หากในวันนี้มันทำการร่วมรักกับนาง ภรรยาที่มันต้องอยู่ร่วมเคียงไปตลอดชีวิตคงกลายเป็นสตรีผู้เย็นชา ที่ไม่สามารถมอบความอบอุ่นใดให้แก่สามี ยามเจอหนทางที่เหน็บหนาวได้
หลี่หยางสูดลมหายใจเข้าปอดลึก มันข่มสะกดความต้องการของร่างกายและจิตใจอยู่นานเป็นนาที จากนั้นมันเคลื่อนตัวออกมานั่งลงบนเตียง และกล่าวกับหลิวปิงหยุนที่นอนอยู่บนเตียง “มีคนเคยบอกข้าว่า รักคือการเรียนรู้กันและกันจนกลายเป็นความผูกพันที่ไม่มีวันตัดกันขาด พวกเราสองคนไม่เคยเรียนรู้กันและกัน จะไม่มีความรักให้กันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่นับจากนี้ ข้าจะใช้เวลาเรียนรู้ในตัวของเจ้า ส่วนเจ้าค่อยๆเรียนรู้ในนิสัยของข้า และจนกว่าการเรียนรู้ของพวกเราจะกลายเป็นความผูกพันกันจริงๆ การแต่งงานของพวกเราก็ให้เป็นเพียงการแสดงที่รู้กันอยู่แค่สองคนเถอะ เรือนหอไม้งามมีอยู่2ห้อง ห้องของพวกเราและห้องของบ่าวรับใช้ วันพรุ่งข้าจะบอกกับท่านปู่ว่าไม่ต้องการบ่าวรับใช้ ส่วนเจ้าก็ใช้ห้องนี้ไป ตัวข้าจะไปอยู่ที่ห้องเล็กเอง”
หลิวปิงหยุนไม่เข้าใจในความคิดของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย หากเป็นคุณชายหยางที่ร่ำลือกัน ต่อให้ร้องไห้หรือยกมืออ้อนวอนก็คงหนีไม่พ้น แต่คุณชายหยางตรงหน้านี้ กลับปฏิเสธในตัวนาง“ท่านคิดสิ่งใดอยู่กันแน่??”
ได้ยินเช่นนั้นหยางหลี่หยางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าคิดว่า ข้ากำลังตกหลุมรักเจ้านะสิ ดังนั้นข้าจึงต้องการให้เจ้ารักตอบ และวิธีที่จะทำให้เจ้ารักได้ คงไม่ใช่วิธีบังคับขืนใจบนเตียง ถึงข้าจะพูดว่าให้การแต่งงานของเราเป็นการแสดงก็เถอะ แต่อย่างน้อยๆช่วยอยู่กินข้าวเป็นเพื่อนข้าทุกวันจะได้ไหม??”
แม้แต่หลิวปิงหยุนยังไม่รู้ว่า เหตุใดใบหน้าของตนเองถึงปรากฏรอยแดงขึ้นที่สองแก้ม นั้นเป็นสิ่งที่ร่างกายตอบสนองกับความรู้สึกจากคำพูดของอีกฝ่ายหรือ?? หญิงสาวมองแผ่นหลังของหลี่หยางค่อยๆหายออกไปจากห้องด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
....
เช้าวันแรกของการแต่งงาน ทั้งสองแต่งตัวออกมาจากห้องของตัวเองและเดินออกมาเจอกัน หยางหลี่หยางกล่าวออกแก่อีกฝ่าย“แม้ว่าวิธีที่ท่านปู่ใช้อาจจะเหมือนเป็นการบังคับเจ้า แต่เชื่อเถอะว่าท่านไม่ได้คิดร้าย เมื่อท่านรับเจ้าเป็นลูกสะใภ้แล้ว ท่านจะต้องรักเจ้าเหมือนที่ท่านรักข้า ฉะนั้นอย่าได้โกรธท่านนะ”
หลิวปิงหยุนตอบกลับด้วยเสียงแผ่วเบา “ข้าไม่โกรธ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่ตื่นแต่เช้า เพื่อเตรียมตัว...ว่าแต่ท่านก็คงลืมสินะ”
“ลืม??” หยางหลี่หยางทวนคำพูดเบาๆ
“เช้าวันแรกของการแต่งงาน สะใภ้จะต้องไปคารวะผู้ใหญ่ในตระกูล ท่านเป็นคนบอกให้เราแสดง เพื่อให้คนอื่นไม่ต้องเป็นห่วง เราควรแสดงสิ่งที่เหมาะสมไม่ใช่หรือ??” หลิวปิงหยุนกล่าว
ได้ยินเช่นนั้นหลี่หยางยิ้มแห้งๆ มันไม่รู้ถึงพิธีการอะไรเลย และพึ่งได้ยินสิ่งที่ต้องทำจากปากของหญิงสาว มันจึงเออออ ไปตามน้ำ
หยางหลี่หยางและหลิวปิงหยุนเดินเคียงคู่กันมา บ่าวรับใช้ที่ได้เห็นอดแย้มยิ้มด้วยความยินดีถึงความเหมาะสมของกิ่งทองใบหยกคู่นี้มิได้
“ปิงหยุนคาราวะท่านปู่” หลิวปิงหยุนน้อมตัวคารวะ
ชายชราหัวเราะแย้มยิ้มด้วยความสุข มันรีบรับจอกน้ำชามาจากหลานสะใภ้ และกล่าวออก“น่าเสียดาย ลุงทั้งๆสามคนของพวกเจ้าติดภารกิจที่โลกมายา” จากนั้น หยางลู่กล่าวออกแก่หลานสะใภ้ “หยางหยางมีอายุครบ20ปี เขาจะต้องเข้าไปเรียนรู้และสร้างชื่อในโลกมายา เจ้าคงจะเหงาแย่ ให้ปู่หาหญิงรับใช้เป็นเพื่อนเล่นกับเจ้าสักคนดีไหม??”
หลิวปิงหยุนส่ายหน้าและรีบกล่าว “ขอบพระคุณท่านปู่ แต่ปิงหยุนอยู่คนเดียวรอท่านพี่กลับมาจะสะดวกกว่า”
หากมีสาวใช้มาอยู่เป็นเพื่อน เรื่องที่ทั้งคู่นอนแยกห้องกันจะไม่เป็นความลับอีก นี้คือความคิดของหลิวปิงหยุนทว่าหลี่หยางไม่ได้คิดแบบนั้น ในใจของหลี่หยางยิ้มกริ่มถึงคำว่าท่านพี่ ที่ออกจากปากของอีกฝ่าย ‘ภรรยาแสนสวย เรียกข้าว่าท่านพี่ด้วยแหละ’
ทั้งสามพูดคุยเรื่องราวต่างๆพลางหัวเราะกันเบาๆ หลี่หยางไม่รู้ว่านี้เป็นการแสดงหรือไม่?? หากแต่มันรู้สึกว่าตัวเองตัดสินใจถูกต้องหากคืนเข้าหอ มันให้ความต้องการครอบงำและลงมือร่วมรักกับนางแล้วนั้น มันอาจไม่มีโอกาสได้เห็นอีกฝ่าย หัวเราะยิ้มแย้มเช่นวันนี้
ทั้งสามร่วมทานอาหารกลางวันด้วยกัน เมื่ออิ่มท้องแล้ว หยางลู่กล่าวออกแก่หลี่หยาง“เจ้าไปส่งปิงหยุนที่เรือนพักก่อน บอกลาภรรยาของเจ้าสักหนึ่งวัน และกลับมาหาปู่ที่นี่ ถึงเวลาเหมาะสมที่เจ้าจะต้องเข้าไปในโลกมายาแล้ว”
........
ภายในท้องโถงใหญ่ของตระกูลหยาง
จิ้นอวี่ถูกเรียกตัวมารออยู่ก่อน หลี่หยางก้าวเดินเข้ามา มันทักทายสหาย “เจ้าก็จะเข้าไปด้วยใช่ไหม??”
คำถามนี้ปู่ของมันเป็นผู้ตอบแทน “ข้าได้ส่งจิ้นอวี่ล่วงหน้าเข้าไปที่โลกมายาก่อนหน้าเจ้า7วัน ความแข็งแกร่งของเขาจะช่วยเหลือเจ้าทำภารกิจเริ่มต้นให้สะดวกยิ่งขึ้น” จากนั้นปู่ของมันหยิบขวดโอสถออกมาจากลิ้นชัก และกล่าวอธิบายออกไป“วิธีเดินทางไปยังโลกมายา จะต้องกินหญ้าวิเศษข้ามโลกและหญ้าวิเศษหนึ่งต้นสามารถทำให้อยู่ในโลกมายาได้12ชั่วยามหรือ1วันเต็ม จนกว่าจะหมดฤทธิ์ของหญ้าวิเศษข้ามโลกจะไม่สามารถกลับออกมาก่อนได้ แต่นั้นเป็นเรื่องราวของเมื่อยี่สิบปีก่อน ปัจจุบันแพทย์หลวงสามารถปรุงโอสถที่สร้างจากหญ้าวิเศษข้ามโลก โอสถแต่ละเม็ดถูกผสมปรุงแต่งจนสามารถกำหนดเวลาที่จะเข้าไปได้อย่างชัดเจนกระทั่งเข้าไปเพียงครึ่งชั่วยามก็สามารถทำได้ แต่สำหรับเจ้าในช่วงเริ่มแรก ปู่จะให้ใช้เวลาทั้ง12ชั่วยามไปก่อน” กล่าวถึงตรงนี้หยางลู่ยืนขวดโอสถให้อีกฝ่ายถือเอาไว้
หยางหลี่หยางมองขวดโอสถตรงหน้า พร้อมถามคำถามที่มันคิดสงสัยมาตลอดทั้งคืนออกไป “ท่านปู่ รู้หรือไม่ว่า ใครมีระดับสูงสุดในโลกมายา??”
ได้ยินเช่นนั้นหยางลู่ตอบคำถามด้วยความคิดครู่ใหญ่ “ถ้าเป็นระดับสูงสุดปู่เองก็ไม่ค่อยแน่ใจ แต่ที่รู้ๆ ในเมืองเหยี่ยชิง ราชานีหมิงซินอยู่ในระดับ80 แม่ทัพใหญ่มู่อวิ้นเจียงระดับ79 อัครมหาเสนาบดี เฉินเฟยและเสนาบดีกรมกลาโหมจงซิ่นหลี่อยู่ในระดับ78 สี่คนนี้คือผู้ที่มีระดับในโลกมายาสูงที่สุดของแผ่นดินเหยี่ยชิง”
“ท่านปู่ทั้งสี่คน เขาเริ่มเล่นเอ้ย...เริ่มเข้าไปในโลกมายาตั้งแต่เมื่อใด??” หลี่หยางถาม
“ก็ตั้งแต่มีการค้นพบโลกมายานั้นแหละ” คำตอบของอีกฝ่ายทำให้หว่างคิ้วของหลี่หยางขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
หากนี้เป็นเกมส์ที่ต้องเก็บเลเวลอย่างที่มันคิด ข้อมูลเหล่านี้ก็ออกจะเกินไปหน่อย โลกมายาถูกค้นพบเมื่อ20ปีก่อน สามารถเข้าออกได้หนึ่งวันเว้นหนึ่งวัน เวลาของโลกมายาจึงมีอยู่ราวๆ10ปี แต่ในระยะ10ปีกลับสามารถไปถึงได้แค่ระดับ80เท่านั้น และคาดว่าระดับสูงสุดของโลกมายาก็คงไม่ไกลจากกลุ่มนำของเมืองเหยี่ยชิงเท่าไรนัก
หยางลู่ยังเล่าอีกว่า “ความเร็วเฉลี่ยนในการเพิ่มระดับของตระกูลใหญ่หรือตระกูลที่มีฐานะทางการเงินสูง 1ปีแรกจะอยู่ที่30ระดับ เข้าปีที่2-5 สามารถไปได้ถึงระดับ60-70 หลังจากนั้นอาจใช้เวลา1ปีในการเพิ่ม1ระดับ ตระกูลใหญ่อย่าง เสิ่น ซุน สวี่และหานก็มีระดับราวๆ74-75แต่ถ้าเป็นคนธรรมดาทั่วไป ที่ไม่มีทั้งทรัพยากรและการเงินช่วยเหลือ อาจใช้เวลานานกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง”
‘หมายความว่าหากเป็นชาวบ้านธรรมดา จะมีระดับอยู่ราวๆ30-40สิเท่านั้นสินะ’ หลี่หยางคิดตามพร้อมกับวิเคราะห์ในสิ่งที่ได้ยิน
จากนั้นหยางลู่ได้เน้นย้ำว่า เมื่อเสร็จสามภารกิจแล้ว ให้ออกมาจากเมืองแห่งการเดินทางได้เลย จากนั้นก็เลือกเดินทางมายังแผ่นดินถัง จะมีคนของตระกูลไปรอรับเจ้าอยู่
เมื่อกล่าวถึงภารกิจ หลี่หยางถามด้วยความสงสัย “ท่านปู่ ที่เมืองอื่นๆก็มีภารกิจเหมือนกับเมืองเริ่มต้นหรือไม่??” การที่มันถามเช่นนั้นเพราะประสบการณ์ชีวิตของมันบอกว่าหากโลกมายาเปรียบได้ดั่งเกมส์วีอาร์ การเก็บระดับที่ดีที่สุดคือการไล่ทำเควสหรือสิ่งที่ถูกเรียกว่าภารกิจ
แต่คำตอบของหยางลู่ตรงกันข้ามกับความคิดของมัน “ภารกิจที่เมืองเริ่มต้น คนกลุ่มแรกที่เข้าไปในโลกมายา ใช้เวลาในการค้นหานานนับปี เพราะหากไม่ทำสามภารกิจที่ว่านั้น ไม่สามารถออกจากเมืองเริ่มต้นได้ พอมาถึงรุ่นของเจ้า ข้อเท็จจริงพวกนี้จึงถูกบอกเล่าปากต่อปาก ทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องเสียเวลาติดอยู่ในเมืองเริ่มต้นนานเกินไป ส่วนภารกิจที่เมืองอื่นๆก็เช่นกัน ตั้งแต่โลกมายาถูกค้นพบ ปู่ได้ยินว่ามีไม่ถึง20ภารกิจที่มีการค้นเจอและถูกบันทึกเอาไว้ ฉะนั้นการค้นพบภารกิจเป็นเรื่องของดวงชะตาของผู้คน เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย”
ในใจของหยางหลี่หยางไม่ค่อยเห็นด้วย ‘หากเปรียบโลกมายาเป็นเกมส์ ผู้มอบภารกิจคือเอ็นพีซี มีเฉพาะภารกิจบังคับเท่านั้นที่เอ็นพีซีจะเข้ามาคุยกันเราก่อน หากต้องการหาภารกิจจริงๆจะต้องเอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานการณ์และเงื่อนไขที่เอ็นพีซีกำหนด’ นี้ทั้งหมดที่หลี่หยางคาดเดาจากข้อมูลที่ได้ฟัง
“เอาละ ทุกสิ่งปู่ก็ได้ย้ำเตือนไปหมดแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าจะเข้าไปในโลกมายา เนื่องจากเจ้ายังไม่มีผู้คุ้มกัน ตอนนี้ก็ให้เจ้าใช้ห้องของปู่ไปก่อน พ่อบ้านจิ้นจะเป็นคนคุ้มกันในยามที่ร่างกายของเจ้าอยู่ในสภาวะจำศีล เมื่อเจ้าออกจากเมืองเริ่มต้นแล้ว จิ้นอวี่จะออกจากโลกมายา ถึงเวลานั้นเจ้าจะกลับเข้าไปโลกมายาที่เรือนพักของตัวเองโดยมีจิ้นอวี่เป็นผู้คุ้มกันยามที่ร่างกายอยู่ในสภาวะจำศีล”
จากนั้นหยางหลี่หยางนอนลงไปบนเตียง มันหยิบโอสถหนึ่งเม็ดออกมาจากขวด ก่อนจะโยนเข้าปาก มันได้ยินเสียงจิ้นอวี่กล่าวว่า “เมื่อเข้าไปแล้ว อยู่กับที่ ข้าจะไปหาเจ้าเอง” นั้นเป็นเสียงสุดท้ายที่ได้ยิน โอสถเข้าไปในปากเพียงลมหายใจเข้าออก หนึ่ง สองและสาม
พรึ่บบบ!!!
หยางหลี่หยางลืมตาตื่นขึ้นมา รอบตัวของมันไม่ใช่ห้องนอนแต่เป็น สนามหญ้า ผู้คนสัญจรผ่านหน้าไปมา บรรยากาศของที่นี้คล้ายกับเป็นหมู่บ้านใจกลางหุบเขาใหญ่มันรู้สึกตกตะลึงและตื่นตาตื่นใจไปพร้อมกันๆ “จริงดิ!! ยาเม็ดนั้นให้ความเหมือนถูกวิสัญญีแพทย์ดมยาสลบเลย ไม่กี่วิก็สลบไป พอตื่นขึ้นมาก็อยู่ในสถานที่ที่ไม่รู้จัก หากไม่เคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับโลกมายามาก่อน คงจะคิดว่าตอนสลบไปมีใครบางคนอุ้มข้ามาปล่อยไว้ในที่แห่งนี้อย่างแน่นอน”
ทิวทัศน์ที่ปรากฏต่อหน้าของหลี่หยางคือธรรมชาติสีเขียวขจี กลิ่นหอมจากธรรมชาติแตะจมูกเบาๆ “จมูกรับกลิ่น” จากนั้นมันเลียไปที่ริมฝีปากตัวเอง “ลิ้นรับรส” “ตารับภาพ” สุดท้ายมันยิกไปที่แขนของตัวเอง หว่างคิ้วย่นเข้าหากัน “แม้กระทั่งผิวก็รับสัมผัส ไม่สิต้องบอกว่าทุกสิ่งที่ร่างกายถูกกระตุ้นจากสิ่งเร้าในโลกมายาจะให้ความรู้สึกเหมือนจริงทุกประการ
แม้หลี่หยางจะได้ยินมาบ้าง แต่เมื่อประสบพบเจอกับตัวเอง ทำให้มันรู้สึกงุนงงและยากที่จะเชื่อได้ หลี่หยางพยายามสงบใจให้เย็นลงและเริ่มทำความคุ้นชิน “ใจเย็นๆก่อน หยางหลี่หยาง การมาที่โลกมายาไม่ใช่เรื่องใหม่สำคัญเจ้า จากโลกปี2030 ข้ามมาอยู่ในโลกที่ไม่รู้จักก็เคยแล้ว คิดเสียว่านี้เป็นการข้ามโลกครั้งที่สองก็แล้วกัน”
ในที่สุดความรู้สึกของหยางหลี่หยางเริ่มที่จะสงบนิ่ง มันเริ่มทำความเข้าใจกับบรรยากาศรอบข้างอย่างรวดเร็ว ที่โลกมายาแห่งนี้สิ่งที่หยางหลี่หยางสนใจมากที่สุดไม่ใช่การเก็บระดับหรือตามหาภารกิจ แต่คือคัมภีร์จิตวิญญาณที่สลักชื่อตัวตนในระดับศาสตร์ของมันเอาไว้ต่างหาก...