บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 48 เหล่าผู้กล้า

                แรกเริ่มเดิมทีหมิงอวี่คิดว่ารูปร่างลักษณะของสายฟ้านั้นมันเกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่ยิ่งดูกลับรู้สึกว่ามันไม่ใช่

               ลวดลายลักษณะทรงกลมเหมือนดอกกุหลาบมันเหมือนกับลายเส้นอักขระไม่มีผิดเลย!

                หรือว่าลายเส้นอักขระยังสามารถสร้างขึ้นบนฟ้าได้อีกด้วย?

               “สัมผัสแห่งวิญญาณ”

               หมิงอวี่เปิดสัมผัสแห่งวิญญาณขึ้น ประสาททั้งหมดถูกเปิดออกดวงตาสีดำวาวของเขาทั้งสองข้างพบว่า สายฟ้าเป็นทรงกลมและมีขอบที่บรรจบเข้าหาศูนย์กลางอยู่ตลอด

               พลังงานที่สามารถทำให้คนหัวปวดได้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นราวกับว่าอสูรที่หลับใหลเป็นเวลานานนั้นกำลังจะตื่นขึ้นมา!

                หากไม่ใช่เพราะหมิงอวี่มีประสาทสัมผัสเหนือกว่าคนอื่นหลายเท่าตัว ก็แทบจะไม่มีใครรู้เลยว่ามันคือลายเส้นอักขระเพราะพลังงานที่อยู่ด้านในยังไม่ได้ปล่อยออกมา มันซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มเมฆต่อให้เป็นยอดฝีมือชั้นสูงก็ยังยากที่จะตรวจพบได้

               “มันเป็นแบบนี้ไปได้อย่างไร?”

               หมิงอวี่หน้าซีด ลายเส้นอักขระอันนี้มันใหญ่มาก เขามองดูลายเส้นอักขระก่อตัวขึ้นโดยที่เขาทำอะไรไม่ได้เลยเมื่อจ้องมองไปแบบนี้ก็พบว่าสายฟ้าที่ประหลาดและลึกลับนั้นกำลังเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาจากนั้นก็เริ่มหมุนเป็นกระแสน้ำวนขนาดใหญ่ และเริ่มดูดพลังงานรอบตัวอย่างบ้าคลั่ง

               เสียงอื้ออึงดังลงมาจากฟ้าทำให้บ้านเรือนสั่นสะเทือน ในเวลานี้ทุกคนถึงได้เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าแต่มันก็สายไปแล้ว พลังอักขระสายฟ้ากระจายทั่วไปหมดจากนั้นก็มีแสงสีฟ้าที่น่ากลัวฟาดลงมาอย่างแรง

               ตำแหน่งของสายฟ้าที่ฟาดลงมานั้น ก็คือ ... ตำหนักหมิงหุน!

                ทันใดนั้นเอง รอบวังหลวงต้าหมิงก็มีลายเส้นอักขระสว่างจ้าขึ้นมาก่อตัวเป็นกระโจมแล้วหุ้มทั่วทั้งวังหลวงเอาไว้ด้านใน

               มันเป็นลายเส้นอักขระป้องกันวังหลวงที่ทำงานทันทีเมื่อสัมผัสได้ว่ามีอันตราย!

                แต่ว่าเพราะมันทำงานขึ้นเองโดยไม่มีใครควบคุมแสงสีเหลืองจึงถูกแสงสีฟ้าผ่าทำลายจนแตกกระเจิงจากนั้นแสงสายฟ้าก็พุ่งลงไประเบิดตำหนักหมิงหุน

               “ไม่นะ!”

                หมิงอวี่ตะโกนออกไป แต่ไม่สามารถหยุดยั้งอะไรได้เลย สายฟ้าได้ฟาดระเบิดลงไปที่ตำหนักหมิงหุนจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว

               “ตู้ม!”

                หมิงอวี่รู้สึกได้ว่ามีแรงสั่นสะเทือนจากพื้นจนเกือบจะล้มลง ระเบิดเป็นแสงสีน้ำเงินเข้มที่รุนแรงมากลมที่น่ากลัวแผ่กระจายออกไปทั่ว ต้นไม้สูงใหญ่บางส่วนถูกโค่นล้ม

               เดิมหมิงอวี่คิดว่าวังหลวงจะถูกสายฟ้าฟาดจนไม่เหลือ แต่ว่ามันกลับไม่ได้เป็นแบบนั้นเลยตั้งแต่เริ่มระเบิดจนจบใช้เวลาแค่ไม่ถึงสิบวินาทีนอกจากความเสียหายที่เกิดจากคลื่นแล้ว ก็ไม่มีความเสียหายอย่างอื่นเลย

               แต่ตำหนักหมิงหุนเป็นสถานที่เดียวที่เสียหายอย่างมาก

               หมิงอวี่วิ่งตรงไปยังตำหนักหมิงหุนท่ามกลางฝนที่ตกกระหน่ำในใจของเขารู้สึกสงสัยไม่เข้าใจ และอีกอย่างเขาก็เป็นห่วงหมิงเฉินเหยียนด้วย

               ถึงแม้ในใจของหมิงอวี่จะไม่ค่อยประทับใจในตัวของหมิงเฉินเหยียนเท่าไรอีกทั้งยังแย่มากด้วย! แต่ว่าต่อให้จะไม่ดีอย่างไรก็ยังเป็นพ่อของเขาซึ่งมันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความจริงเรื่องนี้ได้

               ต่อให้หมิงอวี่จะเกลียดเขาแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ไม่มีทางไม่สนใจความปลอดภัยของเขา

               หมิงอวี่วิ่งอยู่บนหลังคาประมาณสิบนาทีก็มาถึงบนหลังคาของตำหนักหมิงหุน

               ตอนที่เขามองเข้าไปในตำหนักหมิงหุนก็ต้องอึ้งไปอย่างมาก

               ตำหนักหมิงหุนที่ดูยิ่งใหญ่ไม่เหลือสภาพเดิมอยู่เลยแม้แต่น้อยเหลือเพียงหลุมดำที่ลึกลงไปกว่าร้อยเมตร!

                พลังงานจากลายเส้นอักขระสายฟ้าเมื่อครู่นั้นรวมตัวกันแล้วระเบิดใส่ตำหนักหมิงหุนทั้งหมด!

                ภายในหลุมขนาดใหญ่นี้ยังพอมองเห็นแสงสายฟ้าระยิบระยับอยู่บ้าง

               มันเป็นการโจมตีในขอบเขตที่เล็กมาก ถึงแม้ขอบเขตของพลังสังหารจะไม่ได้ใหญ่มากนักแต่พลังสังหารนั้นกลับมีอานุภาพที่ร้ายแรงมาก

               เป้าหมายคือใครไม่ต้องคิดก็รู้คนที่ทำไม่ได้ต้องการทำลายวังหลวงต้าหมิง แต่ต้องการทำร้ายหมิงอ๋องให้บาดเจ็บสาหัส!

                หากหมิงอ๋องล้ม ต้าหมิงก็จะล่มสลาย!

               หมิงอวี่เริ่มเปิดใช้งานสัมผัสแห่งวิญญาณ รวบรวมสมาธิอย่างต่อเนื่องเขาพบว่าหลุมมีขนาดใหญ่และลึกมาก มันยังมีพลังชีวิตอยู่ หัวใจของเขาเต้นเร็วมากเหมือนกำลังตีกลองอยู่

               “ตุบตุบ ... ตุบตุบ ...”

               “อ๊าก!”

                ทันใดนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นมาจากในหลุมหมิงเฉินเหยียนกระโดดขึ้นมาที่ขอบหลุมแล้วพยายามคุกเข่า

               ทั่วทั้งตัวของหมิงเฉินเหยียนมีควันลอยขึ้นมาชุดมังกรของเขาขาดจนหมดสภาพเห็นถึงร่างกายที่แข็งแกร่งกำยำ แต่ที่ขาด้านนอกด้านซ้ายของหมิงเฉินเหยียนนั้นหายไปจนเห็นกระดูกด้านในบนมือและบนบ่าก็เห็นถึงกระดูกจนหมด!

                แม้แต่เนื้อหนังและเลือดบนโหนกแก้มซ้ายของหมิงเฉินเหยียนก็หายไปด้วยทำให้เห็นกะโหลกศีรษะของเขากว่าครึ่งหน้า!

                แต่บาดแผลพวกนี้กลับไม่มีรอยเลือดเลย เพราะมันถูกเผาจนแห้งไปแล้วรอยเลือดบนร่างกายของหมิงเฉินเหยียนกลายเป็นสีดำ อีกทั้งที่บาดแผลยังมีร่อยรอยการบาดของแสงสีน้ำเงินนั้นด้วย!

                หมิงเฉินเหยียนเจ็บปวดมาก หากผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปถูกสายฟ้าโจมตีจะต้องดับสูญไปแล้วเป็นแน่แต่หมิงเฉินเหยียนยังมีชีวิตอยู่!

                เขาฝึกวิชาอยู่ในใต้ดินของตำหนักหมิงหุนไม่มีทางสังเกตเห็นอักขระสายฟ้านี้แน่นอน แต่เมื่อสายฟ้าระเบิดออกเขาก็รับรู้มันได้ในทันทีแต่เมื่อคิดจะหนีมันก็สายไปแล้ว

               เพราะไม่มีทางเลือก เขาจึงระเบิดท่าไม้ตายออกมาเพื่อต้านพลังสังหารจากอักขระสายฟ้าแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังได้รับบาดเจ็บสาหัสอยู่ดี

               ที่หมิงเฉินเหยียนไม่ตายนั้นก็เกี่ยวข้องกับระดับพลังชีวิตและพลังฝีมือของเขาอย่างมากเพราะหมิงเฉินเหยียนหลุดพ้นขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนไปสู่ระดับใหม่อย่าง “ขอบเขตอมฤต”!

                ขอบเขตอมฤต เป็นการรวบรวมเอาลมปราณมากลั่นเป็นมณีวัฒนะจากนั้นก็ปลูกเอาไว้ในร่างกาย แค่ขอบเขตอมฤตขั้นที่หนึ่งถึงห้าก็จะต้องทำการแบ่งลมปราณปลูกถ่ายไปยังหัวใจ ตับ ม้าม ปอด และไต

               และหมิงเฉินเหยียนเองก็สามารถกลั่นลมปราณให้เป็นมณีวัฒนะปลูกถ่ายเอาไว้ที่หัวใจแล้วทำให้พลังความสามารถและพลังชีวิตของเขานั้นเพิ่มมากขึ้นหลายเท่าตัว

               เพราะมณีวัฒนะที่อยู่ที่หัวใจหมิงเฉินเหยียนถึงสามารถซ่อนพลังลมปราณที่แข็งแกร่งมากเอาไว้ได้ และก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเขาถึงได้รอดชีวิต

               หมิงเฉินเหยียนกระโดดขึ้นมาจากหลุม ผู้กล้าแทบจะทั่วทั้งวังหลวงมุ่งหน้ามาที่นี่กันหมดพอเห็นสภาพที่อนาถและน่ากลัว ทุกคนก็ล้วนแต่ก้มหน้ายอมรับโทษกันหมด

               พระสนมต่างรีบเร่งกันมาที่นี่ พอได้เห็นสภาพของหมิงเฉินเหยียนก็คุกเข่าร้องไห้กันอย่างหนักเหมือนได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจอย่างรุนแรง จากนั้นก็สลบไป

               “ฝ่าบาท กระหม่อมมาช้าไป มีโทษสมควรตาย!”

                “พูดอะไรไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์! ยังไม่รีบคุ้มกันฝ่าบาทกลับที่บรรทมแล้วเรียกหมอหลวงมารักษาอีก!”

                ขุนนางรอบๆ บางส่วนเริ่มโต้เถียงกัน การที่หมิงอ๋องบาดเจ็บสาหัสนั้นส่งผลใหญ่หลวงต่อพวกเขามาก

               “ทุกคน ... ฟังฟังคำสั่งข้า”

               หมิงเฉินเหยียนพยายามลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาเจ็บปวดอย่างมากจนมุมปากสั่นแต่ก็ยังใช้เสียงแหบแห้งพูดว่า “หลังจากนี้อีกสามวัน ให้องค์ชาย องค์หญิงและขุนนางระดับสามขึ้นไปที่ออกไปฝึกฝนอยู่ภายนอก กลับวังหลวงมากันให้หมด! ข้า ... มีเรื่องจะประกาศ!”

                หมิงเฉินเหยียนรู้ดีว่า สายฟ้าที่ฟาดลงมาในวันนี้เป็นแค่การเตือนเท่านั้นแต่มันก็เป็นการข่มขู่ที่ไร้ความปราณีมาก

               วันนี้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสต้องใช้เวลารักษาประมาณสองปีถึงจะหายขาดได้ แต่ใครจะไปรู้ว่าระหว่างสองปีนั้นจะเกิดอะไรขึ้นอีกบ้าง?ทุกอย่างมันเหนือความควบคุมของหมิงเฉินเหยียนเขาสัมผัสได้ว่าต้าหมิงกำลังมีอันตราย จากนั้นก็คิดหาวิธีการที่เร็วที่สุดออกมาได้วิธีหนึ่ง... มันเป็นวิธีเดียวเท่านั้น และเขาจำเป็นต้องใช้!

                ตลอดระยะเวลาสามวัน ชาวบ้านที่อยู่ในต้าหมิงพูดถึงเรื่องสายฟ้าอันน่ากลัวในคืนนี้ได้ยินมาว่าเกิดจากที่หมิงอวี่ทำการฝึกวิชาจึงทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้น

               แต่ชาวบ้านไม่รู้เลยว่าราชสำนักต้าหมิงปิดข่าวเรื่องที่หมิงอ๋องได้รับบาดเจ็บสาหัสมิเช่นนั้นหากพวกชาวบ้านรู้เข้าจะต้องเกิดความหวาดกลัวและแตกตื่นขึ้นเป็นแน่

               ตลอดสามวัน ราชสำนักต้าหมิงนิ่งมาก แต่ท่ามกลางความนิ่งสงบกลับมีความเคลื่อนไหวอย่างมหาศาลแทบจะทุกพื้นที่เขตแดนต่างกำลังเร่งเดินทางกลับมายังวังหลวงกันหมด

               ผ่านไปสามวัน ในค่ำคืนที่ฝนกระหน่ำ ณ ตำหนักหลงเถิงในวังต้าหมิง!

               ตำหนักหลงเถิงเป็นสถานที่สำคัญในการออกว่าราชการของต้าหมิงในเวลานี้ หมิงอ๋องนั่งอยู่บนเก้าอี้บัลลังก์โดยมีผ้าพันแผลอยู่ทั่วตัว

               ถึงแม้เขาจะบาดเจ็บสาหัสแต่ภายในร่างกายของเขานั้นกลับยังมีพลังอยู่อีกจำนวนมหาศาลลมปราณที่อยู่ในมณีวัฒนะที่หัวใจจำนวนมากถูกปล่อยออกมาทั่วร่างกายพร้อมกับจังหวะการเต้นของหัวใจกระจายอานุภาพน่าเกรงขามออกไปทั่ว

               ในเวลานี้มีผู้มีอำนาจมากมายรวมตัวกันอยู่ในตำหนักหลงเถิงที่วิจิตรตระการตา

               หลังจากที่เสนาบดีกรมคลังหลี่จงหลุดจากตำแหน่งไปก็มีคนมารับตำแหน่งใหม่ตอนนี้เสนาบดีทั้งหกคนยืนทางกราบซ้ายกันอย่างครบถ้วนส่วนทางด้านขวาก็เป็นชายชราสวมชุดสีดำจำนวนสิบคน

               แต่ละคนมีความน่าเกรงขามแผ่กระจายออกมาราวกับพลังที่สามารถกดทับภูเขาได้!

                สิบคนนี้คือองครักษ์หน้าพระที่นั่ง วันนี้ทั้งสิบคนต่างมารวมตัวกันอยู่ที่นี่แล้ว

               ส่วนลูกๆ ของหมิงเฉินเหยียนก็ล้วนแต่ยืนอยู่ด้านข้างกันหมดพวกเขาแต่ละคนมีสีหน้าท่าทางที่เคร่งเครียด หมิงอวี่ก็ยืนอยู่ในนั้นด้วยต่อให้เขาจะมีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกแล้ว และมีพลังจิตที่ค่อนข้างแข็งแกร่งแต่ถึงอย่างนั้น การมายืนอยู่ต่อหน้าเหล่าผู้กล้าที่แข็งแกร่งจำนวนมากแบบนี้เขาก็ยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา!

                และในเวลานี้เอง ก็มีเงาคนเดินเข้ามายังตำหนักหลงเถิง!

                คนแรก น้ำหนักการเดินราวกับพยัคฆ์ เขาสวมชุดเกราะสีเหลืองร่างกายสูงสองเมตร ไว้หนวดไว้เครา มีดวงตาที่ดุดันและมีลมปราณที่ทรงพลังน่ากลัวสีหน้าท่าทางของเขาจริงจัง อกผายไหล่ผึ่งท่าทางราวกับนักรบเกราะเหล็กที่ผ่านการทำศึกมาอย่างโชกโชน!

                เขาคนนี้ก็คือหนึ่งในสามขุนพลใหญ่ของต้าหมิง เสวียปู้หุ่ย!

                เสวียปู้หุ่ย จัดอยู่ในอันดับสามของตารางอันดับนักรบของต้าหมิงเป็นทหารตั้งแต่อายุสิบขวบ เมื่อายุสามสิบก็ได้เป็นแม่ทัพมีดาบชิงหลงเป็นอาวุธคู่กาย ทำศึกเคียงบ่าเคียงไหล่กับหมิงอ๋องมานับไม่ถ้วน ร่วมสร้างแผ่นดินต้าหมิงขึ้นมามีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เก้าในขีดระดับสูงสุด มีพลังเทียบเท่ากับราชสีห์แปดพันสามร้อยตัว!

                ข้างกายของเสวียปู้หุ่ยยังมีอีกคนหนึ่งร่างกายของเขารูปร่างสูงใหญ่เช่นกัน เขาสูงประมาณหนึ่งเมตรเก้าสิบสวมชุดเกราะสีเทา มีเสื้อคลุมสีเลือด ดวงตาของเขาดูหนักแน่น ทั้งๆที่เขายังไม่ได้เผยลมปราณออกมา แต่กลับทำให้รู้สึกเสียวสันหลังไปจนถึงกระดูกสะเทือนไปทั่ววิญญาณ!

                เขาคนนี้ก็คือหนึ่งในสามขุนพลใหญ่ของต้าหมิง เซิ่นเจิ่นโหว!

                เซิ่นเจิ่นโหว จัดอยู่ในอันดับสี่ของตารางอันดับนักรบของต้าหมิงเป็นทหารตั้งแต่อายุสิบห้า เป็นแม่ทัพตอนอายุสี่สิบ อาวุธประจำกายคือธนูเสวี่ยเยวี่ยเขาเป็นนักแม่นธนู สามารถเด็ดหัวศัตรูได้ตั้งแต่นอกรัศมีห้าสิบลี้! มีขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่เก้าในขีดระดับสูงสุด มีพลังเทียบเท่ากับราชสีห์แปดพันหนึ่งร้อยตัว!

               “ถวายพระพรฝ่าบาท!”

               “ถวายพระพรฝ่าบาท!”

               ทั้งสองคนทำความเคารพ เสียงของพวกเขามีพลังมาก สะเทือนไปทั่วตำหนัก

     

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน