ตอนที่46 ผลของการประลอง
ฟุ่บ!
ปัง!!อ้า!! ตุบ!!
ไอ้แดง!
ซึ่งหลังจากที่พ่อเดชพุ่งเข้าหาไอ้แดงและปล่อยหมัดออกมาอย่างรวดเร็วด้วยวิชาหมัดพุทธวิเชียรแล้วนั้นหมัดของพ่อเดชก็พุ่งเข้าใส่หน้าอกของไอ้แดงอย่างจังและด้วยแรงที่มากมายของพ่อเดชที่ใช้ออกมามันได้ทำให้ไอ้แดงต้องกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวพร้อมกับกระอักเลือดออกมา......
“ขะ....ข้าไม่เป็นไร! ข้า......แพ้แล้ว!”ไอ้แดงปาดเลือดที่มุมปากของตัวเองออก ก่อนจะบกมือขึ้นเพื่อบอกว่าตัวเองไม่เป็นอะไรจากนั้นก็จ้องมองไปที่พ่อเดชแล้วพูดยอมแพ้ออกมา แล้วจึงค่อยๆ ลุกขึ้นยืนช้าๆและพูดออกมาว่า “วันนี้ข้าอาจจะแพ้พี่เดช! แต่ในอนาคตข้าจะต้องชนะท่านแน่!”ไอ้แดงได้ยอมรับพ่อเดชจากใจจริงของมันแล้วมันยอมเรียกพ่อเดชว่าพี่เดชเหมือนกับเรียกคนอื่นๆที่อายุเยอะกว่าและทำให้มันนับถือ......
ฮ่าฮ่า ฮ่า!
“ได้เสนอไอ้น้องชาย! ข้าจักรอวันนั้นวันที่เอ็งแข็งแกร่งกว่าข้าแล้วมาชนะข้า!”พ่อเดชหัวเราะออกมาอย่างชอบใจเมื่อได้ยินคำพูดของไอ้แดงเขาเองก็รู้สึกชอบไอ้แดงขึ้นมาแล้วและคิดว่าในอนาคตพวกเขาจะต้องเป็นพี่น้องที่ดีต่อกันแน่นอนแต่ว่าการประลองในวันนี้ยังไม่จบ มันยังเหลือไอ้บุญอยู่อีกคนดังนั้นเขาจึงได้หันไปมองที่ไอ้บุญแล้วพูดขึ้นมาว่า “แล้วเอ็งละไอ้บุญ? เอ็งยังจะสู้กับข้าอยู่หรือไม่?” พ่อเดชเองก็สนใจในตัวของไอ้บุญเหมือนกันแต่ถ้าไอ้บุญปฏิเสธเขาก็จะเลิกสนใจต่อไอ้บุญทันทีเพราะนักรบที่แท้จริงต้องทำตามที่ตัวเองลั่นวาจาไว้......
“แน่นอน! ถึงแม้ว่าข้าจะมีความสามารถมากกว่าไอ้แดงเพียงเล็กน้อยแต่ก็หาใช่ว่าข้าจะกลัวท่านเพราะว่ามันแพ้ดอกนะ มา!ข้าคนนี้แหละจะเป็นผู้ชนะท่านเอง!”ไอ้บุญไม่ได้กลัวหรือรู้สึกทอดใจเลยเมื่อเห็นไอ้แดงแพ้แต่มันกลับเป็นความรู้สึกที่อยากจะสู้มากกว่าเพราะการได้สู้กับคนที่แข็งแกร่งนั้นมันถือเป็นการฝึกอย่างหนึ่งเหมือนกันดังนั้นเขาจึงได้ตกลงที่จะสู้ต่อ......
ดี!
“งั้นก็เข้ามาแสดงให้ข้าดูหน่อยเถอะว่าเอ็งมีดีเยี่ยงไรบ้าง?!”
การประลองเริ่มขึ้นในทันทีซึ่งคนที่เริ่มโจมตีก่อนนั้นก็คือไอ้บุญเพราะวิชามวยที่มันใช้นั้นเป็นวิชาเดียวกันกับของไอ้แดงแต่ทว่ามันกลับมีความแตกต่างกันเล็กน้อย เพราะหมัดของไอ้แดงนั้นรวดเร็วและหนักหน่วงแต่ของไอ้บุญนั้นช้าทว่ากลับสามารถปรับเปลี่ยนทิศทางได้สมใจนึกส่วนเรื่องความรุนแรงนั้นมันแทบจะไม่ต่างไปจากของไอ้แดงเลย.......
ห่างออกไปที่ใต้ต้นไม้ใหญ่หน้าวัด......
“เป็นวิชามวยที่ดีเลยนะพระเพื่อนเสาร์ถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงวิชาระดับทั่วไปขั้นกลางแต่ถ้าได้ปรับแต่งอีกหน่อยคงสามารถทำให้มันเป็นขั้นสูงในระดับทั่วไปหรือกลายเป็นระดับนักรบได้เลยแต่น่าเสียดายที่ท่านไม่ได้อยู่แล้วไม่เช่นนั้นคงมีคนมากมายต้องการเรียนมันและเป็นศิษย์ของท่าน แต่ไม่ต้องเป็นห่วงนะเพราะข้าจะช่วยสืบสานวิชามวยนี้ต่อเอง!”
ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นี้พระฤๅษีคงได้นั่งขันสมาธิอยู่และมองไปที่การต่อสู้ของพ่อเดชและไอ้แดงซึ่งเขาได้เห็นวิชามวยนี้มาแล้วจากพระเสาร์แต่ในตอนนี้มันยังไม่สมบูรณ์และนำมาใช้ได้แบบนี้แต่เมื่อเขาได้เห็นมันอีกครั้งและพบว่ามันใช้ในการต่อสู้ได้ดีเขาจึงกล่าวชื่นชมและเสียดายในเวลาเดียวกันที่วิชามวยนี้ไม่อาจพัฒนาไปได้อีกดังนั้นเขาจึงคิดที่จะเอาวิชามวยสี่บัญญัตินี้มาพัฒนาต่อจากพระเสาร์และทำให้มันเป็นวิชาที่เรืองชื่อแทน........
[ชิวาบาทาเวหาคู่]
ปั๊ก!ปั๊ก!
อ๊า!ตุบ!
ในที่สุดการประลองก็จบลงซึ่งผลก็คือพ่อเดชเป็นผู้ชนะ ซึ่งการประลองในครั้งนี้ได้ทำให้หลายๆคนในหมู่บ้านพากันตื่นเต้นเป็นอย่างมากเพราะพวกเขาไม่เคยเห็นวิชาการต่อสู้ที่พ่อเดชใช้รวมถึงไม่ค่อยได้เห็นการประลองแบบนี้ด้วย.......
“พวกเอ็งจะเอาอีกยกไหม? ถ้ายังไม่หายคับข้องใจก็สามารถลุกขึ้นมาต่อได้เลย!”พ่อเดชไม่ได้คิดที่จะดูถูกไอ้แดงกับไอ้บุญแต่เขาอยากที่จะสยบทั้งสองคนอย่างแท้จริงดังนั้นเขาจึงคิดที่จะให้โอกาสกับทั้งสองได้ลองใหม่อีกครั้ง.......
“ไม่แล้วพี่เดช! ข้ารู้ตัวเองแล้วว่าข้าสู้พี่ไม่ได้!”ไอ้แดงรีบพูดปฏิเสธกลับไปในทันที เพราะมันรู้ตัวเองแล้วว่าสู้ต่อไปก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างไปจากเดิมดังนั้นมันจะได้ยอมแพ้......
“ข้าเองก็เช่นกันจ๊ะพี่เดช! เชิงมวยของพี่นั้นแข็งแกร่งยิ่งนักเล่นเอาข้าแพ้ไม่เป็นท่าเลย!” ไอ้บุญเองก็คิดเช่นเดียวกันกับไอ้แดงเขาชื่นชมต่อพ่อเดชมากหลังจากที่ได้สู้กันแล้ว เพราะเขานับถือเขาที่แข็งแกร่งกว่าตัวเขาและยังนิสัยที่น่าเคารพอีก.......
“ก็ดี! งั้นพวกเอ็งพักก่อนแล้วกัน ส่วนคนอื่นๆ ให้เตรียมตัวรับการฝึกได้นับจากนี้ไปข้าจะเป็นคนส่วนเชิงมวยทหารให้กับทุกคนเองเพราะในอนาคตพวกจะได้เอาวิชามวยนี้ไปช่วยกันขับไล่ไอ้พวกยักษ์สารเลวเหล่านั้นให้ออกไปจากบ้านเมืองของเรา!”พ่อเดชพยักหน้าให้กับทั้งสองคนอย่างพึงพอใจ ก่อนที่จะหันไปมองคนอื่นๆ ที่อยู่รอบๆแล้วให้เริ่มเตรียมตัวสำหรับฝึกเชิงมวยทหารเพราะเชิงมวยทหารนั้นเน้นไปที่การฆ่าฟันและต่อสู้กับพวกยักษ์โดยเฉพาะ.......
“พวกเราจะเข้าร่วมการฝึกด้วย เจ็บแค่นี้ไม่ถึงตายดอกพี่เดช!”ไอ้แดงและไอ้บุญเองก็ขอเข้าร่วมการฝึกด้วย เพราะถึงจะได้รับบาดเจ็บจากการประลองแต่มันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรดังนั้นพวกเขาจึงอยากที่จะร่วมฝึกด้วยและไม่ยอมพลาดที่จะได้เรียนรู้เชิงมวยทหารเหล่านี้.......
“ก็ได้! งั้นก็อย่าได้รอช้ามาตั้งแถวกับคนอื่นๆ ได้แล้ว!”พอเดชพยักหน้าให้กับทั้งสองหนุ่ม ก่อนที่จะให้ทั้งสองหนุ่มมาเข้าแถวกับคนอื่นๆเพื่อเริ่มฝึกซ้อม........
ณเพิงพักที่ไม่ใหญ่มากใกล้ๆ กับลานฝึก........
“ไอ้สุข! เอ็งยังจำตอนที่เราฝึกทหารใหม่ๆ ด้วยกันได้ไหมวะ? พวกมันแทบจะไม่ต่างไปจากไอ้หนุ่มทั้งสองคนนั้นเลยว่าไหม?” หมื่นเรืองมองไปที่ไอ้แดงและไอ้บุญแล้วก็ทำให้เขาคิดถึงสมัยที่ยังหนุ่มและพึ่งเข้าฝึกทหารเพราะพวกเขาเองก็มีนิสัยรักสนุกและไม่ยอมใครแบบนี้เหมือนกัน......
“แน่นอนสิวะ!ข้ายังจำได้อยู่เลยว่าเอ็งห้าวและบ้ามากแค่ไหนถึงกับไปท้าทายหัวหน้าผู้สอนเชิงมวยในค่ายและถูกซ้อมกลับมาจนหน้าตาปูดบวมเหมือนไปโดนผึ้งต่อยมาเลย”ผู้ใหญ่สุขได้พูดตอบกลับหมื่นเรืองทันทีเพราะเขาเองก็นึกถึงวันวานเหล่านั้นได้และยิ้มออกมาไม่หยุดเพราะในสมัยนั้นมันมีเรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นและแต่ละเรื่องเองก็เป็นเรื่องที่น่าอับอายในวัยนั้นด้วย......
ฮ่าฮ่า ฮ่า!
“เอ็งก็บ้าดีเดือดไม่แพ้ข้าดอกวะ!พอรู้ว่าข้าแพ้ครู่ฝึกมาเองก็รีบไปท้าครู่ฝึกสู้เพื่อเอาคืนให้กับข้าเลยแต่สุดท้ายเอ็งก็ถูกซ้อมกลับมาไม่ต่างไปจากข้าเลย! เฮ้อ! พูดถึงเรื่องเก่าๆแล้วมีความสุขยิ่งนักเชียว เพราะบ้านเมืองของเราในตอนนี้ยังไม่เสียอิสระมากเท่านี้มันยังพอมีพื้นที่ให้เราเหล่ามนุษย์ได้เดินเที่ยวเล่นกันอย่างสนุกสนานแต่ในตอนนี้ไม่ว่าที่ใดก็ถูกไอ้พวกยักษ์มันยึดไปเกือบเสียหมดแล้วโชคยังดีที่ท่านพระยาหลายๆ ท่านยังสามารถยื้อและต้านศึกพวกมันเอาไว้ได้!”
“เลิกพูดเรื่องเศร้าๆ เถอะในตอนนี้พวกเราคงทำได้แค่หลบซ่อนและเพิ่มความแข็งแกร่งให้มากที่สุดเท่านั้นตราบใดที่ยังมีมนุษย์ที่มีหัวใจไม่ย่อท้อและสยบต่อไอ้พวกยักษ์โอกาสที่พวกเราจะทวงคืนแผ่นดินก็ยังมีอยู่!”ผู้ใหญ่สุขไม่เคยมีไฟที่จะออกไปสู้เลยตั้งแต่เขามาอยู่ที่นี่แต่หลังจากที่ได้พบกับหมื่นเรืองแล้วมันก็ทำให้เขารู้สึกเลือดร้อนขึ้นมาอยากที่จะออกรบอีกครั้ง.......
“ถูกของเอ็ง! ถึงแม้ว่าพวกเราจะอายุมากแล้ว แต่ขิงแก่ยังไงก็ยังเผ็ดอยู่เมื่อไหร่ที่พวกเราแข็งแกร่งขึ้นและมีกองกำลังที่มากพอแล้วพวกเราจะขับไล่ไอ้พวกยักษ์ให้ออกจากดินแดนของเราไป!”หมื่นเรืองมองไปที่ผู้ใหญ่สุขอย่างชื่นชม ก่อนที่จะพูดขึ้นต่อไปอีกว่า“แล้วเจ้าหนูกล้วยละ หลายวันมานี้ข้าไม่เห็นมันเลยหรือว่าจะยังจัดการเรื่องพวกชาวบ้านหุบเขาไม่เสร็จ?” ซึ่งในตอนนี้หมื่นเรืองก็นึกขึ้นมาได้ว่าหลายวันแล้วที่เขาไม่พบกล้วยดังนั้นเขาจึงถามออกไปอย่างอยากรู้......
“ข้าได้ยินมาจากท่านพระฤๅษีคงว่าตอนนี้เจ้าหนูกล้วยกำลังฝึกพิเศษอยู่ในวัดแต่ไม่รู้ว่าฝึกอะไรกันแน่ เพราะท่านพระฤๅษีคงไม่ได้บอกไว้ แต่ที่พอจะบอกได้คงเป็นการเรียกรู้ศาสตร์แห่งมนต์อย่างแน่นอนเพราะเจ้าหนูกล้วยมีความสามารถและพรสวรรค์ในด้านนี้ไม่น้อยเลยแถมวิชามวยสี่บัญญัติของเขาเองก็เก่งกาจไม่แพ้พวกไอ้แดงมันเลยถ้าให้เวลามันอีกสักสองปี ข้าคิดว่าฝีมือของมันคงแซงหน้าพวกไอ้แดงไปไกลโขเลย!” ผู้ใหญ่สุขอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดตอบกลับมา......
อ้า!
“ข้าเองก็เห็นว่าไอ้หนูกล้วยมันมีหน่วยก้านใช้ได้เลยดูจากรูปร่างของมันแล้ว บิดาของมันเองก็คงจะเป็นทหารกล้าเช่นกันไม่เช่นนั้นคงไม่อาจให้กำเนิดบุตรที่มากความสามารถและดูองอาจเฉกเช่นนี้อย่างแน่นอน!”หมื่นเรืองรู้แค่ว่าพ่อของกล้วยนั้นเป็นพระที่อยู่ในวัดท่าเสด็จนี้แต่เขาไม่ได้รู้ว่าพระผานั้นก่อนจะมาเป็นพระเป็นอะไรมาก่อนแต่แค่เขามองดูรูปลักษณ์และลักษณะของกล้วยแล้วเขาเชื่อว่าพระผาอาจจะเคยเป็นทหารมาก่อน.....
“ถูกต้องแล้ว! พระผานั้นเคยเป็นทหารกินตำแหน่งชั้นนายพันมาก่อนแต่เพราะเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นในพื้นที่ที่เขาดูแลอยู่เขาจึงได้ระหกระเหหนีมาและบังเอิญมาเจอกับหลวงตาเข้าดังนั้นหลวงตาจึงได้ช่วยพระผาและเจ้าหนูกล้วยเอาไว้!”ผู้ใหญ่สุขไม่ได้เล่าเรื่องราวของพระผาอย่างละเอียดมากนักเพราะมันเป็นเรื่องส่วนตัว ดังนั้นเขาจึงเล่าเท่าที่เขาสามารถเล่าได้.....
อื้ม!
“เป็นเยี่ยงนี้นี่เอง!ถ้าอย่างนั้นก็เหมาะสมแล้วที่เจ้าหนูกล้วยจะได้รับความกล้าหาญมาจากพ่อข้าอยากรู้นักว่าในอนาคตข้างหน้าเจ้าหนูกล้วยจะไปไกลได้แค่ไหน?” หมื่นเรืองพยักหน้ารับฟังอย่างเข้าใจ ซึ่งเขารู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นคงหนักหนาน่าดูเพราะไม่งั้นพวกเขาคงไม่หนีมาแบบนี้ถึงแม้ว่าการหนีมาจะเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำสำหรับทหารแต่มันก็มีหลายกรณีที่เป็นข้อยกเว้นอยู่........
หลังจากที่การฝึกซ้อมได้เริ่มขึ้นช่วงเวลาของวันก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานท้องฟ้าก็เริ่มมืดมิดและช่วงกลางคืนก็มาถึงในคืนวันนี้ท้องฟ้าไม่มีเมฆเลยดังนั้นมันจึงทำให้ฟ้าเปิดโล่งจนสามารถมองเห็นหมู่ดาวได้อย่างชัดเจน......
ที่หน้าโบสถ์เก่าที่อยู่ริบน้ำ.......
“แม่หนูขมิ้น! ไอ้หนูกล้วยเป็นเช่นใดบ้าง? ยังไงอยู่หรือไม่?”พระฤๅษีคงได้เดินมาที่โบสถ์เก่านี้เพื่อดูว่ากล้วยเป็นอย่างไรบ้างซึ่งเขาไม่อยากที่จะเข้าไปข้างในจึงได้ถามขมิ้นที่เฝ้าอยู่ข้างนอกแทน......
“นายท่านกล้วยยังคงไหวอยู่เจ้าค่ะท่านพระฤๅษีคง! มีบางครั้งที่เขาส่งเสียงร้องออกมาแต่ก็ไม่ได้นานนักก่อนที่จะหยุดไปและตลอดวันมานี้เขาส่งเสียงร้องเพียงแค่สามครั้งเท่านั้นเจ้าค่ะ!”ขมิ้นคุกเข่าลงและตอบกลับพระฤๅษีคงทันทีซึ่งเธอเฝ้ากล้วยอยู่ข้างหน้าที่ตลอดทั้งวันดังนั้นเธอจึงรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับกล้วยบ้าง.....
อื้ม!
“ส่งเสียงร้องเพียงแค่สามครั้งเองอย่างนั้นรึ? ไม่คิดเลยว่าเจ้าหนูกล้วยจะมีความอดทนได้มากขนาดนี้ถ้าเป็นเด็กคนอื่นๆ คงร้องไม่หยุดและสลบไปแล้วแม้แต่คนที่โตอย่างพวกไอ้แดงเองก็ใช้ว่าจะทนได้นานนัก โชคดีจริงๆเจ้าหนูกล้วยไม่ทำให้สมุนไพรพวกนั้นเสียเปล่า!”
พระฤๅษีคงพยักหน้าเบาๆอย่างพึงพอใจกับคำตอบที่เขาได้รับเพราะเขาได้ให้กล้วยลงไปแช่ในน้ำที่มีสมุนไพรหายากหลายตัวซึ่งการแช่น้ำสมุนไพรนี้จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในร่างกายของมนุษย์ได้อย่างมากทั้งกระดูก กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น หัวใจ ตับ ไต ม้ามและปอด ทุกๆ ส่วนในร่างกายล้วนได้รับการเสริมให้แข็งแกร่งขึ้นเพราะว่ามันมีว่านราชสีห์อายุสิบปี 1 ลำ ว่านคชสารปฐพีอายุสิบปี 1ลำตะไคร้กายโลหะอายุสิบปี 2 กำขิงเพลิงอายุสิบ 2 หัวและต้นหญ้าใจวัวจำนวนมากที่ผสมลงไปในน้ำเพื่อให้กล้วยได้ลงไปแช่ในนั้น........