บทที่ 59 อัสนีพริบตา
เจียงผิงอันมองม้วนหยกสีขาวในมืออันเต็มไปด้วยอักขระ
ไม่รู้ว่ามารดาของเมิ่งจิงให้สิ่งใดกับเขา ดูเหมือนจะเป็นวรยุทธ์
จิตสัมผัสของเขาแทรกเข้าไปพินิจ
ทันใดนั้น ศีรษะของเจียงผิงอันก็เจ็บเจียนระเบิด ข้อมูลมหาศาลทะลักเข้าสู่ห้วงจิตสำนึก
‘อัสนีพริบตา’ วรยุทธ์สูงสุดสายความเร็ว!
หัวใจของเจียงผิงอันสะท้านเทิ้ม ความปรีดามิอาจเก็บซ่อนจากใบหน้า
แตกต่างจากวรยุทธ์อื่น ๆ ที่มีเพียงหนึ่งระดับอย่างเคล็ดกายาคลั่งและหมัดอู๋จี๋ นี่คือวรยุทธ์ระดับสูงสุดอันสมบูรณ์!
“การฝึกฝน ‘อัสนีพริบตา’ กลบข้อด้อยด้านความเร็วของเจ้าได้”
เสียงของเซี่ยชิงพลันดังขึ้น
เจียงผิงอันเงยหน้าขึ้นมองสตรีตรงหน้า ในเมื่อเซี่ยชิงรู้ว่ามารดาของเมิ่งจิงให้สิ่งใดกับเขา เช่นนั้น ‘อัสนีพริบตา’ นี้ย่อมมีบางสิ่งเกี่ยวพันกับนาง
“ขอบพระทัยองค์หญิง”
เจียงผิงอันกุมกำปั้นขอบคุณ
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าแค่เปรย ๆ ไว้เท่านั้น หากยังอยากขอบคุณ ก็ไปขอบคุณมารดาของเมิ่งจิงเถอะ เป็นข้าคงไม่ให้วรยุทธ์นี้กับเจ้าหรอก มันล้ำค่าเกินไป”
เซี่ยชิงมิรับผลงานเข้าตัว
ม้วนหยกในมือเจียงผิงอันแหลกเป็นเสี่ยง กระจัดกระจายทั่วพื้น
วรยุทธ์สูงสุดเช่นนี้ร้ายแรงเกินไป เมื่ออ่านจบ มันจะทำลายตนเอง มิอาจสาธยายด้วยวาจาได้
ตระกูลมากมายทำข้อจำกัดเช่นนี้ไว้เพื่อป้องกันมิให้เคล็ดวิชารั่วไหล
เซี่ยชิงพลันแย้มยิ้มหยอกเย้า
“เจ้านี่ฉลาดแท้ กาลก่อนจงใจพูดว่ามิได้เรียนเคล็ดกายาคลั่ง และนำ ‘หมัดอู๋จี๋’ จากข้าไปฉบับหนึ่ง”
เจียงผิงอันกุมกำปั้น “ทูลองค์หญิง ผู้น้อยในยามนั้นอยากบอกท่าน แต่ท่านมิให้โอกาสข้าขอรับ”
“แปลว่าข้าผิดหรือ?”
“เปล่าขอรับ ผู้น้อยเองที่อยากได้วรยุทธ์เพิ่มและจงใจปิดบัง” เจียงผิงอันสารภาพ
“นี่สิเรียกว่าซื่อสัตย์”
เซี่ยชิงมิได้โมโห นางแค่แหย่อีกฝ่ายเล่น กาลก่อนนางดูแคลนอีกฝ่ายจริง ๆ และหาเชื่อไม่ว่าอีกฝ่ายจะสำเร็จเคล็ดกายาคลั่ง
นางก็เคยลองฝึกวรยุทธ์สูงสุดนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่รอดเพราะความเจ็บปวดสาหัสเกินไป
เด็กหนุ่มผู้นี้ กว่าจะเรียนวรยุทธ์นี้ได้ ต้องทนทุกข์มากมายทีเดียว
“เจ้าได้อันดับสิบ มีโอกาสเข้าร่วมการแข่งขันประลองร้อยเมือง อยากได้ทรัพยากรอะไรบ้าง?” เซี่ยชิงถาม
“ทูลองค์หญิง กระหม่อมอยากได้เคล็ดกายาคลั่งขั้นสอง หรือหมัดอู๋จี๋ขั้นสองขอรับ”
เจียงผิงอันตอบตามที่คิดอย่างตรงไปตรงมา
เขาต้องการวรยุทธ์แกร่ง ๆ เพื่อทวีฝีมือ
“ข้ามีเคล็ดกายาคลั่งเพียงระดับเดียว แต่ยังมีหมัดอู๋จี๋อีกสองระดับ”
เซี่ยชิงชอบเด็กหนุ่มผู้นี้นัก เขาพูดจาชัดเจนตรงไปตรงมา ไม่ประจบสอพลอหรือทำตัวโอหัง
เพียงโบกมือน้อย ๆ แหวนเก็บของวงหนึ่งก็ทะยานมา
แหวนเก็บของนั้นราคาสูงกว่าถุงเก็บของ เป็นที่รักของผู้ฝึกตนระดับสูงเพราะความเล็กกะทัดรัด
แหวนเก็บของวงนี้เป็นสีทองราบเรียบ ไร้ลวดลายวิจิตรบรรจง มีเพียงอักขระลึกลับสลักไว้
“ในนี้คือหมัดอู๋จี๋ขั้นสองและสาม และหินวิญญาณห้าแสนชิ้น ฝึกฝนให้ดี พรุ่งนี้เช้ากลับไปที่เขาด้านหลัง จะมีผู้อาวุโสชี้แนะเจ้าฝึกฝน”
เซี่ยชิงคิดถึงยามก่อนที่เคยดูแคลนเจียงผิงอัน แล้วครั้งนี้จึงให้ทรัพยากรเขาเป็นการชดเชยมากมาย
ทรัพยากรห้าแสนชิ้นนั้นเรื่องเล็ก แต่สามระดับแรกของหมัดอู๋จี๋ แม้ห้าล้านหินวิญญาณก็ซื้อไม่ได้
“ขอบพระทัยองค์หญิง”
เจียงผิงอันขอบคุณนางอีกครั้ง จดจำน้ำใจนี้ไว้เงียบ ๆ
แม้อีกฝ่ายทำไปเพื่อใช้เขา แต่ระหว่างบุคคลล้วนมีพันธะเกิดด้วยผลประโยชน์ อีกฝ่ายให้ทรัพยากรกับเขา เขาก็ต้องกระทำการเพื่ออีกฝ่าย
“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ข้าก็ทำเพื่อให้เจ้าแข็งแกร่งขึ้น ภายหน้าเมื่อเติบโต ข้าก็ต้องการความช่วยเหลือจากเจ้า”
เซี่ยชิงหัวเราะคิก กลบรัศมีร้อยบุปผา “ไปฝึกฝนสิ”
“กระหม่อมหวังว่าองค์หญิงจะไม่ลืมเดิมพันที่ตกลงไว้ ที่หากข้าคิดสิบอันดับแรก จะให้วิชาลับด้วยนะขอรับ”
เจียงผิงอันกุมกำปั้นค้อมหัว หันกายจากไป
เซี่ยชิงนิ่งไป แล้วนึกขึ้นได้ว่านางยังมีการเดิมพันกับเด็กหนุ่มผู้นี้อีก
นางแค่อยากหยอกเด็กหนุ่มผู้นี้เล่นเท่านั้น
นางไม่คิดด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะได้เลือกมาแข่งขันคัดตัวในครั้งนี้ มีหรือจะเชื่อว่าอีกฝ่ายจะติดสิบอันดับแรกในการแข่งขันได้จริง ๆ
เมื่ออีกฝ่ายเตือนขึ้นมา นางก็นึกขึ้นได้
ใบหน้าขาวของเซี่ยชิงปรากฏเค้าอับอาย
“ปกติแล้ว วิชาลับของต้าเซี่ยจะไม่ถูกสอนต่อ หากเขาติดสิบอันดับแรกจริง ๆ... เป็นไปไม่ได้ ต่อให้มีร่างเทพวิหคอมตะ ยังไม่แน่จะติดสิบอันดับแรกหรือไม่เลย เขาจะมีโอกาสได้อย่างไร”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ความกังวลในใจเซี่ยชิงก็เลือนหาย
เด็กหนุ่มทรงพลังยิ่งนัก แต่ต่อหน้าอัจฉริยะล้ำเลิศมากมายเพียงนั้น การติดสิบอันดับแรกนั้นเป็นไปไม่ได้เลย
เจียงผิงอันไม่ได้กลับที่พัก แต่ออกจากจวนเจ้าเมืองเข้าเมืองไป
โอสถที่เขามีติดตัวถูกใช้ไปหมดแล้ว และต้องใช้โอสถสร้างรากฐานไปแลกโอสถเผยหยวนมาบ้าง
โอสถวิญญาณโลหิตที่ใช้ฝึกฝนพลังกายไม่อาจสนองความต้องการของเขาได้อีกแล้ว และต้องการโอสถปีศาจโลหิตซึ่งมีคุณภาพสูงขึ้น
โอสถปีศาจโลหิตเป็นโอสถอันสร้างจากเน่ยตาน*[1]สัตว์ภูตและวัตถุดิบโอสถหลากหลาย ราคาของมันทัดเทียมโอสถเผยหยวนที่ประมาณห้าพันหินวิญญาณ
เพียงแค่ว่า โอสถปีศาจโลหิตนั้นไว้ใช้ฝึกฝนวรยุทธ์พลังกาย
เจียงผิงอันมายังอาคารอันหรูหราที่สุดในเมืองเฮยเฟิง มองสิ่งปลูกสร้างโอ่อ่าตรงหน้าอย่างตกตะลึง
อาคารแห่งนี้ลอยกลางอากาศ มีขนาดเกินหยั่งวัด ค่ายอักขระอาคมวูบไหวพริบพรายรายล้อม เปล่งแสงทองวาววับดุจอัญมณี เป็นอาคารอันโอ่โถงเหนือใดในเมืองนี้
ที่ประตูมีผู้ฝึกตนเดินเข้าออกนับไม่ถ้วน
ก่อนหน้านี้ เขาเคยมาซื้อของกับเมิ่งจิงและพบร้านนี้เข้า ซึ่งมีนามว่า ‘มั่งคั่งกว้างไกล’
ได้ยินมาว่านี่คือหอวาณิชยักษ์ใหญ่ มีอิทธิพลครอบคลุมเขตแคว้นและสำนักนับร้อยพัน
นอกจากนั้น หอวาณิชแห่งนี้ยังเป็นมหาอำนาจอันมั่งคั่งเหนือใครทั่วโลกหล้าผู้ฝึกเซียนนี้ด้วย
และยังมีตัวตนอยู่นับแต่โบราณกาล
เจียงผิงอันมีของมากมายต้องซื้อ และหอวาณิชนี้ก็มีของขายมากมายครบครัน ทั้งยังปลอดภัยและชื่อเสียงดีที่สุดด้วย
ร้านนั้นลอยกลางอากาศ เจียงผิงอันบินไม่ได้ จึงต้องหาซื้อคาถาเหาะเหินมาใช้แก้ขัด
ขาของเขาถูกแรงดีดส่ง ร่างทะยานขึ้นในฉับพลัน ผู้ฝึกตนคนหนึ่งเดินออกจากร้าน เกือบชนเจียงผิงอันเข้าเต็ม ๆ
โชคยังดีที่เจียงผิงอันไหวตัวเร็วและหลบทัน จึงไม่กระแทกใส่อีกฝ่าย
“ตาบอดหรือไง! เป็นขยะบินไม่ได้ก็อย่ามาที่นี่... เจียงผิงอัน!”
หม่าเหว่ยสบถด่า แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็สีหน้านิ่งค้าง
ปรากฏว่าคือเจียงผิงอัน!
ทำไมเขาถึงอับโชคนัก ต้องมาเจอกันที่นี่ บ้าเอ๊ย เขาต้องได้ทรัพยากรจากองค์หญิงและมีเงินซื้อของแน่ ๆ
เงินนั่นควรเป็นของเขา!
หม่าเหว่ยไม่ยอมวางใจ กล่าวด้วยท่าทีพิกล “สุนัขพื้นเมืองจากไร่นา ต่อให้ซื้อของได้ดีแค่ไหนก็ยังเป็นสุนัขพื้นเมือง ไม่ว่าสมบัติชิ้นใดที่ข้ามี ก็มูลค่ามากกว่าทรัพยากรที่เจ้ามีทั้งตัวเสียอีก”
เจียงผิงอันเหมือนไม่ได้ยิน เดินตรงเข้าร้านไป
เขาไม่เข้าใจความคิดของเหล่าผู้ชาติกำเนิดสูงเช่นนี้เลย เหตุใดต้องชอบเจาะจงเย้ยเยาะผู้อื่นด้วยเงินตราด้วยหนอ
คงอยากพิสูจน์กระมังว่าตนแข็งแกร่งกว่า จะได้ประโลมหัวใจอันเปราะบางด้อยค่าของตน
สีหน้าของหม่าเหว่ยชะงัก ไอ้บ้านี่กล้าเมินเขาด้วย!
ไอ้งี่เง่าอวดดี หากวันนี้ข้าปล่อยเจ้ารอดกลับจวนเจ้าเมืองได้ เหลาจื่อยอมใช้นามสกุลเจ้าเลย!
มาแย่งตำแหน่งกับเหลาจื่อ ทำเหลาจื่อขายหน้า ไปตายซะ!
เจียงผิงอันเข้าร้านมา ประตูสี่บานปรากฏตรงหน้า
ประตูต่างบานนำสู่สี่สถานที่อันแตกต่าง
ประตูบานแรกเขียนไว้ว่า โปรดเข้ามาหากคาดว่าจะใช้หินวิญญาณต่ำกว่าหมื่นชิ้น
ประตูบานที่สองเขียนว่า โปรดเข้ามาหากคาดว่าจะใช้หินวิญญาณต่ำกว่าแสนชิ้น
ประตูบานที่สาม โปรดเข้ามาหากคาดว่าจะใช้หินวิญญาณต่ำกว่าล้านชิ้น
ประตูบายสุดท้ายนั้นต้องใช้จ่ายหินวิญญาณล้านชิ้นขึ้นไปจึงเข้าได้
เจียงผิงอันครุ่นคิด เขามีของให้ซื้อมากมาย หินวิญญาณหนึ่งแสนคงหยุดเขาไม่ไหว
ผู้คนส่วนใหญ่ที่เดินเข้าออกประตูบานที่สี่อยู่ในขอบเขตจินตานหรือวิญญาณแรกกำเนิด และเพื่อทำตัวให้เงียบเข้าไว้ เขาจึงมายังประตูบานที่สาม
ปกติแล้ว ผู้ฝึกตนทั่วไปในขอบเขตสร้างรากฐานผู้ไร้ภูมิหลัง แลกทรัพยากรหมดตัวเป็นหินวิญญาณก็คงปริ่ม ๆ ที่หนึ่งแสน
ผู้ฝึกตนส่วนใหญ่ซึ่งเข้าออกประตูบานที่สามขึ้นไปได้มักเป็นผู้อยู่ในขอบเขตจินตานขึ้นไป ไม่ก็มีภูมิหลังสูงส่ง
“ยินดีต้อนรับ”
หลังเข้าประตูบานที่สามมา หญิงรับใช้หน้าตาสะสวยนางหนึ่งก็เดินเข้ามายิ้มแย้มทักทาย มีกลิ่นหอมโชยจากกาย
“ขอรบกวนถามคุณชาย มีสิ่งใดต้องการให้ช่วยเหลือหรือไม่? หากไม่ต้องการให้ผู้อื่นทราบว่าท่านจะซื้อสิ่งใด ก็ใช้หินวิญญาณพันชิ้นซื้อบริการห้องส่วนตัวได้นะเจ้าคะ”
นางไม่มีความดูแคลนใด ๆ ต่อเจียงผิงอันเพราะความเยาว์วัยและการแต่งกายธรรมดาเลย
พวกนางถูกฝึกมาอย่างมืออาชีพ ไม่ดูแคลนผู้อื่น
กาลก่อน มีร้านค้าเหยียดหยามชายชราคนหนึ่ง คิดจะขับไล่ไสส่งเขา ใครจะรู้ว่านั่นคือสัตว์ประหลาดเฒ่าในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด หนึ่งฝ่ามือก็พังร้านค้านั้นยับเยิน
เจียงผิงอันลอบประหลาดใจ บริการใกล้ชิดดีจริง ๆ มีกระทั่งห้องส่วนตัวด้วย
เขาก็ไม่อยากให้คนอื่นรู้จริง ๆ แหละว่ามาซื้ออะไร
“ใช้ห้องส่วนตัวแล้วกัน”
“ได้เจ้าค่ะ คุณชายโปรดตามข้ามา”
หญิงรับใช้แย้มยิ้ม นำเจียงผิงอันเข้าไปในร้าน
บนทางเดินมีห้องส่วนตัวมากมาย แต่ละห้องเรืองรองด้วยค่ายอาคม กั้นเสียงและจิตสัมผัสไว้ภายใน
หอวาณิชมั่งคั่งกว้างไกลแห่งนี้เชื่อถือได้จริง ๆ ลูกค้าจึงมาซื้อขายได้อย่างมั่นใจ
หญิงรับใช้หยุดลงหน้าห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง เคาะประตูเบา ๆ “ลูกค้ามาเจ้าค่ะ”
[1] เน่ยตาน คือก้อนโอสถภายในตัวสัตว์ภูต สัตว์ปีศาจ สัตว์วิญญาณที่มักพบได้ตามนิยายกำลังภายในทั่วไป มีสรรพคุณหลากหลาย