อี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ)

    117 ลานประมูลสัตว์อสูร 1

    “ศิษย์น้องมู่ นาง… คือธิดาเทพยุทธ์จริงหรือ… ?”  โม่เจี้ยนเท้าคางกับโต๊ะพลางเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความครุ่นคิด


    “ยังมีอะไรไม่จริงอีกเล่า… ปราณสีทองนั่น พวกเราทุกคนก็เห็นกับตา” จ้าวซงเอ่ยโต้เสียงเรียบ…  ลึกๆแล้วเขาไม่รู้สึกไม่ผิดคาดเท่าไหร่…  ทั้งยังลอบภูมิใจอย่างมาก..​    เขาพ่ายแพ้ในมือของธิดาเทพยุทธ์ จนต้องตกเป็นข้ารับใช้ เอ่ยไปยังมีแต่คนคิดอิจฉาด้วยซ้ำ…​


    “หากเป็นเช่นนั้น  นางน่าจะต้องเป็นศัตรูกับแคว้นต้าเยว่มิใช่หรือ… แต่องค์ราชาผู้นั้นกลับ…”   โม่เจี้ยนเอ่ยปากอย่างลำบากใจ สายตากดดันและท่าทางหวงแหนของคนผู้นั้น ชายหนุ่มยังจำได้ติดตา…  แล้วยังองครักษ์แซ่หู่ที่เฝ้าตามติด  คอยกันท่าเขาอยู่ตลอดเวลาผู้นั้นอีกเล่า … หลายวันมานี้ เขาแทบไม่ได้เข้าใกล้ศิษย์น้องของตนในระยะห้าก้าวเลย


    “หรือเขาจะมีเจตนาร้าย ?” จ้าวซงคาดเดา  ฉวนสี่ที่นั่งฟังก็มีสีหน้าครุ่นคิดเช่นกัน … ทว่าจากสถานะและความสามารถของคนผู้นั้น หากคิดมุ่งร้ายจริงก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง…  


    “รอดูสถานการณ์ไปก่อนแล้วกัน..” ฉวนสี่เอ่ย  เขาตัดสินใจวางเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว  เพราะต่อให้คิดอยากป้องกันเพียงใด ทว่าองครักษ์จากต้าเยว่ผู้นั้นเป็นถึงมหายุทธ์ พวกเขาศิษย์พี่น้องทั้งสามร่วมมือกันก็ไม่อาจรับมือได้แม้เพียงกระบวนท่าเดียว 


    “อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่ทุกท่าน” เสียงใสเอ่ยทักขึ้น หลังจากที่หายตัวไปเกือบสองวัน ด้านหลังร่างบางนั้น มีหู่อู่ตามมาด้วยเช่นเคย  


    ชายหนุ่มทั้งสามจ้องเด็กสาวแน่นิ่ง  รูปลักษณ์ของมู่เชียนยามนี้เปลี่ยนไปมาก  หลังทำพันธสัญญาปราณธาตุไม้ สายเลือดเทพในร่างของนางก็ได้รับการกระตุ้น… ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน ริมฝีปากเรียวงาม จมูกโด่งรั้นเชิดเล็กน้อย  เส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้ม  แม้ไม่งดงามสะเทือนฟ้าเช่นยามใช้ปราณอี้เจ๋อ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหญิงงามนางหนึ่งแล้ว


    “นายหญิงขอรับ มุกพรางร่างที่ฝ่าบาทมอบให้ท่าน ควรนำมาใช้หรือไม่”  หู่อู่เอ่ยเสียงก้องราวฟ้าผ่า ทำลายสายตาตกตะลึงของชายหนุ่มทั้งสามนั้นลงได้  ทั้งยังสามารถเอ่ยอ้างถึงนายเหนือหัว ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองให้แมลงเหล่านี้ได้รับรู้… เป็นการยิงนัดเดียวได้นกสองตัวโดยแท้ 


    เด็กสาวผู้งดงามพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย  ข่าวที่นางมีผมสีน้ำตาลตาสีน้ำตาลนั้นแพร่กระจายไปทั่วแล้ว นางจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเส้นผมเป็นสีดำอีกครั้ง ปราณยุทธ์ก็ถูกพรางจนเหลือเพียงระดับยอดยุทธ์เช่นกัน ทันทีที่มุกพรางร่างถูกสวมลงบนลำคอนั้น เด็กสาวผมดำ ตาดำ ผิวขาวจัดก็ปรากฏตัวขึ้น 


    “ให้พวกท่านรอนานแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถิด”เด็กสาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มน่ารัก ทำให้ศิษย์พี่ทั้งสามที่ยังไม่ชินกับใบหน้าใหม่ของนางนักรู้สึกใจสั่นแปลกๆ


    “จากนี่หากเป็นรถม้าคงใช้เวลานับเดือน ข้าแนะนำให้ใช้สัตว์อสูรจะดีกว่า”   หู่อู่เอ่ยเสียงเข้ม  ช่วยให้สติของชายหนุ่มทั้งสามกลับคืนมาอีกครั้ง 


    “ท่านหู่อู่กล่าวไม่ผิด น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีสัตว์อสูรเดินทางสักตัว….” ฉวนสี่เอ่ยอย่างสุภาพ ยามออกจากสำนักนั้นเร่งรีบมาก ทำให้ไม่ทันได้เตรียมตัวถึงเรื่องการเดินทาง


    “ชายแดนแคว้นลู่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินว่าเมืองชายแดนแห่งนั้นมีตลาดนัดสัตว์อสูร  พวกเราไปหาซื้อสักตัวเถิด”  ได้ยินจ้าวซงเสนอความคิด ดวงตาสีฟ้าของโม่เจี้ยนก็ลุกวาวด้วยความตื่นเต้นทันที


    “พอดีเลย… ข้ากำลังอยากได้สัตว์อสูรสักตัว”  เขาได้คัมภีร์ราชาอสูรมาตั้งนาน ศึกษาวิถีสัตว์อสูรมาก็มาก ยังไม่เคยได้มีโอกาสทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรสักครั้ง โม่เจี้ยนคิดว่าครั้งนี้ต้องหาสัตว์อสูรที่เหมาะสมมาสักตัวให้ได้   


    “เสี่ยวเชียน เจ้าต้องช่วยเลือกให้ข้านะ เรื่องสัตว์อสูรข้ายอมแพ้เพียงเจ้า” โม่เจี้ยนเอ่ยอย่างกระตือรือร้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะมีสัตว์อสูรของตนเอง ย่อมต้องขอคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์เช่นนาง


    “ได้สิ” มู่เชียนยิ้มสดใสรับคำ ทำให้โม่เจี้ยนตาพร่าไป


    “ที่จริง..เพียงนายหญิงเอ่ยปาก… ฝ่าบาทย่อมส่งกิเลนหกขาตัวนั้นมาถึงมือท่านอย่างรวดเร็ว” หู่อู่เอ่ยแนะนำเสียงเบา  ทว่าเด็กสาวกลับส่ายหน้าปฏิเสธ


    เมื่อวานรู้สึกได้เขามีอาการแปลกประหลาด นางอยากไม่อยากรบกวนเขา… ทั้งการเดินทางด้วยกิเลนหกขานั้นเอิกเกริกเกินไป มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่านั่นคือ พาหนะประจำตัวของราชนิกูลแคว้นต้าเยว่


    “ข้าอยากได้แค่กระเรียนเพลิงสักสองตัวเท่านั้น” 


    ห้าวันต่อมา พวกมู่เชียนก็มาถึงเมืองชายแดนแคว้นลู่ พวกเขาตรงไปที่ตลาดนัดสัตว์อสูรทันที เสี่ยวจือจือรู้สึกสนใจตลาดแห่งนี้มากจึงออกมาเดินเล่นด้วยเช่นกัน ลวี่ซานถงก็คิดเช่นกันว่าขาสองข้างที่อ่อนแรงนั้นได้ออกกำลังกายบ้างคงจะดีขึ้น ….  ฉวนสี่ที่ไม่ได้พบนางมาหลายวัน กำลังจ้องมองเด็กสาวด้วยรอยยิ้มมาครู่ใหญ่แล้ว


    “ท่านยิ้มอะไร หยุดยิ้ม..!” เด็กสาวออกคำสั่งเสียงขุ่นปนขัดเขิน….   ดวงตาสีเขียวนั่นพราวแพรวกว่าครั้งใดๆ … ทั้งรอยยิ้มมีเลศนัยนั่นก็ทำให้นางใจสั่นอย่างมาก …  เห็นอสูรตัวน้อยเผยความแง่งอนออกมาอย่างน่ารัก  ฉวนสี่เหลียวมองซ้ายขวา ก่อนจะก้มลงไปหานางแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า


    “คิดถึง ….”   


    เขาคิดถึงนางมากจริงๆ ตอนอยู่ในสำนักนางคอยมาหา มาก่อกวนเขาทุกวัน ทว่านับจากแยกกันที่เทือกเขาหู่ลี่ไปก็ไม่ได้พบกันอีก ทั้งยังได้ยินว่านางบาดเจ็บสาหัส  ผ่านมาเกือบสองเดือนจึงได้พบอีกครั้ง หากไม่ให้เขายิ้ม ก็คงได้แต่เอ่ยคำนี้แล้ว


    เสี่ยวจือจือแก้มแดงซ่าน เสียงทุ้มที่เอ่ยคำหวานนั้นทำให้นางรู้สึกเขินอายขึ้นมาเป็นครั้งแรก   ฉวนสี่มองใบหน้าเล็กสีชมพูนั้นแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ ร่างสูงถอยห่างออกมา เดินเคียงข้างนางโดยไม่มีผู้ใดสังเกตุความผิดปกติ


    ดวงตาสีน้ำเงินหวานเหลือบมองชายหนุ่ม ที่ยืนยิ้มบางอยู่ด้านข้างอย่างไม่ชอบใจนัก  คิดจะหยอกล้อนางประเมินความสามารถของตนเองก่อนดีหรือไม่…?


    “อะไรนะ… ศิษย์พี่ฉวนบอกว่าคิดถึงข้า …อยากกอดข้าหรือเจ้าคะ…?”  เสียงหวานเอ่ยออกมาดังลั่น ดึงให้ทุกสายตาทั้งเบื้องหน้าและรอบด้านหันมามองพวกเขาเป็นตาเดียว…


    ร่างของเด็กสาววัย 13 เอียงหน้าหันไปหาเขา ปากเล็กจิ้มลิ้มอ้าออกเล็กน้อย  ดวงตากวางกระพริบถามด้วยท่าทางไร้เดียงสา ทว่าในประกายตาสีน้ำเงินนั้นเต็มไปด้วยความต้องการกลั่นแกล้ง


    ความเงียบบังเกิดขึ้น ทั้งคนคุ้นเคยและแปลกหน้าต่างกำลังจ้องมองชายหนุ่มรูปงามวัยยี่สิบกว่า สลับกับเด็กหญิงที่โตไม่เต็มวัยตรงหน้าด้วยสายตาแปลกประหลาด 


    ที่เรียกว่าตลาดนัดนั้น แท้จริงควรถูกเรียกว่า เป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งจะเหมาะสมกว่า กิจการของตลาดนัดแห่งนี้รุ่งเรืองอย่างมาก ด้วยลูกค้าของพวกเขานั้นมีทั้งมนุษย์และสัตว์อสูรชั้นสูง..  ร้านรวงสองข้างทางแน่นขนัด มีพื้นที่สำหรับผสมพันธุ์สัตว์อสูร คอกสัตว์อสูร โรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทาง รวมถึงลานประมูลอันเป็นเป้าหมายของพวกนางในครั้งนี้อีกด้วย    


    กลุ่มของมู่เชียนเดินเข้ามาในลานกว้าง รอบด้านคืออัฒจรรย์สูงสามชั้น แต่ละชั้นมีที่นั่งเรียงราย เต็มไปด้วยผู้คน บรรยากาศคึกคักอย่างยิ่ง



    “วานรสามตา… ระดับปราชญ์อสูร เริ่มต้นที่ 80000 หินปราณ”  ชายร่างเล็กท่าทางคล่องแคล่วที่ยืนอยู่กลางลาน ส่งเสียงประกาศขึ้น จากนั้นผู้คนรอบๆนั้นจึงเริ่มลุกขึ้นแย่งกันเสนอราคา


    ข้างกายของผู้ประกาศนั้น มีร่างวานรสามตาตนหนึ่งสูงเท่ากับตัวคน ตลอดร่างของมันถูกพันธนาการด้วยวงเวทย์สีแดง ทำให้ไม่อาจขยับตัวได้ ดวงตาทั้งสามของมันนั้นเต็มไปด้วยรู้สึกโหดร้ายและคลั่งแค้น 


    “หากใครคิดจะทำพันธะสัญญากับมันย่อมต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านอย่างรุนแรงเป็นแน่” โม่เจี้ยนเอ่ยขึ้นเบาๆด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด  เป็นไปได้มากว่ามันจะถูกประมูลไปเพื่อควักเอาลูกแก้วอสูรออกมา 


    มู่เชียนเองรู้สึกเศร้าใจเช่นกัน ทว่ากิจการเช่นนี้มีอยู่ทั่วไป  นางย่อมไม่อาจช่วยทุกชีวิตได้ จึงได้แต่ทอดถอนใจให้กับชีวิตหนึ่งชีวิตตรงหน้านี้


    วานรอสูรตัวนั้นถูกประมูลไปได้ด้วยราคา 85000 หินปราณ จากนั้น จึงเป็นคราวของหญิงสาวงดงามนางหนึ่ง วัยประมาณ 17-18 ปี  ร่างอวบอิ่มถูกฉุดกระชากขึ้นมาบนลานประมูลนั้น เสื้อผ้าขาดรุ่ยบนร่างแทบไม่อาจปกปิดผิวพรรณขาวสะอาดและเต็มไปด้วยร่องรอยฟกช้ำได้เลย


    “สตรีแคว้นแคว้นอิงผู้นี้….  ลานประมูลของเราได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นสาวบริสุทธิ์ ….​  หญิงไร้ปราณทว่ามีความงดงามระดับนี้นั้นหายากยิ่ง… ไม่ต้องกังวลว่าจะหลบหนี  ไม่อาจเปลี่ยนนาย ทั้งยังใช้เป็นอาหารว่างได้… เริ่มต้นที่ 10000 หินลมปราณ” เสียงโฆษณาสรรพคุณอย่างเชี่ยวชาญของชายที่กลางลานนั้น เรียกเสียงฮือฮาและหัวเราะจากผู้เข้าร่วมโดยรอบ


    “ที่นี่ประมูลมนุษย์ด้วยหรือ ?” เสี่ยวจือจือเอ่ยถามอย่างแปลกใจ


    “ในเมื่อสัตว์อสูรยังถูกประมูลได้..เหตุใดจะประมูลมนุษย์ไม่ได้”  เสียงแสบแก้วหูดังขึ้นจากร่างๆหนึ่งทางด้านข้าง… ร่างนั้นแม้คล้ายแต่ก็ไม่ใช่มนุษย์..  ด้วยปากสีดำยาวโง้งแหลม ที่งอกออกมาราวกับอีกานั่น ได้บอกชาติกำเนิดของเขาอย่างชัดแจ้ง


    มู่เชียนประเมินแล้วก็พบว่าร่างตรงหน้าคือจ้าวอสูรตนหนึ่ง…. ระดับจ้าวอสูรนั้นถือเป็นตัวตนระดับสูงสุดในแคว้นหนานเลยทีเดียว แต่กับเมืองชายแดนแห่งนี้กลับสามารถพบเห็นได้โดยง่าย …


    ‘แคว้นลู่สมแล้วที่ได้รับฉายาเป็นแคว้นแห่งสัตว์อสูร’


    มนุษย์อีกามองใบหน้าของเสี่ยวจือจือด้วยดวงตาเป็นประกาย ….  หญิงสาวธาตุน้ำบริสุทธิ์ที่เดิมงดงามเป็นเลิศอยู่แล้วนั้น เมื่อเสริมด้วยสายเลือดอสรพิษหยกดำ ทำให้เพิ่มความร้อนแรงและเย้ายวนลงไปอีกหลายส่วน…​ แม้เด็กสาวตรงหน้าจะเป็นเพียงร่างโตไม่เต็มวัย แต่จ้าวอสูรผู้นี้ก็มั่นใจ … ในอนาคตนางจะต้องเป็นสัตว์อสูรที่งดงามที่สุดในใต้หล้าอย่างแน่นอน… 


    “สัตว์อสูรผู้งดงามเช่นเจ้า ปะปนอยู่กับมนุษย์เหล่านี้น่าเสียดายยิ่ง…  ไปอยู่กับข้าดีหรือไม่….?”  กล่าวพลางก็เอื้อมมาหาคิดจะคว้าแขนเด็กสาว  ทว่ากลับถูกร่างสูงของชายผู้หนึ่งเข้ามาขวาง 


    ฉวนสี่ดึงแขนเสี่ยวจือจือไปไว้ด้านหลังของตน…​ พร้อมกับจ้องหน้ามนุษย์อีกาผู้นั้นอย่างไม่แข็งกร้าว   บรรยากาศแห่งความเป็นอริทำให้เหล่าผู้ร่วมชม และผู้ประกาศต้องหยุดการประมูลชั่วคราว    การต่อสู้ขัดแย้งภายในลานประมูลนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำ ทั้งยังนับเป็นสีสันอย่างหนึ่งอีกด้วย  สายตานับร้อยจับจ้องมายังกลุ่มของพวกเขาด้วยความสนุกสนาน


    “จ้าวอีกาอีกแล้วรึ..  เห็นสตรีเป็นไม่ได้”  


    “คราวก่อนมันฆ่ามนุษย์ไปกลุ่มใหญ่ สร้างปัญหาให้พวกเราไม่น้อย”


    “หึ เป็นมนุษย์กลับมาเยือนตลาดนัดสัตว์อสูรเช่นนี้… ย่อมต้องเตรียมใจไว้บ้าง”


    …..


    “นางมีเจ้าของแล้ว” ฉวนสี่เอ่ยด้วยความหมายที่แฝงนัย  ทว่าจ้าวอสูรผู้นั้นกลับยังคงเข้าใจไปอีกทาง


    “นางทำพันธสัญญากับผู้ใดเล่า  .. ยอดยุทธ์เช่นเจ้าน่ะหรือ ?”  น้ำเสียงและดวงตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างยิ่ง


    “ข้าเอง.. ” เสียงหวานใสดังขึ้น 


    เด็กสาวผมดำสนิทผู้หนึ่งก้าวออกมา แวบแรกนั้นเจ้าอีการับรู้ได้ว่านางเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง   ไม่ทันเยาะหยัน… จ้าวอีกากลับต้องแตกตื่นไป เมื่อรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายอันน่าขนลุก ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างบางเสียก่อน 


    สัญชาตญาณสัตว์ป่าส่งเสียงเตือนดังลั่นว่า...​ สตรีตรงหน้านั้นอันตรายถึงชีวิต…    พริบตานั้นมนุษย์อีกาพลันกลับคืนร่างเดิม กางปีกสีดำสนิทออกแล้วโผบินจากไปอย่างรวดเร็ว….


    “……………………..”   ความเงียบงันปรากฏขึ้นทั่วลานประมูลแห่งนั้น  สิ่งใดกันที่ทำให้จ้าวอีกาผู้ป่าเถื่อนถึงกับหวาดกลัวจนสติหลุด ไม่กลัวความอับอาย รีบกลายร่างเดิมหนีไปเช่นนั้น….


    ‘หรือมันปวดหนัก ?!’   ความคิดนี้ดังก้องในหัวของผู้เห็นเหตุการณ์ส่วนใหญ่…  ฝ่ายของพวกมู่เชียนนั้นแม้จะรู้ถึงสาเหตุแต่ก็ยังอดขำกับสถานการณ์นี้ไม่ได้


    “คิกก…” เสี่ยวจือจือหลุดเสียงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ 


    ที่ผ่านมาเพียงกลิ่นอายจากท่านเสี่ยวจิ้งผู้เดียว สัตว์อสูรทั้งหลายก็กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ นี่ผนวกกับท่านซานถงอีกผู้หนึ่ง… จ้าวอสูรตนนั้นไม่หนีป่าราบสิถึงแปลก


    คล้ายกับเรื่องอี้เจ๋อเจี้ยน สยบมิติฟ้า ธิดาเทพยุทธ์ (จบ) ที่คุณอ่าน