สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 9 ตอนที่ 252 การปรากฏตัวของผู้วิเศษ

        บนเทือกเขาชางหมาน

 

        เฉินเซ่าป๋ายเดินนำไปด้านหน้าแล้วหันกลับมามองอันเจิงเป็นระยะอันเจิงขมวดคิ้ว “เจ้ามองอะไร?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายพูดอย่างจริงจัง“ช่วงนี้รู้สึกว่าเจ้าหล่อขึ้น แต่ยังโชคดีที่หล่อน้อยกว่าข้าข้าว่าเจ้าน่าจะจำไว้นะว่ามีตรงไหนที่หล่อไม่เท่าข้า เมื่อเป็นแบบนี้ข้าก็จะมั่นใจมากขึ้น”

 

        อันเจิงเบ้ปาก “เจ้าหล่อกว่าข้าตรงไหน?”

 

        “เจ้าลองมองอย่างละเอียดดูสิ ทุกส่วนในร่างข้าหล่อกว่าเจ้าทั้งนั้น”

 

        อันเจิงไม่อยากสนใจอีก เขาเดินตามเฉินเซ่าป๋ายไปเงียบๆ คนที่เรียกตัวเองว่าทาสดาบเดินจากไปแล้ว และไม่รู้ว่ารถม้าศึกหายไปที่ไหนแล้วด้วยเส้นทางบนเทือกเขาขรุขระมาก อันเจิงสังเกตว่าตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่เขาไปเจอซากศพและโลงแก้วเจียระไนเมื่อเดินเข้าไปเรื่อย ๆ เส้นทางก็แคบลงสุดท้ายพวกเขาทั้งสองคนเดินเข้าไปกลางหุบเขาที่เหมือนเหว ช่องทางเดินตรงกลางก็กว้างไม่ถึงหนึ่งเมตรเท่านั้นส่วนด้านบนก็มีโลงศพไม้เก่าแก่จำนวนมาก โลงไม้ผุพังหมดแล้ว ฉะนั้นศพที่อยู่ด้านในบางส่วนจึงหล่นลงมาอันเจิงและเฉินเซ่าป๋ายเดินไปพลางก็ต้องคอยหลบศพเหล่านั้นด้วย ฉะนั้นอันเจิงเดาว่าที่นี่ต้องเคยมีชนเผ่าขนาดใหญ่อาศัยอยู่แน่นอน

 

        “เจ้าไม่มีอะไรที่อยากคุยกับข้ารึ?” เฉินเซ่าป๋ายถามขึ้น

 

        “บิดาเจ้าคือใคร?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายยักไหล่ “ขอเปลี่ยนคำถาม”

 

        “ที่นี่คือสถานที่อะไร?”

 

        “สาวน้อยกู่เชียนเยว่ของเจ้าดีขนาดนั้นคาดว่าเจ้าก็ต้องเคยฟังเรื่องตำนานของชนเผ่ากู่เลี่ยสินะ? ที่นี่ก็คือดินแดนมหัศจรรย์และเป็นสถานที่ที่แม้แต่นางก็ไม่เคยรู้มาก่อน...นางต้องเคยบอกเจ้าแน่นอนว่าบรรพบุรุษของนางเป็นหนึ่งในผู้วิเศษถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องจริง แต่เพราะเวลาผ่านมายาวนานฉะนั้นแม้กระทั่งหัวหน้าเผ่าที่ไม่เหมาะสมอย่างนางก็รู้ความเป็นมาไม่มากเท่าข้า”

 

        เขาชี้ไปยังโลงศพไม้ที่อยู่บนเหว“หากเดินไปอีกหน่อย นั่นก็คือที่อยู่อาศัยดั้งเดิมของชนเผ่ากู่เลี่ย ตอนนั้น เพื่อให้รุ่นต่อไปของตัวเองสามารถดำรงอยู่ได้ผู้วิเศษท่านนั้นจึงสร้างมิติลับนี้ขึ้น แต่หลังจากผู้วิเศษตายไปผู้คนในชนเผ่ากู่เลี่ยก็เริ่มแย่งชิงอำนาจและตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอีกทั้งยังต่อสู้เพื่อแย่งชิงมิติลับนี้อีก หลังจากวุ่นวายนานหลายสิบปีชนเผ่ากู่เลี่ยล้มตายลงเป็นจำนวนมาก แต่เคราะห์ดีที่จู่ ๆก็มีบุคคลที่เก่งกาจเข้ามา เขาชนะยอดฝีมือในชนเผ่ากู่เลี่ยแล้วขึ้นเป็นหัวหน้าชนเผ่าเอง”

 

        “หลังจากคนคนนี้เป็นหัวหน้าชนเผ่าเพราะพลังลมปราณของชนเผ่ากู่เลี่ยเสียหายมาก จำนวนคนในชนเผ่าก็ลดลงไปถึงสองส่วน จึงยากที่จะอาศัยอยู่บนเทือกเขาชางหมานที่เต็มไปด้วยอันตรายแต่หากพวกเขาออกจากเทือกเขาชางหมานละก็ เป็นเรื่องยากเช่นกันที่จะเข้ากับโลกภายนอกได้ฉะนั้นหัวหน้าเผ่าจึงตัดสินใจว่า เด็กในชนเผ่ากู่เลี่ยที่อายุมากกว่าห้าขวบขึ้นไปไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม ทุกคนที่ฝึกพลังวัตรได้ต้องเข้าไปในมิติลับทั้งหมด”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว “เรื่องแบบนี้เพราะอะไรกู่เชียนเยว่ถึงไม่รู้”

 

        “เพราะผู้สืบทอดชนเผ่ากู่เลี่ยของพวกเขาขาดตอนไปช่วงหนึ่ง”

 

        ในใจอันเจิงกระตุกวูบ...เพราะเขารู้ดีว่าการขาดตอนมันหมายความว่าอะไร

 

        “ตอนนั้นเด็กในชนเผ่ากู่เลี่ยเข้าไปฝึกพลังวัตรในมิติลับแล้วนั่นก็คือครั้งแรกที่พลังของชนเผ่าฟื้นฟู หลังจากนั้นยาวนานมากอีกหลายร้อยปีชนเผ่ากู่เลี่ยก็ยังใช้วิธีนี้ในการฟื้นฟูพลังวัตร ต้องยอมรับจริง ๆ ว่าหัวหน้าเผ่าคนนั้นสุดยอดมากเพราะตอนแรกไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าไปในมิติลับนี้แต่ต้องเป็นสายเลือดของผู้วิเศษเท่านั้นที่เข้าได้ฉะนั้นผู้วิเศษที่พูดถึงก็มีความเห็นแก่ตัวทั้งนั้นแหละ”

 

        อันเจิงพูดขึ้น “จะพูดแบบนั้นก็ไม่ถูกในเมื่อเขาเป็นผู้สร้างมิติลับนั้นขึ้น เป็นของของเขา แน่นอนว่าเขาต้องมีสิทธิ์ตั้งกฎเกณฑ์อะไรก็ได้อยู่แล้ว”

 

        เฉินเซ่าป๋ายยักไหล่ จากนั้นก็พูดต่อ“หัวหน้าเผ่าคนนั้นทำลายกฎเกณฑ์ที่มีแล้วชนเผ่ากู่เลี่ยก็ฟื้นฟูพลังลมปราณกลับมาได้ไม่น้อยทว่าความชั่วในใจของเขาก็มากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหลังจากเข้าใกล้มิติลับแล้วเขาก็รู้เรื่องความลับของชนเผ่ากู่เลี่ยมากขึ้น”

 

        อันเจิงขมวดคิ้ว “เขาก็อยากเป็นผู้วิเศษ?”

 

        “ใครจะไม่อยากล่ะ? นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา...หลังจากนั้นหลายสิบปีเขาอยากเป็นผู้วิเศษมาโดยตลอด ทว่าก็ไม่เคยทำสำเร็จ ยิ่งไปกว่านั้นจิตใจของเขาก็เปลี่ยนไปในทางที่แย่ในตอนที่ชนเผ่ากู่เลี่ยเพิ่งฟื้นฟูพลังลมปราณกลับมา มารก็ครอบงำจิตใจเขาไปแล้วเขาจึงเริ่มฆ่าฟันคนในชนเผ่า เป็นคนทำลายชนเผ่ากู่เลี่ยเองกับมือ เล่ากันว่าตอนนั้นเหลือเพียงแค่เด็กสิบสามคนกับผู้อาวุโสอีกหนึ่งคน”

 

       “เพราะกฎในตอนนั้นก็คือเด็กที่มีอายุมากกว่าห้าขวบขึ้นไปไม่ว่าชายหรือหญิงที่สามารถฝึกพลังวัตรได้ก็ต้องเข้าไปฝึกพลังวัตรในมิติลับ ฉะนั้นเด็กสิบสามคนที่รอดชีวิตต่างมีอายุต่ำกว่าห้าขวบทั้งนั้นพวกเขาถูกผู้อาวุโสพาเข้าไปในป่าลึกเพื่อรับรู้พลังลมปราณจากผืนป่าพวกเขาจึงหลุดพ้นจากหายนะในครั้งนั้นมาได้ เมื่อผู้อาวุโสพาเด็กเหล่านั้นกลับมาชนเผ่ากู่เลี่ยก็นองเลือดแล้ว ส่วนตัวของหัวหน้าเผ่าก็หายสาบสูญไป”

 

        “แม้กระทั่งกู่เชียนเยว่ก็ไม่รู้ความลับนี้แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายชี้ไปยังด้านหน้า“มันถูกบันทึกเอาไว้”

 

        ขณะนี้เองอันเจิงเพิ่งสังเกตเห็นว่าพวกเขาได้เดินมาจนสุดทางที่แสนจะคับแคบนี้แล้ว จู่ ๆด้านหน้าก็เปิดออกอย่างกะทันหัน มันคือผืนป่าที่ราบเรียบ ต้นไม้เขียวขจีทว่ายังสามารถเห็นบ้านเรือนที่ผุพังในหมู่บ้านด้วย เฉินเซ่าป๋ายชี้ไปยังด้านหน้า นั่นก็คือแผ่นหินขนาดใหญ่ที่อยู่ในหมู่บ้าน

 

        พวกเขาทั้งสองคนเดินผ่านป่าลึกทันทีที่อันเจิงเห็นก้อนหินชิ้นนั้น ในใจก็รู้สึกเจ็บปวดขึ้นมาทันที

 

        ตัวอักษรที่แกะสลักบนก้อนหินเลือนรางมากแต่ก็ยังพอเห็นอยู่บ้าง เพราะเขาเกี่ยวข้องกับกู่เชียนเยว่อันเจิงจึงพอจะรู้ตัวอักษรบนนั้นอยู่บ้าง

 

       ตัวอักษรนี้เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นเพราะตอนนั้นทางเข้ามิติลับถูกปิดตายฉะนั้นผู้อาวุโสจึงนำเด็กสิบสามคนฝังศพของคนในชนเผ่าที่ตายเกลื่อนแล้วจากที่นี่ไปเมื่อนึกดูแล้ว ผู้อาวุโสหนึ่งคนต้องดูแลเด็กจำนวนสิบสามคนตอนนั้นคงเป็นช่วงเวลาที่แสนยากลำบาก

 

        “หลังจากผู้อาวุโสฝังศพเหล่านั้นแล้วเพราะไม่อาจเข้ามิติลับได้และไม่อยากใช้ชีวิตอยู่ในที่ที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดเขาจึงพาเด็กสิบสามคนไปจากที่นี่ ข้าเดาว่า...ที่ตำนานของชนเผ่ากู่เลี่ยขาดตอนไปนั่นเพราะผู้อาวุโสคนนั้นไม่อยากให้เด็ก ๆ รู้เรื่องนี้มากกว่า เด็กเหล่านั้นอายุเพียงสี่ขวบเท่านั้นต่อให้จะเป็นเด็กที่มากพรสวรรค์ แต่เมื่อพวกเขาอายุมากขึ้นความทรงจำที่เคยมีก็คงเลือนราง อีกทั้งพวกเขาไม่รู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดฉะนั้นทุกอย่างจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา แล้วสุดท้าย เรื่องราวในช่วงนี้ก็จางหายไป”

 

        “ชนเผ่ากู่เลี่ยในเวลาต่อมาก็คือลูกหลานของเด็กทั้งสิบสามคน”

 

        เฉินเซ่าป๋ายชี้ไปยังด้านหลังของแผ่นหิน“ถึงแล้ว”

 

        อันเจิงมองไปยังรอบด้าน “แล้วบิดาเจ้าล่ะ?”

 

        “ท่านไม่มีวันมาที่นี่หรอก คนที่จะเข้าไปในมิติลับครั้งนี้มีเพียงข้าและเจ้าเท่านั้น”

 

       “ในเมื่อเด็กอายุห้าขวบก็สามารถเข้าได้แล้วทำไมเจ้าถึงบอกว่ามิติลับนี้อันตรายล่ะ?”

 

        เฉินเซ่าป๋ายยิ้ม“หากอยากปลอดภัยอย่างพวกเขา ก่อนอื่นต้องทำตามสองสิ่งนี้ก่อน สิ่งแรกก็คือรู้วิธีการเข้าไปสิ่งที่สองก็คือรู้วิธีหลีกเลี่ยงอันตราย”

 

        เขาชี้หน้าของตัวเอง“ข้ารู้ว่าจะเข้าไปอย่างไร แต่ไม่รู้วิธีหลีกเลี่ยงอันตราย”

 

        หลังจากเงียบไปครู่หนึ่งอันเจิงก็พูดขึ้น “ไปเถอะ”

 

        “เจ้าไม่กลัวเลยรึ?”

 

        “ข้าไม่เชื่อว่าบิดาเจ้าจะยอมให้บุตรชายตัวเองตาย”

 

        เฉินเซ่าป๋ายชะงักไป“เจ้า...บังอาจยิ่งนัก”

 

        อันเจิงเรียกกระดิ่งแก้วออกมา“ของชิ้นนี้เจ้าเป็นคนมอบให้ข้า ผู้เฒ่าฮั่วบอกว่ามันเป็นของวิเศษมารข้าอยากรู้ว่ามารคืออะไรกันแน่ แล้วของวิเศษมารคืออะไรทำไมเจ้าถึงมีของวิเศษมารมากมาย?”

 

        “สิ่งที่เจ้ารู้ในตอนนี้ก็ถือว่ามากแล้วส่วนเรื่องเกี่ยวกับมาร...ความจริงแล้วก็เป็นเพียงผู้ฝึกพลังวัตรในวิถีที่ต่างจากคนอื่นเท่านั้นเจ้าต้องเคยได้ยินแบบนี้มาแน่...มารคือผู้ฝึกพลังวัตรที่ฝึกวิชาด้านมืดจากนั้นก็เตรียมปกครองใต้หล้านี้ ผลสุดท้ายกลับถูกผู้ฝึกพลังวัตรที่มีคุณธรรมมาต่อต้านหลังผ่านความยากลำบาก สุดท้ายจึงฆ่าผู้บ่มเพาะวิชามารสำเร็จนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ใต้หล้าจึงอยู่อย่างสงบร่มเย็น...แบบนี้สินะ?”

 

        “หรือว่าไม่ใช่?”

 

        “แน่นอนว่าต้องไม่ใช่อยู่แล้ว ใครเป็นคนเขียนตำนานนี้? ผู้ชนะน่ะสิ!เรื่องเล่าที่สืบทอดต่อ ๆ กันมา ล้วนมาจากฝ่ายที่ชนะเท่านั้นฝ่ายที่พ่ายแพ้จะมีสิทธิ์พูดอะไรได้? ความจริงแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตอนนั้นก็คือ...คนที่ฝึกวิชามารก็เป็นเพียงคนที่มีวาสนามาเจอตำราวรยุทธ์ของผู้วิเศษโบราณท่านหนึ่งตำราวรยุทธ์เล่มนี้ถูกเขียนขึ้นหลังจากผู้วิเศษคนนี้มีจิตใจที่เปลี่ยนไปแล้วฉะนั้นวรยุทธ์นี้จึงทรงอำนาจและบ้าคลั่งมาก หนึ่งในผู้ที่ฝึกพลังวัตรนี้ทะเยอทะยานหลังจากฝึกพลังวัตรแล้วก็เริ่มเดินทางไปในเจียงหู จากนั้นก็ท้าประลองสำนักต่าง ๆ ผลสุดท้ายสำนักที่ฝึกพลังวัตรมาอย่างยากลำบากกลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา”

 

        “การกระทำของชายหนุ่มคนนี้แน่นอนว่าต้องทำให้คนอื่นไม่พอใจมาก แต่หากเป็นเพียงเช่นนี้ก็คงไม่เกิดเรื่องเพราะเขายังไม่รู้จักพอ ฉะนั้นเขาจึงเริ่มเปิดสำนักเป็นของตัวเอง ในระยะเวลาเพียงสี่ปีเท่านั้นสำนักของเขาก็ใหญ่โตเป็นอันดับหนึ่ง เขายังอายุน้อย ไม่รู้จักควบคุมคนในสำนักตัวเองฉะนั้นศิษย์ของเขาจึงมักจะออกไปก่อเรื่องเป็นประจำ ส่วนเขาก็ดึงดันปกป้องคนของตัวเองไม่ว่าใครเป็นฝ่ายผิด เพียงแค่คนของตัวเองมีเรื่อง เขาต้องออกตัวช่วยเสมอในที่สุดเขาจึงกลายเป็นศัตรูของทุกคน”

 

        “ผ่านไปอีกหลายปีเพราะลูกศิษย์ของเขาทำให้ผู้ฝึกพลังวัตรหญิงคนหนึ่งเสื่อมเสีย สำนักของผู้ฝึกพลังวัตรหญิงคนนั้นจึงมาถามความยุติธรรมเขาไม่เพียงไม่กล่าวโทษศิษย์ตัวเอง แต่ยังฆ่าล้างสำนักของผู้ฝึกพลังวัตรหญิงคนนั้นอีกด้วยเหตุการณ์นั้นจึงนำมาซึ่งความวุ่นวาย...”

 

        อันเจิงยิ้มอย่างเย็นยะเยือก“หากนี่คือตำนานที่แท้จริง ดูเหมือนผู้ฝึกวรยุทธ์มารจะชั่วยิ่งกว่าตำนานที่ข้าได้ยินมาอีกนะ”

 

        เฉินเซ่าป๋ายพยักหน้า“ชายหนุ่มและคนพวกนั้นไม่ดีจริง ๆ แต่นี่ไม่ใช่การสิ้นสุดทว่าเป็นการเริ่มต้นต่างหาก ผู้ฝึกพลังวัตรจากสำนักต่าง ๆ มารวมตัวกันต่อให้ชายหนุ่มจะแข็งแกร่งขนาดไหน ทว่าสองมือของเขาก็ไม่มีทางต้านศึกจากรอบด้านได้สุดท้ายเขาบาดเจ็บแล้วหนีกลับบ้าน เมื่อกลับไปเจอคนที่เริ่มฝึกวรยุทธ์มารที่เคยฝึกด้วยกันในตอนแรกเขาจึงโกหกคนอื่นว่าตัวเองถูกตามฆ่า คนอื่น ๆ ฝึกพลังวัตรอยู่บนเขาจึงไม่รู้ว่าด้านนอกเกิดเรื่องอะไรขึ้นเมื่อได้ยินเช่นนั้นจึงเชื่อคำพูดของชายหนุ่มแล้วตามไปล้างแค้นพร้อมกัน”

 

        เฉินเซ่าป๋ายมองไปยังอันเจิงแวบหนึ่ง“ชายหนุ่มคนนั้นความสามารถด้อยที่สุดในกลุ่มคนที่ฝึกวรยุทธ์มารทว่ายังสามารถยิ่งใหญ่ในเจียงหูได้ เจ้าลองคิดดูสิ หากพวกเขาลงไปพร้อมกันแล้วจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น?”

 

        เมื่อเห็นแววตาของอันเจิงในตอนนี้เฉินเซ่าป๋ายจึงหัวเราะเสียงดังทันที “ฮ่า ๆ ๆ เจ้าเดาผิดแล้วล่ะหลังจากพวกเขาลงจากเขาไม่นานก็รู้ความจริงทุกอย่างจากนั้นพวกเขาก็ทำลายพลังวัตรของชายหนุ่มคนนั้น แล้วส่งตัวให้สำนักน้อยใหญ่เป็นคนจัดการจากนั้นสำนักต่าง ๆ จึงจัดงานเลี้ยงขึ้น แล้วให้เรื่องนี้จบลงเพียงเท่านี้”

 

        “ทว่า...เพราะพลังที่พวกเขาหลายคนมีแข็งแกร่งมากคนในเจียงหูก็เกรงกลัว บวกกับความโลภ ทำให้เหล่าสำนักใหญ่น้อยในเจียงหูอยากฆ่าพวกเขาทุกคนแล้วขโมยวรยุทธ์มารไปฝึกเอง เมื่อถึงงานเลี้ยงช่วงดึก พวกเขาใช้วิธีที่สกปรกที่สุดนั่นก็คือการวางยา...ผู้ฝึกวรยุทธ์มารไม่เคยคิดร้ายเช่นนั้น จึงนึกไม่ถึงว่าคนในเจียงหูจะคิดร้ายกับตนอีกทั้งยังไปร่วมงานเลี้ยงด้วยความเสียใจและรู้สึกผิด เพื่อเป็นการขอโทษพวกเขายังนำตำราวรยุทธ์มารไปมอบให้สำนักเหล่านั้นอีกด้วย...”

 

        “วันนั้นผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูรวมตัวกันสามพันหกร้อยคนหลังจากปะทะกันอย่างดุเดือด ผู้ฝึกวรยุทธ์มารเหลือเพียงคนเดียวเท่านั้น ส่วนผู้ฝึกพลังวัตรในเจียงหูถูกฆ่าตายสามพันหนึ่งร้อยคน...หลังจากบาดเจ็บสาหัสเขาก็หนีไปได้ทว่าคนเหล่านั้นจะกล้าปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่ต่ออีกหรือ?”

 

        เมื่อฟังถึงตรงนี้ อันเจิงก็ส่ายหน้า“เพราะอะไรคนในเจียงหูถึงไม่รู้เรื่องนี้เลยล่ะ?”

 

        “เพราะนี่เป็นแค่การเริ่มต้น”

 

        เฉินเซ่าป๋ายพูดด้วยน้ำเสียงที่แปลกประหลาด“หลังจากผู้ฝึกวรยุทธ์มารหนีไปได้ ในใจก็เหลือเพียงความโกรธแค้นจากนั้นเขาก็เริ่มรับลูกศิษย์ ลูกศิษย์ของเขามีด้วยกันสิบเก้าคนและทุกคนก็ได้รับภารกิจเดียวกันก็คือแก้แค้นฉะนั้นพวกเขาแทบจะฆ่าล้างสำนักต่าง ๆ ในเจียงหูไปจนหมดสิ้น...”

 

        “จนกระทั่ง...”

 

        เฉินเซ่าป๋ายมองอันเจิงแวบหนึ่ง“จนกระทั่งผู้วิเศษปรากฏตัว”