"รอให้เขากลับมาแล้วข้าจะส่งคนนำข้อมูลโดยละเอียดไปให้ ในระยะนี้ก็ไปจัดการธุระของเจ้าให้เสร็จสิ้น ถึงเจ้าจะเป็นบุตรข้า แต่ข้าจะไม่ถือหางเจ้าจนเสียคนแน่ จัดการให้ดีหากสรุปวันเวลาแน่นอนได้เมื่อไหร่ ข้าจะไปส่งเจ้าที่ท่าเรือ"
ถึงปากจะบอกจะพูดแบบนั้น แต่ถ้าผู้ใดได้มาเห็นก็ย่อมต้องดูออก ว่าประมุขวังท่านนี้รัก และเอ็นดูบุตรบุญธรรมผู้นี้มากแค่ไหน มิเนอร์วาโค้งตัวต่ำให้อย่างสุภาพ กล่าวขอบคุณด้วยใจจริง
"ขอบคุณท่านพ่อที่เมตตาขอรับ ผู้บุตรขอลา"
มิเนอร์วาได้ยินเสียงดีดนิ้วหนึ่งที พอเงยหน้าขึ้นมาภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไป อินทรีเกล็ดศิลาประจำตัวหันหัวมาจ้องมองอย่างสงสัย แปลกใจกับเจ้านายคนใหม่ที่ต้องทำพันธสัญญาด้วย เฟรเกียได้มอบอินทรีเกล็ดศิลาอีกหนึ่งตัวให้ใช้เป็นสัตว์พาหนะ มิเนอร์วาย่อมรู้เรื่องนี้เพราะอีกฝ่ายเคยเกริ่นไว้เมื่อนานมาแล้ว เด็กหนุ่มยกมือขึ้นลูบปีกของอินทรีตัวใหญ่ ที่น่าจะบรรทุกผู้คนได้มาก 3 ถึง 4 คน
กลิ่นอายผลึกแก่นแห่งปัญญาที่ควบผนึก สร้างมาจากการหลอมรวมพื้นฐานมืดและไม้ กำลังแทรกซึมเข้าไปในร่างกายที่ปกคลุมด้วยขนนุ่ม ตราประทับที่มีกลิ่นอายของเฟรเกียสลายไปอย่างรวดเร็ว แทนที่ด้วยกลิ่นอายของมิเนอร์วาที่กำลังก่อตัวเป็นตราประทับ สร้างเป็นพันธสัญญาที่สมบูรณ์ผูกความคิดของทั้งคู่เข้าด้วยกัน แสงสีเขียวอมดำกะพริบวาบหนึ่งที ราวกับทั้งคู่สามารถสื่อสารกันได้ผ่านตราประทับนี้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในที่ห่างไกลระดับหนึ่ง และเอาแต่ร้องแกว่กๆ ตามประสานกทั่วไปก็ตาม นับได้ว่าขณะนี้สามารถฟังภาษาอินทรีออกผ่านตราประทับ
"หากตัวอื่นมาพูดกับข้าก็คงจะไม่เข้าใจ แต่ช่างปะไรไว้ให้เจ้าแปลให้ข้าฟังก็แล้วกัน ตกลงไหมลิเบอร์ตี้?"
"แกว้ก! แกว่ก…"
ลิเบอร์ตี้ อินทรีพาหนะตัวใหม่ของมิเนอร์วาผงกหัวตอบรับเสียงดัง หากผู้คนธรรมดาได้มาเห็นเข้า ก็คงจะคิดว่าคนบ้านั้นมาอีกแล้ว แถมครั้งนี้ยังคุยกับอินทรียักษ์ตัวหนึ่งรู้เรื่องเสียด้วย แต่ก็ไม่แปลกสำหรับสัตว์วิเศษบางจำพวก มีบ้างที่สามารถฟังภาษามนุษย์ออกโดยอาศัยสัญชาตญาณ และพูดคุยตอบโต้ด้วยความฉลาดทางปัญญาได้ ดังเช่น ควาย หรือลิง ชนิดแรกนั้นนับว่ามีปัญญาในระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ได้มากมายนัก ไม่อาจสามารถคิดการลึกล้ำซับซ้อนได้ เพียงอาศัยแรงวัวแรงควายที่มี และพวกมากเข้าปกครองขยายถิ่น จนง่ายต่อการถูกชักจูง และสื่อสารด้วย
แต่ทุกสรรพสิ่งย่อมมีข้อดีข้อเสีย เนื่องจากง่ายต่อการชักจูง และมีตรรกะที่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนัก จึงมักจะเห็นท่าทีที่แสดงออกแทนคำพูดว่า 'ไม่รู้ ไม่รู้ๆ!' เช่นนี้อยู่บ่อยครั้งจากพวกมัน หากไม่พึงพอใจก็มักใช้กำลังไล่ขวิดผู้คน แม้แต่เจ้านายที่ทำงานหาหญ้าให้ฝูงควายเหล่านั้นได้เคี้ยวกิน ก็ไม่มีข้อยกเว้น ในทุกๆ คราที่โมโหก็มักไล่ขวิดทำร้าย ปิดล้อมต้อนเจ้าของกักขังไว้บนต้นไม้
ชนิดหลังนั้นเนื่องจากฉลาดมากเกินไป จึงพูดคุยด้วยได้ง่าย บอกว่าสิ่งใดขาดก็ไปหามาให้ บอกว่าเดือดร้อนเรื่องใดก็ช่วยคิดแก้ไข ผู้คนส่วนใหญ่จึงต้องการครอบครองสัตว์วิเศษ ที่มีระดับสติปัญญาฉลาดหลักแหลมมาร่วมดำเนินชีวิต และยังมีอีกหลายเผ่าพันธุ์ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงเช่น เหล่าวิหคปักษาหลากหลายชนิด สัตว์วิเศษนักล่าประเภทต่างๆ ทั้งบนบกรวมไปถึงใต้น้ำ มิเนอร์วาออกแรงกระโดดหนึ่งทีก็อยู่บนหลังลิเบอร์ตี้และบินจากไป มุ่งหน้าสู่ฐานหลักของซัลวาโตเรแฟมิลี่ ที่กำลังก่อสร้างขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยอำนาจแห่งทองคำ
มนุษย์ปกติคนใดไหนเล่าจะอยากปฏิเสธความมั่งคั่ง และในตอนนี้เจ้าของเหรียญทองพวกนั้น ก็ไม่ได้นึกเสียดายเลยสักนิด ที่สูญเสียพวกมันไปเป็นจำนวนมาก เมื่อเทียบกับสิ่งที่คาดฝันไว้ในอนาคต ค่าจ้างวานวันละหลายพันเหรียญทองที่เสียไปนี้ ทั้งหมดจะถูกตอบแทนด้วยธุรกิจมากมายที่กำลังจะทยอยสร้างขึ้น อาทิ ร้านหนังสือ ภาพศิลปะ รวมถึงหุ่นรูปปั้นเสมือน ไพ่ดวลพลังสำหรับเด็ก บ่อนพนันสำหรับผู้ใหญ่ ไร่เกษตรสำหรับปลูกวีด ร้านขนมหวานสำหรับสตรี และผู้ที่ต้องการผ่อนคลาย
ยังมีกองทุนพิเศษที่จะมอบกำไรคืนกลับให้เหล่าลูกค้าผู้ประเสริฐใจดี ที่ได้มาใช้บริการเพื่อเป็นการตอบแทน ในอนาคตก็หวังเอาไว้ว่า อยากจะสร้างกิจการมากให้ขึ้นเท่าที่จะสามารถทำได้ และหากเหรียญทองของเด็กหนุ่มไม่เพียงพอ มิเนอร์วาก็ได้วางแผนการเอาไว้แล้ว เขาจะเปิดการซื้อขายบัตรพิเศษขึ้น เป็นบัตรที่จะมอบสิทธิพิเศษต่างๆ ให้เพื่อตอบแทนในความเชื่อใจ ที่ได้ยอมมาลงทุนร่วมกัน
"หากต้องสร้างในเร็ววัน ถ้าพบหมื่นปัญหา… เช่นนั้นก็ต้องหาหมื่นคนมาช่วยกันสะสางแล้ว!"
มิเนอร์วายกยิ้มจ้องมองพื้นโล่งด้านล่าง ในจิตใจเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ หากจะให้พูดตามตรง สิ่งตรงหน้านี้ช่างยิ่งใหญ่เกินไป ที่เด็กในวัยนี้จะสามารถแบกรับได้ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เด็กหนุ่มต้องสูญเสียความมั่นใจที่ตัวเองจำเป็นต้องมีไป
"หากแม้แต่ตนเองยังไม่เชื่อใจตัวเอง แล้วผู้ใดจะกล้าเชื่อในตัวข้ากันเล่า ทางเดินหมื่นก้าวเริ่มต้นที่ก้าวแรก!... หากเป้าหมายหมื่นก้าวของข้าต้องเดินหลายปี เช่นนั้นก็เดินหลายปี ถ้าเอาแต่ล้มเลิกกลางคันเสียทุกครั้ง แล้วเมื่อใดกันที่ข้าจะเดินถึงเป้าหมาย…"
มิเนอร์วาเอ่ยให้กำลังใจตัวเอง และใช้บริเวณสวนกว้างซึ่งเตรียมให้ลิเบอร์ตี้ใช้เป็นที่ลงจอด ส่วนรังของมันนั้นอีกฝ่ายบอกว่าอยู่บนยอดเขาสูงไม่ไกลจากที่นี่ มิเนอร์วาเองก็ไม่ได้สนใจในรังนกสักเท่าไหร่ จึงพูดเล่นต่อด้วยอีกสองสามประโยค หลังจากล่ำลากันเสร็จ มิเนอร์วาก็หันหลังก้าวเดินจากมา เด็กหนุ่มเดินหายเข้าไปในตัวอาคารไม้ที่สร้างขึ้นมาชั่วคราว
เนื่องจากพึ่งกลายมาเป็นเหนือมนุษย์ได้ไม่นาน จึงรู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้าง ไม่แปลกที่เขาจะต้องการพักผ่อน ให้ร่างกายค่อยๆ ปรับสมดุลให้คุ้นชินกับพลัง จึงได้ออกคำสั่งกำชับผู้คนเอาไว้ อย่าได้ให้ใครมารบกวน นอกเสียจากจะมีเรื่องด่วนจริงจังเกิดขึ้น หัวถึงหมอนได้ก็หลับตา ห้วงจิตดำดิ่งลึกสู่ทะเลแห่งความสงบ สบโอกาสก็เดินทอดน่องไปในโลกแห่งห้วงฝันเสียแล้ว
เช้าวันต่อมาก็ฟื้นตื่นขึ้นด้วยความกระปรี้กระเปร่า พาร่างตัวเองออกไปสะสางสั่งงานที่ค้างไว้ เวลา 5 วันได้ผ่านไป ปรากฏกำแพงและคฤหาสน์หลังใหญ่ ที่สร้างขึ้นจากศิลาประณีตบรรจงใช้สำหรับรับแขก ภายในส่วนลึกโอบล้อมด้วยหมู่ตึกที่สร้างขึ้นจากไม้หอมมากมาย ใช้สำหรับเป็นที่พักผ่อนของมิเนอร์วาและเหล่าผู้คนใต้ปกครอง ส่วนที่ใช้สำหรับรับรองแขกก็สร้างเสร็จจนสมบูรณ์เช่นกัน เนื่องจากเหรียญทองที่ถึงจะมีมากมายแต่ก็ยังคงมีจำกัด ค่าจ้างแรงงานวันละหลายพันเหรียญทองนั้น ยังคงไม่นับรวมวัสดุอุปกรณ์ ที่ต้องซื้อแยกอีกต่างหากจำนวนมาก รวมไปถึงรายจ่ายมากมายสำหรับการซื้อสินค้าเฉพาะจำเป็น ดังเช่นเหล่าวัตถุดิบอาหาร และพืชพันธุ์สำหรับการหลอมสร้างโอสถ
ทุกสิ่งกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทีละน้อย และในวันที่ 8 นี้เอง อลิซก็ได้เดินทางมาหาเด็กหนุ่ม ทั้งคู่เดินไปคุยไปภายในสวนกว้าง โดยมีลิเบอร์ตี้ที่ใช้กรงเล็บข้างหนึ่ง คว้าจับลำตัวงูสีม่วงขนาดใหญ่ มันกำลังหยอกล้อจิกหัวงูตัวนั้นทุกครั้งที่อีกฝ่ายพุ่งฉก ราวกับเป็นการดวลวัดความเร็วว่าผู้ใดจะไวกว่า โดยไม่สนท่าทางของคู่หูผู้ทำพันธสัญญาด้วย เป็นธรรมดาที่เด็กผู้ชายในวัยนี้จะว้าวุ่นใจกับสาวงามมากมายรอบตัว
'จะอย่างไรข้าก็ยังคงศรัทธาในรักเดียว จะให้สิ่งเหล่านี้มาทำให้หวั่นไหวไม่ได้ ถือเป็นบททดสอบ…'
เด็กหนุ่มเอ่ยข่มจิตใจตัวเองที่กำลังฟุ้งซ่าน ดูเหมือนวันนี้สตรีทางด้านข้างจะแต่งตัวเปิดเผยเนื้อหนังมากขึ้นกว่าเดิม ราวกับกุหลาบงามที่ล่อลวงให้ถูกทิ่มตำด้วยหนามพิษ
"ศิษย์พี่! ศิษย์พี่ฟังข้าพูดอยู่หรือไม่! ท่านจ้องไปที่ใดกัน ไม่รักข้าก็อย่ามองข้าอย่างนี้ คนลามก!"
อลิซโบกมือหนึ่งข้าง พยายามเรียกสติมิเนอร์วาที่กำลังเหม่อลอย ส่วนมืออีกข้างก็ปัดป่ายปกปิดจุดที่สายตาเด็กหนุ่มจ้องมอง อย่างเอียงอาย
"บัดซบ!... เป็นมารตนไหนทดสอบข้ากัน"
เด็กหนุ่มที่พึ่งได้สติสะดุ้งตกใจเผลออุทานขึ้นมา อลิซมุ่นคิ้วกล่าวตอบโต้อย่างขุ่นเคือง มีท่าทีไม่พอใจแฝงอยู่ไม่น้อย ลิเบอร์ตี้ผงกหัวขึ้นมองที่เด็กหนุ่มด้วยความไม่ประสา จ้องมองอยู่หลายอึดใจ เมื่อเห็นว่าเป็นแค่การตกใจ มันก็ก้มหน้าลงเล่นกับงูต่อ
"ที่นี่นอกจากท่านและข้า จะยังมีผู้ใดอยู่อีกกันเล่า หากจะมีมารสักตนก็คงเป็นท่านนั่นแหละ มารราคะ!"
เด็กหนุ่มเลิกคิ้วขึ้นยกนิ้วหันเข้าหาตัว ชี้ตัวเองและถามย้ำเพื่อยืนยันคำพูดของอีกฝ่าย
"เป็นข้า? ... มารราคะ?"
อลิซยกยิ้มให้กับท่าทีตอบสนองน่ารักของเด็กหนุ่ม แต่มิเนอร์วาที่พึ่งตั้งสติได้ ก็รู้ตัวแล้วว่าตนตกอยู่ในแผนของอีกฝ่าย รีบส่ายหน้ากล่าวแย้งทันทีอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า
"ผิดแล้วๆ … ขึ้นชื่อว่ามาร คนธรรมดายากมองเห็น ข้ากล่าวกับมารภายในตัวเจ้าต่างหาก ออกมาจากตัวศิษย์น้องของข้านะ… นางมารยั่วสวาท!"