ตอนที่ 68
ขัดขวางการประลอง
“ ขึ้นไปสูงเช่นนี้ นับว่าออกนอกลานประลองแล้วหรือไม่?...”
ฝูงชนชมมองภาพเหตุการณ์บนฟากฟ้า จนเกิดเป็นคำถามที่ชวนให้สงสัย หากแต่เหลียวมองดูกรรมการเพียงหนึ่งเดียว ก็เห็นว่าไม่มีการกล่าวแจ้งอันใด จึงต่างก็เข้าใจตรงกันว่า…
ยังไม่นับว่าออกจากลานประลอง...
บนฟากฟ้า หานเฟิงที่ยามนี้ถูกล้อมปิดเอาไว้ด้วยสมาชิกของกลุ่มราชวงศ์ ดูไปคล้ายดั่งว่ามันหมดหนทางให้หลบหนี ซึ่งอันที่จริงก็เป็นเช่นนั้น ตัวมันที่ยังไม่บรรลุขอบเขตปราณนภา จึงไม่อาจเหินบินได้โดยธรรมชาติ การที่มันยังลอยตัวอยู่ได้นี้ ล้วนเป็นเคล็ดวิชาหนึ่งที่ช่วยให้มันสามารถเหินบิน
ดังนั้นแล้ว ดาราวาบวับอันเป็นเคล็ดวิชาที่ช่วยให้มันเลี่ยงหลบต่อทุกสถานการณ์อันคับขัน จึงยังไม่อาจใช้ออกมา
หากแม้นที่ตัวมันกำลังเผชิญอยู่นี้ ก็ยังมิอาจทำให้มันต้องคิ้วขมวดเพราะความหวาดเกรง กลับกัน คิ้วที่กำลังขมวดมุ่นกลับเป็นความรู้สึกที่ว่า...
ตนเองช่างไร้หนทางเลือกเสียยิ่งกระไร...
หานเฟิงถอนหายใจ ที่ว่าไร้หนทางเลือก คือมันมีแต่ต้องลงมือต่อสู้เอาจริง เพราะมันที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ หากไม่คิดเอาจริง สุดท้าย อาจเป็นตัวมันที่ต้องร่วงหล่นลงไป
หากยังคงมีแต่...
แต่ที่ว่านี้ คือมันไม่อาจลงมือจู่โจมอย่างสุดกำลัง ยังมิอาจใช้ออกด้วยทุกสิ่งอย่างที่มันมี มิเช่นนั้นแล้ว เวทีประลองคงไม่พ้นกลายเป็นเวทีประหารสำหรับมัน
เมื่อหานเฟิงจำต้องเอาจริง ทั้งเอาจริงยังต้องออมรั้งไม่อาจใช้กำลังอย่างถึงที่สุด ดังนั้น กระบี่ระดับปฐพีเล่มหนึ่งจึงถูกเรียกขึ้นมากุมกระชับ พร้อมกันกับกระแสปราณที่ปะทุออก กระแสปราณลุกโหมเป็นเปลวอัคคี หานเฟิงเปิดการโจมตีอย่างไม่คิดรั้งรอ…
กระบี่ในมือตวัดออก เปลวอัคคีลอยคว้างออกไปเป็นรูปจันทร์เสี้ยว
เป็นวงเสี้ยวอัคคี...
วงเสี้ยวอัคคีร้อนแรงแหวกฝ่าความว่างเปล่า พุ่งจู่โจมเข้าใส่หนึ่งในสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ มันผู้นั้นที่ก่อนนี้ก็ตั้งท่ารอฟั่งคำสั่ง หากคำสั่งยังไม่ทันมา การจู่โจมจากชายหนุ่มที่เบื้องหน้าก็ทะยานเข้าหาแล้ว
ดังนั้น คำสั่งอันใดจึงไม่อาจรั้งรอ ฝ่ามือผลักออก ดัชนีแปรเปลี่ยนเป็นมุทรา โอสถดาราพุ่งฝ่าต้านทาน
“ ตูมมมม!!!...”
คลื่นความร้อนระเบิดออก แรงระเบิดพาให้คนผู้นั้นถอยร่นไปหลายช่วง หากเป็นชั่วขณะเดียวกันกับสมาชิกกลุ่มราชวงศ์คนอื่นๆ ที่ผลันแปลงดัชนีเป็นท่ามุทรา โอสถดารานับสิบจึงล้อยคว้างเข้าใส่หานเฟิง
ฟ้าววว!...
โอสถดาราแวกฝ่าอากาศจนบังเกิดเป็นริ้วเสียงดังเสียดหู หานเฟิงที่ไม่อาจร่ายใช้ดาราวาบวับเลี่ยงหลบ จึงจำต้องมองหาหนทางต้านทาน
มันยกกระบี่ขึ้นตั้งฉาก ลมปราณแผ่พุ่งคลุมกาย ก่อนจะบังเกิดเป็นริ้วอัคคีโหมกระพือ พริบตานั้น อัคคีก็ก่อรูปเป็นบัวตูมดอกหนึ่ง เป็นบัวเพลิงลอยเด่นกลางเวหา ต้านทานโอสถดาราที่พุ่งฝ่าเข้ามาอย่างรวดเร็ว
........!!!
ไร้เสียงของการปะทะของเคล็ดวิชา มีเพียงเสียงผู้ชมที่ด้านล่างดังขึ้นอย่างอื้ออึง
“ ดอกบัว?!!!...”
“ เคล็ดวิชาอันใดอีกละนั่น?…”
“ ดอกบัวแลดูบอบบางถึงเพียงนั้น หากกลับต้านทานโอสถดาราทั้งหมดเอาไว้ได้ นี่เหลือเชื่อเกินไปแล้ว...”
ดอกบัวอัคคีกลางเวหาสามารถต้านทานโอสถดารากว่าสิบ เรียกพาเป็นเสียงสนทนาอย่างเหลือเชื่อแปลกใจจากผู้ชม
แน่นอนว่า บนดาวดวงนี้ย่อมไม่มีผู้ใดรู้จักเคล็ดวิชาที่หานเฟิงใช้ออก อย่างเช่นบัวอัคคีคลุมกายดอกนี้ ก็เป็นหนึ่งในกระบวนชุดวิชา เจ็ดบงกชเพลิงอเวจี เป็นดอกที่สอง ปราการบงกชเพลิง
และที่แปลกใจไม่แพ้พวกผู้ชม ก็คือบรรดาสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ที่บนฟากฟ้า พวกมันที่ต่างก็นัยน์ตาดำหดเล็ก รับชมเรื่องราวตรงหน้าอย่างโง่งม
ล้วนเป็นเพราะพวกมันต่างก็คาดคิดไม่ถึง ว่าชายหนุ่มที่ตรงหน้า จะยังสามารถสรรหาเคล็ดวิชามาโต้ตอบป้องกัน ซึ่งต้องกล่าวก่อนว่า เคล็ดวิชาโอสถดาราที่พวกมันใช้ออก นับเป็นยอดวิชาของอาณาจักร ผู้ฝึกฝนมีเพียงนับนิ้ว หากกลับปรากฏชนชั้นที่อ่อนด้อยผู้หนึ่งสามารถต้านทาน เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกมันมีหรือจะไม่ตระหนกตกใจ
“ ก กันเอาไว้ได้!!!...”
เสียงกล่าวนี้เป็นของมู่หวังจง นัยน์ตาที่สั่นสะท้านบอกชัดถึงความตกตะลึกของมัน หากเรื่องราวกลับไม่จบเพียงเท่านั้น เมื่อบัวตูมที่ห่อหุ้มชายหนุ่มที่ตรงหน้าเริ่มบังเกิดการเปลี่ยนแปลง
ที่เห็น เป็นภาพของกลีบบงกชเพลิงที่กางออก อย่างช้า กลีบแล้วกลีบเล่า บงกชอัคคีคลี่กางออกพร้อมกับคลื่นความร้อนที่พวยพุ่ง กระทั้งผู้ชมด้านล่างยังสัมผัสได้ถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นมาอย่างผิดปกติ นั่นจึงไม่ต้องกล่าวถามถึงเหล่าสมาชิกกลุ่มราชวง
เป็นพวกมันที่ยามนี้ที่ต่างก็จับจ้องมองดูชายหนุ่มที่ใจกลางบงกชอัคคีอย่างตกตะลึง
“ บ บัดซบ!!! นี่มันเคล็ดวิชาอันใด ไฉนจึงมีพลานุภาพเพียงนี้…”
ผู้กล่าว ยังคงเป็นมู่หวังจง แววตาที่ยิ่งมายิ่งสะท้านหวั่นไหวของมัน บ่งบอกชัดถึงสภาพจิตที่เต็มไปด้วยความตระหนก เป็นมันไม่คาดคิดว่าเพียงชนชั้นปราณปฐพีผู้หนึ่ง จะสามารถทำให้มันต้องรู้สึกถึงอันตราย ซึ่งถ้าหากมันได้ทราบรู้ความจริงที่ว่า ชายหนุ่มที่ตรงหน้าได้ออมรั้งฝีมือเอาไว้แล้ว มันก็คงจะสิ้นสติสัมประดีไปเพราะความตื่นตะลึง
ยามนี้คนทั้งหมดต่างก็พากันแตกตื่น หากที่มากกว่าความแตกตื่นคือความสงใสใคร่รู้ ว่าหลังจากบงกชอัคคีดอกนี้เบ่งบานแล้ว จะยังมีเรื่องราวที่แปลกพิศดารอันใดติดตามมา
หากความสงสัยนั้นมิใคร่อยู่นาน พวกมันก็ได้คำตอบ เมื่อกระทั่งที่บงกชอัคคีเบ่งบานถึงขีดสุด เสียงกล่าวของชายหนุ่มเจ้าของบัวอัคคี ก็กังวานก้อง
“ กลีบบงกชเริงระบำ!!!...”
และที่ติดตามมาคือภาพของกลีบบงกชอัคคีที่พวยพุ่ง เป็นกลีบดอกแต่ละกลีบที่ผลัดออก จากนั้นก็พุ่งทะยานเข้าใส่สมาชิกกลุ่มราชวงศ์ ก่อนจะเรียกเป็นเสียงระเบิดดังกึกก้อง แวบประกายเปลวเพลิงโชดช่วงไปทั่วผืนนภา
“ ตูมมม!!…”
“ ตูมมม!!…”
“ ตูมมม!!…”
แล้วจึงค่อยเรียกเป็นเสียงฮือฮาจากฝูงชนต่ออีกที
“ ร รุนแรงยิ่ง…”
“ จ โจมตีได้ด้วย!!! บัวอัคคีเมื่อครู่ ข้าคิดว่ามันเพียงแค่ใช้ป้องกัน…”
บงกชแดงเริงระบำ เคล็ดวิชานี้ยังคงเป็นอีกหนึ่งของกระบวนชุดวิชา เจ็ดบงกชเพลิงอเวจี เป็นดอกที่สาม เป็นเคล็ดวิชาต่อเนื่องจากปราการบงกชแดงที่ใช้ในการป้องกัน เคล็ดวิชาต่อเนื่องชุดนี้ บังเกิดขึ้นภายใต้แนวความคิดที่ว่า
การจู่โจม คือการป้องกันที่ดีที่สุด...
ดังนั้น ภาพของกลีบบัวที่ปลิวว่อนสร้างเป็นเปลวอัคคีลุกวาบเต็มฟ้าจึงได้พาให้ผู้คนต้องตกตะลึง
กระทั่งผ่านไปอีกชั่วครู่ ฟากฟ้าจึงสงบ เปลวอัคคีมอดดับ เสียงระเบิดจางหาย หากที่คงอยู่คือกลุ่มคนที่กระจัดกระจาย ค่ายกลอันใดล้วนแตกกระเจิง
ไม่มีแล้วค่ายกลโอสถดาราสิบทิศที่ว่า ยามนี้มีเพียงสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ที่ใบหน้าซีดเผือด เป็นเมื่อครู่พวกมันเลี่ยงหลบต้านทานบงกชแดงเริงระบำ แม้นจะไม่มีผู้ใดพลาดท่าร่วงหล่น หากก็สูญสิ้นลมปราณกันไปมิใช่น้อย ทั้งเคล็ดวิชาของชายหนุ่มเบื้องหน้าก็มิอาจดูเบา พวกมันที่กระทั่งเร่งเร้าลมปราณเข้าต้านอย่างสุดกำลัง ก็ยังพาให้เลือดลมปั่นป่วนวุ่นวาย
ย้อนกลับไปบริเวณที่นั่งชมส่วนราชวงศ์ ที่บัดนี้สองคิ้วขององค์จักพรรดิขมวดมุ่น มันที่สัมผัสชัดว่า เคล็ดวิชาที่ชายหนุ่มผู้นั้นใช้ออกไปเมื่อครู่ มีความรุนแรงเกินกว่าที่ชนชั้นปราณปฐพีผู้หนึ่งจะสามารถกระทำ
“ มันกลับร้ายกายถึงเพียงนี้!!!”
องค์จักรพรรดิกล่าวขึ้น ลึกๆในใจเป็นความรู้สึกเสียดาย มันเสียดายที่ถ้าหากพบตัวชายหนุ่มผู้นี้ตั้งแต่แรก นำพาเข้ามาเป็นคนของตนเสีย เรื่องราวเช่นนี้คงไม่เกิดขึ้น อีกทั้ง ยังไม่แน่ว่า ชายหนุ่มผู้นี้อาจจะสามารถนำพาอาณาจักรคว้าชัยจากการแข่งขันที่วังมังกร
หากทว่า ยามนี้ระเบียบในการคัดเลือกได้ถูกประกาศออกไปแล้ว มันจะถ่มน้ำลายรดหน้าตัวเองอย่างนั้นหรือ ย่อมไม่ แต่จะทำอย่างไร เพราะการแข่งขันคัดเลือกในครั้งนี้ ดูท่าแล้ว ผู้มีชัยคงไม่พ้นเป็นชายหนุ่มผู้นี้อย่างแน่นอน
“ เสด็จพ่อ…” เสียงกล่าวอย่างร้อนรนของรัชทายาทดังขึ้น เป็นมันเองก็สัมผัสได้ถึงความสามารถที่เหนือกฏเกณฑ์ของหานเฟิง ดังนั้น มันจึงกังวลยิ่ง กังวลว่าคนที่ฝ่ายตนอุตส่าห์เฝ้าฝึกฝีมือจะปราชัย
“ หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป คนของเรา…”
“ ข้าทราบ...” องค์จักรพรรดิกล่าวแทรกเสียงขรึม “ ข้ากำลังคิดหาวิธี”
ในระหว่างที่องค์จักรพรรดิจับคางครุ่นคิด ศึกบนฟากฟ้าก็ยังไม่สิ้นสุด หานเฟิงที่หลังจากเสร็จสิ้นการจู่โจมระลอกแรกไป การจู่โจมระรอกต่อมาของมันก็เริ่มขึ้นในทันที
ไม่คิดจะให้ฝ่ายตรงข้ามได้หยุดพัก หานเฟิงเร่งเร้าลมปราณ เปลวอัคคีก่อรูปเป็นบัวตูมที่กลางอากาศ บัวตูมขนาดเท่าศีรษะจึงปรากฏมาให้ชมมอง...
หนึ่งดอก…
สองดอก…
สามดอก…
ทั้งยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น บัวอัคคีผุดพลายขึ้นเต็มฟากฟ้า ปลดปล่อยคลื่นความร้อนอันน่าตระหนกจนคนดูยังต้องตกตะลึง
“ ดอกบัวอีกแล้ว…”
“ ครานี้เป็นเคล็ดวิชาอะไรอีกละนั่น?!!!...”
ความตื่นเต้นตกตะลึงในวันนี้พาให้ผู้ชมรู้สึกเต็มอิ่ม ต่างก็ไม่คาดคิดว่า เพียงคนผู้หนึ่งจะสร้างเรื่องราวได้มากมายถึงเพียงนี้ ผู้ชมจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นในทุกครั้งครา ที่ชายหนุ่มร่ายใช้เคล็ดวิชาแปลกใหม่ออกมาชมมอง
กระทั่งที่ดอกบัวเหลือคณาผุดพลายเต็มฟากฟ้า ฝูงชนก็ไม่คิดจะนับกันแล้วว่ามีดอกบัวปรากฏขึ้นมาเท่าใด กระทั่งที่ได้ยินเสียงจากชายหนุ่มผู้นั้นกังวานขึ้น
“ บัวพิโรธผลาญฟ้า!!!”
ความเปลี่ยนแปลงของดอกบังจึงบังเกิดมาให้ชมมอง
เป็นดอกบัวทั้งหมดคลี่กลางอ้ากลีบ บัวอัคคีเบ่งบานคลุมฟ้า จากนั้น พวกมันก็แห้งเหี่ยว…
มิใช่แห้งเหี่ยว หากเป็นหลอมละลาย
ราวกับเคล็ดวิชาเขตแดนก็มิปาน บัวอัคคีทั้งหมดหลอมละลาย กลับกลายเป็นทะเลเพลิงผืนใหญ่ ทะเลเพลิงลุกโหม ส่งคลื่นความร้อนจนคนดูที่เบื้องล่างยังแสบกาย
“ ทะเลเพลิง!!!...”
“ ช่างร้อนแรงนัก!!!...”
ผู้ชมต่างก็พากันแผ่ปราณปกป้องคุ้มกัน จึงสามารถรู้สึกผ่อนคลายในสถานการณ์เช่นนี้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะต้องตกตะลึงไปกับสิ่งที่เห็น เป็นต้องกล่าวว่า ชายหนุ่มผู้นี้ ยิ่งมาก็ยิ่งพาให้ผู้คนต้องตระหนกตกใจ
ส่วนหานเฟิง ที่บัดนี้กางปีกลอยตัวอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง มันที่สายตาจับจ้องมองดูสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ มองเห็นแววตาของแต่ละคนปรากฏความหวาดหวั่นขวัญผวา หากมันก็ไม่คิดมีเมตตา หาได้รู้สึกสงสารแต่อย่างใด ขบคิดไปเพียงว่า
...พวกเจ้าก็ทนแสบทนร้อนกันหน่อยก็แล้วกัน
จากนั้นจึงค่อยเห็นหานเฟิงกดฝ่ามือลง แล้วทะเลเพลิงก็ลดตัวลงต่ำ อย่างช้าๆ ทะเลเพลิงที่ยิ่งมายิ่งต่ำลงจนคนดูสัมผัสได้ถึงความร้อนที่เพิ่มขึ้นมาทุกขณะ หากที่ยิ่งไปกว่าคือสมาชิกกลุ่มราชวงศ์ เป็นพวกมันต้องพากันเผ่นหนีกลับไปยืนอยู่แทบพื้นบนเวที
พวกมันรวมกลุ่มกัน ไม่มีใครกล่าวคำใด ยามนี้มีเพียงความรู้สึกพ่ายแพ้ ตนที่แม้บินได้ก็ยังปราชัย สุดท้ายถูกต้อนให้กลับลงมายืน
แต่กลับลงมาแล้ว ทะเลเพลิงผืนนั้นก็ใช่ว่าจะสิ้นสุด เพราะมันตามลงมา หนทางข้างหน้าคงมีแต่ต้องตกอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิง
...ทำอย่างไร? กระโดดลงจากเวทียอมแพ้หลบหนี?...
นี่คือสิ่งที่ทุกคนกำลังขบคิด หากทะเลเพลิงที่ยิ่งมาก็ยิ่งต่ำลง ระยะเวลาที่คงเหลือยิ่งมาก็ยิ่งกระชั้นใกล้ ใกล้ขึ้น และใกล้ขึ้น
...ร้อนยิ่ง ไม่เหลือเวลาแล้ว หนีเลยแล้วกัน
หากฉับพลันนั้น เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏกายขึ้นมาตรงหน้าของพวกมัน เป็นร่างสันทัดในฉลององค์สีเขียวอ่อนขลิบทองลายเถาไม้ แลดูองอาจสง่างาม เส้นผมที่ดำยาวแซมไว้ด้วยริ้วสีขาวของวัยชรา มิใช่ใครอื่น หากเป็นองค์จักรพรรดิผู้เกรียงไกร
มู่หวังจงที่เห็นเงาร่างของบิดา แววตาก็สาดประกายขึ้นด้วยความยินดี มันคิดเปิดปากกล่าวคำเรียกหา พระบิดา หากทว่า เปิดปากขึ้นมาแล้ว ตนกลับพบว่าลำคอแห้งผาก เปร่งเสียงไม่ออกแต่อย่างใด
กระทั่งที่ทะเลเพลิงโชดช่วงทิ้งต่ำลงมาอีก องค์จักพรรดิที่ยืนอย่างสงบนิ่งก็ยกพระหัตถ์ซ้ายขึ้นโบก
โบกพัดเบาๆที่ราวกับขับไล่แมลงวัน หากพริบตานั้น ทะเลเพลิงก็แตกกระจาย สูญสลายไปในพริบตา ฟากฟ้าจึงกลับมาสว่างสดใส เห็นเพียงชายหนุ่มที่แผ่นหลังปรากฏเป็นปีกที่ก่อขึ้นจากเปลวไฟ ชายหนุ่มที่กอดอกชมมองอย่างไม่เกรงกลัว
สายตาจับจ้องมองประสาน หากแปลกยิ่งที่กลับเป็นองค์จักพรรดิต้องเงยหน้าสบตา
สองตาจับจ้อง มองกันอย่างไม่มีใครเกรง ฝูงชนชมดูก็กลายเป็นเงียบงัน ทั่วทั้งลานประลองจึงมีแต่ความเงียบงัน กระทั่งว่าเข็มตกสักเล่ม ทุกคนคงจะได้ยิน
ความเงียบบังเกิดขึ้นเพียงชั่วขณะ เพราะเวลาต่อมา ก็เป็นองค์จักรพรรดิที่เปิดปากกล่าวขึ้นก่อน
“ เจ้าใช้เคล็ดวิชาจู่โจมรุนแรง คิดหมายเอาชีวิต…”
“ เป็นเจ้าคิดหมายปลงพระชนม์องค์ชาย…”
“ ทหาร!!!... จับมัน!!!…”