บรรยากาศ ณลานสโมสรสันนิบาตทิพย์ริมสระโบกขรณีในยามนี้ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสุขสำราญที่หาไม่ได้ในโลกมนุษย์แสงรัศมีจากวิมานแก้วเจ็ดประการสะท้อนกับละอองไอทิพย์สีขาวนวลที่ลอยเรี่ยพื้นประดุจปุยเมฆที่ลงมาหยอกล้อกับเหล่าทวยเทพ
เหล่าทวยเทพและผู้ทรงศีลส่วนใหญ่ล้วนเป็นนักดื่มตัวยงไม่เว้นแม้แต่เหล่า คณะบรมครูฤาษี ที่นั่งล้อมวงกันอยู่ โดยเฉพาะ พระฤาษีตบะเดช ที่ดูจะถูกคอกับราชสีห์ขนคำ เป็นพิเศษทั้งคู่ผลัดกันรินผลัดกันดื่มน้ำอมฤตที่กลั่นจากเกษรบัวสวรรค์ประหนึ่งมิตรแท้ที่ไม่ได้เจอกันมาหลายกัลป์
ในขณะที่ทุกคนกำลังสำราญ จ้อย แม้จะมีจอกสุราทิพย์อยู่ในมือและจิบไปเพียงเล็กน้อยตามประสาบ่าวผู้รู้ความแต่สายตากลับล่องลอยเหมือนคนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จมูกจิ๋วๆของกระรอกสั่นระริกเป็นระยะด้วยความกังวล จนสุดท้ายสายตาของเขาก็ไปหยุดนิ่งอยู่ที่ลานมณีทิพย์ อันกว้างขวางเบื้องหน้าวิมานแก้ว
พื้นลานมณีนั้นราบเรียบและใสกระจ่างประดุจกระจกเงายามที่นางอัปสรทิ้งฝ่าเท้าลงร่ายรำจะเกิดเป็นวงคลื่นรัศมีสีรุ้งกระจายตัวออกมาอย่างนุ่มนวล ในยามนี้ นางอัปสรพันบุปผากำลังร่ายรำท่วงท่า "เหมราชเยื้องกราย"ท่ามกลางกลีบดอกไม้ทิพย์นานาพรรณที่ผุดขึ้นมารองรับทุกย่างก้าวกลิ่นหอมขจรขจายไปทั่วชั้นฟ้า ประหนึ่งพายุบุปผาที่งดงามจนแทบจะหยุดลมหายใจผู้ที่พบเห็น
เหล่าทวยเทพรอบข้างต่างพากันสาธุการและปรบมือเกรียวกราวแววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความชื่นชมระคนลุ่มหลง แม้แต่บนวิมานแก้วของ องค์เทวราชเจ้าฟ้า(พระอินทร์) ก็ยังมีรอยสรวลปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
จ้อย มองภาพนั้นแล้วเหงื่อกาฬเริ่มไหลซึมออกมาเต็มหน้าผากเขาเพิ่งตระหนักว่าความประมาทของเขามันน่ากลัวเพียงใดเขาหลงลืมไปเลยว่าที่นี่คือสวรรค์ไทยแท้!นางฟ้าแต่ละองค์ไม่ได้มีดีแค่ท่วงท่ารำที่อ่อนช้อยประดุจกินรีร่อน แต่พวกนางยังมี "บุญญฤทธิ์" และ "อาคมมหาเสน่ห์" ติดตัวมาแต่กำเนิด
การร่ายรำที่ผสานเข้ากับอิทธิฤทธิ์ตระการตาแบบนี้มันคือการสร้างบารมีที่เหนือชั้นยิ่งกว่าสิ่งใด พอย้อนกลับมานึกถึง นายหญิง ของตัวเอง...นายหญิงจันทร์ผู้มีเพียงความงดงามบริสุทธิ์และท่ารำที่ฝึกฝนมาอย่างหนักในวิมานอันเงียบเหงาแต่กลับไร้บุญญฤทธิ์กล้าแกร่งมาเสริมส่งรัศมีให้โดดเด่นจ้อยรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่ไม่สู้ดีนัก
'แบบนี้นายหญิงต้องโดนรัศมีนางฟ้าองค์อื่นข่มจนมิดแน่ๆเลยว่ะ!' จ้อยคิดพลางปาดเหงื่อด้วยอุ้งเท้าเล็กๆ
….
"กำลังกังวลเรื่องนายหญิงของเจ้าอยู่รึ?"เสียงนุ่มนวลของ แม่หญิงพิกุล ดังขึ้นข้างหูนางขยับเข้ามาใกล้ด้วยความห่วงใยแววตาของนางฉายแววเอ็นดูเจ้ากระรอกน้อยตัวนี้ไม่น้อย
จ้อย พยักหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจยาว:"ใช่ครับแม่หญิง... เอ้อ ผมสงสัยมานานแล้ว ทำไมในงานสโมสรที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ถึงมีเทพธิดาหรือนางฟ้าน้อยจังครับ? ส่วนใหญ่เห็นแต่เทวดาหน้าหนวดนั่งดื่มเหล้ากัน"จ้อยทำท่าบุ้ยปากไปทางกลุ่มเทวดาที่ส่งเสียงดัง
แม่หญิงพิกุลหลุดหัวเราะออกมาเบาๆพลางส่ายหน้า: "ไม่ใช่ว่าพวกนางไม่มีหรอกเจ้าจ้อยความจริงเทพธิดาน่ะมีมากมายมหาศาลนักแต่พวกนางมักจะชอบรวมกลุ่มพบปะกันเป็นการส่วนตัวมากกว่า ตอนนี้ส่วนใหญ่เลยไปรวมตัวกันอยู่ที่อุทยานฝ่ายในซึ่งมี พระแม่เจ้า (พระชายาพระอินทร์) เป็นประธานอยู่น่ะสิ"
"อ้าว...แล้วพวกนางไม่มาเข้าเฝ้าองค์เทวราชกันเหรอครับ? ไม่กลัวท่านพิโรธเอาเหรอ?"จ้อยถามอย่างซื่อๆ
"ก็ที่นั่นมีพระแม่เจ้าคุมอยู่องค์เทวราชท่านจะกล้าตรัสอะไรได้มากล่ะจ้อยเอ๋ย"แม่หญิงพิกุลกระซิบกระซาบบอกความลับสวรรค์ที่ทำให้จ้อยถึงกับบางอ้อทันที... ที่แท้"มนุษย์เมีย" ก็เป็นใหญ่เหนือสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหมือนกันสินะ!
"การรำของนางอัปสรพันบุปผานี่งดงามขึ้นเรื่อยๆจริงๆ" เทพบุตรมาลี (ท่านเทพพลาพุงพลุ้ย) เอ่ยชมพลางลูบพุงกลมๆของตัวเองด้วยความเพลิดเพลิน ตะกร้าดอกไม้ทิพย์ข้างกายท่านส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
จ้อยพยักหน้าเห็นด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้:"งดงามจริงครับ... รำสวยไม่พอ ยังมีอาคมเสริมพลังเข้าไปอีก แย่แน่ๆ เลยนายหญิงของผมท่านไม่มีอิทธิฤทธิ์อะไรเลยนอกจากความสวย"
"ไม่มีอิทธิฤทธิ์เลยรึ?อยู่บนสวรรค์มานานเพียงนี้ได้อย่างไร?" แม่หญิงพิกุลถามด้วยความประหลาดใจ
จ้อยจึงเริ่มเล่าเหตุการณ์ตั้งแต่วันแรกที่เขาได้พบกับนายหญิงบนดวงจันทร์เล่าถึงความอ้างว้างโดดเดี่ยวในวิมานที่ไร้ผู้คนความหนาวเหน็บที่กัดกินหัวใจในคืนเดือนมืด และการใช้ชีวิตที่ต้องอดทนต่อความเงียบเหงามาเนิ่นนานเขาเล่าในมุมมองของ "ความทรงจำที่แสนงาม" มากกว่าการตัดพ้อแต่มันกลับเรียกน้ำตาซึมๆ ให้ปรากฏในดวงตาของแม่หญิงพิกุลได้ไม่ยาก
เมื่อคณะบรมครูฤาษีฟังจบ พระฤาษีตบะเดชก็ขมวดคิ้วมุ่น: "ข้าเคยได้ยินมาบ้างว่าวิมานบนดวงจันทร์นั้นเป็นเขตหวงห้ามและธาตุธรรมเบาบางนักไม่นึกเลยว่ามันจะเงียบเหงาปานนั้น ช่างน่าเวทนาทั้งนายและบ่าวจริงๆที่ต้องไปติดอยู่ในที่เช่นนั้น"
ดาบสเขจร (พระฤาษีไม้เท้าเหล็ก) เสริมขึ้น:"ที่นั่นไร้ซึ่งไอทิพย์หล่อเลี้ยง ต่อให้มีวิชาเรียนรู้ก็ยากจะฝึกฝนให้สำเร็จการบำเพ็ญตบะเพียงหนึ่งปีที่นี่อาจมีค่ามากกว่าการฝึกฝนบนดวงจันทร์ถึงร้อยปีด้วยซ้ำมิน่านายหญิงของเจ้าถึงไร้ซึ่งอิทธิฤทธิ์"
พระฤาษีพรหมมุนี ทอดถอนใจ:"ข้านึกว่าแดนสุขาวดีจะเหมือนกันหมดทั่งชั้นฟ้าไม่นึกเลยว่าดวงจันทร์จะมีสภาพเช่นนั้น หากมีโอกาส ข้าและเหล่าพี่น้องจะช่วยกราบทูลองค์เทวราชให้พิจารณาเรื่องนี้เผื่อจะย้ายพวกเจ้ามาอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับบารมีนายหญิงของเจ้า"
จ้อยได้ยินดังนั้นความซาบซึ้งใจก็พุ่งพล่านจนลืมความโกรธที่เคยโดน "แกง" ไปชั่วขณะเขาโดดลงจากโต๊ะแล้วประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมที่สุดเท่าที่ชีวิตนี้เคยทำมา:"ขอบพระคุณท่านปู่ฤาษีและท่านผู้มีพระคุณทุกท่านมากครับผมขอขอบคุณแทนนายหญิงด้วยใจจริง!"
"ฮั่นแน่!เจ้ากระรอกนี่มันร้ายนัก พวกข้าแค่เปรยๆ เจ้าก็ขอบคุณดักคอไว้ก่อนแล้วแบบนี้ถ้าไม่ช่วยคงจะดูใจจืดใจดำไปหน่อยสินะ" ดาบสเขจร หัวเราะอย่างถูกใจในความกะล่อนของบ่าวตัวจิ๋ว
....
ในขณะที่ทุกคนกำลังคุยกันอย่างออกรส ราชสีห์ขนคำสัตว์ทรงเทพผู้ยิ่งใหญ่ ตอนนี้เขากำลังเดินฮึดฮัดแยกตัวไปยังหัวมุมที่ลับตาคนจริงๆ แล้วระดับเทพอย่างเขาไม่จำเป็นต้อง "หนักเบา" เหมือนสัตว์ทั่วไปแต่มันเป็นสัญชาตญาณที่เขารักษาไว้เพื่อแสดงอำนาจเหนืออาณาเขต
เขาเดินไปหยุดอยู่ที่โคนต้นไม้กัลปพฤกษ์ต้นหนึ่งที่แตกกิ่งก้านงดงามเขาซ้ายมอง ขวามอง เมื่อเห็นว่าไม่มีใครเขาก็เตรียมตัวทำหน้าที่"เจ้าป่า" ประกาศศักดาเหนืออุทยานแห่งนี้
ทว่า... ทันทีที่เขาเตรียมจะทำธุระร่างกายกลับเกิดอาการ "ชะงัก" อย่างประหลาด
"เอ...ปกติมันต้องทำยังไงวะ? ยกขาซ้าย... หรือยกขาขวา?"ราชสีห์ขนคำยืนทำหน้าเหลอหลาเขารู้สึกเหมือนมีกำแพงล่องหนมาปิดกั้นความทรงจำส่วน "การยกขา"ไปเสียดื้อๆ!
สัญชาตญาณที่เคยทำงานเองโดยอัตโนมัติมานับพันปีบัดนี้มันกลับหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่! เขาลองยกขาซ้ายหลังขึ้น...แต่มันรู้สึกขัดๆ จนเกือบเสียหลักล้ม ลองเปลี่ยนเป็นขาขวาหลัง...ก็รู้สึกไม่ใช่ท่าที่ถูกต้องตามมาตราฐานสิงโตเจ้าป่า
"หรือว่าต้องนอนหงายแล้วชี้ขาขึ้นฟ้าสี่ขาเลยวะ?"
ราชสีห์ขนคำไม่รอช้าเขาทิ้งตัวลงนอนหงายท้อง ชี้ขาทั้งสี่ขึ้นหาดวงดาว พยายามกะองศาและทิศทางแต่แล้วเขาก็รีบสะบัดหัว: "ไม่ได้ๆท่านี้ถ้าปล่อยออกมามีหวังรดหน้าตัวเองเต็มๆ! เสียชื่อสัตว์ทรงพระพายหมด!"
สุดท้ายด้วยความอัดอั้นเขาตัดสินใจฝืนใช้ท่า "มนุษย์" เขาลุกขึ้นยืนด้วยสองขาหลัง แล้วใช้ขาหน้าสองข้างพยุงโคนต้นกัลปพฤกษ์เอาไว้ประหนึ่งคนกำลังโหนบาร์แววตาของเขามุ่งมั่นมาก เขาหายใจเข้าลึกๆ ... "เอาวะ ท่านี้แหละน่าจะรอด!"
ในขณะที่เขากำลังพยายามอย่างยิ่งยวดอยู่นั้นเอง...จู่ๆ ก็มี สุนัขสวรรค์ สีขาวตัวหนึ่งวิ่งผ่านมาอย่างอารมณ์ดี มันหยุดนิ่งที่ต้นไม้ถัดไปเพียงไม่กี่ก้าวแล้วทำการยกขาหลังขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ซ่า... เมื่อเสร็จธุระมันก็สะบัดตัวเดินจากไปอย่างองอาจทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัด
ราชสีห์ขนคำยืนนิ่งเป็นหินมือขาหน้ายังเกาะต้นไม้ค้างไว้ แววตาของเขาว่างเปล่าและเต็มไปด้วยความอัปยศ:"ไอ้ปัดโธ่... เมื่อกี้หมามันยังทำได้เลย แล้วทำไมข้าทำไม่ได้วะ?!"
"ฮี้ววววววว!ท่าสวยนะเนี่ยพี่!"
เสียงแซวดังลั่นมาจากพุ่มไม้ข้างหลังราชสีห์ขนคำสะดุ้งสุดตัวจนเกือบจะลื่นล้มเขาหันไปมองแล้วก็ต้องแทบแทรกแผ่นดินสวรรค์หนี!
ที่นั่น... เหล่าคณะบรมครูฤาษีแปดองค์ยืนเรียงแถวกันหน้ากระดานทุกคนต่างถือจอกสุราและจานผลไม้ทิพย์ในมือประหนึ่งมาดูโชว์ระดับโลก! ตั้งแต่ ดาบสเขจรที่เอาไม้เท้าค้ำคางขำเบาๆ ไปจนถึง แม่หญิงพิกุล ที่หน้าแดงระเรื่อและต้องยกชายผ้าขึ้นบังตา(แต่ก็แอบมองลอดนิ้วออกมา)
และที่ร้ายที่สุดคือ จ้อย เจ้ากระรอกตัวแสบที่นั่งอยู่บนบ่าของฤาษีตบะเดชมันกำลังจิบน้ำอมฤตอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางสุขุมนุ่มลึกปานผู้ทรงภูมิก่อนจะเปรยขึ้นมาด้วยเสียงที่กวนประสาทที่สุด:
"แหม...พี่ราชสีห์ขนคำครับ ทำธุระท่าพิสดารขนาดนี้ นี่พี่กำลัง 'ตากอาวุธ'ให้แห้งหลังจากออกรบเหรอครับ? หรือว่ากำลังศึกษาวิจัยวิธีผสมเครื่องดื่มสูตรใหม่โดยใช้คาถาพุทธังบังตาอยู่?"
"ไอ้...ไอ้กระรอกนรก!!!" ราชสีห์ขนคำคำรามกึกก้องด้วยความเขินอายจนหน้าแดงไปถึงใบหู
บรรยากาศในอุทยานสวรรค์ยามนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างเอาเป็นเอาตายโดยมีเจ้าจ้อยนั่งอมยิ้มอย่างผู้ชนะ ในใจก็นึกขอบใจหน้าต่างระบบสีเทาหม่นที่ลอยอยู่ข้างตัว:
[วิชามหาโจร:ฉกฟ้าขโมยดิน - ประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่! เป้าหมายตกอยู่ในสภาวะ 'เสียจริตชั่วคราว']
'การแก้แค้นของจ้อย...มันเพิ่งจะเริ่มขึ้นเท่านั้นแหละพี่สิงโตเอ๋ย!' จ้อยนึกในใจอย่างร่าเริงในขณะที่ขาหลังข้างขวาของเขาเองก็เริ่มสั่นระริก...ลางร้ายแห่งสัญชาตญาณที่ขโมยมาเริ่มส่งผลเสียต่อเขาเข้าแล้ว!