ข้างกายไป๋อี้มีโม่โม่ เวร่า แนนซี่ ลอทเทียร์ และชินชิล่า พวกเขาเป็นสมาชิกที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้ต่ำ เดิมทีแล้วไป๋อี้คิดว่าจะรออีกสองวันแล้วค่อยออกจากเมืองไปกับพวกเขาและมุ่งหน้าไปยังสถานที่ที่วางแผนเอาไว้ว่าจะใช้เป็นสถานที่เข้าสู่ระยะหลับใหล แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นก่อน แน่นอนว่าเบ็คกี้ เบมีล่า และคนอื่น ๆ ที่อยู่ในศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพก็ต้องการจะออกไปจากที่นี่กับไป๋อี้ด้วยเช่นกัน การอยู่ที่เมืองนี้ต่อไปในเวลาแบบนี้ก็มีแต่จะเป็นการรอความตายเท่านั้น
“พวกวูล์ฟอยู่ที่ไหน?” ไป๋อี้ถาม
“ทางตอนใต้ ที่เดิมติดกับเขตแดนของหมู่บ้านโรลเลสตัน” เวร่าตอบทันที
“อืม ไปกันเถอะ!” ไป๋อี้พยักหน้าและพูดขึ้นมาทันที สมาชิกในศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพร้อยกว่าคนที่เดิมทีเป็นหน่วยรักษาความปลอดภัยได้เข้ามาล้อมป้องกันพวกไป๋อี้ไว้ทันที แต่ทว่าไป๋อี้เพียงแค่โบกมือ จากนั้นก็ชี้ไปทางกลุ่มแพทย์ทั้งหลาย
“ปกป้องพวกเขา พวกฉันไม่เป็นไร” ไป๋อี้กล่าว
พอได้ยินคำพูดนั้นหน่วยรักษาความปลอดภัยก็รู้สึกลังเลขึ้นมาเพราะตำแหน่งของไป๋อี้ในตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าโม่โม่ ลอทเทียร์ และคนอื่น ๆ จะไม่มีความสามารถในการต่อสู้เลย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่คนเหล่านี้ไม่รู้ก็คือประสิทธิภาพการต่อสู้ที่ดูเหมือนว่าไม่สูงนักจะตรงกันข้ามกับความเป็นจริงในตอนนี้ จุดประสงค์ของพวกไป๋อี้ในการอยู่ที่เมืองไครสต์เชิร์ชก็เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แต่ละคน ซึ่งความแข็งแกร่งของทุกคนล้วนแต่พัฒนาเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก
“ตามมา!” ไป๋อี้พูดกับหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ยังลังเลอยู่ จากนั้นก็วิ่งนำหน้าไป
กลุ่มที่ออกตัวได้เร็วที่สุดคือกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่สูงใหญ่และมีปีกที่สยายออกไป 3 เมตรจรดปลายทั้งสองข้าง สัตว์วิวัฒนาการรูปร่างประหลาดบินโฉบลงมาจากท้องฟ้าเพื่อนำทางให้กับไป๋อี้ ในตอนนั้นไป๋อี้ชักดาบจุมพิตสีแดงออกมา ขณะที่โม่โม่ที่สูงไม่ถึง 130 เซนติเมตรก็ชักดาบสั้นของตัวเองออกมาเช่นกัน
ไป๋อี้และโม่โม่มองกวาดไปทั่วทั้งซ้ายและขวา เกิดเสียงเสียดสีขณะเก็บดาบเข้าไป สิ่งมีชีวิตที่มีปีกสองตัวตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง เลือดพุ่งกระจายออกจากคอพวกมันทันที ภาพเหตุการณ์ที่แต่ละคนได้เห็นนั้น หน่วยรักษาความปลอดภัยที่อยู่กองหลังไม่ทันได้เข้าไปช่วยไป๋อี้ด้วยซ้ำ พวกเขาต่างพากันยืนตะลึงไปชั่วขณะหนึ่ง
ไม่น่าแปลกเท่าไหร่ที่ไป๋อี้จะแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แต่ที่แปลกคือหนูน้อยโม่โม่ที่ทุกคนต่างก็รู้ว่าเธอนั้นอายุเพียง 8 ขวบเท่านั้น แต่เด็กหญิงอายุ 8 ขวบที่ไหนจะแข็งแกร่งและเด็ดเดี่ยวได้ขนาดนี้
“ตามมา!” ไป๋อี้หันหลังกลับไปพูดอีกครั้ง จากนั้นจึงเดินหน้าไปพร้อมกับโม่โม่
ในระหว่างทางมีสัตว์วิวัฒนาการมากมายทั้งจากทางอากาศและภาคพื้นดินเข้ามาจู่โจมอย่างไม่ขาดสาย นอกจากนี้ยังได้พบกับมนุษย์วิวัฒนาการอีกมากที่ยังไม่สามารถแยกแยะได้อย่างชัดเจนในคราแรกที่เห็น ทีมของไป๋อี้นั้นค่อนข้างที่จะปลอดภัย พวกเขาถูกล้อมรอบไปด้วยมนุษย์วิวัฒนาการคนอื่น ๆ ที่ได้รู้จักไป๋อี้ต่างก็ได้มาเข้าร่วมทีม แต่หลังจากที่จำนวนคนมีมากขึ้นก็ทำให้ไป๋อี้ยากที่จะดูแลความปลอดภัยได้ นอกจากนี้ความรวดเร็วในการเคลื่อนทีมก็ช้าลงอีกด้วย
การต่อสู้ เลือด ความตื่นเต้น ความบ้าคลั่ง…...ปัจจัยเหล่านี้ได้ประกอบกันขึ้นเป็นประเด็นหลักของทุกคนในตอนนี้
มนุษย์และสัตว์วิวัฒนาการต่างก็ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้อันอันโหดร้ายนี้อย่างช้า ๆ พวกเขาเริ่มเข้าสู่สภาวะดุร้าย ในสถานการณ์แบบนี้ยิ่งเป็นการยากที่จะดูแลรักษาความปลอดภัยของทุกคนได้ เลือดชโลมเปียกโชกไปทั้งตัวของไป๋อี้โดยที่เขาไม่รู้ตัว ในเวลานี้สิ่งที่ไป๋อี้ทำได้คือเป็นดั่งปลายดาบแหลมคม ทำหน้าที่เช่นเดียวกับเครื่องบดเนื้อเพื่อเปิดทางในสนามรบ สำหรับสหายร่วมต่อสู้ที่ตกอยู่ในสภาวะดุร้ายและไม่สามมารถควบคุมตัวเองให้หลุดพ้นออกมาได้ ในตอนนี้ไป๋อี้ทำได้เพียงอวยพรให้พวกเขาโชคดีเท่านั้น
เสียงกรีดร้องในทีมและการฆ่าสัตว์ประหลาดที่ไม่หยุดหย่อนยังดำเนินต่อไป มีมนุษย์วิวัฒนาการต้องตายภายใต้คมเขี้ยวของพวกมันอีกมาก ความโกรธแค้นและดุร้ายปะทุขึ้นภายในใจของไป๋อี้โดยที่เขาไม่รู้ตัว
มันไม่ใช่ความโกรธที่นำเข้าสู่สภาวะดุร้าย แต่เป็นความโกรธที่มนุษย์วิวัฒนาการมากมายต้องมาตาย ความพยายามอย่างยาวนานของเหล่ามนุษย์วิวัฒนาการเหล่านี้ ในตอนนี้มันตกอยู่ใต้การควบคุมของสัตว์ร้ายที่ต้องการทำลายทุกสิ่งให้สิ้นซาก ถึงแม้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปแต่ก็เกรงว่าจะมีมนุษย์วิวัฒนาการเหลืออยู่ไม่มากแล้ว
สารเลว!
หลังจากที่ไป๋อี้ฆ่าสัตว์วิวัฒนาการตัวหนึ่งไป นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาสงบลงได้เลย เสียงในหัวใจของเขานั้นร้องคำรามกู่ก้อง ดวงตาเบิกโพลง——ม่านตาบุษบาผกผัน...สร้างความสับสนหวาดผวา!
มันไม่ใช่การสะกดจิต แต่มันคือความน่าเกรงขามที่สุดของไป๋อี้ ในชั่วพริบตาความบ้าคลั่งของเหล่ามนุษย์และสัตว์วิวัฒนาการก็ได้หยุดนิ่งลง หลังจากนั้นไม่ว่าจะเป็นสัตว์หรือมนุษย์วิวัฒนาการทั้งหมดต่างก็ถอยกรูกันออกไปราวกับว่าได้เห็นบางอย่างที่ทำให้พวกเขาหวาดผวาเป็นอย่างมาก สนามรบที่วุ่นวายและดุเดือดกลายเป็นสถานที่อันเงียบงันและน่าอึดอัดในชั่วพริบตา
ไป๋อี้ในตอนนี้กำลังยืนอยู่บนซากศพของสิ่งมีชีวิตวิวัฒนาการกองใหญ่ ดาบจุมพิตสีแดงปักอยู่บนหัวของสัตว์วิวัฒนาการตัวนั้น ร่างกายของเขาโซเซราวกับว่าเขาลงน้ำหนักทั้งหมดไว้กับดาบเล่มนั้น ร่างกายที่ซวนเซของไป๋อี้ที่กำลังยืนอยู่บนซากศพจ้องไปยังทุก ๆ คนทำให้เกิดความกดดันขึ้นอย่างน่าประหลาด
ทุกคนดึงสติกลับมาแล้วมองกลับไปที่ไป๋อี้และต่างกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ลวดลายบนดวงตาของเขาค่อย ๆ จางลง จากนั้นเขาก็ดึงดาบจุมพิตสีแดงออกจากหัวของสัตว์วิวัฒนาการตัวนั้น “อย่าเอาแต่เหม่อลอย ไป!”
หลังจากไป๋อี้พูดจบ เขาก็กระโดดลงมาแล้วออกวิ่งนำทีมมุ่งหน้าไปต่อ ในตอนนนั้นผู้คนราว 40-50 คนที่ยืนล้อมเขาอยู่มีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างว่องไว ทุกคนก็รีบตามเขาไปในทันที ในตอนนี้ยังมีเรื่องที่ต้องคิดอีกมากมายว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป พวกเขาหวังเป็นอย่างมากว่ายิ่งไป๋อี้แข็งแกร่งมากเพียงใดก็จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้นได้มากเท่านั้น
ถึงแม้ว่าไป๋อี้จะมีพลังสร้างความหวาดผวาแต่ก็ไม่สามารถใช้งานอย่างต่อเนื่องได้ ถึงแม้ว่าสัตว์วิวัฒนาการที่ได้รับผลจากความหวาดผวาต่างรีบล่าถอยกันออกไปโดยเร็วก็ตาม แต่ในไม่ช้าสภาพแวดล้อมที่ถูกผลกระทบจากพลังของเขาก็จะค่อย ๆ สลายไป
การใช้ม่านตาบุษบาผกผันติดต่อกันหกครั้งทำให้ดวงตาของไป๋อี้แดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด นั่นคือสถานะที่แสดงถึงขีดจำกัดของเขาแล้ว ในตอนนี้ไป๋อี้เหลือเพียงลมหายใจที่รวยริน ในส่วนของกลุ่มคนก็เหลือเพียงยี่สิบกว่าคนเท่านั้น ทั้งยังอ่อนระโหยโรยแรงอีกด้วย นอกจากนี้กำลังคนส่วนมากก็ยังอยู่ในเมือง ถึงแม้จะมีคนคอยปกป้อง แต่ใครล่ะจะสามารถดูแลความปลอดภัยได้รอบด้าน ดังนั้นในยามที่พบเจอกับอันตราย สิ่งที่จะพึ่งพาได้ก็มีแค่ตัวเองเท่านั้น
หลังจากที่แนนซี่เห็นไป๋อี้ใช้ม่านตาบุษบาผกผันอีกครั้ง เธอก็รีบเข้าไปพยุงตัวของเขาที่กำลังสั่นเครือทันที
“ไป๋อี้ ไม่ต้องใช้ดวงตาของคุณแล้วนะ ถ้ายังขืนใช้ต่อไปมันจะทำให้เกิดผลข้างเคียงที่หนักหนาสาหัสตามมาอย่างแน่นอน” แนนซี่เตือนเขา
“ฉันเข้าใจแล้ว” ไป๋อี้พยักหน้าเพื่อบ่งบอกว่าถึงใช้ได้เขาก็จะไม่ใช้มันอีกแล้ว พวกสัตว์วิวัฒนาการเหล่านั้นคงไม่มารวมตัวกันเพื่อโจมตีเมืองไครสต์เชิร์ชโดยไร้เหตุผลหรอก ไป๋อี้ต้องการรู้ว่าใครที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้กันแน่
ม่านตาบุษบาผกผันของไป๋อี้ค่อย ๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงพลังการมองเห็นธรรมดาเท่านั้น ในตอนนี้ไป๋อี้ยิ่งต้องพึ่งพาความเฉียบคมของดาบจุมพิตสีแดงและทักษะการต่อสู้ของตัวเองเพื่อนำกลุ่มคนที่เคลื่อนตัวอย่างเชื่องช้ากลุ่มนี้เดินหน้าต่อไป ระหว่างทางเขาได้พบเห็นมนุษย์วิวัฒนาการคนอื่นอีกหลายคน พวกเขาทั้งหลายล้วนกำลังต่อสู้ดิ้นรนกับสัตว์วิวัฒนาการที่ห้อมล้อมพวกเขาเอาไว้อย่างสิ้นหวัง
ในท้ายที่สุดไป๋อี้ก็รู้สึกเหนื่อยล้าโรยราเป็นอย่างมาก แต่เขากลับรู้สึกเหมือนกับว่ากลุ่มของเขานั้นไม่ได้เคลื่อนไปไหนเลย ทุกคนทำได้เพียงต้านทานการโจมตีของสัตว์วิวัฒนาการเท่านั้น
กลุ่มแนวป้องกันของไป๋อี้เริ่มหมดหวัง และในตอนนั้นเองไป๋อี้ก็เตรียมที่จะใช้ม่านตาบุษบาผกผันอีกครั้ง
แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงคำรามและเสียงการต่อสู้อย่างรุนแรงดังมาจากนอกวงต่อสู้ เสียงที่คุ้นหูนี้คือเสียงของพวกวูล์ฟ กลุ่มคนที่มากับไป๋อี้ต่างพากันโห่ร้องและหันไปเข่นฆ่าสัตรูเพื่อเปิดทางออกไป
พวกของวูล์ฟที่อยู่นอกวงต่อสู้ ที่จริงแล้วพวกเขาได้พบกับเหล่าสัตว์วิวัฒนาการเหล่านั้นมาก่อนแล้ว
ทว่าการอยู่นอกวงล้อมพื้นที่การต่อสู้ก็ยิ่งขยายกว้างออกไปอีก ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถหาที่หลบเลี่ยงสัตว์พวกนี้ได้ อย่างไรก็ตามในไม่ช้าเฮลัวส์ก็เข้าใจว่าสัตว์วิวัฒนาการพวกนี้ต้องการปิดล้อมเมืองไครสต์เชิร์สเอาไว้
หลังจากที้เริ่มรู้ตัว เฮลัวส์จึงเข้ามานำทีมเข้าไปเข่นฆ่าพวกสัตว์วิวัฒนาการในเมือง ในขณะเดียวกันพวกไป๋อี้ก็กำลังเดินทางผ่านทางนี้เช่นกัน จึงทำให้พวกเขาพบกันในที่สุด
“วูล์ฟ!”
“ชาร์ไป่!” ในเวลานี้ไป๋อี้และโม่โม่อดไม่ได้ที่จะตะโกนเสียงดังเรียกร่างใหญ่ทั้งสองร่างนั้น
เมื่อได้ยินเสียงตะโกนของไป๋อี้และโม่โม่ กลุ่มคนที่กำลังต่อสู้กันอยู่นั่นก็ทวีความฮึกเหิมขึ้นและฉีกกระชากร่างของสัตว์วิวัฒนาการรอบตัวพวกเขาด้วยความบ้าดีเดือด จากนั้นก็วิ่งมาหาพวกไป๋อี้ทันที ชาร์ไป่วิ่งเร็วที่สุด เพียงชั่วพริบตาเดียวร่างที่สูงใหญ่ที่เต็มไปด้วยแรงกดดันที่น่าเกรงขามก็หยุดลงอย่างกะทันหัน ในตอนนี้หัวที่สองของชาร์ไป่ได้ปรากฏออกมาแล้ว ซึ่งมันดูดุร้ายยิ่งกว่าหัวเดิมเสียอีก
สุนัขสองหัว!
กลุ่มคนที่ติดตามไป๋อี้ต่างพากันตื่นตระหนกตกใจ แต่ยังดีที่พวกเขารู้จักสุนัขตัวใหญ่ตัวนี้ที่คอยอยู่ข้างกายไป๋อี้กับโม่โม่มาโดยตลอด เพียงแต่ว่าในตอนนั้นหัวที่สองของมันยังถูกซ่อนเอาไว้ก็เท่านั้นเอง
“ชาร์ไป่!” โม่โม่โผเข้าไปหามันพร้อมกับกอดหัวของมันไว้ทันที ตอนนี้ตัวของโม่โม่นั้นเปรอะไปด้วยเลือด เสื้อผ้ากำมะหยี่ที่เดิมทีเป็นสีขาวกว่าครึ่งถูกย้อมไปด้วยสีแดงทั้งตัว
“โฮ่ง!” ชาร์ไป่ขานรับแล้วหันกลับไปเผชิญหน้ากับสัตว์วิวัฒนาการเหล่านั้นอีกครั้ง
ไป๋อี้ค่อย ๆ มองไปทางวูล์ฟ เฮลัวส์ เรย์มอนด์ มัลวีย์ และพูพูพร้อมกับยิ้มที่ยิ้มออกมาด้วยความเหนื่อยล้าและโล่งใจ
“ไม่ต้องทักทายกันแล้ว ทุกคนฆ่ามัน แต่ระวังตัวให้ดีด้วยล่ะ ฉันสงสัยว่าเหตุการณ์นี้ต้องมีอะไรบางอย่างกระตุ้นพวกมันอยู่เบื้องหลังแน่ๆ” ไป๋อี้กล่าว ทว่าในตอนนั้นเองมัลวีย์ก็เดินเข้ามาหาไป๋อี้ทันที บนหลังของเขาแบกกล่องไม้กล่องหนึ่งเอาไว้
“เดี๋ยวก่อนไป๋อี้!”
“มีอะไร?”
“จริง ๆ แล้วฉันอยากจะอวดนี่สักหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ แต่ว่าฉันคิดว่านี่เป็นโอกาสเหมาะสมที่จะได้ใช้มัน” มัลวีย์หยิบกล่องไม้บนหลังของเขามาถือไว้ในมือ
ไป๋อี้รับมันมาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาเปิดกล่องไม้นั่นออก คนที่อยู่รอบข้างต่างพากันจับจ้องการกระทำของไป๋อี้ จากนั้นจึงเห็นเขาหยิบดาบยาวเล่มหนึ่งออกมาจากกล่องไม้ นี่คือดาบยาวอย่างแท้จริง มันมีความยาว 2 เมตรซึ่งต่างกับดาบจุมพิตสีแดงไม่มากนัก แต่เมื่อไป๋อี้นำมาถือในมือก็พบว่ามันหนักกว่าดาบจุมพิตสีแดงไม่ต่ำกว่าห้าเท่า ใบมีดสีเข้มและหนักนำมาซึ่งความรู้สึกถูกครอบงำอย่างเลือนราง
นี่มัน!
ไป๋อี้มองดาบยาวที่อยู่ในมือพลันฉุกคิดขึ้นมาว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น เขี้ยวที่ไป๋อี้ส่งให้กับมัลวีย์ในตอนแรก มัลวีย์บอกว่าอาจจะต้องใช้เวลาหนึ่งปีเพื่อหลอมทำดาบขึ้นมา อันที่จริงตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้เวลาก็ได้ผ่านมากว่าปีครึ่งแล้ว นี่คงจะเป็นสิ่งที่มัลวีย์อยากจะเก็บไว้เซอร์ไพรส์ไป๋อี้
นี่คงเป็นโอกาสที่เหมาะสมแล้วสินะ!