แน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง

    บทที่ 50 แย่งความโดดเด่น

            สายตาร้อนผ่าวสองคู่จ้องมองมาที่นางคู่หนึ่งฉายแววตกตะลึงหลงไหล อีกคู่เป็นสายตาริษยาด้วยพลังจิตที่กล้าแกร่งของเสิ่นจื่อโยวหากจะให้นางไม่สังเกตเห็นก็คงถือเป็นเรื่องยาก

            นางหันกลับไปมองก็พบกับคนสองคนที่ยืนนิ่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนักรอยยิ้มบนใบหน้าพลันจางลงหลายส่วน

            ถนนช่างแคบนักเหตุใดไปที่แห่งใดก็ต้องพบกับคนสองคนที่ชอบสรรค์สร้างความรำคาญใจอยู่ร่ำไป

            อารมณ์ที่กำลัง ‘ชื่นชมทัศนียภาพทอดร่างให้กับแสงอาทิตย์’ ถูกทำลายจนหมดสิ้นเสิ่นจื่อโยวลุกขึ้นจากธารน้ำอุ่น ย่ำเท้าลงบนพื้นหญ้าแห้ง

            นางไม่คิดสนใจสองคนนั้นแลเเตรียมตัวจากไป

            ฝ่าเท้างามขาวดุจหิมะย่ำลงบนพื้นหญ้านุ่มหยดน้ำดุจผลึกใสกลิ้งหล่นจากบนหลังเท้า ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ทอดส่องเกิดเป็นประกายเรืองรองแวววาว

            เซวียนหยวนช่างจับจ้องจนดวงตาแทบถลน

            ใช่ว่าเขาไม่เคยผ่านเรื่องทางโลกในฐานะหนึ่งในองค์ชายที่ได้รับความโปรดปรานจากจักรพรรดิแคว้นหลิวหั่วตั้งแต่อายุสิบสามเขาก็มีนางกำนัลห้องข้างแล้ว

            เซวียนหยวนช่างมีข้อเรียกร้องต่อนางกำนัลข้างกายสูงมากหนึ่งคือรูปโฉมต้องงดงาม และสองท่วงท่าอากัปกิริยาต้องดูดี

            สามารถกล่าวได้ว่าถึงแม้เซวียนหยวนช่างจะอายุยังน้อยแต่เขาก็ถือเป็นหนึ่งในยอดฝีมือแห่งการชื่นชมมวลบุปผามาช้านาน

            เซวียนหยวนช่างที่แต่ไรมาไม่เคยขาดแคลนโฉมงามในอ้อมกอดสาวงามหากพบมากแล้ว ได้ลองลิ้มมากแล้วย่อมหมดความใคร่กระหาย ทั้งที่มีเสน่ห์เย้ายวน ไร้เดียงสา แสร้งปั้นตนเย็นชาสูงส่งมีสาวงามประเภทใดบ้างที่เขาไม่เคยพานพบ

            และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดเมื่อเขาได้พบกับเสิ่นเชียนซีโฉมงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหลิวหั่วเขาจึงเกิดความรู้สึกคล้ายมีคล้ายไม่มี

            ก่อนงานเลี้ยงในวังหลวงวันนั้นเขารู้สึกมาโดยตลอดว่าเสิ่นเชียนซีเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะรับตำแหน่งพระชายาเอกแห่งองค์รัชทายาท

            แต่ก็เพียงเท่านี้หากจะให้กล่าววาจาทำนอง ‘มิใช่นางมิได้’ พรรค์นั้น นั่นคงเป็นเรื่องขำขันแล้ว

            ในสายตาของเซวียนหยวนช่างแน่นอนว่าความงามของเสิ่นเชียนซีย่อมพอเพียงแต่ก็เป็นได้เพียงไม้กระดานที่งดงามเท่านั้นประหนึ่งแจกันที่ประดับอยู่ในเรือน เมื่อมองนานไปย่อมไร้ความรู้สึก

            ทว่าวันนี้เมื่อเขาได้พบสตรีที่ประหนึ่งนางสวรรค์จุติลงมาบนโลกมนุษย์ท่ามกลางสายธารแสงอาทิตย์ เซวียนหยวนช่างจึงสัมผัสได้ถึงเปลวเพลิงเร่าร้อนที่โหมกระหน่ำขึ้นในใจ

            เขาต้องการดึงนางเข้าสู่อ้อมกอดกดนางไว้ใต้ร่าง เข้าครอบครองนางอย่างหนักหน่วงทำให้นางแปดเปื้อนอวลกรุ่นไปด้วยลมหายใจของตน ตกสู่โลกมนุษย์โดยแท้จริง

            โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่นางเบี่ยงใบหน้ามาเปลวเพลิงร้อนแรงในใจเขาก็ลุกโชนถึงจุดสูงสุด

            แต่เห็นได้ชัดว่านางมีท่าทีคร้านจะสนใจพวกเขาสวมรองเท้าเตรียมจากไปแล้ว

            หัวใจของเซวียนหยวนช่างขมวดแน่นโดยพลันเขาก้าวยาว ๆ เข้าไป ยื่นมือหมายจับแขนของเสิ่นจื่อโยว

            เดิมเสิ่นจื่อโยวก็ระแวดระวังสองคนนี้มาโดยตลอดชั่วขณะที่เซวียนหยวนช่างยื่นมือเข้ามานางจึงหมุนตัวหลบได้อย่างว่องไว

            “ท่านคิดทำอะไร” เสิ่นจื่อโยวกล่าวเสียงเย็นเยียบ

            เซวียนหยวนช่างจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าการกระทำของตนเมื่อครู่วู่วามเพียงใดเกรงว่าเขาจะทำให้โฉมงามโกรธเสียแล้ว

            เมื่อต้องเผชิญกับคำถามอันเย็นชาของเสิ่นจื่อโยวเซวียนหยวนช่างก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดีเขาดึงมือกลับ แสดงท่วงท่าผ่อนคลายแล้วกล่าว“ข้าเห็นแม่นางอยู่เพียงลำพังที่นี่จึงเกรงว่าจะรู้สึกโดดเดี่ยวดังนั้นจึงอยากทำความรู้จักเป็นสหายกับแม่นาง”

            “เป็นสหาย?” เสิ่นจื่อโยวเลิกคิ้วร่องรอยประหลาดใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า

            นางจึงเพิ่งตระหนักได้ว่ายามนี้ตนเองไม่ได้สวมผ้าปิดบังใบหน้าคนตรงหน้าจึงจำนางไม่ได้

            เสิ่นจื่อโยวยิ้มขึ้นอย่างนึกสนุกนางปรายตามองเสิ่นเชียนซีด้วยใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม

            ไม่ผิดจากที่คาดเสิ่นเชียนซีที่ติดตามองค์ชายสามเซวียนหยวนช่างมาชมบุปผาบัดนี้สีหน้าย่ำแย่จนใกล้เปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำแล้ว

            ถึงแม้การได้ชมการเปลี่ยนแปลงสีหน้าของเสิ่นเชียนซีจะเป็นเรื่องที่ทำให้นางอารมณ์ดีแต่เสิ่นจื่อโยวก็รู้สึกว่าเพื่อความสุขเพียงชั่วขณะนางไม่ถึงขั้นต้องยอมกระทำเรื่องน่าขยะแขยง

            เช่นการเป็น ‘สหาย’ กับเซวียนหยวนช่าง

            ดังนั้นหลังจากที่เสิ่นจื่อโยวดึงสายตากึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้มกลับมาจากร่างของเซวียนหยวนช่างนางก็ปฏิเสธโดยไร้ความเกรงใจ “ขออภัย ข้าไม่มีความคิดที่จะเป็นสหายกับคนเช่นท่าน”

            ประกายขุ่นเคืองพาดผ่านดวงตาของเซวียนหยวนช่างผู้ที่ถูกยกย่องว่าเป็น ‘บุรุษงามอันดับหนึ่งแห่งแคว้นหลิวหั่ว’เช่นเขาแม้จะไม่ได้เผยสถานะของตนแต่ก็มีโฉมงามนับไม่ถ้วนกระโจนเข้าหาเขาดุจแมงเม่าบินเข้ากองไฟ

            ทว่าคนผู้นี้กลับปฏิเสธเขาโดยไม่แม้แต่จะครุ่นคิด?!

            เซวียนหยวนช่างไม่สบอารมณ์จึงเผยสถานะของตนออกมา

            “ข้าคิดว่าแม่นางควรจะครุ่นคิดให้กระจ่างแล้วค่อยตอบข้าอีกครั้งข้าคือเซวียนหยวนช่างองค์ชายสามแห่งแคว้นหลิวหั่วการเป็นสหายกับข้าเจ้าจะได้รับแต่ผลดีไม่มีเสีย”

            มุมปากของเสิ่นจื่อโยวยกหยักกล่าวเสียงเนือย “ข้ารู้ว่าท่านคือเซวียนหยวนช่างองค์ชายสามแห่งแคว้นหลิวหั่วแต่ข้าก็ยังไม่คิดอยากเป็นสหายกับท่าน เช่นนี้แล้วจะทำอย่างไรดี”

            เซวียนหยวนช่างสะอึกเบิกตากว้างอย่างยากจะเชื่อ

            สตรีผู้นี้รู้ว่าเขาเป็นองค์ชายสามแต่ก็ยังปฏิเสธเขา?!

            “แม่นางท่านนี้โอหังเกินไปแล้วทั้งที่รู้ว่าองค์ชายสามทรงประทับอยู่ที่นี่นอกจากจะไม่คุกเข่าแล้วยังกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนี้สนทนากับองค์ชายสาม!”

            เสิ่นเชียนซีตวาดกร้าวในขณะที่นางประนามเสิ่นจื่อโยวก็หวังว่ามันจะทำให้องค์ชายสามเกิดความเกลียดชังฝ่ายตรงข้ามได้อย่างสิ้นเชิง

            รูปโฉมงดงามแล้วมีประโยชน์อันใด สตรีที่ตาไร้แววเช่นนี้ช้าเร็วก็ต้องตายเพราะความโง่เขลาของตน!

            เสิ่นเชียนซีคิดอย่างมาดร้าย

            เสิ่นจื่อโยวกล่าวด้วยน้ำเสียงลากยาวแฝงนัยล้ำลึก“อ้อ?เช่นนั้น เสิ่นเชียนซีเจ้าลองกล่าวมาสิว่าข้าต้องใช้น้ำเสียงเช่นไรในการสนทนากับองค์ชายสามต้องเหมือนเจ้าหรือ เสแสร้งอ่อนหวานเปราะบาง บีบเสียงในลำคอ กลัวว่าจะไม่มีบุรุษคนใดเอ็นดูทะนุถนอมเจ้าหรือ”

            เสิ่นจื่อโยวอดแสดงทักษะลิ้นเคลือบพิษออกมาไม่ได้ในขณะที่เสิ่นเชียนซีกำลังเดือดเป็นฟืนเป็นไฟเพราะวาจาของเสิ่นจื่อโยวนั้นนางกลับไม่ได้นำสตรีตรงหน้ามาเชื่อมโยงกับเสิ่นจื่อโยวแม้เพียงเศษเสี้ยว

            บางทีในความคิดของเสิ่นเชียนซีเสิ่นจื่อโยวก็คือหญิงอัปลักษณ์คนหนึ่ง ไม่มีทางแปรเปลี่ยนเป็นโฉมงามสะคราญ?

            เสิ่นเชียนซีโต้คารมมิอาจสู้เสิ่นจื่อโยวนางโกรธจนน้ำตาเอ่อรื้น ดึงแขนเสื้อของเซวียนหยวนช่างพลางร้องคร่ำครวญ “องค์ชายท่านดูสิเพคะ ปากคอของแม่นางผู้นี้ร้ายกาจยิ่งนัก!”

            “จุ๊ ๆ ดูสิ เสิ่นเชียนซียังไม่ทันไรเจ้าก็แสร้งปั้นท่าน่าสงสารออกมาอีกแล้วหากจะกล่าวว่าเจ้าไม่ได้เสแสร้งทำตัวน่าสงสารเพื่อเรียกร้องความเห็นใจ ข้าคงไม่เชื่อสักเท่าไร”

            วาจาเชือดเฉือนของเสิ่นจื่อโยวแต่ละถ้อยคำแต่ละประโยคราวกับมีดที่กรีดลงบนใบหน้าของเสิ่นเชียนซีทำให้นางรู้สึกแสบร้อนเหลือคณา

            ที่ทำให้เสิ่นเชียนซีสัมผัสได้ถึงความน่าสะพรึงกลัวและอันตรายมากที่สุดก็คือเซวียนหยวนช่างกลับมีอาการหวั่นไหวกับคำพูดนี้

            นางเห็นเพียงเซวียนหยวนช่างขมวดคิ้วมุ่นปรายตามองนางปราดหนึ่งก่อนดึงแขนของนางออกอย่างไร้ความอดทน

            เสิ่นเชียนซีแทบหยุดหายใจ!

            ทว่าในขณะที่เซวียนหยวนช่างหันกลับไปเผชิญหน้ากับเสิ่นจื่อโยวหัวคิ้วของเขากลับคลายลง

            ปากของโฉมงามที่อยู่เบื้องหน้าร้ายกาจไปบ้างทว่านี่กลับยิ่งทำให้เขารู้สึกสนุกมากขึ้นในการปราบพยศนาง...มิใช่หรือ?

            เซวียนหยวนช่างหยิบต่างหูแร่สีคู่หนึ่งออกมาจากแหวนเก็บสมบัติเขาแกว่งไกวไปมาเบื้องหน้าเสิ่นจื่อโยวก่อนกล่าว “หากแม่นางยินยอมเป็นสหายกับข้าข้าก็จะมอบต่างหูแร่สีคู่นี้ให้กับแม่นาง...เป็นอย่างไร”

            ต่างหูแร่สี ของวิเศษคุ้มกันระดับสี่หากสวมใส่ติดร่างจะสามารถป้องกันการโจมตีทุกชนิดจากนักบำเพ็ญเพียรที่มีระดับต่ำกว่าปราณก่อเกิดได้

            สำหรับปุถุชนทั่วไปการได้ครอบครองต่างหูคู่นี้ย่อมถือว่าไม่เลวเป็นอย่างยิ่ง

            เซวียนหยวนช่างไม่เคยพบเห็นโฉมงามผู้นี้อยู่ในตระกูลของขุนนางชนชั้นสูงศักดิ์คนใดดังนั้นเขาจึงทึกทักเอาเองว่าเสิ่นจื่อโยวเป็นเพียงสาวงามชนชั้นสามัญทั่วไป

            เสิ่นเชียนซีจับจ้องต่างหูแร่สีในมือของเซวียนหยวนช่างตาเขม็งดวงตาจวนเจียนลุกเป็นไฟ!

            ของขวัญทุกชิ้นที่เซวียนหยวนช่างเคยมอบให้นางแต่ไรมาก็ไม่เคยสูงกว่าระดับสาม!

            คาดไม่ถึงว่าการพบกันเพียงครั้งเดียวนางก็ถูกแย่งความสนใจไปโดยสตรีที่ไม่รู้ที่มาคนหนึ่ง

    คล้ายกับเรื่องแน่จริงก็เข้ามา! หญิงอัปลักษณ์เช่นข้าจะสั่งสอนขยะอย่างพวกเจ้าเอง ที่คุณอ่าน