TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 39 วางแผนปล้น

    ตอนที่ 39 วางแผนปล้น


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****




    เคล็ดวิชากายากระบี่ไม่ได้บ่มเพาะแค่เพียงการดูดซับพลังภายนอกผสานกับเจตจำนงกระบี่ที่ใช้กระตุ้นเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ฝึกฝนต้องทำความเข้าใจเจตจำนงกระบี่ที่แทรกซึมเข้ามาพร้อมกับพลังภายนอกที่ดูดซับเข้ามาด้วย


    วิธีการนี้เรียกว่าจารึกกายกระบี่


    โดยปกติแล้วมนุษย์ธรรมจะมีจุดชีพจรอยู่ 7 จุด ได้แก่ จุดอิ้นถาง (กลางหน้าผาก) จุดซ่านจง (กลางหน้าอก) จุดไท่หยวนข้างขวา (แขนขวา) จุดไท่หยวนข้างซ้าย (แขนซ้าย) จุดเน่ยถิงข้างขวา (เท้าขวา) จุดเน่ยถิงข้างซ้าย (เท้าซ้าย) และจุดตันเถียน (บนท้องน้อย)


    ขอเพียงสามารถจารึกเจตจำนงกระบี่ลงในจุดชีพจรทั้งเจ็ดได้ การฝึกเคล็ดวิชากายากระบี่ขั้นแรกนับว่าประสบความสำเร็จไปแล้วก้าวหนึ่ง ร่างกายทั้งเจ็ดจุดชีพจรจะสามารถแสดงพลังกระบี่ที่ร้ายกาจออกมาได้


    เพราะเหตุนี้จึงทำให้ผู้ฝึกฝนบางคนใช้นิ้วเป็นดัชนีกระบี่ได้ หรือใช้ลูกเตะเป็นการฟันกระบี่ที่แหลมคม


    ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการจารึกกระบี่ทั้งสิ้น


    หากต้องการฝึกฝนขั้นต่อไป ผู้ฝึกฝนต้องเปิดชีพจรใหม่ที่มนุษย์ธรรมดาไม่มีขึ้นมาแล้วจารึกเจตจำนงกระบี่ลงไป ยิ่งมีจุดชีพจรที่มากขึ้น การจารึกกระบี่จะมีความยากตามไปด้วย นี่คือความยากของการฝึกเคล็ดวิชากายากระบี่


    แต่เฟิร์สเชื่อว่าตนเองนั้นสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชากายากระบี่ขั้นแรกได้ ส่วนขั้นต่อไปนั้นจะต้องใช้ความพยายามต่อไป


    กล่าวกันตามตรงในโลกก่อน อาจารย์ของเขาเคยเปิดจุดชีพจรให้เขาได้ถึงหนึ่งร้อยแปดจุดก่อนเริ่มฝึกตน นั่นจึงทำให้การฝึกฝนของเขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว


    แต่ในโลกนี้เฟิร์สต้องพึ่งตนเองเท่านั้น การเปิดจุดชีพจรแม้ว่ามันจะทำได้ยาก แต่เขาก็เชื่อว่าตนเองต้องทำได้


    การจารึกกระบี่บนจุดชีพจรไม่ได้เป็นไปอย่างรวดเร็วตามที่ใจคิด 


    เฟิร์สต้องพยายามควบคุมการดูดซับแกนสปีริตไปพร้อมกับการจารึกกระบี่บนจุดชีพจรไปด้วย ไม่เช่นนั้นแล้วหากดูดซับพลังเร็วเกินไปอาจจะทำให้เวลาในการจารึกกระบี่สั้นลง


    ทรัพยากรของเฟิร์สนั้นมีจำกัด 


    เมื่อถึงตอนนั้นเขาอาจจะบรรลุการบ่มเพาะระดับดาราขาวเจ็ดแฉกได้ แต่เขาจะยังไม่สามารถฝึกเคล็ดวิชากายากระบี่ขั้นแรกให้สำเร็จได้


    เฟิร์สจึงทำทุกขั้นตอนอย่างพิถีพิถันเพื่อให้การบ่มเพาะนี้ราบรื่น


    เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวดวงอาทิตย์ก็ลับฟ้า 


    เฟิร์สมองดวงแสงทั้งสิบสองลูกที่ยังไม่ดับลง พร้อมกับถอนหายใจออกมา 


    แม้ว่าความจริงแล้วเขานั้นสามารถดูดซับพวกมันได้ภายในพริบตา แต่เขาตั้งใจชะรอมันไว้เพื่อฝึกฝนการจารึกกระบี่บนจุดชีพจรให้สำเร็จ


    “การฝึกฝนทุกเส้นทางนั้นไม่ง่ายเลย จนป่านนี้แล้วฉันยังไม่สามารถจารึกชีพจรสำเร็จแม้แต่จุดเดียว ดูเหมือนว่าวันนี้ต้องพอแค่นี้ก่อน เห็นทีนั้นต้องพูดกับพ่ออย่างจริงจังแล้วว่าจะปลีกวิเวกออกมาฝึกที่นี่” เด็กหนุ่มเอ่ยอย่างจนใจ


    การฝึกฝนของเขาไม่คืบหน้า เขาจึงไม่มีสิทธิ์ที่จะยินดีได้


    เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว เฟิร์สจึงทิ้งแกนสปีริตที่ดูดซับไม่หมดไว้ที่นี่ พวกมันยังคงกองอยู่ในตำแหน่งของค่ายกล


    ด้วยการปกป้องของวงแหวนอักขระด้านนอก ย่อมไม่มีใครมาขโมยมันได้แน่ เฟิร์สเชื่อมั่นในพลังอักขระของตนเองเป็นอย่างมาก


    แล้วเด็กหนุ่มก็ทะยานออกจากถ้ำนี้ไป เหินฟ้าบนยอดไม้ลอยลิ่วดุจลำแสงของกระบี่เล่มหนึ่ง


    ทันทีที่เฟิร์สมาถึงบ้าน เสียงของบิดาก็แผดดังขึ้นมา


    “เฟิร์ส ลูกไปไหนกัน? ทำไมถึงกลับเอาป่านนี้!”


    เด็กหนุ่มทำหน้ายิ้มสู้แล้วกล่าวว่า “ผมไปฝึกฝนที่ป่ามาครับ”


    “ลูกไปทำอะไรที่นั่น มันอันตรายรู้ไหม”


    “พ่อ พ่ออย่าลืมสิว่าเฟิร์สเป็นดาราขาวขั้นสามแล้วนะ ใครจะมาทำอะไรเฟิร์สได้”


    คุณหมอสมคิดชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย “ถึงอย่างนั้นก็เถอะ จะไปไหนมาไหนควรบอกพ่อด้วย”


    “ครับ ครับ งั้นผมจะบอกพ่อเลยแล้วกันว่านับตั้งแต่พรุ่งนี้ผมจะออกไปบ่มเพาะ คงไม่กลับบ้านอีกหลายวัน พ่อไม่ต้องห่วง ผมไม่เป็นอะไรแน่นอน ผมสัญญา” เฟิร์สกล่าว


    คนเป็นพ่อมองเด็กหนุ่มอย่างจริงจังครู่หนึ่ง เขาดูเหมือนใช้ความคิดเป็นอย่างมาก ก่อนจะถอนหายใจออกมา


    อย่างไรก็ตามพอเขาได้รู้ว่าลูกของเขาคือผู้มีพรสวรรค์และเลือกที่จะเดินในเส้นทางของเวเนเตอร์ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยบังคับให้ลูกทำในสิ่งที่ไม่ชอบ เพราะเขาเองก็ไม่ชอบแบบนั้นเช่นกัน เมื่อลูกของเขาได้เลือกแล้ว เขาจึงมีแต่ต้องทำใจยอมรับกับมัน


    “ได้ แต่ลูกต้องรักษาตัวเองให้ดีนะ” คุณหมอสมคิดเอ่ยอย่างจนใจ


    “ครับ ... ขอบคุณครับพ่อ” เฟิร์สมองพ่อของเขาอย่างรู้สึกขอบคุณ


    “ไม่ต้องมาทำซึ้งเลย กินเสร็จแล้วก็เอาพวกนี้ไปล้างเดี๋ยวนี้เลย”


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ได้ ได้ครับพ่อ”


    แล้วบรรยากาศก็กลับมาปกติอีกครั้ง


    เวลาเดียวกันนั้นเอง ณ บ้านหลังหนึ่งที่อยู่ภายในตัวเมือง


    มีกลุ่มคนห้าคนกำลังรวมตัวอยู่ที่นั่น บนร่างกายของพวกเขามีกลิ่นอายพลังที่แข็งแกร่งแฝงอยู่


    ชายร่างท้วมที่นั่งอยู่บนโซฟากล่าวขึ้น “ฉันตรวจสอบมาแล้วว่าโดรนของนิวโฮปได้บินไปยังบ้านหลังหนึ่งที่อยู่แถบชานเมือง ที่นั่นค่อนข้างปลอดผู้คน ภายในบ้านมีสองคนอาศัยอยู่ที่นั่น คนหนึ่งเป็นหมอและเขาก็เป็นเวเนเตอร์สายสนับสนุนดาราขาวหกแฉก ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่พึ่งตื่นจากนิทรา”


    “ข่าวของนายใช้ได้นิ” หญิงสาวในชุดหนังสีดำเอ่ยพร้อมกับฉีกรอยยิ้มลิปสติกสีแดง 


    “สรุปได้ว่าของในโดรนนั้นจะต้องมีมูลค่ามากอย่างแน่นอน ฉันเดาว่ามันคงเป็นแกนสปีริตที่มากกว่าพันก้อนขึ้นไป ไม่เช่นนั้นนิวโฮปคงจะไม่ส่งโดรนขนาดใหญ่มาส่งของแบบนั้นแน่” ชายไว้หนวดที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าของคนกลุ่มนี้เอ่ย


    “ว๊าว แกนสปีริตพันก้อน นี่ไม่ใช่ว่ามันเป็นเงินมากกว่าห้าร้อยล้านเลยหรอ เห็นทีการลงมือครั้งนี้จะคุ้มค่าไม่เลวเลยทีเดียว” 


    “เหยื่อสองคนเป็นเวเนเตอร์ที่อ่อนแอ อย่าเผลอฆ่าพวกเขาไปซะล่ะ ไม่อย่างนั้นพวกตำรวจคงร่วมมือกับนิวโฮปตามกลิ่นของพวกเราเจอแน่” ชายไว้หนวดเอ่ยกำชับ


    แท้จริงแล้วคนกลุ่มนี้คือกลุ่มโจรที่ต้องการจะขโมยแกนสปีริตที่เฟิร์สได้สั่งมาเป็นจำนวนมาก 


    โดยปกติแล้วผู้คนมักจะซื้อทีละจำนวนน้อยๆ มากกว่าเพื่อไม่ให้เป็นที่สะดุดตาและเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ 


    แต่การกระทำของเฟิร์สได้ไปเตะตาคนกลุ่มนี้เข้า และคาดได้ว่าพวกเขาทั้งห้าล้วนเป็นเวเนเตอร์ที่มีฝีมือทั้งสิ้น 


    ในโลกยุคปัจจุบัน เวเนเตอร์ไม่ใช่นักล่าสมบัติในอบิสอย่างเดียว ผู้คนที่มีสันดานชั่วร้ายเปลี่ยนตัวเองไปเป็นโจรหรือผู้ก่อการร้ายก็เยอะ เพราะเหตุนี้รัฐบาลจึงได้เปลี่ยนตำรวจหรือกองกำลังทหารของตนให้กลายเป็นเวเนเตอร์เพื่อปราบปรามกับผู้ร้ายเหล่านี้


    แน่นอนว่าการใช้น้ำยาที่ปลุกผู้นิทราให้ตื่นขึ้นมาได้ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนั้นต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนไม่น้อย แต่ทุกรัฐบาลก็พร้อมจะจ่ายมันเพื่อความสงบสุขของประเทศ


    แม้ไม่ใช่ทุกคนที่มีเงินจ่ายเพื่อให้ตนเองเป็นเวเนเตอร์ แต่รัฐบาลก็ช่วยพวกเขาได้


    บางคนที่ออกจากราชการแล้วหันตัวไปเป็นโจร หรือบางคนที่เคยเป็นเวเนเตอร์แล้วหันกลับมาเป็นโจรก็มี


    โลกนี้ไม่ได้สีขาวบริสุทธิ์ เวเนเตอร์ทุกคนก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นฮีโร่ปกป้องโลกด้วย


    คนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนไม่ดีที่กำลังคิดจะปล้นนั่นเอง


    “แน่นอน ไม่มีใครที่อยากจะเดือดร้อนกันหรอกลูกพี่ ไม่มีใครอยากไปเป็นทาสนักโทษหรอก” ชายคนหนึ่งเอ่ย


    งานนี้ดูเหมือนเป็นงานง่ายๆ พวกเขาไม่มีทางให้ถูกจับได้อยู่แล้ว


    หากเวเนเตอร์ทำผิดกฎหมาย หากทำผิดร้ายแรงพวกเขาอาจถูกตัดสินให้ประหารชีวิต แต่หากทำความผิดที่ไม่ร้ายแรงพวกเขาอาจถูกส่งไปเป็นทาสนักโทษ


    สำหรับทาสนักโทษนั้นก็คือนักโทษเวเนเตอร์ที่ถูกส่งไปทำงานเก็บเกี่ยวในอบิส หรือถูกส่งไปเป็นทีมสำรวจกลุ่มแรกที่มีโอกาสตายสูงสำหรับอบิสที่พึ่งเปิดมา


    อย่างไรก็ตามการที่เวเนเตอร์ต้องไปเป็นทาสนักโทษย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน


    “เอาล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมตัวกันให้พร้อม พวกเราจะลงมือกันคืนนี้”

    คล้ายกับเรื่องTheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์ ที่คุณอ่าน