จินลี่หยางตื่นขึ้นมาเพราะเสียงเคาะประตูเขาหันไปมองเฉินอี้ที่ยังนอนตะแคงหลับอยู่ก็รีบลุกออกมาเปิดประตู และพบว่าเป็นซุนเฉิง
“มีอะไรหรือซุนเฉิง” จินลี่หยางเอ่ยถามเขาพลางกะพริบตาเพราะรู้สึกแสบร้อนจากการอดนอน
“เมื่อคืนมีคนถูกทำร้ายอีกรายแล้วขอรับหัวหน้าจิน”ซุนเฉิงกล่าวด้วยความตื่นตระหนก
จินลี่หยางตาสว่าง“ที่ไหน! ใคร!”
“หมู่บ้านหลี่เคิงขอรับ” ซุนเฉิงสีหน้าไม่ดี “จางฝูลู่”
จินลี่หยางตัวชาใจกระตุกวูบ
“เหล่าจางเป็นอันใดหรือ”
จินลี่หยางกับซุนเฉิงหันไปมองตามเสียงและพบว่าเฉินอี้ยืนอยู่ที่หน้าห้องของจินลี่หยางแล้ว
“เฉินอี้ เจ้ากลับเข้าห้องไปก่อน อากาศเย็นมาก”จินลี่หยางพยายามจะให้เฉินอี้กลับเข้าห้องไปเพื่อเขาจะได้คุยกับซุนเฉิงต่อ
“เหล่าจางเป็นอันใด พี่ลี่หยาง ท่านบอกข้ามา”เฉินอี้ไม่ยอมเดินตามเขาและเอ่ยถามเสียงดังขึ้นอีก “พี่ซุนเฉิงเหล่าจางเป็นอันใดขอรับ”เฉินอี้หันไปถามซุนเฉิงและใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองเดินไปหาเขาใบหน้าขาวซีดจินลี่หยางรีบตามไปคว้าตัวเฉินอี้เอาไว้
ซุนเฉิงมองหน้าเฉินอี้กับจินลี่หยาง“เมื่อคืนมีคนไปพบคุณชายจางถูกทำร้ายอยู่หน้าบ้านท่าน”
“แล้วตอนนี้เขาเป็นอย่างไรบ้าง” จินลี่หยางถามซุนเฉิงมือก็ยังจับเฉินอี้ไว้เพราะกลัวว่าเขาจะวิ่งออกไปจากบ้าน
“คุณชายเฉินท่านมิต้องห่วง คุณชายจางมิเป็นไรมากทำแผลเสร็จก็กลับบ้านแล้วขอรับ”
“จริงหรือ เหล่าจางมิเป็นไรแล้วจริงนะ” เฉินอี้จับแขนซุนเฉิงเขย่าซุนเฉิงพยักหน้า
“จริงขอรับ มีคนมาช่วยเขาไว้ได้ทัน”
อาหลิ่งรีบเข้ามาหาเฉินอี้“เฉินอี้ ท่านใจเย็นไว้ก่อน เสี่ยวจางมิเป็นไรแล้ว ท่านระวังอาการของท่านด้วย”
เฉินอี้พยักหน้าและสูดหายใจลึกๆ
จินลี่หยางให้ซุนเฉิงอยู่กับเฉินอี้ส่วนเขาเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เมื่อกลับออกมามีทหารอีกคนหนึ่งวิ่งมาหาจินลี่หยาง
“หัวหน้าขอรับ มีคนพบศพชายถูกสังหารขอรับ”
จินลี่หยางตกใจอีกรอบนี่มันวันอะไรกัน “ถูกสังหารหรือ มิใช่แค่บาดเจ็บหรือ!”
ทหารคนนั้นสั่นหน้าและรีบรายงาน“พบศพที่ด้านหลังโรงไม้ไฉกัง เป็นคนงานของโรงไม้ขอรับ”
จินลี่หยางหันมามองเฉินอี้เขาอยากพาเฉินอี้กลับบ้านแต่งานก็ค่อนข้างเร่งด่วน
“พี่ลี่หยาง พี่ซุนเฉิง ท่านไปทำงานเถิดขอรับ ข้ากลับบ้านเองได้”เฉินอี้รู้ว่าจินลี่หยางเป็นห่วงตน แต่เกิดเหตุทำร้ายขึ้นสองครั้งในคืนเดียวเช่นนี้เขาจะให้จินลี่หยางทิ้งงานเพื่อเขามิได้
“เจ้ารออยู่ที่นี่อย่าเพิ่งไปไหน ข้าจะรีบกลับมา”จินลี่หยางไม่อยากให้เฉินอี้เดินทางคนเดียวและขาของเฉินอี้ก็เจ็บ
เฉินอี้พยักหน้าเมื่อทั้งสามคนหันกายเดินออกประตูไป เฉินอี้ก็เรียกตงเปียนไว้และบอกว่าไม่ต้องให้จินลี่หยางกลับมาเพราะเขาก็กำลังจะออกไปแล้วเช่นเดียวกันตงเปียนอยากรั้งให้เฉินอี้อยู่แต่เขาไม่สามารถทำได้ เพราะต้องรีบตามจินลี่หยางไป
เมื่อถึงโรงไม้ไฉกังก็มีชาวบ้านมามุงอยู่ค่อนข้างมากแล้วจินลี่หยางรีบเข้าไปหาเถ้าแก่ฉินเขายืนรออยู่ด้วยความตระหนกและกังวลใจภรรยาและลูกของเถ้าแก่ฉินนั่งตัวสั่นอยู่ในห้องที่มีโต๊ะเสมียนของจางฝูลู่อยู่
เถ้าแก่ฉินเล่าว่าตนเองตื่นนอนตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างและเดินสำรวจรอบๆ โรงไม้ตามปกติโดยทุกคืนจะมีคนงานอยู่เฝ้าเวรยาม แต่เช้านี้กลับไม่พบคนที่เข้าเวรเมื่อคืนนี้
ตอนแรกเขาก็รู้สึกโมโหที่ลูกน้องทิ้งหน้าที่และคิดจะลงโทษแต่เมื่อสอบถามคนงานคนอื่นๆ ก็บอกว่าติงฉีมาเข้าเวรตามเวลาเถ้าแก่ฉินจึงเอะใจเพราะติงฉีเป็นเด็กขยันและรับผิดชอบไม่น่าจะทิ้งเวรตนเองไปเหลวไหลที่ไหน
“ผู้ใดพบศพเป็นคนแรกขอรับเถ้าแก่ฉิน” จินลี่หยางถามเถ้าแก่ฉินจึงกวักมือเรียกชายหนุ่มอีกคนให้เข้ามาใกล้ๆ
“ข้าชื่อกัวลี่เช่อขอรับใต้เท้า”เขาคำนับจินลี่หยางและก้มหน้าก้มตาด้วยความกลัว
จินลี่หยางยิ้มให้เขา“เจ้ามิต้องกลัวหรอกกัวลี่เช่อ เล่ามาเถิดว่าไปพบศพได้อย่างไร”
“ขอรับ” กัวลี่เช่อตัวสั่นเล็กน้อย“ข้าเข้าไปในโรงเก็บไม้ไผ่ที่ใช้สำหรับทำนั่งร้านแล้วเห็นรอยเลือดก็นึกว่ามีตัวอะไรโดนหมากัดหรือเปล่าก็เลยตามรอยเลือดไปขอรับพออ้อมไปด้านหลังโรงไม้” กัวลี่เช่อ เหลือบตามองไปทางที่เขาพบศพ“ก็เห็นติงฉีนอนอยู่ในสภาพนั้น เลือดนองพื้นเลยขอรับ”
จินลี่หยางสงสัยกับคำพูดของกัวลี่เช่อแต่ก็ยังมิได้กล่าวอันใด
“ข้าตกใจมากเลยร้องเสียงดัง แล้วคนงานคนอื่นๆ ก็วิ่งมาขอรับ”
“มีผู้ใดแตะต้องศพหรือไม่” จินลี่หยางถาม
“ไม่มีขอรับ” กัวลี่เช่อส่ายหน้า
“เอาล่ะ ขอบใจเจ้ามาก” จินลี่หยางพยักหน้าให้เขาและเดินไปหาเหอผิง“ข้าอยากดูศพหน่อย”
เหอผิงเดินนำจินลี่หยางไปด้านหลังโรงไม้มีคนเอาผ้ามาคลุมศพไว้แล้ว คนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องถูกกันออกไปจนหมดจินลี่หยางเปิดผ้าออกดูพบว่าติงฉีเป็นชายหนุ่มอายุน้อย น่าจะใกล้เคียงกับเฉินอี้มีบาดแผลถูกแทงสองแห่งคือสีข้างด้านขวากับหน้าอกเหมือนกับศพหญิงสาวก่อน หน้านี้
จินลี่หยางถอนใจรู้สึกสลดกับภาพที่เห็น
“ยังมีอีกขอรับพี่จิน” เหอผิงมองจินลี่หยางและเปิดผ้าคลุมศพออกจนหมดจินลี่หยางเห็นแล้วก็ทั้งสลดและตกใจหนักขึ้นไปอีกนึกถึงคำพูดของกัวลี่เช่อที่เขาพูดว่า ‘เห็นติงฉีอยู่ในสภาพนั้น’ขึ้นมาทันที
ศพของติงฉีก็มีร่องรอยถูกข่มขืนเช่นเดียวกัน
คนร้ายรายนี้ลงมือกับทั้งหญิงและชายไม่มีละเว้น
จินลี่หยางขอตรวจร่างกายและสอบปากคำคนงานในโรงไม้ทั้งหมดเถ้าแก่ฉินก็ยินยอมให้ความร่วมมืออย่างดี
เฉินอี้เดินมาจนถึงบ้านของจางฝูลู่ด้วยความเหนื่อยอ่อนขาเจ็บร้าวระบม
อาไฉเห็นเฉินอี้มาก็ดีใจมากและรีบพาเขาเข้าไปหาจางฝูลู่ในห้อง
“เหล่าจาง!” เฉินอี้เอ่ยเรียกเขาเมื่อก้าวพ้นประตูห้องเข้ามาจางฝูลู่แทบจะกระโดดลงจากเตียงด้วยความดีใจ
“อาอี้!”
“เหล่าจาง เจ้าเป็นอันใดมากหรือไม่ บาดเจ็บตรงไหนบ้าง” เฉินอี้จับแขนจางฝูลู่เอ่ยถามเขาเสียงรัวเร็ว
“มิเป็นไรแล้ว เจ็บนิดหน่อยเท่านั้น ว่าแต่เจ้าหายไปไหนมาทั้งคืนข้าเป็นห่วงแทบแย่!” จางฝูลู่กล่าวเสียงดุปิดท้าย
“ข้าอยู่บ้านพี่ลี่หยาง”
จางฝูลู่ตั้งท่าจะดุเขาแต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่เฉินอี้เล่าจึงกลืนคำที่ตั้งใจจะต่อว่าลงคอไป
“ก่อนข้าออกมา ได้ยินว่ามีคนงานของโรงไม้ไฉกังถูกสังหารอีกคนหนึ่งแล้ว”
“หา! อะไร! ใครกัน!” จางฝูลู่ตกใจมาก เฉินอี้ส่ายหน้า
“ข้าก็ยังไม่รู้รายละเอียด เหล่าจาง ใครทำร้ายเจ้า เจ้าเห็นหรือไม่”
จางฝูลู่ถอนใจ“ไม่เห็น มันมืดมาก รู้แต่เป็นผู้ชาย มีผ้าปิดหน้าไว้ด้วย”
“เจ้าพอจะจำได้หรือไม่ว่าคนร้ายใช้มือข้างใดถืออาวุธ”
จางฝูลู่พยักหน้า“จำได้สิ มันถือมีดด้วยมือขวา นี่อย่างไรแผลข้า”จางฝูลู่จับมือเฉินอี้ไปที่สีข้างด้านซ้ายของเขาที่มีผ้าพันแผลปิดอยู่ เฉินอี้มีสีหน้างงงัน
อะไรกันคนร้ายมีสองคนเช่นนั้นหรือ
เฉินอี้คลำไปบนผ้าพันแผลของจางฝูลู่“เจ็บมากหรือไม่”
“ไม่มากแล้ว แผลตื้นนิดเดียวเอง ท่านแม่ข้าทำให้เป็นเรื่องใหญ่”
“ได้ยินว่ามีคนมาช่วยเจ้าหรือ ผู้ใดกัน”
จางฝูลู่พยักหน้า“เจ้าต้องประหลาดใจแน่อาอี้” เขากล่าวและยิ้ม เฉินอี้ทำหน้างง
“ทำไมหรือ”
“คนที่ช่วยข้าคืออาไป๋กับอาหลุน คนของท่านลู่อย่างไรล่ะ”
เฉินอี้งงหนักขึ้นไปอีกคนของลู่ฉงเยวี่ยกลับกันไปหมดแล้วมิใช่หรือแล้วเหตุใดอาไป๋กับอาหลุนจึงยังอยู่ที่นี่