ตอนที่ 14
สองวันต่อมา
“สวัสดีครับผมนายแพทย์ณัฐดนัย หรือจะเรียกสั้นๆว่าหมอดนัยก็ได้ครับสองเดือนต่อไปนี้ฝากตัวด้วยนะครับ” ดนัยแนะนำตัวเองพลางโค้งทำความรู้จักกับหมอคนอื่นๆในแผนกฉุกเฉินตามธรรมเนียมของญี่ปุ่น
“เป็นเราต่างหากล่ะที่ต้องฝากตัวหมอดนัยเราได้ยินจากหมอสุกิยามะมาแล้วนะการผ่าตัดนั่นน่ะยอดไปเลย” เสียงหมอแผนกฉุกเฉินคนหนึ่งพูด
“ใช่ๆหมอสุกิยามะเล่าให้พวกเราฟังแล้ว”
“พวกพยาบาลเองก็มาเล่าให้ฟังนะว่ามีหมอหนุ่มจากศัลยแพทย์ฝีมือดีเข้ามาใหม่”
ดนัยที่ได้ยินดังนั้นก็เหงื่อตกพลางหันหน้าไปมองหมอสุกิยามะทันทีซึ่งหมอสุกิยามะก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆให้เท่านั้น
ตอนนั้นเองเสียงของโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
“ค่ะแผนกฉุกเฉินโรงพยาบาลทาเคนะกาค่ะ !!” พยาบาลห้องฉุกเฉินรีบไปรับก่อนจะพูดกับปลายสายสองสามคำก่อนจะรีบวางลง
“คนไข้ฉุกเฉิน ตกจากต้นไม้ กำลังจะถูกนำตัวมาใส่ในอีกเจ็ดนาทีค่ะ !!” พยาบาลคนนั้นตะโกนบอก
“ผมจัดการเอง” หมอสุกิยามะพูดก่อนจะเรียกพยาบาลไปคนหนึ่งเพื่อไปเป็นผู้ช่วยเขาเขารีบออกจากห้องพักของแพทย์ฉุกเฉินไปสแตนบายรอที่ห้องฉุกเฉินทันทีและเพียงหมอสุกิยามะออกไปไม่กี่วินาทีโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้งก่อนจะเป็นพยาบาลคนเดิมที่รับโทรศัพท์
“คนไข้ฉุกเฉินจากอุบัติเหตุรถชนกำลังจะถูกส่งตัวมาอีกสามคนในห้านาทีค่ะ” พยาบาลคนนั้นพูดก่อนหมออีกสามคนจะรีบออกไปและอีกไม่กี่นาทีต่อมาก็มีสายเข้ามาอีก
สิบห้านาทีต่อมา
ตอนนี้ภายในห้องพักของแพทย์ฉุกเฉินนั้นเหลือดนัยเพียงคนเดียวกับพยาบาลที่ทำหน้าที่รับโทรศัพท์โดยหมอคนอื่นนั้นยังไม่มีใครกลับมาเลย
กริ๊ง !!! เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นอีกครั้งพยาบาลเธอรีบรับทันที
“ค่ะเข้าใจแล้วค่ะส่งตัวมาได้เลย” พยาบาลพยักหน้าคุยกับปลายสายก่อนจะวางโทรศัพท์
“หมอดนัยคะมีเด็กประถมข้อเท้าหักกำลังจะถูกส่งตัวเข้ามาในอีกสองนาทีค่ะฝากด้วยนะคะ” พยาบาลบอกกับดนัย
“เข้าใจแล้วครับ” ดนัยพยักหน้าก่อนจะเดินออกไปรอที่ห้องฉุกเฉินด้านนอก
เมื่อดนัยออกมาที่ห้องฉุกเฉินเขาก็เห็นหมอของแผนกฉุกเฉินหลายคนกำลังรักษาคนไข้ที่พึ่งจะเข้ามาเมื่อครู่อยู่
เขาหันไปมองดูหมอสุกิยามะที่กำลังดึงเศษกิ่งไม้ออกจากขาคนไข้ที่ตกต้นไม้
ส่วนเตียงถัดไปหมออีกคนก็กำลังทำความสะอาดแผลและดึงเศษหินเศษกระจกออกจากแผลของคนไข้ที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์อยู่
ส่วนอีกเตียงหมออีกคนก็กำลังเย็บบาดแผลที่ศรีษะของคนไข้
“ห้องฉุกเฉินไม่ว่าจะที่ไหนก็เป็นแผนกที่ยุ่งที่สุดสินะ” ดนัยพูดออกมาเบาๆ
“ใช่แล้วล่ะห้องฉุกเฉินนี่แหละเหนื่อยที่สุด” ฮิคาริปรากฎตัวขึ้นมาก่อนจะพูด
วี้หว่อ !! วี้หว่อ !! เสียงรถฉุกเฉินวิ่งเข้ามาที่หน้าโรงพยาบาลดนัยรีบวิ่งออกไปดูทันทีก่อนจะเห็นบุรุษพยาบาลกำลังเข็นเตียงลงจากรถอยู่
ฮือ !!!! เสียงเด็กบนเตียงกำลังร้องไห้ออกมาอย่างเจ็บปวด
“อาการเป็นยังไงบ้างครับ” ดนัยรีบถามอาการจากบุรุษพยาบาลทันที
“เด็กชื่อทาคิโอะจากโรงเรียนประถมxxxx อายุสิบปีข้อเท้าหักเพราะตกบันไดครับเบื้องต้นสันนิษฐานว่ากระดูกน่าจะแตก อัตราการเต้นของหัวใจปกติ ความดันปกติ คุณครูที่โรงเรียนของเด็กคนนี้แจ้งผู้ปกครองไปแล้วคาดว่าจะมาถึงโรงพยาบาลในอีก 30 นาทีครับ” บุรุษพยาบาลรายงานสถานการณ์เบื้องต้นให้ดนัยทราบ
“เข้าใจแล้วพาเขาไปที่ห้องเอ็กซเรย์ก่อนเลย” ดนัยพยักหน้าก่อนจะบอกให้พาเด็กคนนี้ไปที่ห้องเอ็กซเรย์ก่อน
หลังจากบุรุษพยาบาลพาเด็กมาที่ห้องเอ็กซเรย์ดนัยก็ให้พยาบาลรีบทำการเอ็กซเรย์ทันที
“สวัสดีหมอชื่อดนัยนะ หนูชื่อทาคิโอะสินะ หมอขอถามหน่อยได้มั้ย” ดนัยค่อยๆพูดกับเด็กที่ข้อเท้าหัก
“ฮึก !! ฮึก !! ผมเจ็บครับหมอ” เด็กน้อยทาคิโอะร้องไห้ไปพูดไป
“ไม่เป็นไรเดี๋ยวก็ไม่เจ็บแล้วล่ะหมออยู่นี่แล้ว ก่อนอื่นหมอขอถามหน่อยนะรู้สึกเจ็บตรงไหนอีกมั้ย แล้วรู้สึกเวียนหัวหรืออยากจะอ้วกหรือเปล่า” ดนัยถามอาการเบื้องต้นพลางพยายามสำรวจบาดแผลภายนอกว่ามีตรงไหนอีกมั้ย
“ไม่ครับผมเจ็บที่ข้อเท้า” ทาคิโอะบอก
พรึ่บ !! พยาบาลที่เอ็กซเรย์เสร็จแล้วเอาภาพเอ็กซเรย์กระดูกข้อเท้าของคนไข้มาให้ดนัยดู
“เอายังไงดีคะคุณหมอดนัย” พยาบาลถามดนัย
อื้อหือคงเจ็บน่าดูกระดูกหักซะเป็นสองท่อนเลยจากฟิล์มเอ็กซเรย์ดีนะกระดูกไม่แตกเป็นชิ้นๆ ดนัยคิดในใจพลางเตรียมส่งตัวไปที่แผนกศัลยแพทย์เพื่อให้หมอโองาตะผ่าตัด
“เอาล่ะเตรียมส่งไป....” ดนัยยังพูดไม่ทันจบฮิคาริก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“ไม่ต้องส่งไปหรอกดนัยกระดูกไม่ได้แตกเป็นชิ้นๆจึงไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเอาเศษกระดูกออกเคสนี้นายก็แค่ดึงกระดูกให้เข้าที่เท่านั้นก่อนจะใส่เหล็กดามและเข้าเฝือก” ฮิคาริพูดดนัยหันหน้าไปมองฮิคาริเล็กน้อย
“เชื่อฉันนายทำได้สองวันมานี้นายอ่านหนังสือกับการแพทย์ฉุกเฉินมาก็เยอะมั่นใจตัวเองหน่อย” ฮิคาริพูด
“เอายังไงดีคะคุณหมอ !!” พยาบาลถามดนัยอีกครั้งดนัยสูดหายใจลึกๆก่อนจะพูดออกมา
“พาไปที่ห้องฉุกเฉิน แล้วก็ไปเตรียมเหล็กและลวดยึดกระดูกมา” ดนัยสั่งพยาบาลทันที
“ค่ะ” พยาบาลคนนั้นพยักหน้าก่อนจะเข็นพาคนไข้เด็กคนนี้ออกไปที่ห้องฉุกเฉิน
ที่ห้องฉุกเฉิน
ครืด !! ดนัยเลื่อนม่านปิดก่อนจะหยิบยาชาขึ้นมา
“หมอจะฉีกยาชาให้นะครับทนเจ็บหน่อยนะ” ดนัยพูดกับคนไข้เด็กของเขา
“คะ คะ ครับคุณหมอ” ทาคิโอะพยักหน้าพลางยกมือขึ้นปาดน้ำตา
ฉึก !! ดนัยจิ้มเข็มลงไปไม่ลึกมากก่อนจะฉีกยาชาลงไปหลอดแรกก่อนจะถอนเข็มออกมาเขาปล่อยทิ้งไว้ประมาณสองนาทีก่อนจะหยิบเข็มที่สองซึ่งแทงลงไปลึกกว่าเดิมและฉีกยาชาลงไปอีกครั้ง แล้วก็รอก่อนจะฉีกเข็มที่สามลงไปซึ่งเข็มนี้นั้นแทงลงไปลึกมากเขารอให้ยาชาทั้งสามเข็มออกฤทธิเต็มที่ก่อนจะมองไปที่ข้อเท้าของเด็กเขาค่อยๆแตะมันลงไปเบาๆพลางถามคนไข้เด็กของเขาว่าเจ็บมั้ย
“ไม่เจ็บครับคุณหมอ” ทาคิโอะตอบ
“ถ้าอย่างนั้นหมอจะเริ่มรักษาแล้วนะครับ” ดนัยพูดก่อนจะใช้มือดัดข้อเท้าให้เข้าที่
กร๊อบ !! เสียงข้อเท้าของเด็กถูกดัดจนเข้าที่ดนัยถอนหายใจออกมาตอนนี้โล่งไปแล้วเปราะหนึ่ง
“ขออุปกรณ์ด้วยครับ” ดนัยบอกพยาบาลก่อนเธอจะส่งอุปกรณ์ให้ซึ่งมันคือเครื่องมือที่คล้ายสว่านเจาะแต่มันเป็นเครื่องมือสำหรับการแพทย์ที่ใช้เจาะลวดลงไปเพื่อยึดรักษากระดูก
กระดูกของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งอัศจรรย์เพราะถึงแม้มันจะหักแต่พอเวลาผ่านไปสักพักมันจะสามารถสมานกันได้เอง
วี๊ด !! ดนัยใช้เครื่องมือเจาะลงไปในกระดูกเด็กมีสีหน้าเจ็บปวดทันทีที่ดนัยเจาะมันลงไปที่กระดูก
“ฮือเจ็บจังเลย !!” เด็กเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
“อดทนหน่อยนะครับใกล้เสร็จแล้ว” ดนัยพูดปลอบพลางรีบเร่งมือรักษา
ไม่นานดนัยก็เจาะและติดตั้งลวดยึดเสร็จเขาถอนหายใจออกมาก่อนจะให้พยาบาลพาเด็กคนนี้ไปเอ็กซเรย์อีกครั้งก่อนจะเริ่มเข้าเฝือก
“ไม่เลวจะทำก็ทำได้นี่นา” ฮิคาริที่คอยมองอยู่ไม่ห่างพูดหลังจากดนัยทำได้เรียบร้อยดี
“อืม...นี่เป็นเคสแรกของฉันเลยรู้มั้ยตอนอยู่ที่ไทยน่ะไม่ได้มีโอกาสอยู่ในห้องฉุกเฉินเลย” ดนัยพูด
“หึ !! ก็ยังจะเรียนจบมาได้อีกนะ” ฮิคาริพูด
“ก็ทางนั้นอยากกลั่นแกล้งผมน่ะสิเลยให้จบออกมาได้เพราะถ้าผมจบออกมาทั้งๆที่ไม่มีประสบการณ์ผ่าตัดเลยผมจะหางานยากมากยังไงล่ะ” ดนัยบอกจากนั้นพยาบาลที่พาเด็กไปเอ็กซเรย์ก็พาเด็กกลับมาพร้อมกับภาพเอ็กซเรย์ในมือดนัยดูภาพเอ็กซเรย์นั่นพลางวิเคราะห์ก่อนจะบอกให้พยาบาลจัดการเข้าเฝือกให้เรียบร้อยก่อนเขาจะกลับไปสแตนบายที่ห้องพักของศัลยแพทย์เพื่อรอคนไข้คนต่อไปเข้ามาอีกครั้ง
พักกลางวัน
หลังจากผ่านช่วงเช้ามาได้ซึ่งดนัยได้ทำการรักษาคนไข้ฉุกเฉินไปถึงหกคนซึ่งถ้ารวมคนไข้ฉุกเฉินที่ถูกส่งมาในช่วงเช้าแล้วนั้นมันมีเกือบสี่สิบคนเลยทีเดียวซึ่งถ้าจากที่หมอสุกิยามะบอกมันถือเป็นจำนวนที่น้อยเพราะถ้าเป็นช่วงเทศกาลล่ะก็อาจจะมากถึงร้อยคนเลยที่เดียว
ตอนนี้ดนัยและฮิคาริอยู่ที่ด้านข้างของโรงพยาบาลที่ถูกทำเป็นสวนหย่อมที่นี่นั้นไม่ค่อยมีคนออกมาในตอนกลางวันเท่าไหร่นักเพราะมันค่อนข้างร้อนดนัยหยิบข้าวกล่องขึ้นมาข้างๆกันมีฮิคาริลอยตามมาไม่ห่าง
“เร็วๆเข้าสิดนัยฉันหิวแล้วนะ !!” ฮิคาริเร่ง
“รู้แล้วน่า !!” ดนัยพูดก่อนจะหยิบไฟแช็กออกมา
ฉึก !! ฟู่ !! เสียงไฟแช็กถูกจุดขึ้นมาดนัยใช้มันจุดธูปหอมจนติดก่อนจะปังมันลงไปที่โคนต้นไม้พลางวางกล่องข้าวของเขาลงและพนมมือขึ้น
วิ้ง !! ทันใดนั้นเองกล่องข้าวก็ปรากฎขึ้นตรงหน้าของฮิคาริเธอรีบคว้ามันไว้ทันที
“เย้มาแล้ววันนี้กับข้าวเป็นอะไรกันนะ !!” ทันทีที่ฮิคาริได้กล่องข้าวที่ดนัยจุดธูปส่งมาให้เธอก็ส่งเสียงดีใจออกมาทันที
“ให้ตายสินึกไม่ถึงว่าวิธีนี้จะได้ผลจริงๆ” ดนัยส่ายหน้าพลางหยิบกล่องข้าวที่วางเอาไว้ขึ้นมาก่อนจะเปิดมันออก
ดนัยนั้นพึ่งจะลองใช้วิธีจุดธูปและส่งของให้ฮิคาริเมื่อวันก่อนซึ่งปรากฎว่ามันสามารถทำได้ซะงั้นอ่ะเขาเองก็ตกใจเหมือนกันที่มันได้ผล
แกร๊ก !! แกร๊ก !! กล่องข่าวของดนัยและฮิคาริถูกเปิดออกพร้อมๆกัน
“ไข่ ???” ฮิคาริอุทานออกมาหลังจากเห็นกับข้าวที่อยู่ในกล่อง
“ใช่มันคือไข่ลูกเขยน่ะ เมื่อเช้าเวลาน้อยเลยทำอาหารง่ายๆ” ดนัยบอกเมนูของวันนี้
“ไข่ลูกเขยงั้นเหรอ ชื่อประหลาดมากว่าแต่ทำไมมันถึงชื่อไข่ลูกเขยล่ะ” ฮิคาริถาม
“ไม่รู้ดิคนทำคนแรกคงเป็นลูกเขยที่ทำให้แม่ยายกินล่ะมั้ง” ดนัยเองก็ไม่รู้ว่าทำไมมันถึงชื่อไข่ลูกเขย
“ว้าวแสดงว่าแม่ยายคนนี้ต้องโหดน่า” ฮิคาริพยักหน้า
“รีบๆกินเถอะน่าเวลาพักมีไม่มากนะ แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะออกมาที่สวนแบบนี้ได้ด้วย” ดนัยพูด
“อืม..ฉันเองก็ไปไหนมาไหนได้แค่ในเขตโรงพยาบาลเนี่ยแหละ ปกติไม่ค่อยออกมาที่สวนหรอกนะ” ฮิคาริบอกก่อนจะเริ่มลงมือกินข้าว
“นี่มันอร่อยมาก !!” ฮิคาริอุทานออกมาหลังจากกินเข้าไปคำแรก
ไหนตอนเจอกันแรกๆบอกว่าไม่เคยหิวไงฟระ แล้วนี่อะไรกินยังกับไม่เคยกิน ดนัยมองดูฮิคาริที่ยัดข้าวและไข่ลูกเขยเข้าปากไม่หยุดจนกระทั่งข้าวติดคอ
“แค่ก !! แค่ก !! น้ำขอน้ำหน่อยจะตายแล้ว” ฮิคาริเอามือทุบอกตัวเองพลางขอน้ำจากดนัย
เธอตายไปแล้วไม่ใช่เหรอไงฟระจะตายอะไรอีก ดนัยส่ายหน้าเบาๆก่อนจะหยิบน้ำออกมาก่อนจะวางลงหน้าธูปหอมที่ปักเอาไว้ที่โคนต้นไม้เขารีบพนมมือก่อนจะส่งมันผ่านควันธูปให้ฮิคาริทันที
ขวดน้ำปรากฎขึ้นตรงหน้าฮิคาริเธอคว้ามันไว้ก่อนจะรีบเปิดและกระดกมันทันที
“อ้า....ค่อยยังชั่วเกือบตายแล้วมั้ยล่ะ” ฮิคาริถอนหายใจออกมาพลางหันมายิ้มให้ดนัย
กึก !! ซึ่งรอยยิ้มของเธอนั้นถึงกับทำให้ดนัยชะงักไปและรู้สึกร้อนขึ้นที่หน้าขึ้นมา
“เป็นอะไรทำไมจู่ๆก็หน้าแดง” ฮิคาริถาม
‘มะ มะ ไม่มีอะไรแค่แพ้ควันธูป !!” ดนัยรีบตอบก่อนจะหันหน้าไปทางอื่นเพื่อซ่อนสีหน้าของเขาและรีบกินข้าวในกล่องของตัวเองทันที
“แพ้ควันธูปนี่นะมีด้วยเหรอ” ฮิคาริทำหน้าแปลกใจก่อนจะเลิกสนใจและกินข้าวในกล่องต่อ
จบ...