หลิงเจี้ยนมีสีหน้าแข็งกร้าว เย่อหยิ่งจองหอง
บัดนี้เขาอยู่ในสำนักหลิงซวีเจี้ยน เขาจึงกลับมามีอำนาจดังเดิม ไม่เกรงกลัวซูฉางเซิงอีกต่อไป
อย่างไรเสีย แม้นซูฉางเซิงจะแข็งแกร่งเพียงใด จะอาจกล้าบุกสำนักหลิงซวีเจี้ยนเชียวหรือ
“เจ้าสำนักหลิงเจี้ยน ตระกูลซูมีความจริงใจอย่างยิ่ง ยินดีจ่ายเป็นสองเท่า หรือจ่ายด้วยโอสถศักดิ์สิทธิ์ระดับแปดสองต้นเพื่อแลกกับดอกบัวพิชิตวิบัติ!”
ผู้ฝึกตนผู้แข็งแกร่งของตระกูลซูกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
เขาคือผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ขั้นสูงสุด เป็นผู้คุ้มกันที่ระบบมอบให้
ครั้งนี้เขามาเป็นผู้มาเจรจา
“เป็นไปไม่ได้ กลับไปซะ ดอกบัวพิชิตวิบัติคือสมบัติล้ำค่าของสำนักหลิงซวีเจี้ยนขออภัยที่ไม่อาจตกลงได้!”
หลิงเจี้ยนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ในครั้งนี้ สำนักหลิงซวีเจี้ยนยึดครองทรัพยากรหนึ่งในสามของสำนักว่านโซ่วไปแล้วซึ่งเป็นทรัพย์สินที่บรรพบุรุษฉางเซิงแสวงหามา ตระกูลซูของข้าไม่เอาเรื่อง ทั้งยังเพิ่มราคาเป็นสามเท่าเช่นนี้เห็นควรหรือไม่” ผู้ฝึกตนของตระกูลซูขมวดคิ้ว ทว่ายังพยายามเจรจาต่อ
“หึ ยึดครองหรือ ดินแดนสำนักว่านโซ่วไม่ใช่ของพวกเจ้าตระกูลซู เหตุใดสำนักหลิงซวีเจี้ยนจึงยึดครองไม่ได้เซียนฉางเซิงผู้นี้โอหังนักหรือ”
สีหน้าของหลิงเจี้ยนส่อเค้าสนุกสนาน ทั้งเย้ยหยันและพูดจาเหน็บแนม จากนั้นท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปดวงตาเปล่งประกายมากขึ้น แสดงอำนาจของเจ้ายุทธจักรออกมาพลางกล่าวว่า
“หรือว่าตระกูลซูของพวกเจ้าต้องการจะทำสงครามกับสำนักหลิงซวีเจี้ยนเล่า!”
สำนักหลิงซวีเจี้ยนในฐานะมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุด เขาไม่เชื่อว่าซูฉางเซิงจะกล้าทำสงครามกับสำนักหลิงซวีเจี้ยนเพื่อดอกบัวพิชิตวิบัติเพียงดอกเดียว!
“เช่นนั้นก็ดี ตระกูลซูจะจดจำไว้!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้ฝึกตนของตระกูลซูจ้องมองหลิงเจี้ยนอย่างลึกซึ้ง กล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชาก่อนจะหันหลังกลับไป
“น่าขัน!”
หลิงเจี้ยนเยาะเย้ย
จดจำไว้หรือ นี่ข่มขู่ข้าหรือ
คิดว่าสำนักหลิงซวีเจี้ยนเหมือนสำนักว่านโซ่วที่มีอิทธิพลขึ้นมาอย่างรวดเร็วเช่นนั้นหรือ
สำนักหลิงซวีเจี้ยนในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดนั้นใกล้เคียงกับตระกูลโบราณเลยด้วยซ้ำแทบจะอยู่ในระดับนั้นแล้ว
แม้ว่าปัจจุบันจะเสื่อมถอยลงไปบ้าง ทว่าก็ยังมีบรรพบุรุษเซียนถึงสามคน มีรากฐานที่มั่นคงซูฉางเซิงเพียงผู้เดียวมิอาจทำให้เขาหวั่นเกรงได้
“ซูฉางเซิง...หึ!”
หลิงเจี้ยนพึมพำกับตัวเอง นึกถึงเหตุการณ์ที่เมืองเทียนหยวน ในใจเต็มไปด้วยความแค้นเคืองระคนไม่พอใจ
เขาไม่ได้มีความแค้นกับซูฉางเซิงได้อย่างใด
หากเป็นเซียนผู้แข็งแกร่งของสำนักอื่น เขาคงไม่มุ่งเป้าไปเช่นนี้ สร้างศัตรูให้กับสำนักหลิงซวีเจี้ยนโดยไม่จำเป็น
ทว่าซูฉางเซิงนั้นแตกต่าง
ซูฉางเซิงเป็นผู้บำเพ็ญเพียรร่วมยุคสมัยเดียวกับเขา ไม่สิ เขาเริ่มต้นก่อนซูฉางเซิงหนึ่งหรือสองพันปีด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น พรสวรรค์ของเขานั้นเหนือกว่าซูฉางเซิงมาก เขาเป็นผู้มีร่างเทพแห่งวิถีกระบี่ตามหลักแล้ว เขาต้องบรรลุเป็นเซียนนักบุญได้ ทว่าน่าเสียดายที่ผ่านมาถึงเจ็ดพันกว่าปีแล้วเขายังคงติดอยู่ที่ระดับกึ่งเซียนนักบุญ ไม่อาจก้าวไปสู่ขั้นต่อไปได้
ส่วนซูฉางเซิงกลับประสบความสำเร็จ ไม่เพียงบรรลุเป็นเซียนนักบุญก่อนเขาเท่านั้น ทว่าพลังต่อสู้ยังเหนือชั้นทำลายสำนักว่านโซ่วได้ทั้งหมด
สิ่งนี้ทำให้หลิงเจี้ยนเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา
ยิ่งซูฉางเซิงเก่งกาจและโดดเด่นมากเท่าใด เขาก็ยิ่งอิจฉามากขึ้นเท่านั้น
“ซูฉางเซิง แม้ว่าข้าจะทำกระไรเจ้าไม่ได้ แต่ข้าก็ทำให้เจ้าเจ็บใจได้!”
หลิงเจี้ยนแสยะยิ้ม เมื่อนึกถึงท่าทางโกรธเคืองของซูฉางเซิง เขาก็แอบรู้สึกพึงพอใจ
ต่อให้แข็งแกร่งเพียงใดแล้วอย่างไร
ในโลกนี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือภูมิหลังและมนุษยสัมพันธ์
“จริงสิ สาวงามจากราชวงศ์ไป๋อวิ๋นยังไม่ได้ลงมือเลย ร่างกายของนางต้องมีดีเป็นแน่แท้!”
ทันใดนั้น หลิงเจี้ยนก็เลิกคิ้วขึ้น นึกถึงหญิงสาวที่งดงามราวกับภูตแห่งจันทราที่เขาพบในงานฉลองมงคลสมรสเวลานี้ดวงตาเต็มไปด้วยความโลภ
สัญชาตญาณบอกเขาว่า
องค์หญิงน้อยของราชวงศ์ไป๋อวิ๋นผู้นี้ต้องมีเคล็ดลับที่ล้ำค่า หากเขาได้นางมาบางทีอาจช่วยให้เขาบรรลุเป็นเซียนได้!
แม้จะไม่มีเคล็ดลับใดๆ เพียงแค่รูปโฉมอันงดงามของนาง ก็พอที่จะทำให้หลิงเจี้ยนหลงใหลได้แล้ว
“ถึงเวลาแล้ว หึ ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นเล็กๆ จะกล้าขัดขืนข้าหรือ”
หลิงเจี้ยนพึมพำกับตัวเอง นึกถึงตอนที่ถูกบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นปฏิเสธ สายตาของเขาดุดันยิ่งขึ้น
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ สาเหตุที่เขาไม่รีบไปทำลายราชวงศ์ไป๋อวิ๋นในทันทีก็เพื่อที่จะแย่งชิงดินแดนและทรัพยากรของสำนักว่านโซ่ว บัดนี้ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วถึงเวลาจัดการไป๋เยวี่ยเกอแล้ว
“อย่าชักช้า ข้าจะนำคนไปทำลายราชวงศ์ไป๋อวิ๋น!” พูดจบ หลิงเจี้ยนก็ลุกขึ้น เตรียมนำผู้ฝึกตนผู้แข็งแกร่งของสำนักไปทำลายราชวงศ์ไป๋อวิ๋น
“ไม่ได้!”
แต่หลังจากลุกขึ้นได้ไม่นาน เขาก็ลังเล ขมวดคิ้วพลางพึมพำกับตัวเองว่า “ราชวงศ์ไป๋อวิ๋นอยู่ใกล้กับตระกูลซูมากเกินไปหากไปเจอซูฉางเซิงโดยบังเอิญคงไม่ดีแน่!”
ดินแดนของราชวงศ์ไป๋อวิ๋นอยู่ใกล้กับตระกูลซู เมืองหลวงอยู่ห่างจากเมืองเทียนหยวนเพียงสองถึงสามแสนลี้เท่านั้น
ระยะทางเช่นนี้ สำหรับผู้ฝึกตนทั่วไปอาจเป็นระยะทางที่ไกลมาก ทว่าสำหรับเซียนแล้วการข้ามผ่านไปนั้นใช้เวลาเพียงไม่กี่ลมหายใจ
ด้วยระยะทางที่ใกล้กันเช่นนั้น เขาอาจบังเอิญเจอกับซูฉางเซิงก็เป็นได้
ประเด็นสำคัญคือ ในงานฉลองมงคลสมรสของตระกูลซู เขาซ้ำเติมซูฉางเซิงเอาไว้ ไม่แน่ว่าอีกฝ่ายอาจจดจำเขาได้บวกกับการที่เขาปฏิเสธข้อเสนอแลกเปลี่ยนของซูฉางเซิงด้วย
ความแค้นใหม่และความแค้นเก่ารวมกัน
หากบังเอิญเจอกัน ไม่แน่ว่าซูฉางเซิงอาจจะตบเขาตายด้วยฝ่ามือเดียว
ถึงเวลานั้น แม้ว่าสำนักหลิงซวีเจี้ยนจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็คงไม่กล้าขัดแย้งกับซูฉางเซิงเพื่อคนตายคนหนึ่ง
“ไม่ได้ ข้าต้องให้ลูกน้องไป เพียงบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นผู้เดียว เรียกระดับกึ่งเซียนนักบุญมาอีกสองคนก็น่าจะเพียงพอแล้ว!”
หลิงเจี้ยนพึมพำกับตัวเอง
ในฐานะเจ้าสำนักที่ปกครองสำนักหลิงซวีเจี้ยนมานับพันปี แน่นอนว่าเขาสร้างกลุ่มอิทธิพลของตนเองขึ้นมาและมีลูกน้องที่ภักดีจำนวนมาก
ระดับกึ่งเซียนนักบุญก็มีอยู่บ้าง
ตูม!
หลังจากนั้นไม่นาน ภายใต้คำสั่งของหลิงเจี้ยน ผู้ฝึกตนระดับกึ่งเซียนนักบุญสามคนที่ปลอมตัวเรียบร้อยแล้วได้ออกจากสำนักหลิงซวีเจี้ยนอย่างเงียบๆ มุ่งหน้าไปยังราชวงศ์ไป๋อวิ๋น
...
ตระกูลซู!
“โอ้ เจ้าบอกว่าบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นต้องการจะสู่ขอข้า ยกไป๋เยวี่ยเกอให้ข้าหรือ”
ภายในตำหนัก ซูฉางเซิงนั่งอยู่บนบัลลังก์ประธาน สีหน้านั่นประหลาดใจเล็กน้อย
ซูอวิ๋นยืนอยู่ข้างๆ อย่างเคารพ ร่าเริงราวกับเด็กชายรับใช้
“ขอรับ บรรพบุรุษ!”
ซูอวิ๋นกล่าวเคารพนบนอบ เขาพูดต่อว่า “แต่เนื่องจากไม่ทราบความคิดของท่านบรรพบุรุษข้าจึงไม่กล้าตัดสินใจแทนท่าน และไม่ได้ตกลงในทันทีขอรับ!”
“น่าสนใจ!”
ซูฉางเซิงลูบคางครุ่นคิด สีหน้าแสดงแววสนุกสนาน เขาคิดว่าบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นต้องการจะสู่ขอรุ่นน้องของตระกูลซูเพื่อช่วยราชวงศ์ให้รอดพ้นจากการล่มสลาย
ไม่คิดว่าเป้าหมายการแต่งงานในครั้งนี้จะเป็นเขา!
ต้องบอกว่าบรรพบุรุษไป๋อวิ๋นมีความคิดที่น่าสนใจและอาจหาญมาก กล้าที่จะตัดสินใจเช่นนี้และยอมยกอัจฉริยะที่มีพรสวรรค์ขั้นสูงสุดให้แก่เขา
เดิมทีเขาว่าจะลงมือเอง
ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมอบมาให้ถึงที่
ส่วนราชวงศ์ไป๋อวิ๋น เพียงดินแดนเล็กๆ เขายังไม่ใส่ใจ แค่ยึดครองดินแดนอื่นก็เพียงพอแล้ว
เพราะอย่างไรเสียก้าวต่อไป ตระกูลซูจะขยายอำนาจเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้จะใช้สำนักว่านโซ่วเป็นฐาน และใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงครามกับมหาอำนาจอื่นๆ
คิดว่าเขาจะนั่งดูสำนักว่านโซ่วถูกมหาอำนาจอื่นๆ แบ่งแยกแย่งชิงกันไปโดยไม่ทำสิ่งใดเลยหรือ
เค้กเหล่านี้ล้วนมีพิษร้าย
ในอนาคต เขาจะจัดการกับสำนักกองกำลังทั้งหมดที่ลงมือในช่วงเวลานี้ทีละคน
“ตอบตกลงไป ข้าตกลง ส่วนงานอภิเษก กำหนดไว้ในอีกสามเดือนข้างหน้า!”
ซูฉางเซิงพยักหน้า
“ใช่แล้ว ลงมือเลย”
“ขอรับ ข้าจะไปจัดการเดี๋ยวนี้!”
ใจของซูอวิ๋นสั่นสะท้าน แอบคิดว่าโชคดีที่เขาไม่ได้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาดในตอนนั้น
ขณะเดียวกันก็คิดในใจว่าควรจะหาเทพธิดาและเซียนหญิงระดับสูงมาให้บรรพบุรุษเพิ่มอีกหรือไม่
“ต้องเป็นผู้มีร่างกายเทพหรือพรสวรรค์ขั้นสูงสุด ถึงจะเข้าตาข้าได้!”
ราวกับมองทะลุความคิดของซูอวิ๋น เสียงเรียบๆ ของซูฉางเซิงดังขึ้น
ร่างกายเทพหรือ
ใจของซูอวิ๋นสั่นสะท้าน
นี่คือระดับขั้นของบรรพบุรุษหรือ
ช่างสูงส่งเกินกว่าที่ปุถุชนธรรมดาอย่างเขาจะเทียบได้!
“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว!”
ซูอวิ๋นถอยออกไปอย่างเคารพ เพื่อไปส่งข่าวตอบกลับราชวงศ์ไป๋อวิ๋น
“เจ้าหนูนี่คิดกระไรอยู่!”
ซูฉางเซิงมองทะลุความคิดของอีกฝ่ายได้ทันที และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขบขัน
สาเหตุที่เขากำหนดให้ต้องเป็นผู้มีร่างกายเทพ ก็เพียงเพราะเป็นมาตรฐานที่ระบบกำหนดก็เท่านั้น
ในเมื่อเขาตัดสินใจที่จะเดินบนเส้นทางการแต่งงานและมีฮูหยินแล้ว แน่นอนว่าเขาจะไม่ปกปิดสิ่งใด
“บรรพบุรุษ สำนักหลิงซวีเจี้ยนปฏิเสธข้อเสนอของท่าน!”
ในเวลานั้น ผู้ฝึกตนผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งของตระกูลซูเดินเข้ามารายงานต่อซูฉางเซิง
เขาคือผู้ฝึกตนระดับนิรันดร์ขั้นสูงสุดที่ไปเจรจากับสำนักหลิงซวีเจี้ยน