การกลับมาของวายร้ายรุ่นที่ 2

    บทที่ 37 ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้

    บทที่ 37 ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้

     

    เหลิ่งชิงชิวโดนพ่อแม่โทรตามตัวกลับบ้าน

     

    “คุณพ่อคะ คุณแม่คะ”

     

    ตอนนี้อาหารเตรียมพร้อมแล้ว

     

    “กลับมาแล้วเหรอ” เหลิ่งเทียนหาวพูด “ลูกนั่งลงสิ มานั่งลงคุยกันก่อน”

     

    เหลิ่งเทียนหาวกับภรรยานั่งรับประทานอาหารอยู่กับเหลิ่งชิงชิวผู้เป็นลูกสาว

     

    เหลิ่งเทียนหาวมักจะทำหน้าเคร่งขรึมอยู่เสมอ แต่ไม่ใช่เพราะอารมณ์เสีย ทว่าเขาเป็นคนเคร่งครัดมากก็เท่านั้น

     

    จู่ ๆ วันนี้ผู้เป็นพ่อก็คีบอาหารให้ เหลิ่งชิงชิวรู้สึกตกใจมาก

     

    ทว่าในใจก็ยังคงรู้สึกอบอุ่น “ขอบคุณค่ะพ่อ”

     

    เหลิ่งเทียนหาวยิ้ม “พ่อได้ยินมาว่าวันนี้ลู่เฉิงเหวินไปก่อกวนที่บริษัทของลูก? ธุรกิจที่คุยกันไว้พังหมดเลยเหรอ?”

     

    หญิงสาวพยักหน้ารับ “แต่ความจริงเขาช่วยหนูไว้ค่ะ”

     

     “อ้าว? หมายความว่าไง?”

     

    “เจียวซื่อเหิงเป็นนักต้มตุ๋นค่ะ เขาติดสินบนรองประธานคนหนึ่งของหนู จากนั้นก็ปลอมเอกสารตรวจสอบ ไม่รู้ว่าพี่เฉิงเหวินไปได้ข้อมูลเรื่องนี้มาจากที่ไหน เลยไปมีเรื่องกับเขาค่ะ”

     

    เหลิ่งเทียนหาวหัวเราะ “เจียวซื่อเหิง โครงการของเขามีมูลค่าถึงสองพันกว่าล้านใช่ไหม? หวุดหวิดมากเลยจริง ๆ! ตระกูลเหลิ่งในตอนนี้ไม่มีเงินสดสองพันกว่าล้านจะเสียอีกแล้ว ขืนเสียไปตระกูลของเราคงสิ้นสุดลงแน่ เงินสดก้อนนี้จะต้องเกิดกำไร ไม่อย่างนั้นพวกเราแย่แน่”

     

    “ขอโทษด้วยค่ะคุณพ่อ หนูพลาดเองที่ใช้คนผิด” เหลิ่งชิงชิวก้มหน้าน้อย ๆ พร้อมสำนึกผิด

     

    เหลิ่งเทียนหาวยกมือห้าม “พ่อไม่ได้โทษลูก โครงการนี้กระทั่งลูกก็ยังดูเล่ห์กลไม่ออก ...แต่ทำไมลู่เฉิงเหวินถึงรู้ได้กันล่ะ?”

     

    “ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ” เหลิ่งชิงชิวตอบ “ภายนอกเขาดูเหมือนไม่สนใจใคร แต่ความจริงแล้วจิตใจค่อนข้างละเอียดอ่อน บางครั้งวิธีการที่ใช้อาจจะสกปรกไปบ้าง การที่เขาสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้ หนูไม่รู้สึกแปลกใจเลย”

     

    เหลิ่งเทียนหาวพยักหน้าเห็นด้วย

     

    “เจ้าหนุ่มตระกูลลู่เป็นคนเก่งคนหนึ่ง ถ้าเขาสามารถอดทนไหว ในอนาคตเขาจะต้องเป็นบุคคลชั้นแนวหน้าอย่างแน่นอน”

     

    เหลิ่งเทียนหาวพูดต่อ “เดือนหน้าวันที่สิบก็ถึงวันหมั้นแล้ว ลูกเตรียมใจแล้วรึยังล่ะ”

     

    เหลิ่งชิงชิวนิ่งและเงียบไป

     

    คุณแม่เหลิ่งรีบคีบอาหารให้เหลิ่งเทียนหาวเพื่อเป็นการเอาใจ

     

    เหลิ่งเทียนหาวเป็นประธานกรรมการใหญ่ ถึงแม้จะมอบอำนาจให้เหลิ่งชิงชิวดำรงตำแหน่งเป็นซีอีโอ ทว่าหุ้นส่วนใหญ่ของเชียนเฟิงกรุ๊ปก็ยังคงอยู่ในมือของเขา

     

    นี่คือวิธีการบริหารงานที่แต่ละตระกูลใหญ่มักจะใช้กัน

     

    ดังนั้นแม้ตอนอยู่ในบริษัทเหลิ่งชิงชิวจะใหญ่ที่สุด แต่เมื่ออยู่ในบ้าน คนที่ใหญ่ที่สุดคือเหลิ่งเทียนหาว

     

    คุณแม่เหลิ่งรู้ว่าเหลิ่งชิงชิวไม่เห็นด้วยกับงานหมั้นในครั้งนี้ อีกทั้งพ่อลูกคู่นี้ก็ยังอารมณ์ร้อนเหมือนกัน ถ้าได้พูดออกไปแล้วไม่มีทางเปลี่ยนใจ พวกเขาเคยทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง

     

    เพราะงั้นเธอเลยกลัวว่าวันนี้จะทะเลาะกันอีก

     

    เหลิ่งเทียนหาวพูด “อย่าหาว่าพ่อไร้หัวใจเลยนะ ตระกูลเหลิ่งใกล้จะสิ้นชื่ออยู่แล้ว ถึงแม้ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมาลูกจะทำงานได้ไม่เลว แต่พวกเราก็ยังทำไม่ถึงขั้นที่สามารถพลิกสถานการณ์ในตอนนี้ได้ บริษัทมีหนี้ค้างเยอะเกินไป เพราะเรื่องนี้เลยทำให้ลูกต้องพลอยลำบากไปด้วย”

     

    “ไม่ลำบากเลยค่ะ หนูมั่นใจว่าตัวเองจะสามารถนำพาเชียนเฟิงกรุ๊ปกลับสู่จุดสูงสุดได้อีกครั้ง”

     

    “พ่อเชื่อลูก” เหลิ่งเทียนหาวพูดต่อ “ดังนั้นเรื่องนี้จะขาดความช่วยเหลือของตระกูลลู่ไปไม่ได้เด็ดขาด ลูกจะต้องรีบหมั้นกับลู่เฉิงเหวิน เมื่อลูกเป็นคนของตระกูลลู่ ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีก ปัญหาที่ลูกประสบอยู่ก็จะสามารถจัดการได้ง่ายดายมากขึ้น อีกทั้งตระกูลลู่ก็จะยื่นมือเข้าช่วย อย่างน้อยที่สุดก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องที่เงินจะขาดมือ”

     

    เหลิ่งชิงชิววางตะเกียบลง ท่าทีเช่นนั้นทำให้คุณแม่เหลิ่งรู้สึกกังวลขึ้นมา

     

    “หนูกับพี่เฉิงเหวินจะไม่หมั้นกันค่ะ”

     

    เมื่อหญิงสาวพูดประโยคนี้ออกมา

     

    คุณแม่เหลิ่งก็หันไปมองเหลิ่งเทียนหาวผู้เป็นสามี

     

    เหลิ่งเทียนหาววางตะเกียบลง เขาเองก็ไม่พอใจเช่นกัน

     

    “พ่อสอนลูกไปกี่ครั้งกี่หนแล้วฮะ? จะทำงานใหญ่ลูกอย่าใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อย ลูกเป็นลูกสาวของพ่อ เหลิ่งเทียนหาว เป็นซีอีโอของเชียนเฟิงกรุ๊ป! ไม่ใช่พนักงานในออฟฟิศบริษัทเล็ก ๆ! ลูกคิดว่าลูกเหมือนคนทั่วไปที่จะได้เจอผู้ชายที่ใส่กางเกงออกกำลังกาย ชอบเล่นกีฬา เล่นสเก็ตบอร์ด ฟังเพลงร็อกอย่างนั้นเหรอ? ลูกคิดว่าจะตัวเองจะต้องแต่งงานเพราะ ‘ความรัก’ อย่างนั้นเหรอ?”

     

    “ชีวิตคู่ของลูกเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของบริษัท ความเป็นตายของตระกูล สายตานับร้อยนับพันคู่ล้วนจับจ้องไปที่ลูก การเลือกถูกต้องแค่ครั้งเดียว มีประโยชน์ยิ่งกว่าการที่ลูกต้องทำงานแทบเป็นแทบตายสามสิบปี ลูกไม่เข้าใจเหตุผลเหล่านี้บ้างเลยรึไง!?”

     

    เหลิ่งชิงชิวพูดด้วยสีหน้าราบเรียบ “พ่อเข้าใจผิดแล้วค่ะ เรื่องในครั้งนี้หนูไม่ได้เป็นคนปฏิเสธ แต่เป็นลู่เฉิงเหวินต่างหาก”

     

    เหลิ่งเทียนหาวกับคุณแม่เหลิ่งต่างก็ตะลึง

     

    คุณแม่เหลิ่งโพล่งออกมา “เขาปฏิเสธ? นี่มันเรื่องอะไรกัน? เขาตามจีบลูกมาตั้งสามปี ทำไมถึงปฏิเสธล่ะ? ลูกทำอะไรเขา? หรือว่า... เขารู้ว่าลูกมีผู้ชายคนอื่นอยู่ในใจ?”

     

    “เปล่าค่ะ”

     

    “ถ้างั้นเป็นเพราะอะไร?” คุณแม่เหลิ่งกระวนกระวายใจขึ้นมา “เขาชอบลูกมาก แต่ทำไมจู่ ๆ ถึงได้ปฏิเสธออกมากันล่ะ?”

     

    “หนูก็ไม่ทราบเหมือนกันค่ะ”

     

    เหลิ่งเทียนหาวตวาด “เป็นเพราะลูกมีเจตนาขัดใจเขาใช่รึเปล่า ตอนนี้ถึงกับเอาคำพูดแบบนี้มาทำให้พ่อพูดไม่ออกเลยสินะ ใช่ไหม!”

     

    “พ่อคะ แบบนั้นไม่ใช่วิธีการของหนูเลยนะคะ”

     

    เหลิ่งเทียนหาวชะงัก

     

    เรื่องนั้นมันก็จริงอยู่ ลูกสาวของเขาไม่ใช่คนที่ชอบใช้วิธีการสกปรก

     

    ในการทำงาน เธอมักจะใช้กลยุทธ์ ทว่าไม่ใช่วิธีการสกปรกแบบที่ผู้หญิงทั่วไปทำกันอย่างเด็ดขาด

     

    การใช้วิธีเจ้าเล่ห์แบบนั้น มันไม่ใช่ลักษณะของเหลิ่งชิงชิว

     

    “แล้วมันเกิดอะไรขึ้น?”

     

    เหลิ่งชิงชิวตอบ “หนูบอกไปแล้วไงคะว่าหนูก็ไม่รู้ ตอนนี้เขา... เกลียดหนูมาก”

     

    “เกลียด!?”

     

    “ใช่ค่ะ” เหลิ่งชิงชิวรู้สึกน้อยใจและเสียใจ แต่ก็ยังคงฝืนกลั้นความรู้สึก

     

    “ตอนนี้เขาอยากจะอยู่ให้ห่างจากหนู ... จนถึงขั้นไม่ต้องไปมาหาสู่กันเลย”

     

    คุณแม่เหลิ่งตกใจ “ทำไม... ถึงเป็นแบบนี้ไปได้?”

     

    เหลิ่งเทียนหาวพูด “วันก่อนตอนที่ไปบ้านตระกูลลู่ พ่อเห็นท่าทางของเขาดูแปลกไป เกิดปัญหาขึ้นจริง ๆ จนได้สินะ”

     

    เหลิ่งเทียนหาวครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “งั้นทำแบบนี้ เรื่องนี้ให้พ่อสืบดูก่อน ส่วนลูก ลูกต้องเป็นฝ่ายเข้าหาลู่เฉิงเหวินหรือใกล้ชิดกับเขาบ้าง ลูกเป็นผู้หญิงก็ต้องรู้จักใช้ความอ่อนโยน อย่าเอาแต่วางท่าไม่ให้คนอื่นเข้าใกล้ไม่ได้ เขารู้สึกดีกับลูกแล้ว เดี๋ยวไม่นานทุกอย่างก็กลับมาเหมือนเดิม”

     

    เหลิ่งชิงชิวส่ายหน้า “คงไม่ง่ายอย่างนั้นหรอกค่ะ ยังไงก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะมีตระกูลลู่หรือไม่ หนูก็จะพาเชียนเฟิงกรุ๊ปกลับสู่ตำแหน่งสุดยอดอีกครั้ง คุณพ่อวางใจได้เลยค่ะ”

     

    เหลิ่งชิงชิวพูดพลางลุกขึ้นยืน

     

    “หนูอิ่มแล้ว คุณพ่อกับคุณแม่ทานอาหารต่อตามสบายเลยนะคะ”

     

    เหลิ่งเทียนหาวมองหน้าลูกสาวของตัวเองแล้วฝืนเก็บกดความโกรธที่มีลงไป “ถ้าวันที่สิบเดือนหน้าจัดงานหมั้นไม่ได้ พ่อจะเรียกประชุมคณะกรรมการทั้งหมดเพื่อแต่งตั้งซีอีโอคนใหม่ ต้องการอิสระหรือต้องการความเจริญก้าวหน้า ลูกเลือกเอาก็แล้วกัน”

     

    เหลิ่งชิงชิวยืนนิ่งที่หน้าประตูพักใหญ่ ๆ จากนั้นก็เปิดประตูแล้วเดินออกไป