ำเงินเข้มกล่าวตะโกนก้อง “ใช้ความร้อนแผดเผามันซะ!!” ภายใต้การชี้นำของยักษาสีคราม ยักษ์บางตัวที่สติหลุดพลันหวนคืนสติก่อนเร่งโคจรพลังไปที่ดวงตา แทบจะในทันที ความร้อนระอุดั่งเปลวเพลิงก่อตัวเป็นศูนย์รวมที่ดวงตา ในช่วงเวลานี้ ยักษาเกือบพันตนต่างกำลังใช้คลื่นลำแสงทำลายล้าง เพียงสิบลมหายใจ ซู้มมมม เสียงดังบาดแก้วหูสะท้านกึกก้องบังเกิดระลอกความร้อนแผ่ซ่านกระจายกว้าง พริบตาเดียว ลำแสงสีเหลืองสาดผ่านร่างพวกมัน ซากศพนับพันล้วนถูกแผดเผา ผีดิบบางส่วนบ้างถูกตัดร่างจากการโดนลำแสงพลังวาบผ่าน ทะเลโลหิตคล้ายแห้งเหือดเนื่องจากอุณหภูมิโดยรอบที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นทวี เห็นได้ชัดว่าเป็นความเสียเปรียบตั้งแต่แรก เป็นที่เข้าใจของทุกชีวิตบนโลก เผ่าพันธุ์ผีดิบแพ้ทางธาตุศักดิ์สิทธิ์และธาตุไฟ สำหรับผีดิบแล้ว ลำแสงสีเหลืองที่ปล่อยคลื่นความร้อนออกมาสมควรเป็นอุปสวรรคอันใหญ่หลวง!! “ฮ่าฮ่าฮ่า---เจ้าช่างอ่อนหัดนัก! สมแล้วที่เป็นมนุษย์!!” บาลอรหัวเราะคลั่ง มันกวาดตามองบริเวณโดยรอบแสดงทีท่าสะใจ เผ่ายักษ์สายพันธุ์โฟโมเรียนส์ พวกมันมีคุณสมบัติพิเศษเหมือนกันทุกตัว "การปล่อยลำแสงออกจากดวงตา" การใช้กองทัพผีดิบเข้าต่อกรกับพวกมัน นับว่าโง่เขลา!! มันไม่ต่างอันใดไปกับการเสนอตัวเข้าถูกเชือด เนื่องด้วยบาลอรมีดวงตาทั้งข้างหน้าและข้างหลัง มันเห็นเสถานการณ์ทั้งหมดในตอนนี้ ดูเหมือนว่าเทพปีศาจกำลังเข้าข้างตน ผีดิบนับพันต่างถูกแผดเผาวอดวาย ราชายักษ์ยิ้มแก้มปริก่อนสายตาจะเคลื่อนมองหากาติรัส ราชาผู้นี้ปรารถนาที่จะได้เห็นใบหน้าสิ้นหวังของมัน ทันทีที่หนึ่งเนตรประสบ ใบหน้าสะใจยิ้มแย้มกลับกลายเป็นนิ่งสะท้าน บาลอรที่เมื่อครู่ยิ้มออกมาอย่างเปี่ยมสุข ในขณะนี้ มันปรากฏอาการหวาดผวาขึ้นมา มนุษย์เบื้องหน้ากำลังแสยะยิ้มกว้างให้ความรู้สึกน่าหวาดหวั่นสะพรึงกลัว!! “จะ---เจ้ายิ้มอันใด…” ราชายักษ์ผู้ทระนงตน ห้วงจิตที่เคยนิ่งสงบพลันสั่นกระเพื่อมไม่หยุดหย่อน แม้กระทั่งเสียงเต้นของหัวใจยังได้ยินอย่างชัดเจน “ยิ้มให้แก่ความขลาดเขลา” กาติรัสกล่าวพลางกำราชันพิษกลืนโลกาชี้ไปที่มัน นิยามจุดอ่อนของผีดิบบนโลกใบนี้ย่อมเป็นไปดั่งว่า “แพ้ธาตุศักดิ์สิทธิ์และธาตุไฟ” ทว่า สำหรับชายหนุ่ม นิยามของเขานั้นแตกต่างออกไปเพราะผีดิบที่ว่า มันเกิดขึ้นจากน้ำมือของนามแห่งจักรพรรดิ “จักพรรดิผีดิบ” !! ในช่วงเวลานั้นเองที่ห้วงความคิดของเหล่ายักษากลับตาลปัตร ผีดิบที่เพิ่งจัดการไปกลับเริ่มหลอมรวมก่อตัวขึ้นอีก คราวนี้ ร่างกายของพวกมันต่างลุกโชนไปด้วยเปลวเพลิง กร๊าซซซซ เสียงกรีดร้องน่าสยดสยองดั่งภูติผีจากขุมนรก ภาพซ้อนทับระหว่างความเป็นและความตาย เหล่ายักษาปรากฏอาการหวาดกลัวจับจิต ยักษ์บางตนถึงกับใช้ลำแสงอีกครั้ง ใช้มันอย่างต่อเนื่อง แผดเผาซากศพเดินได้เบื้องหน้าให้วอดวายไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี!! ถึงกระนั้น ไม่ว่าจะพยายามเผาพวกมันไปมากเพียงใด ซากศพเหล่านั้นกลับรวมตัวกันและก่อร่างขึ้นมาใหม่ สิ่งนี้ไม่ใช่ผีดิบแล้ว… เป็นตัวอะไรที่ยากจะให้คำนิยามแก่มัน “อาาา…” บาลอรจ้องมองทัศนียภาพเบื้องหน้าอย่างตื่นตะลึงงัน ไม่ว่าจะเข่นฆ่าหรือเผาพวกมันไปมากเพียงใด พวกมันก็ฟื้นคืนกลับมาพร้อมเปลวไฟครอบร่างตน หนำซ้ำ ความกระหายเลือดราวกับเพิ่มขึ้นเป็นทวี ทุกครั้งที่ฟื้นขึ้น เสียงกรีดร้องยิ่งดังและน่าสยดสยองมากกว่าเดิม “หมดเวลาสนุกแล้ว” กาติรัสกล่าวออกด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ แทบจะในทันที ‘สัมผัสแห่งอันเดด’ ได้ถูกใช้ออก ออร่าสีดำทมิฬโอบคลุมราชันพิษกลืนโลกา หนึ่งดาบก็ได้ตวัดวาดออกไป ฟึ่บบบบบ------------ ราชายักษ์มองคลื่นทมิฬที่วาบผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นเองที่ภาพเบื้องหน้าได้มืดมิดสนิทลง ร่างสูงใหญ่พลันถูกสบั้นขาดออกเป็นสองเสี่ยง กายาของมันถูกอาบผ่านด้วย ‘สัมผัสแห่งอันเดด’ ผนวกเข้ากับความเร็วของกาติรัส บาลอรตกตายโดยไม่รู้ตัว หนึ่งในสิบขุนพลเทพปีศาจสวรรค์ตกตายในการตวัดดาบแค่ครั้งเดียว!! เนื้อชิ้นโตกระทบพื้นเบื้องล่างดัง ตุบ ตุบ ตุบ ท่ามกลางความตื่นตะลึงงันของยักษานับพันตนที่เพ่งมองเหตุการณ์เบื้องหน้าเป็นภาพเดียว ปีศาจที่หลับใหลในจิตใจราวกับตื่นขึ้นพลันแผ่ซ่านอำนาจครอบคลุมอย่างรวดเร็ว ทั่วร่างแข็งทื่อประหนึ่งถูกสาป พวกมันเข้าใจเผ่ายักษ์สายพันธุ์โฟโมเรียนส์เป็นอย่างดี ยักษ์สายพันธุ์นี้มีร่างกายที่ทนทานและแข็งยิ่งดั่งเหล็กกล้า แม้ในช่วงเวลาที่ตกตายล้วนสามารถคงสตินึกคิดเอาไว้ได้อยู่นาน ถ้าเช่นนั้น… สิ่งที่ตนได้ฟังกันมา เหตุใด… เหตุใดราชันยักษ์ถึงตกตายในทันที! ไม่มีแม้กระทั่งกลิ่นอายของพลังชีวิตลงเหลืออยู่เลย เรือนร่างนั้นราวกับกายาไร้วิญญาณ รูม่านตาหดลีดเล็กลงอย่างที่สุด เรื่องราวที่เกิดขึ้นได้พลิกผันความรู้ทั้งหมดที่พวกมันได้ฟังกันมา ผีดิบที่สามารถฆ่าตายได้ด้วยธาตุไฟกลับไม่ตาย ยักษ์โฟโมเรียนส์ที่ต่อให้ตายก็สามารถคงสตินึกคิดไว้กลับไม่สามารถกระทำ เรื่องราวน่าประหวั่นพรั่นพรึงนี้เกิดขึ้นมาจากมนุษย์เบื้องหน้าเพียงคนเดียว!! สังหารหนึ่งในสิบผู้นำกองทัพอันเกรียงไกรของเทพปีศาจสวรรค์ด้วยการตวัดดาบแค่ครั้งเดียว!! “ล้างบางทุกชีวิตในมิตินี้ให้สิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเผ่าเยติ ล่าสังหารให้มันสูญพันธุ์” กาติรัสลั่นวาจาก้อง คำกล่าวประหนึ่งพระเจ้าบัญญัติกฎได้ทอดคำสั่งลงให้แก่ผีดิบทั้งปวง เพียงพริบตาเดียว ฝูงผีดิบที่เคลื่อนที่ช้าเยาะแยะพลันวิ่งทะยานก้าวออกอย่างบ้าคลั่ง เสียงกู่คำรามสะท้านก้อง ผีดิบที่กระหายในเข่นฆ่าอยู่แล้ว ตอนนี้ พวกมันปรารถนาในการล่าสังหารหนักข้อยิ่งกว่าเดิม ยักษาเกือบพันตัวพลันร่างสั่นสะท้าน แทบจะในทันที ยักษาสีครามเข่าล้มพับลงก่อนตะโกนร้องขอชีวิต “นายท่าน---ได้โปรดไว้ชีวิตข้า---ไว้ชีวิตข้า… ข้ายอมเป็นลูกน้องของท่าน โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย…” ทันทีที่ยักษาตนอื่นได้พบเห็นยักษาสีครามคุกเข่าร้องขอชีวิต ในใจก็บังเกิดครึ่งเห็นด้วยครึ่งรังเกียจ ยักษาสีครามตนนี้เคยกล่าวสาบานกับบาลอรผู้เป็นนาย ต่อให้มันต้องทิ้งชีวิตน้อยๆไป มันก็ไม่คิดทรยศต่อผู้เป็นนาย หากนายของตนอยู่ในอันตราย มันขอยอมมอบชีวิตของตนเข้าปกป้องอย่างไม่ลังเล แต่ทว่า ยักษาสีครามตนนี้กลับตระบัดสัตย์  ทันใดนั้นเองที่เงาสีดำทึบเข้าปกคลุม ยักษาสีครามแหงนมองขึ้นอย่างอึกอึ้ง เจ้าของเงาร่างนั้น เป็นบาลอร!! ราชาแห่งยักษ์!! ภาพเบื้องหน้าคล้ายซากศพเดินได้โดยแท้จริง รอบแผลตัดร่างเป็นทางยาวยังคงสภาพน่าสยดสยองเช่นเดิม หนึ่งหมัดง้างออกก่อนต่อยใส่ยักษาสีครามอย่างรวดเร็ว ยักษาสีครามเพ่งมองบาลอรอย่างตกตะลึง ช่วงเวลาก่อนตายของมันกลับเป็นเรื่องน่าอดสูและเสียศักดิ์ศรีนัก ยอมแปรพักตร์ฝักฝ่าย ตระบัดสัตย์ต่อผู้เป็นนาย “นะ---นายท่าน…” เพียงพริบตาเดียว หมัดของราชายักษ์ก็ได้กดลงมา แรงกดดันอันหนักหน่วงโถมใส่ยักษ์สีครามดั่งถูกขุนเขากดทับ แทบจะในทันทีที่หมัดกดลงตรงหน้าของมัน หมัดของราชายักษ์จมเข้าไปในร่างดั่งต่อยโคลน กายายักษ์สีครามกลับกลายเป็นผิดรูป โลหิตพุ่งสาดออกมาจากอวัยวะทุกทิศทาง ตกตายใต้ฝีมือผู้เป็นนาย กาติรัสทอดมองโลกเบื้องหน้าอย่างไร้อารมณ์ อากัปกิริยาดั่งตาเฒ่าอายุมาก ฉากการทรยศ,การสูญเสีย,การเข่นฆ่า,ความโศกา เรื่องราวเหล่านี้ต่างพบได้เป็นเรื่องปกติในสงคราม ชายหนุ่มที่ผ่านสมรภูมิโชกเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน เขารู้สึกชินชากับมันไปแล้ว กาติรัสไม่สนใจอีก สายตาเหี้ยมเกรียมกลับกลายเป็นแววตาอันอบอุ่นพลางเปรยมองหญิงสาวในอ้อมแขนด้วยความรู้สึกผิดจุกอก “เป็นเพราะข้านั้นแข็งแกร่งไม่มากพอ สหายของข้าถึงได้บาดเจ็บสาหัส” กาติรัสกล่าวออกอย่างเศร้าโศก ถ้าตอนแรกเขาแข็งแกร่งมากกว่านี้ ลาซิเฟียคงไม่ต้องมาต้านกองทัพสัตว์อสูร เธอคงไม่ต้องบาดเจ็บเจียนตาย!! ชายหนุ่มเก็บดาบราชันพิษกลืนโลกาไปก่อนอุ้มร่างลาซิเฟียด้วยท่าอุ้มเจ้าหญิง แม้ชายหนุ่มจะแผ่อำนาจการรักษาให้เธอตลอดเวลา ถึงกระนั้น ลมหายใจของหญิงสาวยังคงเบาบางนัก อาจต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าเธอจะฟื้นคืนสติ ฝ่าเท้าย่างก้าวตรงดิ่งสู่ตัวถ้ำอย่างเชื่องช้า ชายหนุ่มไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุอันใด ตอนที่เขาได้โอบร่างของลาซิเฟียเอาไว้ ความรู้สึกหนักอกก็คลายเบาลง ถูกแทนที่ด้วยความสบายใจ ตลอดเส้นทางต่างได้ยินเสียงร้องโหยหวนของเหล่ายักษาดังกังวาล ถึงกระนั้น กาติรัสกลับนิ่งสงบดั่งสายน้ำเย็น ชายหนุ่มราวกับตกไปในห้วงภวังค์ จักพรรดิผู้นี้กลับครุ่นคิดแต่เรื่องของลาซิเฟีย!! คาดเดาต่างๆ นานา ถึงสาเหตุที่เธอยอมเข้าแลกด้วยชีวิต หนำซ้ำ กาติรัสยังเพิ่งสังเกตอีกด้วยว่าตอนนี้บ่อกักเก็บพลังเวทย์ของเธอกลับมาเป็นปกติแล้ว ไม่ใช่เพียงแค่นั้น รากฐานแห่งไฟยังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย แตกต่างจากเดิมอย่างลิบลับ!! “แท้จริงแล้ว---เจ้าทำไปขนาดนี้เพื่ออะไรกัน…” ..สเตตัสปัจจุบัน...
    ชื่อ:กาติรัส อันเดลัส(เพศชาย) อายุ:15ปี เผ่าพันธุ์:มนุษย์กึ่งอันเดด อายุขัยโดยธรรมชาติ:อนันต์เลเวล:10,020 พลังกาย:50,211,420 พลังเวทย์:51,321,198 อาชีพ:จักรพรรดิผีดิบ