บทที่ 16 การฝึกฝนร่างกาย
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลู่หลีจึงรีบส่งจิตััดิ่งลงสู่วิหาริญญา
ครั้นได้เห็น หัวใจของลู่หลีก็เต้นรัวขึ้นทันที
เขาเห็นกิ่งก้านสูงสามฉื่อมีแสงสีแดงไหลเวียน ใบไม้ที่เคยเขียวขจีบัดนี้กลายเป็สีแดงสดไปทั้งหมด ส่วนผลไม้ดิบทั้งสิบลูกนั้นก็เปลี่ยนเป็สีแดงเข้ม แต่ละลูกมีขนาดเท่ากำปั้นทารก และรูปร่างก็เหมือนกำปั้นทารกที่กำแน่นอีกด้วย
"นี่มันผลไม้อะไรกัน จะกินได้จริง ๆ หรือ?"
"คงไม่มีพิษหรอกมั้ง ดูสวยงามขนาดนี้"
"......"
ลู่หลีลังเลไม่น้อย จู่ ๆ สีหน้าก็เด็ดเดี่ยวขึ้น "เอาวะ! ถ้าเดิมพันถูก ข้าก็จะได้บรรลุเป็เซียน ถ้าเดิมพันผิด ก็ถือว่าไม่เคยมาโลกนี้เลยแล้วกัน!"
ว่าแล้วเขาก็นึกคิด ผลไม้ลูกหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือ
ในชั่วพริบตา กลิ่นหอมสดชื่นก็โชยมาเตะจมูก
ลู่หลีสั่นสะท้านไปชั่วครู่ ทันใดนั้นรู้สึกว่าร่างกายสดชื่นขึ้นมาก อดไม่ได้ที่จะร้องด้วยความดีใจ "นี่คือผลไม้วิเศษจริง ๆ!"
คิดได้ดังนั้นจึงรีบกัดลงไปคำหนึ่งอย่างใจร้อน
ภายในไม่มีเมล็ด แทบจะละลายทันทีที่เข้าปาก
เมื่อผลวิเศษถูกกลืนลงท้อง ทันใดนั้นพลังอันรุนแรงดุจคลื่นก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายของเขา ลมหายใจร้อนระอุราวกับตกลงไปในกองเพลิง
อ้าาา!
ลู่หลีร้องครวญครางออกมาเสียงหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวและกระโจนลงไปในสระน้ำที่อยู่ข้าง ๆ
ปุด ๆ ๆ ๆ...
ทันใดนั้นน้ำในสระก็เริ่มเกิดฟอง แต่ลู่หลีไม่ได้รู้สึกถึงความเย็นแม้แต่น้อย ความร้อนระอุนั้นราวกับมีดนับพันเล่มที่กำลังเฉือนเนื้อและกระดูกของเขาไม่หยุด
อึก!
ดวงตาทั้งสองข้างของลู่หลีแดงก่ำ เขาดิ้นพล่านไปมาในสระน้ำ กำมือแน่นจนเล็บจิกลึกเข้าไปในฝ่ามือ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปทรมาน
ชั่วครู่ต่อมา ลู่หลีก็หมดสติไป ร่างลอยคว้างอยู่บนผิวน้ำราวกับซากศพ
รอบกายของเขามีของเหลวข้นหนืดสีดำเทาพวยพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง กลิ่นคาวเหม็นแผ่ขยายออกไปทั่วสระน้ำอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด
ลู่หลีถูกแสงอาทิตย์จากฟากฟ้าแยงตาจนตื่นขึ้นมา ทันทีที่ลืมตา กลิ่นเหม็นเน่าก็โชยมาปะทะจมูก เขาอยากจะยกมือขึ้นปิดจมูกตามสัญชาตญาณ แต่เกือบจมน้ำลงไป จึงได้รู้ตัวว่าอยู่กลางสระน้ำ
ผิวน้ำรอบตัวเขาในรัศมีเก้าฉื่อถูกปกคลุมด้วยคราบสกปรกหนาทึบ
ลู่หลีรีบว่ายน้ำไปที่ริมสระอย่างร้อนรน พลิกตัวขึ้นฝั่งแล้วนอนหงายหอบหายใจถี่ๆ "ผลไม้บ้าอะไรกัน ปวดร่างจะตายอยู่แล้ว"
ผ่านไปพักใหญ่ ลู่หลีจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นจากพื้น เมื่อมองดูดวงอาทิตย์บนท้องฟ้า เขาคิดในใจว่าแย่แล้ว หลับไปจนถึงยามเที่ยงเสียได้ จึงรีบเตรียมตัวจะไปแบกถังน้ำลงเขาเพื่อตักน้ำต่อ
แต่เพิ่งเดินได้สองก้าว ลู่หลีก็หยุดชะงัก
เขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ราวกับว่าร่างกายของตนเองดูแน่นขึ้นมาก
ลู่หลียกแขนขึ้นมาดู ดวงตาพลันหดเล็กลงด้วยความใ เขาพบว่าแขนที่เคยผอมนั้น บัดนี้กลับดูมีกล้ามเนื้อขึ้นมาก ิัก็ตึงกระชับ เมื่อมองดูส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็เป็เช่นเดียวกัน
ทั้งยังรู้สึกว่าพละกำลังของตนเองเพิ่มขึ้นไม่น้อย
ด้วยความตื่นเต้นดีใจ ลู่หลีแบกถังน้ำวิ่งลงเขาอย่างบ้าคลั่ง
ถังน้ำคู่นี้หนักอย่างน้อยก็ยี่สิบสามสิบชั่ง แต่ตอนนี้ลู่หลีกลับไม่รู้สึกถึงน้ำหนักของถังน้ำเลยแม้แต่น้อย วิ่งไปตลอดทางจนถึงแม่น้ำปี้สุ่ย เขาตักน้ำใส่ถังทั้งสองให้เต็ม
เมื่อลองยกดูเล็กน้อย ไม่คิดว่าถังน้ำทั้งสองที่หนักเกือบสี่ห้าร้อยชั่ง กลับถูกเขาแบกขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย "โอ้โห ผลไม้วิเศษจริง ๆ!"
ลู่หลีตื่นเต้นจนควบคุมตัวเองไม่อยู่ แบกถังน้ำทั้งสองวิ่งกลับขึ้นไปบนยอดเขาชุ่ยอวิ๋น
หลังจากค้นหาอยู่พักใหญ่ ในที่สุดก็พบผลไม้วิเศษที่เหลือครึ่งลูกในพงหญ้าริมสระน้ำ ใบหน้าพลันฉายความมุ่งมั่น ก่อนจะกลืนมันลงไปทั้งหมด
แน่นอนว่าความรู้สึกราวกับตกลงไปในูเาไฟกลับมาอีกครั้ง
ลู่หลีไม่ลังเลที่จะะโลงสระน้ำทันที คราวนี้เขามีบทเรียนจากประสบการณ์ก่อนหน้า จึงคาบกิ่งไม้แห้งไว้ในปากทันทีที่ลงน้ำ เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าเืเนื้อและกระดูกของตนกำลังเติบโตและแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ในระหว่างกระบวนการกลั่นกรอง สิ่งสกปรกมากมายลอยออกมาทีละน้อย ๆ เขาเริ่มชาไปทั้งร่าง แต่ความเ็ปนี้ไม่อาจทำให้เขาหมดสติได้อีกต่อไป
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม ลู่หลีไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอีก เขาจึงค่อย ๆ ปีนออกจากสระน้ำด้วยความรู้สึกยังไม่จุใจ เขารู้สึกว่าพลังของตนเองแข็งแกร่งขึ้นอีกหลายส่วน
อีกทั้งร่างกายดูเหมือนจะสูงขึ้น รูปร่างก็กลับมาเป็ปกติมากขึ้น
เขามองดูพื้นที่ชั้นแรก ภายในยังมีผลวิเศษเหลืออยู่เก้าลูก คิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหยิบออกมาหนึ่งลูกแล้วกินลงไปทั้งหมด
ครั้งนี้ความเ็ปลดลงไปกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับครั้งก่อน แม้ไม่ต้องะโลงน้ำหรือคาบท่อนไม้ เขาก็สามารถทนได้ สิ่งสกปรกที่ขับออกมาก็ไม่เหนียวเหนอะหนะเหมือนเดิม กลิ่นเหม็นก็แทบจะหายไปจนหมด
เขารู้สึกว่าตอนนี้สามารถยกของหนักห้าถึงหกร้อยชั่งได้ด้วยมือเดียว หากแบกบนบ่าก็สามารถยกของหนักพันชั่งได้อย่างง่ายดาย
แต่เขาก็ยังไม่พอใจเท่านี้ จึงกินผลไม้วิเศษอีกลูกหนึ่ง แต่น่าผิดหวังที่หลังจากกินเข้าไป ่แรกยังรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเล็กน้อยของเืเนื้อและกระดูก แต่หลังจากนั้นความรู้สึกนี้ก็หายไปจนสิ้น
ทั้งยังไม่มีสิ่งสกปรกขับออกมาอีก เมื่อมองดูภายในร่างกาย เขาพลันตกตะลึงเพราะเห็นกระดูกของตนเองกลับเปล่งประกายวาววับดั่งหยก ส่วนเนื้อและเืก็เกาะเกี่ยวกันแ่าจนอากาศไม่อาจแทรกผ่าน
"ความรู้สึกของพลังช่างยอดเยี่ยมจริง ๆ!"
ลู่หลียืนตัวตรงสง่างามอยู่ริมสระน้ำ มองออกไปยังที่ไกล ๆ ดวงตาทั้งสองเปล่งประกายวูบวาบ บุคลิกของเขายกระดับขึ้นอีกขั้น ราวกับหลุดพ้นจากความเป็ปุถุชนธรรมดาแล้ว
"รีบทำงานกันเถอะ!"
เขาแบกถังน้ำขึ้นอีกครั้ง วิ่งลงเขาอย่างรวดเร็ว
หลังจากเดินไปกลับหนึ่งรอบ เขารู้สึกว่าวิธีนี้ยังช้าเกินไป จึงไปหาถังน้ำมาอีกคู่หนึ่ง แบกครั้งละสี่ถัง น้ำหนักราวพันชั่ง แม้จะยังรับมือได้สบาย แต่เขาไม่สามารถควบคุมการทรงตัวได้ดี หากเดินเร็วเกินไปน้ำก็จะหก
ยามค่ำคืน
เฉินจงยังคงโค่นต้นไม้อยู่ ส่วนฉินโซ่วเหรินก็ยังไม่กลับมา
ลู่หลีไม่ได้หยุดพัก เขาเปลี่ยนจากถังน้ำสี่ถังเป็แปดถัง แต่ละถังบรรจุน้ำเต็มที่ เทียบเท่ากับน้ำหนักสองพันชั่ง จนกระทั่งถึงตอนนี้ เขาถึงได้รู้สึกว่าการขึ้นเขานั้นเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
ทั้งยังควบคุมการทรงตัวได้ยากลำบาก เพียงพลาดนิดเดียวก็จะเซไปมา
ลู่หลีไม่กล้าเพิ่มน้ำหนักอีก จึงฝึกฝนเคล็ดการหาบน้ำอย่างต่อเนื่อง พยายามรักษาสมดุลของถังน้ำทั้งหมดให้คงที่ ตอนแรกนั้นยากมาก แต่ยิ่งฝึกก็ยิ่งชำนาญ จนกระทั่งถึงยามเที่ยงคืน ลู่หลีสามารถหาบถังน้ำโดยไม่ต้องใช้มือจับก็ไม่ทำให้น้ำหกได้แล้ว
เขาได้คิดค้นวิธีการหาบน้ำเป็ของตนเอง นั่นคือใช้จิตััรับรู้ว่าถังไหนจะเอียง แล้วควบคุมกล้ามเนื้อเพื่อปรับสมดุล
สุดท้ายเขาถึงขั้นสามารถควบคุมพลังกล้ามเนื้อในส่วนต่าง ๆ ได้เกือบทั้งหมด
ลู่หลีไม่รู้เลยว่าด้วยความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อของเขาในตอนนี้ หากได้เรียนวิชายุทธ์ จะทำให้เขาได้ผลลัพธ์ที่ดีเป็สองเท่า
รุ่งเช้าวันถัดมา
ลู่หลีหยุดพักในที่สุด มองดูบ่อน้ำทั้งหกบ่อที่เต็มเปี่ยมตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นก็เดินลงเขาอย่างมีความสุข ในสถานการณ์ปกติ น้ำที่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งบ่อนี้สามารถใช้ได้ประมาณห้าวัน
นั่นหมายความว่าภายในห้าวันนี้เขาไม่จำเป็ต้องตักน้ำอีก
เมื่อเขามาถึงกลางเขา พบว่ายังมีเสียงตัดไม้ดังมาจากป่าทึบข้าง ๆ เขาหยุดยืนครู่หนึ่งแล้วเดินเข้าไป ถอนหายใจเบา ๆ พูดกับเงาร่างด้านหลังของเฉินจงว่า "เ้าอ้วน พักสักหน่อยเถอะ ข้ามีของดีมาให้เ้า"