“ศิษย์น้องมู่ นาง… คือธิดาเทพยุทธ์จริงหรือ… ?” โม่เจี้ยนเท้าคางกับโต๊ะพลางเอ่ยอย่างไม่แน่ใจ ดวงตาสีฟ้าเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความครุ่นคิด
“ยังมีอะไรไม่จริงอีกเล่า… ปราณสีทองนั่น พวกเราทุกคนก็เห็นกับตา” จ้าวซงเอ่ยโต้เสียงเรียบ… ลึกๆแล้วเขาไม่รู้สึกไม่ผิดคาดเท่าไหร่… ทั้งยังลอบภูมิใจอย่างมาก.. เขาพ่ายแพ้ในมือของธิดาเทพยุทธ์ จนต้องตกเป็นข้ารับใช้ เอ่ยไปยังมีแต่คนคิดอิจฉาด้วยซ้ำ…
“หากเป็นเช่นนั้น นางน่าจะต้องเป็นศัตรูกับแคว้นต้าเยว่มิใช่หรือ… แต่องค์ราชาผู้นั้นกลับ…” โม่เจี้ยนเอ่ยปากอย่างลำบากใจ สายตากดดันและท่าทางหวงแหนของคนผู้นั้น ชายหนุ่มยังจำได้ติดตา… แล้วยังองครักษ์แซ่หู่ที่เฝ้าตามติด คอยกันท่าเขาอยู่ตลอดเวลาผู้นั้นอีกเล่า … หลายวันมานี้ เขาแทบไม่ได้เข้าใกล้ศิษย์น้องของตนในระยะห้าก้าวเลย
“หรือเขาจะมีเจตนาร้าย ?” จ้าวซงคาดเดา ฉวนสี่ที่นั่งฟังก็มีสีหน้าครุ่นคิดเช่นกัน … ทว่าจากสถานะและความสามารถของคนผู้นั้น หากคิดมุ่งร้ายจริงก็ไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง…
“รอดูสถานการณ์ไปก่อนแล้วกัน..” ฉวนสี่เอ่ย เขาตัดสินใจวางเรื่องนี้ไว้ชั่วคราว เพราะต่อให้คิดอยากป้องกันเพียงใด ทว่าองครักษ์จากต้าเยว่ผู้นั้นเป็นถึงมหายุทธ์ พวกเขาศิษย์พี่น้องทั้งสามร่วมมือกันก็ไม่อาจรับมือได้แม้เพียงกระบวนท่าเดียว
“อรุณสวัสดิ์ศิษย์พี่ทุกท่าน” เสียงใสเอ่ยทักขึ้น หลังจากที่หายตัวไปเกือบสองวัน ด้านหลังร่างบางนั้น มีหู่อู่ตามมาด้วยเช่นเคย
ชายหนุ่มทั้งสามจ้องเด็กสาวแน่นิ่ง รูปลักษณ์ของมู่เชียนยามนี้เปลี่ยนไปมาก หลังทำพันธสัญญาปราณธาตุไม้ สายเลือดเทพในร่างของนางก็ได้รับการกระตุ้น… ดวงตากลมโตสีน้ำตาลอ่อน ริมฝีปากเรียวงาม จมูกโด่งรั้นเชิดเล็กน้อย เส้นผมยาวสลวยสีน้ำตาลเข้ม แม้ไม่งดงามสะเทือนฟ้าเช่นยามใช้ปราณอี้เจ๋อ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นหญิงงามนางหนึ่งแล้ว
“นายหญิงขอรับ มุกพรางร่างที่ฝ่าบาทมอบให้ท่าน ควรนำมาใช้หรือไม่” หู่อู่เอ่ยเสียงก้องราวฟ้าผ่า ทำลายสายตาตกตะลึงของชายหนุ่มทั้งสามนั้นลงได้ ทั้งยังสามารถเอ่ยอ้างถึงนายเหนือหัว ตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างคนทั้งสองให้แมลงเหล่านี้ได้รับรู้… เป็นการยิงนัดเดียวได้นกสองตัวโดยแท้
เด็กสาวผู้งดงามพยักหน้ารับอย่างเห็นด้วย ข่าวที่นางมีผมสีน้ำตาลตาสีน้ำตาลนั้นแพร่กระจายไปทั่วแล้ว นางจึงเลือกที่จะเปลี่ยนเส้นผมเป็นสีดำอีกครั้ง ปราณยุทธ์ก็ถูกพรางจนเหลือเพียงระดับยอดยุทธ์เช่นกัน ทันทีที่มุกพรางร่างถูกสวมลงบนลำคอนั้น เด็กสาวผมดำ ตาดำ ผิวขาวจัดก็ปรากฏตัวขึ้น
“ให้พวกท่านรอนานแล้ว พวกเราออกเดินทางกันเถิด”เด็กสาวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มน่ารัก ทำให้ศิษย์พี่ทั้งสามที่ยังไม่ชินกับใบหน้าใหม่ของนางนักรู้สึกใจสั่นแปลกๆ
“จากนี่หากเป็นรถม้าคงใช้เวลานับเดือน ข้าแนะนำให้ใช้สัตว์อสูรจะดีกว่า” หู่อู่เอ่ยเสียงเข้ม ช่วยให้สติของชายหนุ่มทั้งสามกลับคืนมาอีกครั้ง
“ท่านหู่อู่กล่าวไม่ผิด น่าเสียดายที่พวกเราไม่มีสัตว์อสูรเดินทางสักตัว….” ฉวนสี่เอ่ยอย่างสุภาพ ยามออกจากสำนักนั้นเร่งรีบมาก ทำให้ไม่ทันได้เตรียมตัวถึงเรื่องการเดินทาง
“ชายแดนแคว้นลู่อยู่ใกล้ๆ ได้ยินว่าเมืองชายแดนแห่งนั้นมีตลาดนัดสัตว์อสูร พวกเราไปหาซื้อสักตัวเถิด” ได้ยินจ้าวซงเสนอความคิด ดวงตาสีฟ้าของโม่เจี้ยนก็ลุกวาวด้วยความตื่นเต้นทันที
“พอดีเลย… ข้ากำลังอยากได้สัตว์อสูรสักตัว” เขาได้คัมภีร์ราชาอสูรมาตั้งนาน ศึกษาวิถีสัตว์อสูรมาก็มาก ยังไม่เคยได้มีโอกาสทำพันธะสัญญากับสัตว์อสูรสักครั้ง โม่เจี้ยนคิดว่าครั้งนี้ต้องหาสัตว์อสูรที่เหมาะสมมาสักตัวให้ได้
“เสี่ยวเชียน เจ้าต้องช่วยเลือกให้ข้านะ เรื่องสัตว์อสูรข้ายอมแพ้เพียงเจ้า” โม่เจี้ยนเอ่ยอย่างกระตือรือร้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะมีสัตว์อสูรของตนเอง ย่อมต้องขอคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์เช่นนาง
“ได้สิ” มู่เชียนยิ้มสดใสรับคำ ทำให้โม่เจี้ยนตาพร่าไป
“ที่จริง..เพียงนายหญิงเอ่ยปาก… ฝ่าบาทย่อมส่งกิเลนหกขาตัวนั้นมาถึงมือท่านอย่างรวดเร็ว” หู่อู่เอ่ยแนะนำเสียงเบา ทว่าเด็กสาวกลับส่ายหน้าปฏิเสธ
เมื่อวานรู้สึกได้เขามีอาการแปลกประหลาด นางอยากไม่อยากรบกวนเขา… ทั้งการเดินทางด้วยกิเลนหกขานั้นเอิกเกริกเกินไป มีผู้ใดไม่ทราบบ้างว่านั่นคือ พาหนะประจำตัวของราชนิกูลแคว้นต้าเยว่
“ข้าอยากได้แค่กระเรียนเพลิงสักสองตัวเท่านั้น”
ห้าวันต่อมา พวกมู่เชียนก็มาถึงเมืองชายแดนแคว้นลู่ พวกเขาตรงไปที่ตลาดนัดสัตว์อสูรทันที เสี่ยวจือจือรู้สึกสนใจตลาดแห่งนี้มากจึงออกมาเดินเล่นด้วยเช่นกัน ลวี่ซานถงก็คิดเช่นกันว่าขาสองข้างที่อ่อนแรงนั้นได้ออกกำลังกายบ้างคงจะดีขึ้น …. ฉวนสี่ที่ไม่ได้พบนางมาหลายวัน กำลังจ้องมองเด็กสาวด้วยรอยยิ้มมาครู่ใหญ่แล้ว
“ท่านยิ้มอะไร หยุดยิ้ม..!” เด็กสาวออกคำสั่งเสียงขุ่นปนขัดเขิน…. ดวงตาสีเขียวนั่นพราวแพรวกว่าครั้งใดๆ … ทั้งรอยยิ้มมีเลศนัยนั่นก็ทำให้นางใจสั่นอย่างมาก … เห็นอสูรตัวน้อยเผยความแง่งอนออกมาอย่างน่ารัก ฉวนสี่เหลียวมองซ้ายขวา ก่อนจะก้มลงไปหานางแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า
“คิดถึง ….”
เขาคิดถึงนางมากจริงๆ ตอนอยู่ในสำนักนางคอยมาหา มาก่อกวนเขาทุกวัน ทว่านับจากแยกกันที่เทือกเขาหู่ลี่ไปก็ไม่ได้พบกันอีก ทั้งยังได้ยินว่านางบาดเจ็บสาหัส ผ่านมาเกือบสองเดือนจึงได้พบอีกครั้ง หากไม่ให้เขายิ้ม ก็คงได้แต่เอ่ยคำนี้แล้ว
เสี่ยวจือจือแก้มแดงซ่าน เสียงทุ้มที่เอ่ยคำหวานนั้นทำให้นางรู้สึกเขินอายขึ้นมาเป็นครั้งแรก ฉวนสี่มองใบหน้าเล็กสีชมพูนั้นแล้วก็หัวเราะออกมาเบาๆ ร่างสูงถอยห่างออกมา เดินเคียงข้างนางโดยไม่มีผู้ใดสังเกตุความผิดปกติ
ดวงตาสีน้ำเงินหวานเหลือบมองชายหนุ่ม ที่ยืนยิ้มบางอยู่ด้านข้างอย่างไม่ชอบใจนัก คิดจะหยอกล้อนางประเมินความสามารถของตนเองก่อนดีหรือไม่…?
“อะไรนะ… ศิษย์พี่ฉวนบอกว่าคิดถึงข้า …อยากกอดข้าหรือเจ้าคะ…?” เสียงหวานเอ่ยออกมาดังลั่น ดึงให้ทุกสายตาทั้งเบื้องหน้าและรอบด้านหันมามองพวกเขาเป็นตาเดียว…
ร่างของเด็กสาววัย 13 เอียงหน้าหันไปหาเขา ปากเล็กจิ้มลิ้มอ้าออกเล็กน้อย ดวงตากวางกระพริบถามด้วยท่าทางไร้เดียงสา ทว่าในประกายตาสีน้ำเงินนั้นเต็มไปด้วยความต้องการกลั่นแกล้ง
ความเงียบบังเกิดขึ้น ทั้งคนคุ้นเคยและแปลกหน้าต่างกำลังจ้องมองชายหนุ่มรูปงามวัยยี่สิบกว่า สลับกับเด็กหญิงที่โตไม่เต็มวัยตรงหน้าด้วยสายตาแปลกประหลาด
ที่เรียกว่าตลาดนัดนั้น แท้จริงควรถูกเรียกว่า เป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งจะเหมาะสมกว่า กิจการของตลาดนัดแห่งนี้รุ่งเรืองอย่างมาก ด้วยลูกค้าของพวกเขานั้นมีทั้งมนุษย์และสัตว์อสูรชั้นสูง.. ร้านรวงสองข้างทางแน่นขนัด มีพื้นที่สำหรับผสมพันธุ์สัตว์อสูร คอกสัตว์อสูร โรงเตี๊ยมสำหรับนักเดินทาง รวมถึงลานประมูลอันเป็นเป้าหมายของพวกนางในครั้งนี้อีกด้วย
กลุ่มของมู่เชียนเดินเข้ามาในลานกว้าง รอบด้านคืออัฒจรรย์สูงสามชั้น แต่ละชั้นมีที่นั่งเรียงราย เต็มไปด้วยผู้คน บรรยากาศคึกคักอย่างยิ่ง
“วานรสามตา… ระดับปราชญ์อสูร เริ่มต้นที่ 80000 หินปราณ” ชายร่างเล็กท่าทางคล่องแคล่วที่ยืนอยู่กลางลาน ส่งเสียงประกาศขึ้น จากนั้นผู้คนรอบๆนั้นจึงเริ่มลุกขึ้นแย่งกันเสนอราคา
ข้างกายของผู้ประกาศนั้น มีร่างวานรสามตาตนหนึ่งสูงเท่ากับตัวคน ตลอดร่างของมันถูกพันธนาการด้วยวงเวทย์สีแดง ทำให้ไม่อาจขยับตัวได้ ดวงตาทั้งสามของมันนั้นเต็มไปด้วยรู้สึกโหดร้ายและคลั่งแค้น
“หากใครคิดจะทำพันธะสัญญากับมันย่อมต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านอย่างรุนแรงเป็นแน่” โม่เจี้ยนเอ่ยขึ้นเบาๆด้วยน้ำเสียงเศร้าสลด เป็นไปได้มากว่ามันจะถูกประมูลไปเพื่อควักเอาลูกแก้วอสูรออกมา
มู่เชียนเองรู้สึกเศร้าใจเช่นกัน ทว่ากิจการเช่นนี้มีอยู่ทั่วไป นางย่อมไม่อาจช่วยทุกชีวิตได้ จึงได้แต่ทอดถอนใจให้กับชีวิตหนึ่งชีวิตตรงหน้านี้
วานรอสูรตัวนั้นถูกประมูลไปได้ด้วยราคา 85000 หินปราณ จากนั้น จึงเป็นคราวของหญิงสาวงดงามนางหนึ่ง วัยประมาณ 17-18 ปี ร่างอวบอิ่มถูกฉุดกระชากขึ้นมาบนลานประมูลนั้น เสื้อผ้าขาดรุ่ยบนร่างแทบไม่อาจปกปิดผิวพรรณขาวสะอาดและเต็มไปด้วยร่องรอยฟกช้ำได้เลย
“สตรีแคว้นแคว้นอิงผู้นี้…. ลานประมูลของเราได้ตรวจสอบแล้วว่าเป็นสาวบริสุทธิ์ …. หญิงไร้ปราณทว่ามีความงดงามระดับนี้นั้นหายากยิ่ง… ไม่ต้องกังวลว่าจะหลบหนี ไม่อาจเปลี่ยนนาย ทั้งยังใช้เป็นอาหารว่างได้… เริ่มต้นที่ 10000 หินลมปราณ” เสียงโฆษณาสรรพคุณอย่างเชี่ยวชาญของชายที่กลางลานนั้น เรียกเสียงฮือฮาและหัวเราะจากผู้เข้าร่วมโดยรอบ
“ที่นี่ประมูลมนุษย์ด้วยหรือ ?” เสี่ยวจือจือเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
“ในเมื่อสัตว์อสูรยังถูกประมูลได้..เหตุใดจะประมูลมนุษย์ไม่ได้” เสียงแสบแก้วหูดังขึ้นจากร่างๆหนึ่งทางด้านข้าง… ร่างนั้นแม้คล้ายแต่ก็ไม่ใช่มนุษย์.. ด้วยปากสีดำยาวโง้งแหลม ที่งอกออกมาราวกับอีกานั่น ได้บอกชาติกำเนิดของเขาอย่างชัดแจ้ง
มู่เชียนประเมินแล้วก็พบว่าร่างตรงหน้าคือจ้าวอสูรตนหนึ่ง…. ระดับจ้าวอสูรนั้นถือเป็นตัวตนระดับสูงสุดในแคว้นหนานเลยทีเดียว แต่กับเมืองชายแดนแห่งนี้กลับสามารถพบเห็นได้โดยง่าย …
‘แคว้นลู่สมแล้วที่ได้รับฉายาเป็นแคว้นแห่งสัตว์อสูร’
มนุษย์อีกามองใบหน้าของเสี่ยวจือจือด้วยดวงตาเป็นประกาย …. หญิงสาวธาตุน้ำบริสุทธิ์ที่เดิมงดงามเป็นเลิศอยู่แล้วนั้น เมื่อเสริมด้วยสายเลือดอสรพิษหยกดำ ทำให้เพิ่มความร้อนแรงและเย้ายวนลงไปอีกหลายส่วน… แม้เด็กสาวตรงหน้าจะเป็นเพียงร่างโตไม่เต็มวัย แต่จ้าวอสูรผู้นี้ก็มั่นใจ … ในอนาคตนางจะต้องเป็นสัตว์อสูรที่งดงามที่สุดในใต้หล้าอย่างแน่นอน…
“สัตว์อสูรผู้งดงามเช่นเจ้า ปะปนอยู่กับมนุษย์เหล่านี้น่าเสียดายยิ่ง… ไปอยู่กับข้าดีหรือไม่….?” กล่าวพลางก็เอื้อมมาหาคิดจะคว้าแขนเด็กสาว ทว่ากลับถูกร่างสูงของชายผู้หนึ่งเข้ามาขวาง
ฉวนสี่ดึงแขนเสี่ยวจือจือไปไว้ด้านหลังของตน… พร้อมกับจ้องหน้ามนุษย์อีกาผู้นั้นอย่างไม่แข็งกร้าว บรรยากาศแห่งความเป็นอริทำให้เหล่าผู้ร่วมชม และผู้ประกาศต้องหยุดการประมูลชั่วคราว การต่อสู้ขัดแย้งภายในลานประมูลนั้นเกิดขึ้นเป็นประจำ ทั้งยังนับเป็นสีสันอย่างหนึ่งอีกด้วย สายตานับร้อยจับจ้องมายังกลุ่มของพวกเขาด้วยความสนุกสนาน
“จ้าวอีกาอีกแล้วรึ.. เห็นสตรีเป็นไม่ได้”
“คราวก่อนมันฆ่ามนุษย์ไปกลุ่มใหญ่ สร้างปัญหาให้พวกเราไม่น้อย”
“หึ เป็นมนุษย์กลับมาเยือนตลาดนัดสัตว์อสูรเช่นนี้… ย่อมต้องเตรียมใจไว้บ้าง”
…..
“นางมีเจ้าของแล้ว” ฉวนสี่เอ่ยด้วยความหมายที่แฝงนัย ทว่าจ้าวอสูรผู้นั้นกลับยังคงเข้าใจไปอีกทาง
“นางทำพันธสัญญากับผู้ใดเล่า .. ยอดยุทธ์เช่นเจ้าน่ะหรือ ?” น้ำเสียงและดวงตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยามอย่างยิ่ง
“ข้าเอง.. ” เสียงหวานใสดังขึ้น
เด็กสาวผมดำสนิทผู้หนึ่งก้าวออกมา แวบแรกนั้นเจ้าอีการับรู้ได้ว่านางเป็นยอดยุทธ์ผู้หนึ่ง ไม่ทันเยาะหยัน… จ้าวอีกากลับต้องแตกตื่นไป เมื่อรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายอันน่าขนลุก ที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างบางเสียก่อน
สัญชาตญาณสัตว์ป่าส่งเสียงเตือนดังลั่นว่า... สตรีตรงหน้านั้นอันตรายถึงชีวิต… พริบตานั้นมนุษย์อีกาพลันกลับคืนร่างเดิม กางปีกสีดำสนิทออกแล้วโผบินจากไปอย่างรวดเร็ว….
“……………………..” ความเงียบงันปรากฏขึ้นทั่วลานประมูลแห่งนั้น สิ่งใดกันที่ทำให้จ้าวอีกาผู้ป่าเถื่อนถึงกับหวาดกลัวจนสติหลุด ไม่กลัวความอับอาย รีบกลายร่างเดิมหนีไปเช่นนั้น….
‘หรือมันปวดหนัก ?!’ ความคิดนี้ดังก้องในหัวของผู้เห็นเหตุการณ์ส่วนใหญ่… ฝ่ายของพวกมู่เชียนนั้นแม้จะรู้ถึงสาเหตุแต่ก็ยังอดขำกับสถานการณ์นี้ไม่ได้
“คิกก…” เสี่ยวจือจือหลุดเสียงหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้
ที่ผ่านมาเพียงกลิ่นอายจากท่านเสี่ยวจิ้งผู้เดียว สัตว์อสูรทั้งหลายก็กลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ นี่ผนวกกับท่านซานถงอีกผู้หนึ่ง… จ้าวอสูรตนนั้นไม่หนีป่าราบสิถึงแปลก