ตอนที่ 9 เขามีนามว่าหลี่เฉินอัน
“เขาคือผู้ใด”
หนิงฉู่ฉู่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างใคร่รู้
จงหลีรั่วสุ่ยเงยหน้ามองไปทางไคหยางเช่นกัน จนถึงขั้นแม้แต่เสิ่นเฉียวเตี๋ยก็มองไปทางไคหยางด้วย
จู่ ๆ จงหลีรั่วสุ่ยรู้สึกว่าตัวเองประหม่าขึ้นมา นางชอบกวีบทนี้อย่างมาก แน่นอนว่านางก็ชื่นชอบท่อนรับของกลอนตุ้ยเหลียนที่ว่า ‘ผู้ใดใจกว้าง แม้นมีเตียงเดียวยังมองว่ากว้าง’ เช่นกัน
กวีบทนั้นได้เล่าถึงความทุกข์จากการถูกทำร้ายจิตใจของเขา ในสายตาของจงหลีรั่วสุ่ย ในเมื่อเขาทุกข์ทรมานใจถึงเพียงนั้น แล้วจะยังทำใจให้สงบได้เยี่ยงไร ?
หากต้องให้บอกเสียหนึ่งเหตุผล เยี่ยงนั้นคงเป็เพราะเขาผู้นั้นได้เข้าใจถึงคำว่า ‘รัก’ อย่างถ่องแท้แล้ว
เขาที่ผ่านความบอบช้ำทางจิตใจมา ตอนนี้ได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นทั้งมุมมองและปณิธานจึงได้เปิดกว้างขึ้น คงมีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่จะทำให้เขาใจกว้าง และเกิดความสงบในใจได้
ดังนั้น ต่อให้นางจะจัดงานคัดเลือกบุตรเขยผ่านงานชุมนุมวรรณกรรม ผ่านชื่อเสียงของคุณหนูสามตระกูลจงหลี เขาก็หาได้สนใจแต่อย่างใด
บางทีนี่อาจหมายความว่าหากไม่มีความเฉยเมย เราก็ไม่สามารถมีความทะเยอทะยานที่ชัดเจนได้ หากเขาสงบอย่างแท้จริง เขาอาจจะบรรลุความยิ่งใหญ่ได้
เยี่ยงนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือภูมิหลังของคนผู้นั้นไร้มลทินหรือไม่
หากเขาไร้มลทิน เช่นนั้นหลังจากผ่านไปสามถึงห้าวัน นางจะไปที่ร้านของเขา และถือโอกาสลิ้มลองสุราที่เขากลั่นขึ้นมาด้วยสักจอก
ถึงแม้สุราจะเป็อบายมุข แต่นักวรรณกรรมต่างก็ชื่นชอบ
เขาทั้งกลั่นสุราได้ และยังมีความสามารถในด้านวรรณกรรมที่เป็เลิศ
บางทีอาจจะได้เห็นเขาประพันธ์บทกวีหลังจากร่ำสุราด้วยตาของตนเองก็เป็ได้ เยี่ยงนั้นจึงจะเป็การแสดงพร์ที่แท้จริงของเขา
ทางด้านหนิงฉู่ฉู่และเสิ่นเฉียวเตี๋ย พวกนางกลับไม่ได้คิดมากถึงเพียงนั้น พวกนางเพียงนึกประหลาดใจเท่านั้น
หนิงฉู่ฉู่บังเอิญได้พบกับชายหนุ่มผู้หนึ่งที่มีพร์อย่างคาดไม่ถึง คนผู้นี้แม้แต่หอลี่จิ้งยังไม่รู้จัก นางย่อมนึกสงสัยในภูมิหลังของคนผู้นี้
และเมื่อครู่ เสิ่นเฉียวเตี๋ยก็ได้อ่านบทกวีนั้นแล้ว ภายในหัวของนางนึกไปถึงผู้มีพร์ภายในเมืองกวงหลิง ลอบคิดว่ามีความเป็ไปได้ที่กวีบทนี้จะมาจากสามยอดบัณฑิตที่มีชื่อเสียงที่สุดในกวงหลิงเช่นกัน เพียงแค่ไม่ทราบว่าเป็ผู้ใด
หวังว่าเขาจะเป็ฮั่วชูฝาน !
แต่ทว่าความจริงกลับไม่เป็เช่นนั้น…..
ไคหยางยกมือคำนับ “คุณชาย เขามีนามว่าหลี่เฉินอัน ! ”
หนิงฉู่ฉู่อ้าปากค้างอย่างตกตะลึง หันสบสายตากับจงหลีรั่วสุ่ยที่อยู่ในอาการตกตะลึงเช่นกัน แล้วทั้งสองก็หันไปมองเสิ่นเฉียวเตี๋ยที่กำลังทำสีหน้าเหลือเชื่ออยู่อีกด้าน
หนิงฉู่ฉู่จึงเอ่ยถามอีกว่า “หลี่เฉินอันคนไหน ? ”
“เรียนคุณชาย เป็หลี่เฉินอันจากตระกูลหลี่ที่มีเจ็ดจิ้นชื่อและสามทั่นฮวาผู้นั้นขอรับ”
เมื่อเห็นแววตาตกตะลึงของเ้านาย ไคหยางยังกล่าวอีกว่า “ข้าได้ตรวจสอบอย่างชัดเจนแล้ว หลี่เฉินอันเกิดในตระกูลหลี่เรือนสาม บิดามีนามว่าหลี่เหวินฮั่น ปัจจุบันเป็เ้าสำนักศึกษาจู๋เซี่ย”
“คนผู้นี้มีชื่อเสียงในเมืองกวงหลิงที่ไม่ค่อยดีนัก ว่ากันว่าค่อนข้างโง่เขลา ถึงขั้นที่ว่าไม่ได้ทั้งด้านวรรณกรรมและไม่เป็วรยุทธ์ ครั้นไปทางการค้า เปิดร้านอาหารเล็ก ๆ ที่ตรอกเอ้อร์จิ่งโกว แต่ภายหลังเพราะติดการพนัน... ร้านอาหารจึงปิดตัวลง ฝั่งบิดาหลี่เหวินฮั่นได้ใช้เงินหนึ่งร้อยตำลึงใช้หนี้ให้กับเขา จากนั้นก็ไล่ออกจากจวนไป”
“ครึ่งเดือนก่อนหน้านี้ ตระกูลเสิ่นเมืองกวงหลิง……ก็คือเสิ่นเชียนซานพ่อค้าธัญพืชรายใหญ่ที่สุดแห่งกวงหลิงผู้นั้นได้ไปจวนหลี่เพื่อขอถอนหมั้น……ได้ยินว่าเป็การหมั้นหมายั้แ่ยังเด็กเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หลี่เหวินฮั่นไม่ได้ตอบตกลง และตอนนี้ เขาก็ยังมีสถานะหมั้นหมายกับเสิ่นเฉียวเตี๋ย คุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นอยู่เช่นเดิม”
“เพียงแต่สิ่งที่ข้าได้พบเห็นมาด้วยตนเองนั้นแตกต่างไปจากข่าวลือพวกนั้นมากมาย”
ในยามที่ไคหยางกล่าวถึงตรงนี้ สตรีทั้งสามต่างก็ตกตะลึง
“ช้าก่อน”
จงหลีรั่วสุ่ยเอ่ยแทรกคำพูดของไคหยาง “เ้ามั่นใจหรือว่าเป็เขา เขาคือหลี่เฉินอันผู้นั้นจริงหรือ ? ”
“เรียนคุณหนูสาม ข้ามั่นใจอย่างยิ่ง เขาคือหลี่เฉินอันผู้นั้น ! ”
นักปราชญ์าุโฮัวและจางผิงจู่ที่กำลังอ่านบทกวีเ่าั้ก็ได้หันหน้ากลับมาเช่นกัน นักปราชญ์าุโฮัวลูบเครายาว คิ้วขมวดด้วยความสงสัย “บุตรคนโตของหลี่เหวินฮั่นหรือ ? ไม่ใช่สิ วันนี้พวกข้าอยู่ที่สำนักศึกษาจู๋เซี่ย หลี่เหวินฮั่นยังกล่าวถึงบุตรชายคนโตของเขาอยู่เลย ว่า……ว่าครอบครัวโชคร้าย บุตรชายคนโตโง่งม ยากที่จะสืบทอดกิจการของตระกูลหลี่ต่อไปได้... ทำไมพวกเ้าถึงได้สนใจหลี่เฉินอันขึ้นมาล่ะ ? ”
“ท่านปู่ฮัว ภายในบทกวีทั้งเจ็ดนี้ มีบทหนึ่งที่หลี่เฉินอันเป็ผู้ประพันธ์ บางที... บางทีอาจจะทำให้ท่านใก็ได้”
จางผิงจู่เองก็ชะงักเช่นกัน เขาย่อมรู้จักบุตรคนโตของหลี่เหวินฮั่นเช่นกัน
เขาขมวดคิ้ว “เด็กคนนั้น……หากกล่าวถึงนิสัยใจคอนั้นไม่ได้แย่อันใด แต่หากบอกว่าบทกวีของเขาสามารถวางอยู่บนโต๊ะนี้ได้ ข้าไม่มีทางเชื่อโดยเด็ดขาด”
“เด็กคนนั้นเริ่มร่ำเรียนตอนอายุได้ 3 ปี บิดาของเขาเป็ผู้สอนด้วยตนเอง แต่จนถึงอายุ 9 ปี... เขาก็ยังไม่สามารถท่องจำคัมภีร์ตรีอักษรได้ด้วยซ้ำ ! ”
“ข้าไปที่จวนหลี่หลายครั้งด้วยเื่งาน และได้พบกับเด็กคนนั้นมาหลายครั้งเช่นกัน บางทีคงเพราะหลี่เหวินฮั่นรีบเร่งหวังให้เขาฉลาดและเข้มงวดกับเด็กคนนั้นมากเกินไป จึงทำให้เด็กคนนั้นมีนิสัยที่ขี้ขลาด...”
“ยามพบเจอผู้คนก็ก้มหน้าถ่อมตนจนน่าสงสาร ยามพูดคุยก็เสียงเบาราวกับเสียงยุง แม้แต่ยามเดินก็ยังเดินตัวงอตัวสั่น……ส่วนในด้านบทกวี เขาไม่เคยแม้แต่จะเข้าขั้นเริ่มต้นด้วยซ้ำ หากสามารถแต่งประโยคได้อย่างคล่องแคล่ว ก็คงไม่เข้ากับัั หลี่เหวินฮั่นถึงได้ผิดหวังถึงเพียงนั้น”
“ต่างทราบกันดีว่าหนทางวรรณกรรมนี้ไม่มีทางลัดที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ถึงแม้วิทยายุทธ์จะสำคัญ แต่ก็ยังต้องสั่งสมขึ้นมาจากวันเวลาการฝึกดังเดิม”
“ดังนั้น……ข้าจึงยากที่จะเชื่อได้ลงจริง ๆ ! ”
ไคหยางไม่สบอารมณ์ขึ้นมา: ชายชราผู้นี้กำลังสงสัยในความเป็มืออาชีพของนาง !
“ท่านผู้าุโ แต่ทั้งหมดนี้ข้าได้ยินและได้เห็นมาด้วยตนเองทั้งสิ้น”
“เขาอาศัยอยู่ที่ร้านค้าใต้ต้นไทรใหญ่ตรงหัวมุมตะวันออกของตรอกเอ้อร์จิ่งโกว วันนี้เขาไปที่ตลาดตะวันตก ซื้อของมาจำนวนมาก หลังจากนั้นก็ได้พบกับน้องสาวของเขา แม่นางหลี่เฉียวซี... เขามีน้องสาวนามว่าหลี่เฉียวซีใช่หรือไม่ ? ”
จางผิงจู่พยักหน้า “เขามีน้องสาวโดยสายเืนามหลี่เฉียวซีจริง”
“เยี่ยงนั้นก็ถูกแล้ว ! ”
ไคหยางยกมือขึ้นคำนับ และกล่าวอีกว่า “มารดาของเขาป่วยหนัก เดิมทีหลี่เฉียวซีคิดจะไปเชิญหมอจางจากโรงหมอหุยชุน แต่ในกระเป๋านั้นไม่มีเงิน ทว่าหลี่เฉินอันมีเงิน เขาใช้เงินจับจ่ายที่ตลาดตะวันตกหมดไปหกสิบตำลึง ข้าได้ตรวจสอบตั๋วเงินแล้ว มีเลขทะเบียนเงินของร้านแลกเงินปาฝูที่เมืองหลวง เป็ตั๋วเงินฉบับเดียวกับที่จื่อหยวนมอบให้เขาไม่มีผิด”
“จากนั้น สองพี่น้องก็ได้ไปโรงหมอหุยชุนเพื่อเชิญหมอจางไปยังจวนหลี่ และที่จวนหลี่...”
ไคหยางชะงักไปชั่วครู่ ดวงตาทอประกายขึ้นมา
“เขาถูกไล่ออกจากจวนแล้ว ดังนั้นอนุของหลี่เหวินฮั่นจึงเข้ามาขวางทางของเขาเอาไว้”
“สุดท้าย... หากเขามีนิสัยอ่อนแอและขี้ขลาดอย่างที่ข่าวลือว่าจริง เขาจะต้องรีบหนีออกไปจากจวนหลี่ แต่เขาไม่ได้ทำเช่นนั้น เขาไม่เพียงแต่ไม่ยอมหนี แต่ยังลงมือกับอนุผู้นั้นอย่างรุนแรงด้วย ! ”
ดวงตาของจงหลีรั่วสุ่ยเบิกกว้าง ปากเล็กอ้าค้างเล็กน้อย นางกลืนน้ำลายแล้วเอ่ยถามต่อว่า “แล้วหลังจากนั้นล่ะ ? ”
“หลังจากนั้น บ่าวชั่วของจวนหลี่ก็ออกมาห้าคน บ่าวทั้งห้าของจวนหลี่ ต่างก็ฟังคำสั่งของอนุ ทั้งห้าคนปรี่เข้าไปหาหลี่เฉินอันราวกับสุนัข…...”
“อ๊า ! ”
จงหลีรั่วสุ่ยร้องอุทาน มือเล็กยกขึ้นมาปิดปาก ในแววตาเต็มไปด้วยความกังวล “เขา... ได้ยินว่าถึงเขาจะฝึกวิทยายุทธ์กับปรมาจารย์หมัดอย่างเจิ้งฮ่าวหยางมาสามปี แต่ก็ยังไร้พละกำลังดังเก่า... เขาคงเจ็บหนักเลยใช่หรือไม่ ? ”
ไคหยางยิ้มและส่ายหน้า “คุณหนูสามกังวลเกินไปแล้ว ข้ากล้ากล่าวได้เลยว่าคนทั้งเมืองกวงหลิงคิดผิดกันไปทั้งหมด”
“หรือว่าเขาสามารถหนีออกมาได้อย่างปลอดภัยหรือ ? ”
“เขาไม่ได้หนี เขาหยิบจอบขึ้นมาจากสวนดอกไม้ จากนั้นเขาก็จัดการกับบ่าวชั่วทั้งห้านั้นจนกองไปกับพื้น ท่าทางดุดันราวกับพยัคฆ์ลงจากูเา”
“แล้ว...เขาได้รับาเ็หรือไม่”
จงหลีรั่วสุ่ยไม่ได้สังเกตเลยว่านางในยามนี้กำลังกังวลความปลอดภัยของหลี่เฉินอันอย่างมาก จนไม่ทันสังเกตเห็นใบหน้าประเดี๋ยวแดง ประเดี๋ยวซีดของเสิ่นเฉียวเตี๋ยที่นั่งอยู่อีกด้านโดยสิ้นเชิง
“เขาไม่ได้รับาเ็”
“แล้วมีคนเสียชีวิตหรือไม่ ? ”
“ไม่มีเช่นกัน เขาเพียงใช้จอบฟาดคนพวกนั้น คล้ายกับเขากะน้ำหนักมือไม่ให้เอาถึงตาย แต่ทั้งห้าคนนั้นต่างเจ็บหนัก”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” จงหลีรั่วสุ่ยลูบอก จากนั้นก็เอ่ยอย่างตื่นเต้นอีกว่า “หลังจากนั้นเล่า ? ”
“หลังจากนั้น บิดาของเขาก็กลับมา”
“อ้าว บิดาของเขาไม่ชอบเขาเป็ทุนเดิม คงจะลงโทษเขาใช่หรือไม่ ? ”
“เดิมทีควรเป็เช่นนั้น ทันทีที่บิดาของเขาเดินเข้ามา ได้เห็นเืบนพื้นและได้ยินเสียงคร่ำครวญเ่าั้ก็เดือดดาลทันที และด่าทอว่า: เ้าลูกชั่ว เ้าทำอันใดลงไป ? ! ”
ไคหยางเลียนแบบท่าทางการเดินของหลี่เฉินอันที่เอาสองมือไขว้หลัง “เขาไม่ได้หวาดกลัว ข้าเองก็ไม่เห็นท่าทีสั่นกลัวอย่างขี้ขลาดของเขาเช่นกัน สิ่งที่ข้าเห็นนั้น เขายืนตระหง่านราวกับต้นสน ดูสง่าผ่าเผย”
จงหลีรั่วสุ่ยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ อีกคราว
“เขาทุบตีบิดาของเขาหรือ ? ”
“ไม่ได้ลงมือ แต่เขาต่อว่าบิดาของเขาเสียหลายคำ ว่ากล่าวจนบิดาของเขาเถียงไม่ออก”
“เขาว่าอะไรบ้าง ? ”
“เขากล่าวว่า... ในฐานะที่ท่านเป็ถึงอาจารย์ผู้สั่งสอนศิษย์มากมาย ท่านคงรู้คุณธรรมที่ว่า จงอย่าลืมเพื่อนคู่ยาก จงอย่าทิ้งภรรยาคู่ทุกข์ใช่หรือไม่ ? ”
“ท่านทราบถึงลำดับความาุโและความแตกต่างของที่ต่ำที่สูงใช่หรือไม่ ? ”
“ท่านเองก็รู้ว่าฮูหยินใหญ่ของท่านป่วยหนัก และฮูหยินรองของท่านไม่เพียงแต่ไม่ยอมดูแลนางเท่านั้น ทั้งยังไม่ยอมให้เงินไปจ่ายเป็ค่ารักษาอีกด้วย ! ”
“นาง้าคร่าชีวิตมารดาของข้า โทษคราวนี้... ต้องได้รับการประณาม ! ”
“ท่านไม่เพียงแต่จะไม่ลงโทษนาง กลับปล่อยให้นางกระทำผิดอย่างกำเริบเสิบสาน ! ”
“ไม่ว่าจะเป็เื่ปกครองตน ปกป้องครอบครัว ปกครองประเทศ นำความสงบแก่ใต้หล้า ท่านทำอะไรไปบ้าง ? ท่านสามารถทำอะไรได้บ้าง ? ”
“นอกจากด่าทอบุตรชายของท่าน พยาบาทภรรยาของท่านเอง ท่านก็ไม่สามารถทำอันใดได้เลย”
“ในฐานะบิดา ในฐานะสามี ข้ารู้สึกอับอายแทนท่านจริง ๆ ! ”
ไคหยางลอกเลียนน้ำเสียงในตอนนั้นของหลี่เฉินอัน น้ำเสียงฟังดูดุดันและองอาจอย่างมาก
“ในตอนท้าย เขาได้กล่าวว่า: ท่าน เป็สามีผู้ไร้ความเป็ธรรม เป็บิดาผู้ลำเอียง ! ”
“หลังจากนั้น เขาก็หันหลังและเดินไปทางเรือนตะวันออก ข้าจึงกลับมาที่นี่”
ทันใดนั้น ทั่วทั้งห้องก็ตกอยู่ในความเงียบ
นักปราชญ์าุโฮัวไม่รู้จักหลี่เฉินอัน เขารู้สึกเพียงว่าหากหลี่เฉินอันเป็คนโง่ที่ขี้ขลาดโดยแท้จริง ก็ไม่มีทางที่จะมีท่าทางแบบนั้นอย่างแน่นอน และไม่มีทางที่จะพูดแบบนั้นเช่นกัน
จางผิงจู่ทราบเื่วุ่นวายภายในบ้านของหลี่เหวินฮั่นมาเล็กน้อย เขารู้สึกสับสนจนมึนหัว ในตอนนี้มันยังยากที่จะทำให้เขาเชื่อว่าหลี่เฉินอันคนขี้ขลาดที่เคยพบเจอมาก่อนผู้นั้นจะมีท่าทางแข็งกระด้างขึ้นมาได้
เสิ่นเฉียวเตี๋ยมั่นใจแล้วว่าเขาคือหลี่เฉินอันโดยแท้จริง แต่ก็ยังนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
หนิงฉู่ฉู่คิ้วขมวดเล็กน้อย สิ่งที่คิดอยู่ก็คือ เหตุใดคนผู้นี้ถึงได้เปลี่ยนไปมากถึงเพียงนี้
มีเพียงจงหลีรั่วสุ่ยเท่านั้นที่หลังจากผ่านไปชั่วครู่ นางก็ปรบมือพร้อมส่งเสียงยินดีขึ้นมา “ดีมาก ! ”
“วรยุทธ์ดี ด่าทอก็เก่งเช่นกัน ! ”
หนิงฉู่ฉู่ถลึงตาจ้องนาง “นั่นคือบิดาของเขานะ ! ”
“ก็เพราะบิดาของเขาไม่มีเหตุผลไม่ใช่หรือ ? ” จงหลีรั่วสุ่ยเชิดคอเรียวตั้งตรงขึ้นมา และกล่าวด้วยหน้าตาชื่นบานอีกว่า “เจรจากับผู้มีเหตุผลด้วยเหตุผล เจรจาด้วยกำลังกับคนที่หยาบคาย รู้จักหนักเบา รู้วิธีรุกและถอย ไม่ถือดี แบบนี้สิถึงจะเป็บุรุษที่ดีมีจิตใจเข้มแข็ง”
ทันใดนั้น เหมือนจงหลีรั่วสุ่ยจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันหน้ามองไปทางเสิ่นเฉียวเตี๋ยและหัวเราะขึ้นมา
“แต่ถือว่าตกลงกันแล้วนะ เ้า้าหลุดพ้นจากวังวนทะเลทุกข์นี้ ฉะนั้นเื่สัญญาหมั้น... จะต้องยกเลิกเท่านั้น ! ”
เมื่อกล่าวจบ จงหลีรั่วสุ่ยก็นั่งตัวตรง และกล่าวเสริมขึ้นมาอีกครั้งด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ห้ามกลับคำเป็อันขาด ! ”
“ท่านปู่ฮัวและใต้เท้าจาง โปรดอ่านบทกวีเหล่านี้ต่อด้วย”